TH | EN
Business Law & Franchise

สัญญาแฟรนไชส์ไทย:
กรอบกฎหมายและองค์ประกอบสำคัญ

วิเคราะห์กรอบกฎหมายแฟรนไชส์ไทย ค่า Franchise Fee & Royalty การคุ้มครอง IP และ Checklist สำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

Thundthornthep Yamoutai, Ph.D. | 4 เมษายน 2569 | Academic Article

Table of Contents / สารบัญ

  1. บทนำ — ธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทย
  2. กรอบกฎหมายที่ใช้บังคับ (Legal Framework)
  3. องค์ประกอบสำคัญของ Franchise Agreement
  4. ค่า Franchise Fee & Royalty Fee
  5. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP Protection)
  6. เขตพื้นที่ (Territory) และการแข่งขัน
  7. ข้อควรระวังและความเสี่ยง
  8. Checklist ก่อนลงนามสัญญาแฟรนไชส์
  9. คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
  10. เอกสารอ้างอิง

1. บทนำ — ธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทย Introduction — Franchise Business in Thailand

ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise Business) เติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย โดยปัจจุบันมีระบบแฟรนไชส์ที่ได้รับการจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) มากกว่าหลายร้อยระบบ ครอบคลุมธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีก ความงาม การศึกษา บริการสุขภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย การเติบโตดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแฟรนไชส์เป็นโมเดลธุรกิจที่ได้รับความนิยมทั้งจากมุมมองของ Franchisor (ผู้ให้สิทธิ์แฟรนไชส์) ที่ต้องการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วโดยใช้เงินทุนของ Franchisee (ผู้รับสิทธิ์แฟรนไชส์) และจากมุมมองของ Franchisee ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจบนรากฐานของแบรนด์และระบบที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนที่สำคัญของระบบกฎหมายแฟรนไชส์ไทยในปัจจุบันคือการขาดพระราชบัญญัติแฟรนไชส์โดยเฉพาะ (Specific Franchise Act) ซึ่งแตกต่างจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาที่มี Federal Trade Commission (FTC) Franchise Rule กำกับดูแลการเปิดเผยข้อมูลก่อนทำสัญญา หรือสหภาพยุโรปที่มีกรอบกฎหมายเฉพาะสำหรับแฟรนไชส์ ในไทยจึงต้องอาศัยกฎหมายทั่วไปหลายฉบับประกอบกัน ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมายและความเสี่ยงสำหรับทั้งสองฝ่าย

บทความนี้มุ่งวิเคราะห์กรอบกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาแฟรนไชส์ในประเทศไทย องค์ประกอบสำคัญที่สัญญาแฟรนไชส์ที่ดีควรมี โครงสร้างค่าธรรมเนียม การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และข้อควรระวังทางกฎหมายที่ทั้ง Franchisor และ Franchisee ควรทราบก่อนเข้าสู่ความสัมพันธ์ตามสัญญาแฟรนไชส์

Key Insight

ไทยยังไม่มี พ.ร.บ.แฟรนไชส์โดยเฉพาะ การคุ้มครองทางกฎหมายจึงขึ้นอยู่กับความรัดกุมของสัญญาเป็นหลัก การร่างสัญญาแฟรนไชส์ที่ครอบคลุมและสมดุลจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง

2. กรอบกฎหมายที่ใช้บังคับ Legal Framework Governing Franchise Agreements in Thailand

เนื่องจากประเทศไทยไม่มีพระราชบัญญัติแฟรนไชส์เฉพาะ สัญญาแฟรนไชส์จึงต้องอาศัยกฎหมายทั่วไปหลายฉบับประกอบกัน ดังนี้

2.1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ปพพ.)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ถือเป็นกฎหมายหลักที่ใช้บังคับกับสัญญาแฟรนไชส์ในประเทศไทย ในหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

บรรพ 2 — นิติกรรมและสัญญา: มาตรา 149 ถึง 394 วางหลักเรื่องการก่อตั้ง ความสมบูรณ์ ผลบังคับ และการสิ้นสุดของสัญญาทั่วไป รวมถึงการตีความสัญญา (มาตรา 171) และการบังคับตามสัญญา (มาตรา 213 เป็นต้นไป) ซึ่งล้วนใช้บังคับกับสัญญาแฟรนไชส์โดยอนุโลม

บรรพ 3 — เอกเทศสัญญา: หมวดว่าด้วยสัญญาเช่า (มาตรา 537 เป็นต้นไป) สัญญาตัวแทน (มาตรา 797 เป็นต้นไป) และสัญญาจ้างทำของ (มาตรา 587 เป็นต้นไป) อาจนำมาใช้ประกอบเพื่ออุดช่องว่างในสัญญาแฟรนไชส์ที่ไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจน ขึ้นอยู่กับลักษณะความสัมพันธ์ที่แท้จริง

2.2 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มีความสำคัญต่อธุรกิจแฟรนไชส์ในส่วนที่เกี่ยวกับการโฆษณาและการนำเสนอข้อมูลแก่ผู้ที่ประสงค์จะเป็น Franchisee ซึ่งมีสถานะเป็น "ผู้บริโภค" ในบางกรณี กฎหมายนี้กำหนดให้การโฆษณาต้องไม่มีข้อความเท็จ (มาตรา 22 เป็นต้นไป) และให้สิทธิผู้บริโภคในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอก่อนการตัดสินใจ นอกจากนี้ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มีอำนาจออกประกาศกำหนดสัญญาที่ต้องมีข้อกำหนดเฉพาะ [ต้องยืนยันมาตรา]

2.3 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

สัญญาแฟรนไชส์เกือบทุกฉบับมีองค์ประกอบของการอนุญาตให้ใช้สิทธิเครื่องหมายการค้า (Trademark License) ดังนั้นพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (แก้ไขเพิ่มเติม) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้า (มาตรา 44) การอนุญาตให้ใช้สิทธิ (มาตรา 68) และการจดทะเบียนสัญญาอนุญาต [ต้องยืนยันมาตรา] ซึ่งจำเป็นเพื่อให้มีผลบังคับต่อบุคคลภายนอก

2.4 พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560

ข้อกำหนดในสัญญาแฟรนไชส์ที่อาจมีผลจำกัดการแข่งขัน เช่น การกำหนดราคาขาย การแบ่งเขตพื้นที่ หรือการผูกขาดการซื้อสินค้า/วัตถุดิบ ต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 โดยเฉพาะมาตรา 54 ที่ห้ามการกำหนดราคาขายปลีก และมาตรา 57 ที่ห้ามการแบ่งตลาดหรือจำกัดการซื้อขายในลักษณะที่เป็นการผูกขาด [ต้องยืนยันมาตรา]

2.5 FTC Franchise Disclosure Rule (แนวทางอ้างอิงสากล)

แม้จะไม่มีผลบังคับในไทย แต่ Federal Trade Commission (FTC) Franchise Rule ของสหรัฐอเมริกา กำหนดให้ Franchisor ต้องเปิดเผย Franchise Disclosure Document (FDD) แก่ผู้ที่ประสงค์เป็น Franchisee อย่างน้อย 14 วันก่อนลงนาม เป็นแนวทางที่นักกฎหมายไทยนำมาประยุกต์ใช้เพื่อปกป้องสิทธิ Franchisee แม้ในกรณีที่กฎหมายไทยยังไม่บังคับโดยตรง

⚠ ความเสี่ยงระดับสูง

การขาดกฎหมายเฉพาะทำให้ Franchisee ไทยมีความเสี่ยงสูงกว่า Franchisee ในประเทศที่มีกฎหมายแฟรนไชส์โดยตรง โดยเฉพาะในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลก่อนทำสัญญา การต่ออายุสัญญา และการเลิกสัญญา ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับข้อกำหนดในสัญญาเป็นหลัก

3. องค์ประกอบสำคัญของ Franchise Agreement Key Elements of a Franchise Agreement

สัญญาแฟรนไชส์ที่ดีและสมดุลควรประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญดังต่อไปนี้ โดยแต่ละส่วนต้องมีความชัดเจน ครบถ้วน และไม่เอาเปรียบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกินสมควร

1

บทนิยาม (Definitions)

Definitions Clause

กำหนดความหมายของคำสำคัญทุกคำ เช่น "ระบบแฟรนไชส์" "เครื่องหมายการค้า" "ข้อมูลลับ" "เขตพื้นที่" "ยอดขายรวม" เพื่อป้องกันการตีความที่แตกต่างกันในภายหลัง

2

การอนุญาตใช้สิทธิ (License Grant)

License Grant

ระบุว่าสิทธิที่ให้เป็น Exclusive หรือ Non-Exclusive ขอบเขตของสิทธิ ระยะเวลา และเงื่อนไขการใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า Know-How และระบบแฟรนไชส์

3

ค่าธรรมเนียม (Fees & Payments)

Fee Structure

กำหนด Franchise Fee เริ่มต้น Royalty Fee รายงวด Marketing Fund ค่า Training และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ พร้อมวิธีการคำนวณและกำหนดการชำระที่ชัดเจน

4

เขตพื้นที่ (Territory)

Territorial Rights

กำหนดขอบเขตพื้นที่การดำเนินธุรกิจ สิทธิ์ Exclusive Territory และข้อกำหนดเรื่องการแข่งขันทางอ้อม เช่น การขายออนไลน์นอกเขตพื้นที่

5

มาตรฐานการดำเนินงาน (Operations Manual)

Operating Standards

อ้างอิงคู่มือการดำเนินงาน (Operations Manual) และมาตรฐานคุณภาพ วิธีการดำเนินธุรกิจ และสิทธิของ Franchisor ในการตรวจสอบและบังคับใช้มาตรฐาน

6

การฝึกอบรมและสนับสนุน (Training & Support)

Training & Support Obligations

ระบุภาระผูกพันของ Franchisor ในการฝึกอบรมเริ่มต้น การอบรมต่อเนื่อง การสนับสนุนด้านการตลาด และการสนับสนุนด้านปฏิบัติการ

7

ระยะเวลาและการต่ออายุ (Term & Renewal)

Term, Renewal & Termination

กำหนดอายุสัญญา เงื่อนไขและขั้นตอนการต่ออายุ เหตุแห่งการเลิกสัญญาของทั้งสองฝ่าย และผลทางกฎหมายหลังจากสิ้นสุดสัญญา

8

ข้อกำหนดหลังสิ้นสุดสัญญา (Post-Termination)

Post-Termination Obligations

ครอบคลุม Non-Compete Clause Non-Solicitation การส่งคืนทรัพย์สินและเอกสาร การยกเลิกการใช้เครื่องหมายการค้า และการชำระหนี้คงค้าง

หลักกฎหมายสำคัญ: สัญญาแฟรนไชส์ที่มีข้อกำหนดที่เป็นโมฆะหรือผิดกฎหมาย อาจถูกศาลตัดสินว่าข้อกำหนดนั้นเป็นโมฆะหรือไม่มีผลบังคับ (Severability) โดยไม่กระทบส่วนที่เหลือของสัญญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 ดังนั้นสัญญาควรมีข้อกำหนด Severability Clause ที่ชัดเจน

4. ค่า Franchise Fee & Royalty Fee Franchise Fee and Royalty Fee Structure

โครงสร้างค่าธรรมเนียมในสัญญาแฟรนไชส์เป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการเจรจาต่อรองมากที่สุด และเป็นแหล่งที่มาของข้อพิพาทที่พบบ่อย ทั้งนี้เนื่องจากกฎหมายไทยไม่ได้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมสูงสุดหรืออัตราขั้นต่ำไว้ การกำหนดค่าธรรมเนียมจึงขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างคู่สัญญา

4.1 Franchise Fee (ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์เริ่มต้น)

Franchise Fee หรือค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์เริ่มต้น (Initial Franchise Fee) คือค่าธรรมเนียมที่ Franchisee ชำระให้แก่ Franchisor ครั้งเดียวเมื่อเริ่มต้นความสัมพันธ์ตามสัญญาแฟรนไชส์ เป็นการตอบแทนสิทธิ์ในการใช้ระบบ Know-How เครื่องหมายการค้า และการสนับสนุนเริ่มต้น ค่าธรรมเนียมนี้มักไม่สามารถขอคืนได้หากสัญญาถูกเลิกโดยความผิดของ Franchisee

ประเภทค่าธรรมเนียม ลักษณะ ช่วงอัตราทั่วไป (ไทย) ความเสี่ยง
Franchise Fee จ่ายครั้งเดียว ณ เริ่มต้น 50,000 – 5,000,000 บาท สูง (ไม่คืน)
Royalty Fee รายสัปดาห์/รายเดือน % ของยอดขาย 3% – 10% ของยอดขายรวม กลาง
Marketing Fund กองทุนโฆษณาส่วนกลาง 1% – 4% ของยอดขาย ต่ำ
Renewal Fee ค่าต่ออายุสัญญา 20% – 50% ของ Franchise Fee เดิม กลาง
Transfer Fee ค่าโอนสิทธิ์ 10% – 30% ของ Franchise Fee เดิม กลาง

4.2 ประเด็นทางภาษีที่เกี่ยวข้อง

ค่า Royalty Fee ที่ Franchisee ชำระให้แก่ Franchisor ในกรณีที่ Franchisor เป็นบริษัทต่างประเทศ อาจมีภาระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ในอัตราที่กฎหมายกำหนด [ต้องยืนยันมาตรา] หรืออาจได้รับการลดอัตราตามอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Treaty) ที่ไทยทำไว้กับประเทศที่ Franchisor ตั้งอยู่ ประเด็นนี้ควรได้รับการตรวจสอบจากที่ปรึกษาภาษีก่อนลงนามสัญญา

Practical Note

ในทางปฏิบัติ Royalty Fee ที่สูงเกินไป (เกิน 8-10% ของยอดขาย) อาจทำให้ Franchisee มีกำไรไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเลิกสัญญาก่อนกำหนด ควรวิเคราะห์ Financial Projection อย่างรอบคอบก่อนตกลงอัตรา Royalty

5. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา Intellectual Property Protection in Franchise

ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property / IP) ถือเป็นหัวใจของธุรกิจแฟรนไชส์ เนื่องจากมูลค่าสำคัญที่ Franchisor นำเสนอแก่ Franchisee คือสิทธิ์ในการใช้ระบบ แบรนด์ และ Know-How ซึ่งล้วนเป็น IP ทั้งสิ้น การคุ้มครอง IP ที่ไม่เพียงพอจึงอาจทำลายมูลค่าของแฟรนไชส์ทั้งระบบได้

5.1 เครื่องหมายการค้า (Trademark)

Franchisor ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องหมายการค้าที่ใช้ในระบบแฟรนไชส์ได้รับการจดทะเบียนในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ก่อนที่จะอนุญาตให้ Franchisee ใช้สิทธิ์ หากเครื่องหมายการค้ายังไม่ได้รับการจดทะเบียน Franchisor จะมีเพียงสิทธิตามกฎหมายทั่วไปในการป้องกันการแอบอ้าง (Passing Off) ซึ่งพิสูจน์ได้ยากกว่ามาก

ข้อกำหนดสำคัญ: สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเครื่องหมายการค้า (Trademark License Agreement) ควรถูกจดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้มีผลบังคับต่อบุคคลภายนอกตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68 [ต้องยืนยันมาตรา] หากไม่จดทะเบียน สัญญาอาจมีผลบังคับได้เฉพาะระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น

5.2 ความลับทางการค้าและ Know-How

สูตรอาหาร กระบวนการผลิต คู่มือการดำเนินงาน ระบบซอฟต์แวร์ และข้อมูลลูกค้า ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ Know-How และความลับทางการค้า (Trade Secrets) ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 3 กำหนดว่าข้อมูลการค้าที่ได้รับความคุ้มครองต้องเป็นข้อมูลที่ยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไป มีมูลค่าทางการค้า และเจ้าของได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมในการรักษาความลับแล้ว [ต้องยืนยันมาตรา]

5.3 ข้อกำหนดความลับ (Confidentiality Clause)

สัญญาแฟรนไชส์ควรมีข้อกำหนดความลับที่ครอบคลุมระยะเวลาก่อน ระหว่าง และหลังสิ้นสุดสัญญา โดยกำหนดให้ Franchisee และพนักงานของ Franchisee ต้องรักษาข้อมูลลับของ Franchisor ไว้อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ควรกำหนดค่าเสียหายเบื้องต้น (Liquidated Damages) สำหรับการละเมิดข้อกำหนดความลับ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการพิสูจน์ค่าเสียหายจริงซึ่งทำได้ยาก

6. เขตพื้นที่และการแข่งขัน Territory and Non-Competition

การกำหนดเขตพื้นที่ (Territory) และข้อกำหนดไม่แข่งขัน (Non-Competition Clause) เป็นประเด็นสำคัญที่มักเป็นต้นเหตุของข้อพิพาทระหว่าง Franchisor และ Franchisee โดยเฉพาะในยุคที่การค้าออนไลน์สามารถข้ามเขตพื้นที่ทางกายภาพได้

6.1 ประเภทของ Territory Rights

  1. Exclusive Territory: Franchisor รับประกันว่าจะไม่อนุญาตให้ Franchisee รายอื่นเปิดสาขาในเขตพื้นที่ที่กำหนด ให้ความคุ้มครองสูงสุดแก่ Franchisee แต่จำกัดการเติบโตของ Franchisor
  2. Protected Territory: คล้าย Exclusive Territory แต่อาจมีข้อยกเว้น เช่น ช่องทางจัดจำหน่ายออนไลน์หรือการขายในสถานที่เฉพาะ เช่น สนามบิน โรงพยาบาล
  3. Non-Exclusive Territory: Franchisor ไม่ได้รับประกันการคุ้มครองพื้นที่ ให้เพียงสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจในพื้นที่ที่กำหนด ไม่เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องอาศัยการสร้างฐานลูกค้าในพื้นที่เฉพาะ

6.2 ข้อกำหนดไม่แข่งขัน (Non-Competition)

ข้อกำหนดไม่แข่งขันในสัญญาแฟรนไชส์มักแบ่งเป็นสองส่วน คือ ข้อกำหนดไม่แข่งขันระหว่างอายุสัญญา (In-Term Non-Compete) และข้อกำหนดไม่แข่งขันหลังสิ้นสุดสัญญา (Post-Term Non-Compete) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้กำหนดข้อจำกัดเฉพาะสำหรับข้อกำหนดไม่แข่งขัน แต่ศาลไทยมีแนวโน้มที่จะพิจารณาว่าข้อกำหนดดังกล่าวสมเหตุสมผลหรือไม่ โดยพิจารณาจากระยะเวลา พื้นที่ และประเภทธุรกิจที่ห้าม ข้อกำหนดที่กว้างเกินไปอาจถูกตีความว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

Best Practice

Non-Compete หลังสิ้นสุดสัญญาที่บังคับใช้ได้จริงในไทยควรจำกัดระยะเวลาไม่เกิน 2-3 ปี ในเขตพื้นที่ที่สมเหตุสมผล และจำกัดเฉพาะธุรกิจประเภทเดียวกันกับที่ Franchisee เคยดำเนินการ

7. ข้อควรระวังและความเสี่ยง Key Risks and Cautionary Points

ทั้ง Franchisor และ Franchisee ควรตระหนักถึงความเสี่ยงทางกฎหมายดังต่อไปนี้ก่อนเข้าสู่ความสัมพันธ์ตามสัญญาแฟรนไชส์

7.1 ความเสี่ยงสำหรับ Franchisee

  1. ความไม่สมดุลของอำนาจต่อรอง: Franchisor มักมีอำนาจต่อรองที่สูงกว่าและเสนอสัญญาแบบ Take-It-Or-Leave-It ซึ่งทำให้ Franchisee มีพื้นที่เจรจาจำกัด ควรพิจารณาขอแก้ไขข้อสัญญาที่สำคัญก่อนลงนาม
  2. การเลิกสัญญาโดยไม่มีค่าชดเชย: สัญญาบางฉบับอนุญาตให้ Franchisor เลิกสัญญาได้โดยง่ายโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ซึ่งอาจทำให้ Franchisee สูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ความเสี่ยงสูง
  3. การเปลี่ยนแปลงระบบแฟรนไชส์: Franchisor อาจเปลี่ยนแปลงคู่มือการดำเนินงาน สินค้า หรือระบบอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนของ Franchisee โดยไม่ได้รับการชดเชย
  4. การไม่เปิดเผยข้อมูลก่อนทำสัญญา: Franchisor บางรายไม่ได้เปิดเผยข้อมูลทางการเงิน ผลการดำเนินงานของสาขาอื่น หรือข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งอาจทำให้ Franchisee ตัดสินใจบนข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน

7.2 ความเสี่ยงสำหรับ Franchisor

  1. การรั่วไหลของ Know-How: Franchisee ที่ไม่ซื่อสัตย์อาจนำ Know-How ความลับทางการค้า หรือรายการลูกค้าไปใช้ในธุรกิจตนเองหลังสิ้นสุดสัญญา ความเสี่ยงสูง
  2. ความเสียหายต่อแบรนด์: Franchisee ที่ดำเนินธุรกิจไม่ได้มาตรฐานอาจสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์โดยรวม
  3. ความรับผิดทางกฎหมายแทน Franchisee: ในบางกรณี บุคคลที่สาม (เช่น ลูกค้าของ Franchisee) อาจพยายามเรียกร้องจาก Franchisor แทน โดยอ้างว่า Franchisee เป็น "ตัวแทน" ของ Franchisor ควรมีข้อกำหนดว่า Franchisee เป็นผู้ประกอบการอิสระ (Independent Contractor) ที่ชัดเจน

8. Checklist ก่อนลงนามสัญญาแฟรนไชส์ Pre-Signing Franchise Agreement Checklist

ก่อนลงนามสัญญาแฟรนไชส์ทั้ง Franchisor และ Franchisee ควรตรวจสอบรายการดังต่อไปนี้อย่างรอบคอบ

สำหรับ Franchisee

สำหรับ Franchisor

9. คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions (FAQ)

Q1: ประเทศไทยมี พ.ร.บ.แฟรนไชส์โดยเฉพาะหรือไม่

ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีพระราชบัญญัติแฟรนไชส์โดยเฉพาะ การทำสัญญาแฟรนไชส์ต้องอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ประกอบกัน ซึ่งทำให้ความคุ้มครองของ Franchisee ขึ้นอยู่กับความรัดกุมของสัญญาเป็นหลัก

Q2: ค่า Franchise Fee กับ Royalty Fee ต่างกันอย่างไร

Franchise Fee คือค่าธรรมเนียมจ่ายครั้งเดียวเมื่อเริ่มต้น เพื่อซื้อสิทธิ์เข้าร่วมระบบแฟรนไชส์ ส่วน Royalty Fee เป็นค่าธรรมเนียมรายงวดคำนวณจากยอดขาย เพื่อตอบแทนการใช้สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองส่วนต้องกำหนดให้ชัดเจนในสัญญา

Q3: สัญญาแฟรนไชส์ควรมีอายุสัญญาเท่าใด

ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุสัญญาแฟรนไชส์ขั้นต่ำในไทย โดยทั่วไปแฟรนไชส์ขนาดใหญ่มักกำหนด 5-10 ปี พร้อมสิทธิ์ต่ออายุ ควรระบุเงื่อนไขการต่ออายุ การเลิกสัญญา และการจ่ายเงินชดเชยให้ชัดเจน เพื่อป้องกันข้อพิพาทในภายหลัง

Q4: หาก Franchisor เลิกสัญญาก่อนกำหนด Franchisee มีสิทธิ์อะไรบ้าง

หาก Franchisor เลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุอันสมควร Franchisee มีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 และมาตราที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเรียกคืน Franchise Fee ตามสัดส่วนที่เหลือ และค่าเสียหายจากการลงทุนที่ไม่สามารถเรียกคืนได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดในสัญญาและพฤติการณ์แห่งคดี

Q5: ต้องจดทะเบียนสัญญาแฟรนไชส์หรือไม่

สัญญาแฟรนไชส์ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน อย่างไรก็ตาม หากสัญญาเกี่ยวข้องกับการอนุญาตใช้เครื่องหมายการค้า ควรจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเครื่องหมายการค้า (Trademark License Agreement) กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้มีผลบังคับต่อบุคคลภายนอกตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 [ต้องยืนยันมาตรา]

เอกสารอ้างอิง / References

  1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (Civil and Commercial Code of Thailand)
  2. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 (Consumer Protection Act, B.E. 2522 (1979))
  3. พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (Trademark Act, B.E. 2534 (1991))
  4. พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 (Trade Secrets Act, B.E. 2545 (2002))
  5. พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 (Trade Competition Act, B.E. 2560 (2017))
  6. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) — www.dbd.go.th
  7. กรมทรัพย์สินทางปัญญา — www.ipthailand.go.th
  8. U.S. Federal Trade Commission, Franchise Rule (16 C.F.R. Part 436) — แนวทางอ้างอิงสากล
  9. สมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ (Thai Franchise & License Association) — www.thaifranchisecenter.com
LEGAL REFERENCES
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง — คลิกเพื่อดูตัวบทจากแหล่งทางการ

บทความที่เกี่ยวข้อง (Related Articles)

Disclaimer / ข้อจำกัดความรับผิด

ภาษาไทย: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการและให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น มิใช่ความเห็นทางกฎหมายเฉพาะเรื่องสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง ผู้อ่านควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจ ผู้เขียนและ Legal Advance Solution Co., Ltd. ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเนื้อหาในบทความนี้ไปใช้โดยไม่ได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

English: This article is prepared solely for academic and general informational purposes. It does not constitute legal advice for any specific matter. Readers should consult qualified legal counsel before acting on any information contained herein. The author and Legal Advance Solution Co., Ltd. disclaim all liability for any loss or damage arising from reliance on the contents of this article without professional consultation.

© 2026 Thundthornthep Yamoutai, Ph.D. — Legal Advance Solution Co., Ltd. (LAS) — All Rights Reserved.

Back to Knowledge Hub
ดูบทความและบล็อกทั้งหมด / View All Content →