สรุป 3 ประเด็นทางกฎหมายสำคัญประกอบด้วย
- การออกแบบเงื่อนไขบังคับก่อน (Conditions Precedent: CPs) ก่อนวันโอนกรรมสิทธิ์: การกำหนดให้ผู้ขายต้องส่งมอบผลทดสอบสิ่งแวดล้อมดินและน้ำใต้ดิน (Phase I/II ESA) ว่าไม่มีสารเคมีอันตรายตกค้างเกินค่ามาตรฐาน รวมถึงการตรวจสอบใบอนุญาตก่อสร้างและหลักฐานการก่อสร้างเสร็จหรือการใช้อาคาร (ชื่อและสถานะของแบบ อ.1 และ อ.6 ยังต้องตรวจแหล่งที่มา [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]) และผังเมืองรวมที่ต้องอนุญาตให้ประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ของผู้ซื้อ
- การวางเงินมัดจำและการคุ้มครองผ่านคนกลาง (Earnest Money Deposit & Escrow Agent): การใช้กลไกฝากเงินมัดจำไว้กับสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่ Escrow Agent (สัดส่วนร้อยละ 10 ถึง 20 เป็นตัวอย่างข้อเสนอเชิงพาณิชย์ที่ต้องกำหนดตามความเสี่ยงของแต่ละรายการ มิใช่ข้อกำหนดตามกฎหมาย [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]) เพื่อเป็นหลักประกันความเสี่ยงกรณีผู้ขายผิดสัญญาหรือปฏิเสธการคืนเงินมัดจำโดยมิชอบ ทั้งนี้ มัดจำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 และมาตรา 378 คือสิ่งที่ให้ไว้เป็นมัดจำเมื่อเข้าทำสัญญา ส่วนการคืนเงินที่ฝากไว้กับ Escrow Agent ต้องอาศัยข้อสัญญา CP และสัญญา Escrow
- การจัดสรรภาระภาษีและค่าธรรมเนียมโอน: การระบุสัดส่วนความรับผิดชอบในค่าธรรมเนียมโอน (ร้อยละ 2 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] โดยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 103 ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และมาตรา 104 วรรคหนึ่ง ให้คำนวณค่าธรรมเนียมการโอนตามราคาประเมินทุนทรัพย์) ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ร้อยละ 1 สำหรับผู้ขายที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 69 ตรี ส่วนผู้ขายที่เป็นบุคคลธรรมดาคำนวณตามมาตรา 50 (5)) ภาษีธุรกิจเฉพาะ (ร้อยละ 3.0 ของรายรับตามมาตรา 91/6 (3) และเมื่อรวมภาษีท้องถิ่นเป็นร้อยละ 3.3 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]) หรืออากรแสตมป์ (ร้อยละ 0.5 ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 28 (ข)) ซึ่งอัตราเหล่านี้ขึ้นอยู่กับประเภทผู้ขาย ฐานที่ใช้คำนวณ และเหตุที่ใช้ภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออากรแสตมป์แทนกัน และต้องตรวจตัวบทของประมวลรัษฎากรและกฎหมายที่ดินก่อนนำไปใช้ โดยหลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 457 ผู้ซื้อผู้ขายพึงออกค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายเท่ากันทั้งสองฝ่าย พร้อมคำรับรองว่าทรัพย์สินปลอดจากภาระผูกพัน (Free and Clear of Encumbrances) ซึ่งสำหรับภาระจำยอมโดยกฎหมายที่ศาลแสดงว่าทรัพย์สินตกอยู่ในบังคับ ผู้ขายไม่ต้องรับผิด เว้นแต่ได้รับรองไว้ในสัญญาตามมาตรา 480
สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง
- ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มักประสบปัญหาการทำสัญญาจะซื้อจะขาย (SPA) ที่มีความรัดกุมไม่เพียงพอ โดยเฉพาะความเข้าใจผิดว่าการตรวจสอบโฉนดเพียงอย่างเดียวถือว่าเพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง "จุดพลิก" มักอยู่ที่ข้อจำกัดด้านผังเมืองที่ห้ามสร้างโรงงานบางประเภท หรือการพบสารเคมีปนเปื้อนในดินหลังจากโอนกรรมสิทธิ์ไปแล้ว ซึ่งนำไปสู่ภาระค่าบำบัดมหาศาล บทความนี้จะให้แนวทางและแม่แบบสัญญาเพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว
ภูมิทัศน์สัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมในประเทศไทย (ป.พ.พ. ลักษณะ 1 ซื้อขาย)
การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ของไทยมักเริ่มต้นด้วย "สัญญาจะซื้อจะขาย" (Agreement to Sell and Purchase) ซึ่งเป็นสัญญาที่คู่สัญญาตกลงกันว่าจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดินในอนาคต ในบทความนี้ คำย่อ SPA หมายถึงสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำก่อนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งแตกต่างจากสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 453 ที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง มิฉะนั้นเป็นโมฆะ และการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์จะบริบูรณ์เมื่อทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนตามมาตรา 1299 สำหรับทรัพย์สินเชิงอุตสาหกรรม สัญญาต้องครอบคลุมมากกว่าเพียงแค่ราคาและกำหนดวันโอน แต่ต้องรวมถึงสภาพการใช้งานอาคารและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences
ความผิดพลาดในขั้นตอนการทำสัญญาอาจก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง ดังนี้:
- ผังเมืองสีเขียว: ซื้อที่ดินมาแล้วไม่สามารถสร้างโรงงานหรือคลังสินค้าได้เนื่องจากติดข้อกำหนดผังเมืองรวม
- มลพิษใต้ดิน: ตรวจพบสารเคมีปนเปื้อนในชั้นดินหรือน้ำใต้ดินหลังโอน ซึ่งอาจทำให้ผู้ซื้อต้องรับภาระค่าบำบัดสิ่งแวดล้อม ความรับผิดต่อรัฐตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 และกฎหมายสิ่งแวดล้อมอื่นต้องตรวจตัวบทแยกต่างหาก ส่วนการโอนภาระค่าบำบัดระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายเป็นเรื่องของข้อสัญญาและความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 และมาตรา 485
- เงินมัดจำสูญ: การวางเงินมัดจำจำนวนมากโดยไม่มีกลไก Escrow อาจทำให้ผู้ซื้อเรียกเงินคืนได้ยากหากผู้ขายผิดสัญญา
กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework
| Claim ID | Legal Basis / Provision | Description |
|---|---|---|
| C-UP-11-01 | ป.พ.พ. มาตรา 456 ประกอบมาตรา 1299 และมาตรา 459 | มาตรา 456 วรรคหนึ่ง: การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ วรรคสอง: สัญญาจะซื้อจะขายต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิด หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 1299 การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์ไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ และตามมาตรา 459 หากสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังไม่โอนไปจนกว่าการจะได้เป็นไปตามเงื่อนไข |
| C-UP-11-02 | ป.พ.พ. มาตรา 377 และมาตรา 378 | หลักการวางมัดจำและการริบ/คืนมัดจำเมื่อมีการผิดสัญญา |
| C-UP-11-03 | ป.พ.พ. มาตรา 182 และมาตรา 183 (เงื่อนไขบังคับก่อน: นิติกรรมเป็นผลเมื่อเงื่อนไขสำเร็จ) และมาตรา 459 (สัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไข กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนจนกว่าการจะได้เป็นไปตามเงื่อนไข ส่วนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน กรรมสิทธิ์โอนเมื่อทำสัญญาซื้อขายเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1299) | เงื่อนไขบังคับก่อน (CP) ของสัญญา โดยการตีความข้อสัญญาเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริตตามมาตรา 368 |
| C-UP-11-04 | พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 และมาตรา 97 | ความรับผิดชอบต่อความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษ |
| C-UP-11-05 | ประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ทวิ มาตรา 50 (5) มาตรา 69 ตรี มาตรา 91/2 (6) มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 28 (ข) | ภาระภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์จากการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งต้องตรวจประเภทผู้ขาย ฐานที่ใช้คำนวณ และเหตุที่ใช้ภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออากรแสตมป์แทนกัน [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] |
เช็กลิสต์เงื่อนไขบังคับก่อน Closing Conditions Precedent: CPs Checklist
เงื่อนไขบังคับก่อน (CP) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 182 คือข้อความที่บังคับให้นิติกรรมเป็นผลเมื่อมีเหตุการณ์อันไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ในอนาคต และตามมาตรา 183 นิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนย่อมเป็นผลต่อเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว ส่วนการตีความข้อสัญญา CP ให้เป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตามมาตรา 368 ก่อนที่จะถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ (Closing Date) ผู้ซื้อควรกำหนดเงื่อนไขที่ผู้ขายต้องปฏิบัติให้เสร็จสิ้น:
- ในกรณีที่ผู้ขายหรือผู้ซื้อเป็นผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือที่ดินอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ให้มีหนังสืออนุญาตหรือยินยอมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) ตามเงื่อนไขของกฎหมายนั้น ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 27 ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามจำนวนที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร ส่วนการขออนุญาตหรือความยินยอมจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยต้องตรวจตัวบทแยกต่างหาก เช่น การได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 มาตรา 44
- การส่งมอบผลการตรวจสอบผังเมือง (Zoning Verification) ว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์
- การส่งมอบสำเนาใบอนุญาตก่อสร้างและหลักฐานการก่อสร้างเสร็จหรือการใช้อาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 และมาตรา 32 รวมทั้งกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง (ชื่อและสถานะของแบบ อ.1 และ อ.6 ยังต้องตรวจแหล่งที่มา [ต้องยืนยันแหล่งที่มา])
- ผู้ขายต้องจัดให้ปลดภาระจำยอมหรือภาระติดพันที่ไม่ได้ตกลงไว้ก่อนวันโอน (โดยความยินยอมของผู้มีสิทธิและการจดทะเบียน) หรือรับรองไว้ในสัญญาว่าทรัพย์สินปลอดจากภาระจำยอมตามมาตรา 480 และกำหนดผลเมื่อไม่อาจปลดภาระได้ เช่น สิทธิของผู้ซื้อเลิกสัญญา
- การตรวจคุณสมบัติของผู้ซื้อในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 มาตรา 97 และมาตรา 98 รวมทั้งกฎหมายอื่น (เช่น กรณีผู้ซื้อเป็นคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลที่มีคนต่างด้าวถือหุ้น)
กลไกการตรวจสภาพสิ่งแวดล้อม (Environmental Baseline Study) และคำรับรองของผู้ขาย
สัญญาควรระบุให้มีการทำ Phase I และ Phase II Environmental Site Assessment (ESA) โดยผู้เชี่ยวชาญ หากตรวจพบมลพิษ (Contamination) ผู้ซื้อต้องมีสิทธิ:
- ขอยกเลิกสัญญาและรับมัดจำคืนพร้อมดอกเบี้ย
- ขอให้ผู้ขายดำเนินการบำบัด (Remediation) ให้เสร็จสิ้นก่อนโอน
- ลดราคาซื้อขายตามมูลค่าค่าใช้จ่ายในการบำบัด
การจัดสรรค่าธรรมเนียมและภาษีอากร ณ วันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ Closing Protocol
ตกลงสัดส่วนการชำระให้ชัดเจนเพื่อป้องกันข้อพิพาท ณ สำนักงานที่ดิน:
- ค่าธรรมเนียมการโอน (ร้อยละ 2 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] โดยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 103 ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และมาตรา 104 วรรคหนึ่ง ให้คำนวณค่าธรรมเนียมการโอนตามราคาประเมินทุนทรัพย์): มักแบ่งชำระคนละครึ่ง (50/50) ซึ่งสอดคล้องกับหลักทั่วไปตามมาตรา 457 ที่ผู้ซื้อผู้ขายพึงออกค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายเท่ากันทั้งสองฝ่าย
- ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ร้อยละ 1 สำหรับผู้ขายที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 69 ตรี): ฐานที่ใช้คำนวณแตกต่างกันตามประเภทผู้ขาย กล่าวคือ ผู้ขายที่เป็นบุคคลธรรมดาให้หักตามมาตรา 50 (5) โดยถือราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามมาตรา 49 ทวิ ส่วนผู้ขายที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กรมสรรพากรวินิจฉัยให้คำนวณจากราคาขายตามความเป็นจริงหรือราคาประเมินทุนทรัพย์ แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ข้อหารือกรมสรรพากร ที่ กค 0811/13824 ลงวันที่ 22 กันยายน 2541) ส่วนผู้ที่จะรับภาระเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญากำหนดไว้ในสัญญา
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ (ร้อยละ 3.3) หรืออากรแสตมป์ (ร้อยละ 0.5) [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]: ขึ้นอยู่กับการครอบครองและประเภทผู้ขาย ซึ่งต้องตรวจเหตุที่ใช้ภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออากรแสตมป์แทนกันตามตัวบทของประมวลรัษฎากรก่อนนำไปใช้ ทั้งนี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ให้การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรเฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ และประมวลรัษฎากร มาตรา 91/6 (3) ประกอบมาตรา 91/5 (6) กำหนดอัตราไว้ร้อยละ 3.0 ของรายรับก่อนหักรายจ่าย ส่วนอัตราร้อยละ 3.3 ในหัวข้อรวมภาษีท้องถิ่นตามกฎหมายอื่นไว้ด้วย สำหรับอากรแสตมป์ ประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 28 (ข) กำหนดให้ใบรับสำหรับการโอนหรือก่อตั้งสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งนิติกรรมมีการจดทะเบียนตามกฎหมายเสียอากร 1 บาทต่อทุก 200 บาทหรือเศษของ 200 บาท โดยยกเว้นใบรับสำหรับจำนวนเงินที่ผู้รับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะ
LAS Practice Note: ข้อความสัญญาแม่แบบสำคัญ Model Clauses
Specific Environmental Indemnity Clause
"The Seller represents and warrants that as of the Closing Date, the Land is free from any Soil or Groundwater Contamination. If any hazardous substances are found, the Seller shall indemnify and hold the Buyer harmless from all remediation costs." (คำแปล: ผู้ขายรับรองว่า ณ วันโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินไม่มีการปนเปื้อนในดินหรือน้ำใต้ดิน หากพบสารอันตรายใด ๆ ผู้ขายตกลงจะชดใช้ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในการบำบัดทั้งหมดแก่ผู้ซื้อ)
Escrow Deposit Mechanism
"The Parties agree to deposit the Earnest Money with [ระบุชื่อสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่ Escrow Agent] (the 'Escrow Agent') pursuant to the Escrow Agreement attached hereto as Annex A."
ข้อต่อสู้ของผู้ขายอสังหาริมทรัพย์กับผู้ซื้อองค์กร Devil's Advocate
ผู้ขายมักโต้แย้งโดยใช้เงื่อนไข "As-Is, Where-Is" (ขายตามสภาพ) เพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบในความชำรุดบกพร่องหรือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มองไม่เห็น ผู้ซื้อจึงต้องผลักดันให้มีคำรับรอง (Representations) ที่ชัดเจนเพื่อข้ามพ้นข้อจำกัดของหลักการซื้อตามสภาพ
ตามมาตรา 472 ผู้ขายต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องไม่ว่ารู้หรือไม่รู้ เว้นแต่ผู้ซื้อได้รู้อยู่แล้วแต่ในเวลาซื้อขายว่ามีความชำรุดบกพร่อง หรือควรจะได้รู้เช่นนั้นหากได้ใช้ความระมัดระวังอันจะพึงคาดหมายได้แต่วิญญูชนตามมาตรา 473 (1) ซึ่งผลการตรวจสภาพสิ่งแวดล้อม (Phase I และ Phase II ESA) ก่อนวันโอนอาจทำให้ผู้ซื้อตกอยู่ในข้อยกเว้นนี้ และฟ้องได้ภายในหนึ่งปีนับแต่พบเห็นตามมาตรา 474 คู่สัญญาตกลงให้ผู้ขายไม่ต้องรับผิดได้ตามมาตรา 483 แต่ไม่คุ้มความรับผิดในข้อความจริงที่ผู้ขายรู้แล้วปกปิดตามมาตรา 485 ผู้ซื้อจึงควรกำหนดคำรับรองเรื่องมลพิษและข้อสัญญาชดใช้ค่าเสียหายพร้อมเงื่อนไขการแจ้งเรียกร้องให้ชัดเจน
ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example
ข้อเท็จจริงสมมติ: บริษัท A จะซื้อที่ดินโรงงานเก่าจากบริษัท B มูลค่า 150 ล้านบาท วางมัดจำ 15 ล้านบาท (10%) ไว้กับ Escrow Agent ต่อมาผลตรวจ Phase II ESA พบกากเคมีอันตรายฝังอยู่ใต้ดินซึ่งต้องใช้ค่าบำบัด 40 ล้านบาท
- การบังคับใช้: บริษัท A ใช้สิทธิภายใต้ CP เรื่องสิ่งแวดล้อมแจ้งยกเลิกสัญญา
- ผล: เมื่อบริษัท A ซึ่งเป็นผู้ซื้อใช้สิทธิเลิกสัญญาตามข้อสัญญา CP บริษัท B ซึ่งเป็นผู้ขายและบริษัท A ต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 และ Escrow Agent จ่ายคืนตามเงื่อนไขในสัญญา Escrow
- กรณีผู้ซื้อผิดสัญญา: ตามมาตรา 378 (2) หากมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น มัดจำริบได้เมื่อฝ่ายที่วางมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ และหากข้อสัญญากำหนดให้ริบเงินในลักษณะเบี้ยปรับและเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามมาตรา 383
Checklist 10 จุดตรวจสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารพาณิชย์/อุตสาหกรรม
- คำพรรณนาทรัพย์สินถูกต้องตามโฉนด
- ราคาซื้อขายและการแบ่งงวดการชำระ
- กลไกการวางมัดจำและ Escrow
- เงื่อนไขบังคับก่อน (CPs) ด้านกฎหมายและผังเมือง รวมถึงคุณสมบัติของผู้ซื้อในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 มาตรา 97 และมาตรา 98
- คำรับรองเรื่องมลพิษในดินและน้ำใต้ดิน
- การจัดสรรค่าภาษีและค่าธรรมเนียมโอน
- คำรับรองเรื่องการปลอดภาระผูกพัน (Encumbrances)
- สิทธิในการบอกเลิกสัญญาและการคืนมัดจำ
- ข้อตกลงเรื่องการชดใช้ค่าเสียหาย (Indemnification)
- กฎหมายที่ใช้บังคับและเขตอำนาจศาล
คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions
อ้างอิง — References
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 182 มาตรา 183 มาตรา 368 มาตรา 377 มาตรา 378 มาตรา 383 มาตรา 391 มาตรา 453 มาตรา 456 มาตรา 457 มาตรา 459 มาตรา 472 มาตรา 473 มาตรา 474 มาตรา 480 มาตรา 483 มาตรา 485 และมาตรา 1299
- พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 27
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ทวิ มาตรา 50 (5) มาตรา 69 ตรี มาตรา 91/2 (6) มาตรา 91/5 (6) มาตรา 91/6 (3) มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 28 (ข)
- ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 มาตรา 97 มาตรา 98 มาตรา 103 และมาตรา 104
- ข้อหารือกรมสรรพากร ที่ กค 0811/13824 ลงวันที่ 22 กันยายน 2541 (ฐานคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากการขายอสังหาริมทรัพย์)
- พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 และมาตรา 32
- พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 และมาตรา 97
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา — ระบบสืบค้นกฎหมาย (OCS)