คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR

สัญญาจ้างแพทย์และผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในโรงพยาบาลและคลินิกเอกชน มีความซับซ้อนอย่างยิ่งจากจุดตัดของ 3 มิติทางกฎหมาย: (1) การจำแนกประเภทสัญญา (Employment versus Independent Contractor): การจำแนกต้องพิจารณาจากสาระของความสัมพันธ์ มิใช่จากชื่อสัญญา ข้อเท็จจริง เช่น การที่โรงพยาบาลมีอำนาจบังคับบัญชา กำหนดเวลาเข้า-ออกเวรที่แน่นอน และมีระเบียบวินัย ชี้ไปในทางว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงาน เพราะผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างเป็นลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568) มาตรา 5 ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร และสัญญานั้นเข้าลักษณะจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 โรงพยาบาลจึงอาจต้องแบกรับภาระค่าชดเชย ภาระด้านประกันสังคม ได้แก่ การหักเงินสมทบจากค่าจ้างของลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนและนำส่งพร้อมเงินสมทบส่วนของนายจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 33 และมาตรา 47 และภาระยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนนายจ้างและจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนในประเภทและขนาดของกิจการและท้องที่ที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ส่วนแพทย์ที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระโดยแท้ซึ่งใช้ดุลพินิจในการตรวจรักษาเองและแบ่งรายได้ค่าตรวจ (DF: Doctor Fee) ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน และความสัมพันธ์ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่าเป็นจ้างทำของตามมาตรา 587 เมื่อแพทย์ตกลงทำงานจนสำเร็จเพื่อสินจ้าง หรือเป็นสัญญาประเภทอื่นตามข้อตกลง เช่น สัญญาให้ใช้สถานที่และอุปกรณ์ ซึ่งอาจเข้าลักษณะเช่าทรัพย์สินตามมาตรา 537 หรือเป็นสัญญาไม่มีชื่อ (2) การวางโครงสร้างภาษีเงินได้ของแพทย์: ประมวลรัษฎากรจำแนกเงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ออกจากเงินได้จากวิชาชีพอิสระ ซึ่งมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายและภาระภาษีต่างกัน (ประมวลรัษฎากร มาตรา 42 ทวิ และมาตรา 44 ประกอบมาตรา 40 (2) และ (6)) LAS แนะนำให้ตรวจโครงสร้างโดยถือว่าเงินได้ของแพทย์อาจเข้าลักษณะเงินได้จากวิชาชีพอิสระ ซึ่งหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ร้อยละ 60 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ฉบับที่และมาตราของพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามประมวลรัษฎากร มาตรา 44 ซึ่งกำหนดค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 60] ต่อเมื่อข้อเท็จจริงแสดงว่าแพทย์เป็นผู้เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยโดยตรงและแบ่งค่าสถานที่ให้โรงพยาบาล แต่หากโรงพยาบาลเป็นผู้กำหนดราคาค่าตรวจและออกใบเสร็จเอง เจ้าพนักงานประเมินอาจจัดเป็นเงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ ซึ่งหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 50 แต่เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายของเงินได้ประเภทเงินเดือนหรือค่าจ้างแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาทตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 ทวิ ทั้งนี้ ต้องตรวจตัวบทประมวลรัษฎากรและคำวินิจฉัยที่ 39/2539 ฉบับทางการก่อนนำแนวทางนี้ไปใช้ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ผู้ออก ประเภทเอกสาร และวันที่ของคำวินิจฉัยที่ 39/2539] และ (3) ความรับผิดต่อผู้ป่วยและการประกันภัย (Vicarious Liability & Medical Malpractice): แม้สัญญาจะระบุว่าเป็นแพทย์อิสระ โรงพยาบาลก็อาจต้องร่วมรับผิดต่อผู้ป่วยในผลแห่งละเมิดของแพทย์ ในฐานะนายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 เมื่อแพทย์เป็นลูกจ้าง และในฐานะตัวการตามมาตรา 427 ประกอบมาตรา 820 หรือมาตรา 821 เมื่อแพทย์เป็นตัวแทนหรือโรงพยาบาลเชิดแพทย์ออกแสดงเป็นตัวแทนต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริต ส่วนกรณีแพทย์เป็นผู้รับจ้างทำของโดยแท้ ต้องพิจารณามาตรา 428 ด้วย ผลจึงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี ในทางปฏิบัติ สัญญาควรบังคับให้แพทย์ต้องมี ประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพ (Medical Malpractice Insurance) และมีข้อสัญญาชดใช้ความเสียหาย (Indemnity) ชัดเจน

ข้อเท็จจริงสมมติเพื่อการสอน

  1. เหตุการณ์: โรงพยาบาล A ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมความงามเอกชนทำสัญญากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน โดยร่างสัญญาเป็น "สัญญาจ้างที่ปรึกษาทางการแพทย์อิสระ" แล้วจัดเงินได้ของแพทย์เป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระ หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 144 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ ข้อ 2 (8) (ก) ซึ่งออกตามประมวลรัษฎากร มาตรา 3 เตรส โดยมุ่งหมายให้แพทย์ใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 60 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ฉบับที่และมาตราของพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามประมวลรัษฎากร มาตรา 44 ซึ่งกำหนดค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 60] ทั้งนี้ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับสิทธิหักค่าใช้จ่ายเป็นคนละเรื่องกัน ตัวเลขและเหตุการณ์ทั้งหมดในหัวข้อนี้เป็นข้อเท็จจริงสมมติเพื่อการสอน มิใช่คดีหรือสถิติจริง
  2. ความเข้าใจผิด: ผู้บริหารโรงพยาบาลคิดว่าเพียงแค่ตั้งชื่อสัญญาว่าจ้างบริการอิสระ และระบุให้แพทย์รับผิดชอบการรักษาเอง ย่อมหลุดพ้นจากกฎหมายแรงงานและภาระภาษี
  3. จุดพลิก: สมมติว่าเกิดข้อพิพาท 2 ด้านพร้อมกัน: ด้านแรก ผู้ป่วย C ฟ้องคดีละเมิดทางการแพทย์เรียกค่าเสียหาย 15 ล้านบาทจากการรักษาของแพทย์ B โดยโรงพยาบาล A ถูกเรียกให้ร่วมรับผิดต่อผู้ป่วยในฐานะนายจ้างหรือตัวการ หากข้อเท็จจริงเข้าเงื่อนไขของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 หรือมาตรา 427 ประกอบมาตรา 820 หรือมาตรา 821 ด้านที่สอง เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าตรวจสอบและพบว่าโรงพยาบาล A มีตารางจัดเวรบังคับ มีการการันตีรายได้ขั้นต่ำ และเป็นผู้ออกใบเสร็จค่ารักษาเอง จึงอาจประเมินว่าเงินได้ของแพทย์เป็นเงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ และเรียกเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมกว่า 25 ล้านบาท [ต้องยืนยันมาตรา] ทั้งสองด้านเป็นผลที่อาจเกิดขึ้นตามข้อเท็จจริงสมมติ มิใช่ผลของคดีจริง
  4. สิ่งที่ได้จากบทความ: เกณฑ์พิจารณาว่าสัญญาเป็นจ้างแรงงานหรือจ้างอิสระ แนวทางตรวจโครงสร้างภาษีเงินได้ของแพทย์ (ซึ่งต้องตรวจกับตัวบทประมวลรัษฎากรและคำวินิจฉัยฉบับทางการ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]) การวางกลไกความรับผิดของนายจ้างและตัวการต่อผู้ป่วยร่วมกับประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพ ข้อสัญญายกเว้นความรับผิดต่อผู้ป่วย และ Checklist 10 จุดตรวจสัญญาจ้างแพทย์

สถานะทางกฎหมายของแพทย์ในโรงพยาบาล

ความสัมพันธ์ระหว่างโรงพยาบาลเอกชนกับแพทย์ไม่ได้เป็นเพียงสัญญาการค้าทั่วไป แต่ผูกพันอยู่กับ พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 34 และมาตรา 35 ซึ่งว่าด้วยการควบคุมสถานพยาบาลและหน้าที่ของผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการสถานพยาบาลในการควบคุมดูแลมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมภายในสถานพยาบาล [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ขณะเดียวกัน ในมิติของกฎหมายแรงงานและภาษีอากร ลักษณะที่แท้จริงของความสัมพันธ์ระหว่างโรงพยาบาลกับแพทย์เป็นตัวกำหนดภาระภาษีและความรับผิดของโรงพยาบาล

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

Claim IDข้อความทางกฎหมายที่ยืนยันฐานกฎหมายปฐมภูมิตำแหน่งในแหล่งสถานะ
C-CC-17-01นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425ลักษณะ 5 ละเมิด หมวด 1 ความรับผิดเพื่อละเมิดตรวจตรงตัวบท — LAS Audit
C-CC-17-02ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการที่ตัวแทนทำไปภายในขอบอำนาจ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820) และมาตรา 427 ให้นำมาตรา 425 และมาตรา 426 ไปใช้แก่ตัวการและตัวแทนโดยอนุโลมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 และมาตรา 820ลักษณะ 5 ละเมิด หมวด 1 ความรับผิดเพื่อละเมิด (มาตรา 427) และลักษณะ 15 ตัวแทน (มาตรา 820)แก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-CC-17-03เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า หรือค่าส่วนลด ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทหนึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2)ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2)ลักษณะ 2 ภาษีอากรฝ่ายสรรพากร หมวด 3 ภาษีเงินได้ ส่วน 2 การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา (ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2))แก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-CC-17-04เงินได้จากวิชาชีพอิสระ เช่น การประกอบโรคศิลปะ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินอีกประเภทหนึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (6)ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (6)ลักษณะ 2 ภาษีอากรฝ่ายสรรพากร หมวด 3 ภาษีเงินได้ ส่วน 2 การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา (ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (6))ตรวจตรงตัวบท — LAS Audit
C-CC-17-05ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลมีหน้าที่ควบคุมดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพของตนและดูแลสถานพยาบาลให้ปลอดภัย ส่วนผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการมีหน้าที่ร่วมกันควบคุมดูแลการประกอบกิจการสถานพยาบาลให้เป็นไปตามมาตรฐานการบริการ (พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 34 และมาตรา 35 (4))พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 34 และมาตรา 35การควบคุมสถานพยาบาล (พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 34 และมาตรา 35)แก้ไขแล้ว — LAS Audit

ตารางเปรียบเทียบ: สัญญาจ้างแรงงานกับสัญญาบริการแพทย์อิสระ

ประเด็นพิจารณา1. แพทย์ประจำ (Full-time Employee)2. แพทย์พาร์ตไทม์ / แพทย์อิสระ (Consultant)
ฐานสัญญาทางกฎหมายสัญญาจ้างแรงงาน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575)จ้างทำของ (มาตรา 587) เมื่อแพทย์ตกลงทำงานจนสำเร็จเพื่อสินจ้าง หรือสัญญาประเภทอื่นตามข้อเท็จจริง เช่น สัญญาให้ใช้สถานที่และอุปกรณ์ ซึ่งอาจเป็นเช่าทรัพย์สิน (มาตรา 537) หรือสัญญาไม่มีชื่อ
อำนาจบังคับบัญชามีระเบียบข้อบังคับการทำงาน ต้องปฏิบัติตามคำสั่งมีอิสระทางวิชาชีพเวชกรรม โรงพยาบาลสั่งการรักษาไม่ได้
ประเภทเงินได้ภาษีเงินได้ประเภทเงินเดือนหรือค่าจ้าง หักภาษีตามอัตราก้าวหน้า (ประมวลรัษฎากร มาตรา 48 ประกอบมาตรา 50 (1) และบัญชีอัตราภาษีเงินได้ (1))เงินได้จากวิชาชีพอิสระหรือเงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ แล้วแต่ข้อเท็จจริง ทั้งนี้ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับสิทธิหักค่าใช้จ่ายของแต่ละประเภทต้องตรวจแยกกันจากประมวลรัษฎากร มาตรา 3 เตรส และมาตรา 50 (1) สำหรับอัตราหักภาษี ณ ที่จ่าย และจากประมวลรัษฎากร มาตรา 42 ทวิ และมาตรา 44 สำหรับสิทธิหักค่าใช้จ่าย รวมทั้งอนุบัญญัติที่ออกตามมาตราเหล่านั้น
การคุ้มครองแรงงานได้รับสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568) เช่น วันลาและค่าชดเชยตามเงื่อนไขของมาตรา 118 และสิทธิประกันสังคมตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 33 และมาตรา 54ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานเมื่อเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระโดยแท้ แต่หากข้อเท็จจริงเข้าลักษณะตกลงทำงานให้โดยรับค่าจ้าง ย่อมเป็นลูกจ้างตามมาตรา 5 ไม่ว่าสัญญาจะเรียกชื่ออย่างไร
ความรับผิดต่อผู้ป่วยโรงพยาบาลอาจร่วมรับผิดในฐานะนายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425โรงพยาบาลอาจร่วมรับผิดในฐานะตัวการตามมาตรา 427 ประกอบมาตรา 820 หรือมาตรา 821 เมื่อแพทย์เป็นตัวแทนหรือถูกเชิดเป็นตัวแทน ส่วนกรณีแพทย์เป็นผู้รับจ้างทำของโดยแท้ต้องพิจารณามาตรา 428 ด้วย ผลขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง
LAS Practice Note — แนวทางจัดโครงสร้างสัญญาให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางภาษี

แนวทางต่อไปนี้เป็นข้อเสนอเชิงปฏิบัติของ LAS สำหรับตรวจว่าเงินได้ของแพทย์จะเข้าลักษณะเงินได้จากวิชาชีพอิสระซึ่งหักค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 60 ได้หรือไม่ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ฉบับที่และมาตราของพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามประมวลรัษฎากร มาตรา 44 ซึ่งกำหนดค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 60] โดยสัญญาต้องสะท้อนข้อเท็จจริงสามประการ ทั้งนี้ ต้องตรวจเนื้อหาของคำวินิจฉัยที่ 39/2539 กับเอกสารฉบับทางการก่อนอ้างอิง [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ผู้ออก ประเภทเอกสาร และวันที่ของคำวินิจฉัยที่ 39/2539]:

(1) แพทย์เป็นผู้มีสิทธิเรียกเก็บค่าตรวจรักษา (Doctor Fee) จากผู้ป่วยโดยตรง โดยโรงพยาบาลทำหน้าที่เพียง "ตัวแทนเรียกเก็บเงินแทนแพทย์" (Collection Agent) เท่านั้น

(2) ในใบเสร็จรับเงินต้องแยกรายการชัดเจน ระหว่าง "ค่าบริการทางการแพทย์ของแพทย์ นพ. ... (Doctor Fee)" กับ "ค่าห้อง ค่าเวชภัณฑ์ และค่าบริการของโรงพยาบาล (Hospital Charge)"

(3) สัญญาต้องระบุว่าแพทย์จ่ายค่าใช้บริการสถานที่และเครื่องมือทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาล ในอัตราร้อยละที่ตกลงกัน (ตัวอย่างเชิงพาณิชย์ เช่น ร้อยละ 20 ถึง 30 ของ DF) มิใช่โรงพยาบาลจ่ายค่าจ้างให้แพทย์ ทั้งนี้ ข้อตกลงที่โรงพยาบาลรับประกันรายได้ขั้นต่ำให้แพทย์เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ความสัมพันธ์ถูกจัดเป็นจ้างแรงงาน

ความรับผิดทางการแพทย์และการประกันภัย Malpractice Defense

ในกรณีที่แพทย์เป็นแพทย์นอกเวลา (Part-time) ซึ่งรับส่วนแบ่งค่าตรวจ โรงพยาบาลอาจต้องร่วมรับผิดต่อผู้ป่วยได้เมื่อข้อเท็จจริงเข้าเงื่อนไขของกฎหมาย กล่าวคือ ในฐานะนายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 เมื่อแพทย์เป็นลูกจ้าง และในฐานะตัวการตามมาตรา 427 ประกอบมาตรา 820 เมื่อแพทย์เป็นตัวแทน หรือตามมาตรา 821 เมื่อโรงพยาบาลเชิดแพทย์ออกแสดงเป็นตัวแทนของตนต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริต ส่วนกรณีที่แพทย์เป็นผู้รับจ้างทำของโดยแท้ มาตรา 428 บัญญัติว่า ผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อให้เกิดแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง ผลจึงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

กลไกป้องกันความเสี่ยงในสัญญา:

  1. กำหนดเงื่อนไขบังคับก่อน (Condition Precedent) ให้แพทย์ต้องมีกรมธรรม์ Medical Malpractice Liability Insurance วงเงินคุ้มครองที่กำหนดตามความเสี่ยงของแต่ละงาน (ตัวอย่างเชิงพาณิชย์ เช่น ไม่ต่ำกว่า 5 ถึง 10 ล้านบาทต่อครั้ง ซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างและอาจต่ำกว่าจำนวนที่ผู้ป่วยเรียกร้องในกรณีร้ายแรง [ต้องยืนยันแหล่งที่มา])
  2. ใส่ข้อสัญญา Specific Indemnity กำหนดให้แพทย์ต้องชดใช้เงินคืนแก่โรงพยาบาล (Hold Harmless) หากโรงพยาบาลต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้ป่วยอันเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของแพทย์ ทั้งนี้ ต้องระบุระดับความผิดที่ข้อสัญญาชดใช้ครอบคลุมให้ชัดเจนและตรงกันทั้งฉบับ เช่น ประมาทเลินเล่อทุกระดับ หรือเฉพาะประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ตามที่คู่สัญญาตกลง และเมื่อแพทย์เป็นลูกจ้าง นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้น ชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้นตามมาตรา 426 และมาตรา 427 ให้ใช้บทบัญญัติดังกล่าวแก่ตัวการและตัวแทนโดยอนุโลม สิทธิไล่เบี้ยนี้เป็นสิทธิตามกฎหมายซึ่งมาตรา 426 มิได้จำกัดไว้เฉพาะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หากคู่สัญญาเลือกให้ข้อสัญญาชดใช้ครอบคลุมเฉพาะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงควรระบุให้ชัดว่าข้อสัญญานั้นมีผลต่อสิทธิไล่เบี้ยตามมาตรา 426 ในกรณีความประมาทเลินเล่อธรรมดาหรือไม่ เพื่อมิให้โรงพยาบาลสละสิทธินั้นโดยไม่ตั้งใจ

ข้อต่อสู้ของแพทย์กับโรงพยาบาล Devil's Advocate

ข้อเรียกร้องของแพทย์ข้อชี้แจงของโรงพยาบาลตามกฎหมายไทยหลักฐานที่ชี้ขาด
ตนถูกโรงพยาบาลบอกเลิกสัญญาอย่างกะทันหัน ฟ้องเรียกค่าชดเชยเลิกจ้างสัญญาเป็นสัญญาจ้างบริการอิสระ แพทย์ไม่มีเวลาทำงานแน่นอน และรับค่าตอบแทนตามจำนวนเคสที่ตรวจจริง มิใช่ลูกจ้าง ทั้งนี้ ผลขึ้นอยู่กับสาระของความสัมพันธ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568) มาตรา 5 และการเรียกค่าชดเชยตามมาตรา 118 ต้องเข้าเงื่อนไขว่าลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันขึ้นไปแบบสัญญาจ้างอิสระและบันทึกการรับค่า Doctor Fee
การันตีรายได้เดือนละ 100,000 บาท ถือเป็นเงินเดือนประจำการันตีรายได้เป็นเพียงการรับประกันขั้นต่ำเพื่อสนับสนุนวิชาชีพ หากเคสตรวจไม่ถึง โรงพยาบาลจ่ายส่วนต่างสมทบให้ มิใช่เงินเดือนข้อสัญญาระบุโครงสร้าง Minimum Guarantee Fee
ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนไข้เกิดจากเครื่องมือแพทย์ของโรงพยาบาลขัดข้องแพทย์ไม่ได้ทำการตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนผ่าตัดตาม Medical Checklist และกระทำนอกเหนือมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมบันทึกรายงานการผ่าตัด (Surgical Incident Report)

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

ข้อเท็จจริงสมมติ: คลินิกทันตกรรม A ทำสัญญากับทันตแพทย์จัดฟัน 2 ท่าน (ทันตแพทย์ B และทันตแพทย์ C) โดยตกลงแบ่งรายได้ Doctor Fee ในอัตราสมมติ 70:30 และรับประกันรายได้ขั้นต่ำเดือนละ 80,000 บาท ตัวเลขทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงสมมติเพื่อการสอน ข้อตกลงรับประกันรายได้ขั้นต่ำเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการถูกจัดเป็นสัญญาจ้างแรงงาน และชื่อที่ใช้เรียกเงินนี้ไม่เป็นข้อชี้ขาด จึงควรให้ข้อเท็จจริงสอดคล้องกับการประกอบวิชาชีพอิสระ เช่น ไม่มีระเบียบวินัยแบบลูกจ้าง ส่วนการระบุในสัญญาว่าเป็นเงินประกันรายได้ขั้นต่ำในการประกอบวิชาชีพเป็นเพียงหลักฐานประกอบ

แนวทางการยกร่างสัญญาที่ควรพิจารณา:

  1. กำหนดลักษณะของข้อตกลงให้ตรงกับข้อเท็จจริง ข้อตกลงที่ให้ทันตแพทย์ใช้สถานที่และอุปกรณ์ของคลินิกเพื่อประกอบวิชาชีพโดยชำระค่าธรรมเนียมสถานที่ มิใช่จ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 แต่อาจเข้าลักษณะเช่าทรัพย์สินตามมาตรา 537 หรือเป็นสัญญาไม่มีชื่อ แล้วแต่ข้อตกลง ทั้งนี้ ต้องตรวจเสมอว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดเข้าลักษณะจ้างแรงงานตามมาตรา 575 หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อคลินิกรับประกันรายได้ขั้นต่ำรายเดือน เพราะพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568) มาตรา 5 ถือว่าผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างเป็นลูกจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร การตั้งชื่อสัญญาจึงไม่เป็นข้อชี้ขาด
  1. ระบุในสัญญาว่าคลินิกทำหน้าที่เป็นตัวแทนรับชำระค่าธรรมเนียมแพทย์จากคนไข้ และหักค่าธรรมเนียมสถานที่ร้อยละ 30
  1. ใบเสร็จรับเงินที่ออกให้คนไข้ระบุแยกบรรทัด "ค่าธรรมเนียมทันตแพทย์ B 2,000 บาท" และ "ค่าเวชภัณฑ์และเอกซเรย์ของคลินิก 1,000 บาท"
  1. คลินิกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 144 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ ข้อ 2 (8) (ก) โดยจัดเงินได้ของทันตแพทย์เป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระ และยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับการนำเงินภาษีส่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 59 ซึ่งมาตรา 3 เตรส ให้นำมาใช้บังคับโดยอนุโลม ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 144 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ ข้อ 4 (ชื่อแบบที่ใช้ในทางปฏิบัติคือแบบ ภ.ง.ด.3 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]) การดำเนินการดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงจากการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง แต่ผลขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและการพิจารณาของเจ้าพนักงานและศาล

Checklist 10 จุดตรวจสัญญาจ้างแพทย์ในสถานพยาบาล

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

การมี "การันตีรายได้ขั้นต่ำ" (Guarantee Fee) ให้แก่แพทย์ จะทำให้กลายเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่?
เจ้าพนักงานสรรพากรและศาลแรงงานอาจมองเป็นสัญญาจ้างแรงงานได้ เพราะการจำแนกพิจารณาจากสาระของความสัมพันธ์ ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างเป็นลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568) มาตรา 5 ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร การระบุว่าเป็น "เงินประกันรายได้ขั้นต่ำในการประกอบวิชาชีพ" จึงไม่เป็นข้อชี้ขาด ทางลดความเสี่ยงคือให้ข้อเท็จจริงสอดคล้องกับการประกอบวิชาชีพอิสระ เช่น หากรายได้ค่าตรวจ (DF) เกินกว่ายอดที่รับประกัน แพทย์ได้รับตามยอดจริง และไม่มีระเบียบวินัยการตอกบัตรหรือการตัดเงินเดือนเมื่อมาสาย
สัญญาแพทย์สามารถระบุว่า "โรงพยาบาลไม่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ป่วยใด ๆ ทั้งสิ้น" ได้หรือไม่?
ข้อความดังกล่าวใช้ยันผู้ป่วยไม่ได้ เพราะสัญญาระหว่างโรงพยาบาลกับแพทย์ผูกพันเฉพาะคู่สัญญา ผู้ป่วยซึ่งมิใช่คู่สัญญาจึงไม่ถูกผูกพัน และแม้โรงพยาบาลจะให้ผู้ป่วยลงนามในข้อตกลงทำนองเดียวกัน พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ข้อตกลงที่ได้ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลงหรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลงต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้ ข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดในกรณีอื่นนอกจากที่กล่าวมาซึ่งไม่เป็นโมฆะ มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามมาตรา 8 วรรคสอง และความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นความรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโรงพยาบาลเองเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 ส่วนความผิดของแพทย์ซึ่งโรงพยาบาลใช้ในการชำระหนี้ต่อผู้ป่วย โรงพยาบาลต้องรับผิดเสมือนเป็นความผิดของตนเองตามมาตรา 220 โดยมาตรา 373 ไม่ใช้บังคับแก่กรณีเช่นนั้น ข้อตกลงที่ยกเว้นความรับผิดในส่วนนี้จึงต้องพิจารณาตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเป็นหลัก ผลคือโรงพยาบาลยังอาจต้องรับผิดต่อผู้ป่วยตามฐานความรับผิดที่ข้อเท็จจริงเข้าเงื่อนไข ส่วนระหว่างโรงพยาบาลกับแพทย์ ข้อสัญญาที่ใช้ได้จริงคือข้อสัญญาชดใช้ความเสียหาย (Indemnity) ที่ระบุระดับความผิดของแพทย์ให้ชัดเจน และเมื่อแพทย์เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของโรงพยาบาล โรงพยาบาลที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ป่วยแล้วมีสิทธิได้รับชดใช้จากแพทย์ตามมาตรา 426 และมาตรา 427
แพทย์พาร์ตไทม์สามารถเปิดเผยข้อมูลเคสผ่าตัดเพื่อทำคอนเทนต์ลง TikTok หรือ Facebook ได้หรือไม่?
ทำไม่ได้ หากไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย การเปิดเผยข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยเพื่อทำเนื้อหาออนไลน์ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากผู้ป่วยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 26 และมาตรา 27 เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น ผู้ควบคุมข้อมูลที่ฝ่าฝืนต้องรับโทษปรับทางปกครองไม่เกินห้าล้านบาทตามมาตรา 84 และอาจต้องรับโทษอาญาตามมาตรา 79 เมื่อเข้าเงื่อนไขของมาตรานั้น นอกจากนี้ พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 บัญญัติว่าข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลเป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิดเผยนั้นเป็นไปตามความประสงค์ของบุคคลนั้นโดยตรงหรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 49 ทั้งยังต้องตรวจข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมเกี่ยวกับความลับของข้อมูลผู้ป่วย รวมทั้งการอนุมัติจากสถานพยาบาล โดยโทษจำคุก โทษปรับ และการพักใช้ใบอนุญาตมาจากกฎหมายต่างฉบับกัน จึงต้องแยกตรวจเป็นรายฉบับ [ต้องยืนยันมาตรา: ข้อบังคับแพทยสภา และโทษพักใช้ใบอนุญาต]
กรณีแพทย์ถูกฟ้องคดีผู้บริโภค ภาระการพิสูจน์ (Burden of Proof) ตกอยู่กับใคร?
ในคดีผู้บริโภคที่เข้าเงื่อนไขของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ภาระการพิสูจน์อาจตกแก่ผู้ประกอบธุรกิจตามที่กฎหมายนั้นกำหนด (พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29) ซึ่งในกรณีนี้อาจหมายถึงโรงพยาบาลหรือแพทย์ที่ต้องพิสูจน์ว่าการตรวจรักษาเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมที่ถูกต้อง มิได้ประมาทเลินเล่อ ทั้งนี้ ต้องตรวจก่อนว่าคดีเข้าลักษณะคดีผู้บริโภคตามกฎหมายนั้นหรือไม่

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ