คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ทำให้คลินิกและสถานประกอบการที่ขายคอร์สบริการเสริมความงามต้องทบทวนข้อสัญญากับผู้บริโภค ส่วนวันที่มีผลใช้บังคับ ตลอดจนนิยามและข้อยกเว้นของธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ต้องตรวจจากฉบับราชกิจจานุเบกษา โดยเฉพาะว่าบริการทางการแพทย์ที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ในโรงพยาบาลหรือคลินิกเวชกรรมอยู่ในบังคับของประกาศนี้หรือไม่ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา] อำนาจนี้มาจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 ทวิ ซึ่งใช้ได้เมื่อสัญญานั้นมีกฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือ หรือที่ตามปกติประเพณีทำเป็นหนังสือ ประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการมี 3 ประการ: (1) ข้อห้ามการริบเงินและการกำหนดอายุคอร์สที่ไม่เป็นธรรม: ข้อสัญญา "ไม่คืนเงินไม่ว่ากรณีใด ๆ" (No-refund policy) และข้อกำหนดวันหมดอายุของคอร์สการรักษาที่สั้นเกินสมควรเป็นข้อสัญญาที่ปรากฏในบัญชีข้อห้ามของบทความนี้ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา] ผลของข้อสัญญาที่คณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดห้ามใช้คือ ถ้าสัญญาใช้ข้อสัญญานั้น ให้ถือว่าสัญญานั้นไม่มีข้อสัญญานั้น (พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 จัตวา) ส่วนข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมอื่นมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี (พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4) และข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยอันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ จะนำมาอ้างไม่ได้ (พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม มาตรา 8 วรรคหนึ่ง) (2) สิทธิของผู้บริโภคในการบอกเลิกสัญญาและรับเงินคืนตามสัดส่วน (Pro-rata Refund): ผู้บริโภคอาจมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้เมื่อเกิดอาการแพ้ ผลข้างเคียงทางการแพทย์ ย้ายถิ่นที่อยู่ หรือสถานพยาบาลไม่สามารถจัดแพทย์ตามที่ตกลงได้ ทั้งนี้ เหตุแห่งสิทธิบอกเลิกต้องพิจารณาตามข้อสัญญาและประกาศที่ใช้บังคับ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา] เมื่อมีการเลิกสัญญา คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม เงินที่ต้องใช้คืนให้บวกดอกเบี้ยนับแต่เวลาที่ได้รับไว้ และการงานที่ได้ทำให้แล้วให้ชดใช้ด้วยเงินตามควรค่าแห่งการนั้นหรือตามที่สัญญากำหนด (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391) สถานพยาบาลจึงต้อง คืนเงินค่าบริการส่วนที่ยังไม่ได้ใช้บริการให้แก่ผู้บริโภค หลังหักได้เฉพาะรายการที่เกิดขึ้นจริงและพิสูจน์ได้ ภายในระยะเวลาที่สัญญากำหนด และหากประกาศกำหนดระยะเวลาคืนเงินไว้ สัญญาต้องไม่กำหนดระยะเวลาให้ยาวกว่านั้น [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ระยะเวลาคืนเงินตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา] และ (3) โทษทางอาญาต่อผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 57 วรรคหนึ่ง: ผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ส่งมอบสัญญาที่มีข้อสัญญาหรือมีข้อสัญญาและแบบถูกต้องตามมาตรา 35 ทวิ หรือไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องตามมาตรา 35 เบญจ ให้แก่ผู้บริโภคภายในระยะเวลาตามมาตรา 35 อัฏฐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การส่งมอบสัญญาที่มีข้อสัญญาต้องห้ามอาจถือเป็นการไม่ส่งมอบสัญญาที่ "ถูกต้อง" ตามมาตรา 35 ทวิ

ข้อเท็จจริงสมมติเพื่อการสอน

  1. เหตุการณ์: คลินิกเสริมความงาม A ซึ่งมี 15 สาขา ขายคอร์สเลเซอร์และโปรแกรมชะลอวัยแบบเหมาจ่ายรายปีมูลค่าคอร์สละ 150,000 บาท โดยในใบเสร็จและสัญญาพิมพ์ข้อความสำเร็จรูปว่า "คอร์สมีอายุ 6 เดือนนับแต่วันซื้อ หากไม่มาใช้บริการถือว่าสละสิทธิ์ และทางคลินิกขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนเงินทุกกรณี"
  2. ความเข้าใจผิด: คลินิกคิดว่าลูกค้าลงลายมือชื่อยินยอมในสัญญาแล้ว ย่อมมีผลผูกพันตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract)
  3. จุดพลิก: ลูกค้า B ทำเลเซอร์ไป 2 ครั้งแล้วเกิดอาการผื่นแพ้รุนแรง แพทย์ผิวหนังโรงพยาบาลรัฐสั่งให้หยุดทำเลเซอร์ ลูกค้า B จึงขอเงินส่วนที่เหลือ 120,000 บาทคืน คลินิก A ปฏิเสธโดยอ้างสัญญา ลูกค้า B จึงร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในกรณีสมมตินี้ ข้อสัญญาที่คลินิก A อ้างอาจขัดต่อประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา] คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคอาจไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอมข้อพิพาทได้หากลูกค้า B และคลินิก A ตกลงกันก่อนมีการฟ้องคดีต่อศาล และเมื่อพบการกระทำความผิด คณะกรรมการเดียวกันอาจเปรียบเทียบปรับเมื่อผู้กระทำความผิดยินยอม หากไม่ยินยอมหรือไม่ชำระค่าปรับจึงดำเนินคดีต่อไป (พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 62) ส่วนอำนาจในการสั่งให้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยต้องตรวจจากบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง [ต้องยืนยันมาตรา] ตัวเลขและเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงสมมติเพื่อการสอน มิใช่คดีจริง
  4. สิ่งที่ได้จากบทความ: การวิเคราะห์โครงสร้างของประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา] ข้อสัญญาต้องห้าม 7 ข้อพร้อมข้อเพิ่มเติมที่ต้องยืนยัน (Blacklist Clauses) สูตรคำนวณการคืนเงินตามสัดส่วน (Pro-rata) ที่เป็นสูตรเดียว เงื่อนไขการเปลี่ยนตัวแพทย์และกรณีแพทย์ลาออก รายการข้อมูลที่สัญญาควรระบุ ตัวอย่างแบบสัญญาและหนังสือแสดงความยินยอม และ Checklist 10 จุดตรวจสัญญาคลินิกเวชกรรม

ภูมิทัศน์กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคด้านการแพทย์ 2569

ธุรกิจการให้บริการทางการแพทย์ เสริมความงาม ศัลยกรรม และดูแลสุขภาพ มักมีข้อพิพาทกับผู้บริโภคในประเด็นการซื้อคอร์สล่วงหน้าแล้วไม่สามารถใช้บริการได้ ซึ่งเป็นเหตุให้มีการร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 ทวิ ให้คณะกรรมการว่าด้วยสัญญามีอำนาจกำหนดให้การประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญาได้ เมื่อสัญญาซื้อขายหรือสัญญาให้บริการนั้นมีกฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือ หรือที่ตามปกติประเพณีทำเป็นหนังสือ และเมื่อเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา สัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องใช้ข้อสัญญาที่จำเป็นและห้ามใช้ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และรายละเอียดที่คณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนด ทั้งนี้ การกำหนดดังกล่าวต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา บทความนี้วิเคราะห์ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ซึ่งมุ่งยกระดับมาตรฐานสัญญาให้เป็นธรรมและคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค ชื่อของประกาศกำหนดธุรกิจที่ควบคุมไว้ที่การให้บริการเสริมความงาม มิใช่บริการทางการแพทย์ทั้งหมด ผู้ประกอบการจึงต้องตรวจวันที่มีผลใช้บังคับ นิยามของธุรกิจ และข้อยกเว้นจากฉบับราชกิจจานุเบกษา ก่อนนำข้อวิเคราะห์ในบทความนี้ไปใช้กับบริการของโรงพยาบาลหรือคลินิกเวชกรรม [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา]

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

Claim IDข้อความทางกฎหมายที่ยืนยันฐานกฎหมายปฐมภูมิตำแหน่งในแหล่งสถานะ
C-SHIELD-22-01ถ้าสัญญาซื้อขายหรือสัญญาให้บริการมีกฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือ หรือที่ตามปกติประเพณีทำเป็นหนังสือ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญามีอำนาจกำหนดให้การประกอบธุรกิจนั้นเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา และกำหนดข้อสัญญาที่ต้องใช้หรือห้ามใช้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 ทวิหมวด 2 การคุ้มครองผู้บริโภค ส่วนที่ 2 ทวิ การคุ้มครองผู้บริโภคในด้านสัญญาแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHIELD-22-02เมื่อคณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดให้สัญญาของธุรกิจที่ควบคุมสัญญาต้องไม่ใช้ข้อสัญญาใดแล้ว ถ้าสัญญานั้นใช้ข้อสัญญาดังกล่าว ให้ถือว่าสัญญานั้นไม่มีข้อสัญญาเช่นว่านั้น (พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 จัตวา)พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 จัตวา (มาตรา 35 เบญจ ใช้เฉพาะเรื่องหลักฐานการรับเงิน)หมวด 2 การคุ้มครองผู้บริโภค ส่วนที่ 2 ทวิ การคุ้มครองผู้บริโภคในด้านสัญญาแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHIELD-22-03ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดไม่ส่งมอบสัญญาที่มีข้อสัญญาหรือมีข้อสัญญาและแบบถูกต้องตามมาตรา 35 ทวิ หรือไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องตามมาตรา 35 เบญจ ให้แก่ผู้บริโภคภายในระยะเวลาตามมาตรา 35 อัฏฐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 57 วรรคหนึ่ง)พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 57หมวด 4 บทกำหนดโทษแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHIELD-22-04ข้อตกลงที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้เปรียบผู้บริโภคเกินสมควรเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี (พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4) หากมีการริบมัดจำที่สูงเกินส่วน ศาลลดลงให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริงได้ (มาตรา 7) เมื่อมีการเลิกสัญญา คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะเดิม (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391) และสิทธิบอกเลิกเพราะเหตุทางการแพทย์ต้องพิจารณาตามข้อสัญญาและประกาศที่ใช้บังคับ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา]พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 และมาตรา 7 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 และมาตรา 7แก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHIELD-22-05สถานพยาบาลต้องแสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ และรายละเอียดบริการไว้ ณ สถานพยาบาล และจะเรียกเก็บเกินอัตราที่แสดงไว้มิได้ ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 32 และมาตรา 33 ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายว่าด้วยการใดบัญญัติเรื่องใดไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้บังคับตามกฎหมายนั้น และให้นำบทบัญญัติหมวด 2 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคไปใช้เท่าที่ไม่ซ้ำหรือขัดกัน (พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 21)พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 32 และมาตรา 33 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 21การควบคุมสถานพยาบาล ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 32 และมาตรา 33แก้ไขแล้ว — LAS Audit

7 ข้อสัญญาต้องห้าม (Blacklist Clauses) ตามประกาศ สคบ.

รายการต่อไปนี้ใช้ถ้อยคำของแหล่งข้อมูลที่บทความนี้อ้างอิง ซึ่งยังไม่ได้ตรวจกับตัวประกาศ จำนวนข้อ ถ้อยคำ และขอบเขตของข้อสัญญาต้องห้ามต้องตรวจจากฉบับราชกิจจานุเบกษาก่อนนำไปใช้ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา] ในทางกฎหมาย เมื่อคณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดให้สัญญาของธุรกิจที่ควบคุมสัญญาต้องไม่ใช้ข้อสัญญาใดแล้ว ถ้าสัญญานั้นใช้ข้อสัญญาดังกล่าว ให้ถือว่าสัญญานั้นไม่มีข้อสัญญาเช่นว่านั้น (พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 จัตวา) ในทางกลับกัน เมื่อกำหนดให้สัญญาต้องใช้ข้อสัญญาใดแล้ว ถ้าสัญญานั้นไม่ใช้ข้อสัญญาดังกล่าว ให้ถือว่าสัญญานั้นใช้ข้อสัญญานั้น (มาตรา 35 ตรี) ส่วนข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมอื่นนอกเหนือจากรายการที่ประกาศห้ามมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี (พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4)

  1. ห้ามข้อความ "ไม่คืนเงินทุกกรณี" (No-Refund Clause): ต้องเปิดช่องให้ขอคืนเงินได้เมื่อมีเหตุผลทางการแพทย์หรือสถานพยาบาลผิดสัญญา
  2. ห้ามกำหนดอายุคอร์สที่สั้นเกินสมควร: ต้องให้เวลาผู้บริโภคใช้อย่างเหมาะสมตามแผนการรักษาทางการแพทย์ และต้องอนุญาตให้ขยายเวลาได้หากมีใบรับรองแพทย์
  3. ห้ามยกเว้นความรับผิดทางการแพทย์: ข้อความตัดความรับผิดจากผลข้างเคียงหรือความผิดพลาดของแพทย์ ถ้าเป็นข้อสัญญาที่ประกาศห้ามใช้ ให้ถือว่าสัญญานั้นไม่มีข้อสัญญานั้น (มาตรา 35 จัตวา) นอกจากนี้ ข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยอันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ไม่ว่าของผู้ตกลงหรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลงต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้ (พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง) ส่วนข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดในกรณีอื่นซึ่งไม่เป็นโมฆะ มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี (มาตรา 8 วรรคสอง) และความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นความรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของลูกหนี้เองเป็นโมฆะ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373) ส่วนความผิดของตัวแทนหรือของบุคคลที่สถานพยาบาลใช้ในการชำระหนี้ต่อผู้บริโภค เช่น แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ สถานพยาบาลต้องรับผิดเสมือนเป็นความผิดของตนเองตามมาตรา 220 โดยมาตรา 373 ไม่ใช้บังคับแก่กรณีเช่นนั้น ข้อตกลงที่ยกเว้นความรับผิดเพื่อความผิดของบุคคลดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 373 แต่ต้องพิจารณาตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเป็นหลัก
  4. ห้ามข้อสัญญาที่ให้สถานพยาบาลเปลี่ยนตัวแพทย์ผู้รักษาได้ฝ่ายเดียว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ถ้อยคำของประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่องการเปลี่ยนตัวแพทย์]: LAS แนะนำให้สัญญาที่ระบุตัวแพทย์ผู้รักษากำหนดว่าการเปลี่ยนตัวแพทย์ต้องแจ้งผู้บริโภคล่วงหน้าและได้รับความยินยอมของผู้บริโภค และหากผู้บริโภคไม่ยินยอม ให้ผู้บริโภคบอกเลิกสัญญาและได้รับเงินค่าบริการส่วนที่ยังไม่ได้ใช้คืน ข้อสัญญาเช่นนี้คุ้มครองผู้บริโภคไม่น้อยกว่าทั้งเกณฑ์การแจ้งล่วงหน้าและเกณฑ์ความยินยอม
  5. ห้ามบังคับให้ผู้บริโภคต้องรับการรักษาต่อเมื่อเกิดผลข้างเคียงรุนแรง: ผู้บริโภคมีสิทธิสั่งระงับการรักษาได้ทันที และขอเงินคืนตามสูตรคืนเงินด้านล่างภายในระยะเวลาที่สัญญากำหนด
  6. ห้ามคิดค่าธรรมเนียมการยกเลิกสัญญาที่สูงเกินส่วน: ค่าธรรมเนียมการดำเนินการ (Admin Fee) ต้องคิดได้ตามค่าใช้จ่ายจริงที่พิสูจน์ได้เท่านั้น
  7. ห้ามข้อความให้สิทธิสถานพยาบาลแก้ไขเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขฝ่ายเดียว: การเปลี่ยนชนิดตัวยา หรือเครื่องมือ ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือ
LAS Practice Note — สูตรคำนวณการคืนเงินตามสัดส่วน (Pro-rata Refund) ข้อเสนอของ LAS

เมื่อผู้บริโภคใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา สัญญาควรระบุสูตรการคำนวณเงินคืนที่โปร่งใส สูตรต่อไปนี้เป็นสูตรเดียวที่ใช้ในบทความนี้ และเป็นตัวอย่างเชิงพาณิชย์ที่ LAS เสนอ มิใช่เกณฑ์ที่ยืนยันแล้วของประกาศ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา]

"จำนวนเงินที่ต้องคืน (R) = ราคาแพ็กเกจรวมที่ผู้บริโภคชำระจริง (T) - [จำนวนครั้งที่ใช้บริการไปแล้ว (N) × ค่าบริการเฉลี่ยต่อครั้งของแพ็กเกจ (Pa)] - รายการหักที่เกิดขึ้นจริงและพิสูจน์ได้ (D)"

ข้อควรระวัง: ห้ามนำราคาบริการครั้งเดี่ยวแบบไม่ลดราคา (Regular Single Price) มาคำนวณเป็นค่าบริการต่อครั้งเพื่อหักลบจนเงินคืนเหลือศูนย์ เพราะการคำนวณเช่นนั้นอาจเป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้เปรียบผู้บริโภคเกินสมควร ซึ่งมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี (พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4) ทั้งนี้ ต้องตรวจด้วยว่าประกาศกำหนดวิธีคำนวณไว้อย่างไร [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา]

ข้อสัญญาต้องห้ามเพิ่มเติม และกรณีแพทย์ผู้รักษาลาออก

นอกจากข้อสัญญาต้องห้ามเจ็ดข้อข้างต้น การวิเคราะห์ประกาศอีกแนวทางหนึ่งระบุข้อสัญญาต้องห้ามเพิ่มอีกสามประเภท ซึ่งให้ถือเป็นส่วนต่อของรายการเดียวกัน มิใช่รายการชุดใหม่ และยังต้องตรวจกับตัวประกาศก่อนนำไปใช้ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา]

ถ้าประกาศกำหนดห้ามใช้ข้อสัญญาใดจริง ผลคือให้ถือว่าสัญญานั้นไม่มีข้อสัญญานั้น (พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 จัตวา) คลินิกจึงยกข้อสัญญาเช่นนั้นขึ้นอ้างไม่ได้ แม้ผู้บริโภคจะลงนามในสัญญาแล้ว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: รายการข้อสัญญาที่ประกาศกำหนดห้ามใช้] แต่หากประกาศมิได้ห้ามไว้ ข้อสัญญาเหล่านี้ยังต้องผ่านการพิจารณาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ซึ่งให้ข้อสัญญาที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้เปรียบเกินสมควรมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี (มาตรา 4) โดยศาลพิเคราะห์พฤติการณ์ทั้งปวงตามมาตรา 10 ดูหลักเรื่องข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเพิ่มเติมใน บทความเรื่องข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในชุด LAS Share

กรณีแพทย์ผู้รักษาที่ระบุไว้ในสัญญาลาออก ให้ใช้เกณฑ์เดียวกับข้อห้ามเรื่องการเปลี่ยนตัวแพทย์ข้างต้น กล่าวคือ ตามข้อสัญญาที่ LAS แนะนำ คลินิกเสนอแพทย์ท่านอื่นที่มีคุณวุฒิทัดเทียมกันได้ แต่ต้องแจ้งผู้บริโภคล่วงหน้าและได้รับความยินยอมของผู้บริโภค หากผู้บริโภคไม่ยินยอมและประสงค์จะรับการรักษากับแพทย์ท่านเดิมที่ระบุไว้ในสัญญา ผู้บริโภคบอกเลิกสัญญาและได้รับเงินค่าบริการส่วนที่ยังไม่ได้ใช้คืนตามสูตรเดียวกันได้ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ถ้อยคำของประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่องการเปลี่ยนตัวแพทย์] เมื่อมีการเลิกสัญญา คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391) ตามเกณฑ์เดียวกันนี้ การที่แพทย์ลาออกจึงมีผลไม่ต่างจากการที่คลินิกเปลี่ยนตัวแพทย์เอง เพราะสิ่งที่ต้องพิจารณาคือผู้บริโภคยินยอมให้เปลี่ยนตัวหรือไม่

ข้อต่อสู้ของสถานพยาบาลกับผู้บริโภค Devil's Advocate

ข้ออ้างของคลินิก / สถานพยาบาลข้อต่อสู้ของผู้บริโภคตามประกาศ สคบ.หลักฐานที่ชี้ขาด
คอร์สเสริมความงามเป็นราคาโปรโมชั่นพิเศษ จึงไม่สามารถคืนเงินได้ผู้บริโภคอาจอ้างว่าประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาใช้บังคับกับทุกสัญญาในธุรกิจที่ควบคุมสัญญา โดยไม่มีข้อยกเว้นให้แก่ราคาโปรโมชั่น [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา] หากข้อสัญญาห้ามคืนเงินเป็นข้อที่ประกาศห้ามใช้ ให้ถือว่าสัญญานั้นไม่มีข้อสัญญานั้น (พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 จัตวา)สัญญาการให้บริการและประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา]
ลูกค้าแพ้ยาเป็นเรื่องเฉพาะตัวของคนไข้ ไม่ใช่ความผิดของคลินิกผู้บริโภคอาจอ้างว่าอาการแพ้เป็นเหตุทางการแพทย์ที่ชอบธรรมในการบอกเลิกสัญญาตามข้อสัญญาและประกาศ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา] และเมื่อเลิกสัญญาแล้ว คลินิกต้องให้ผู้บริโภคกลับคืนสู่ฐานะเดิมโดยคืนเงินค่าคอร์สส่วนที่ยังไม่ได้ใช้บริการ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391) ซึ่งคำนวณตามสูตรที่สัญญากำหนด เช่น สูตรที่ LAS เสนอในหัวข้อที่ 4ใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลรัฐหรือผู้เชี่ยวชาญ
ลูกค้าไม่ได้มาใช้บริการภายใน 6 เดือน คอร์สจึงหมดอายุตามสัญญาผู้บริโภคอาจอ้างว่าการกำหนดอายุคอร์ส 6 เดือนสำหรับบริการ 10 ครั้งเป็นการเร่งรัดและไม่สอดคล้องกับความปลอดภัยของผู้ป่วย ทั้งนี้ เกณฑ์ว่าอายุคอร์สเท่าใดถือว่าสั้นเกินสมควรไม่มีตัวเลขที่ตรวจสอบได้ ต้องพิจารณาจากแผนการรักษาและข้อความของประกาศ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา]บันทึกเวชระเบียนการนัดหมายและการรักษา

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

ข้อเท็จจริงสมมติ: ลูกค้า B ซื้อคอร์สรักษาสิวและเลเซอร์ 10 ครั้งจากคลินิก A ราคา 50,000 บาท (เฉลี่ยครั้งละ 5,000 บาท) ลูกค้า B ทำไป 3 ครั้งแล้วเกิดการติดเชื้อ คลินิก A ไม่สามารถเปลี่ยนแพทย์ได้ ลูกค้า B จึงขอยกเลิกสัญญา ตัวเลขทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงสมมติและเป็นตัวอย่างเชิงพาณิชย์ของ LAS มิใช่ผลคำนวณตามประกาศ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา]

การคำนวณคืนเงินตามสูตรเดียวของบทความนี้:

การดำเนินการตามนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากข้อพิพาทกับผู้บริโภค แต่ผลขึ้นอยู่กับข้อความของประกาศและข้อเท็จจริง

Checklist 10 จุดตรวจสัญญาคลินิกและสถานพยาบาล

รายการข้อมูลที่สัญญาควรระบุ ตัวอย่างแบบสัญญา และหนังสือแสดงความยินยอม

สัญญาให้บริการทางการแพทย์เพื่อการเสริมความงามควรทำเป็นหนังสือ ใช้ข้อความภาษาไทยที่ชัดเจนและอ่านง่าย และระบุข้อมูลสำคัญของบริการให้ครบถ้วน แนวทางที่ได้จากการวิเคราะห์ประกาศกำหนดรายการข้อมูลอย่างน้อยห้าประการดังต่อไปนี้ ซึ่งต้องตรวจกับตัวประกาศก่อนยืนยันว่าเป็นข้อบังคับ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา]

แบบสัญญาตัวอย่างควรมีอย่างน้อยสามข้อ ได้แก่ ข้อรายการบริการและรายละเอียดการรักษา ข้อค่าบริการและการชำระเงิน และข้อสิทธิบอกเลิกสัญญาและการคืนเงินตามสัดส่วน ซึ่งให้อ้างอิงสูตรเดียวกับที่แสดงไว้ข้างต้นและระบุระยะเวลาคืนเงินให้ชัดเจน โดยไม่เขียนสูตรชุดใหม่ แบบสัญญาและหนังสือแสดงความยินยอมในหัวข้อนี้เป็นเพียงตัวอย่างแบบฟอร์ม มิใช่แบบที่ยืนยันแล้วว่าถูกต้องตามประกาศ จึงต้องตรวจข้อความที่ต้องใช้ตามประกาศก่อนนำไปใช้จริง [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา]

หนังสือแสดงความยินยอมรับการรักษา (Informed Consent Form) บันทึกว่าแพทย์ได้อธิบายขั้นตอนและวิธีการรักษา ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ความเสี่ยงและอาการข้างเคียง ตลอดจนทางเลือกอื่นแก่ผู้บริโภคแล้ว และผู้บริโภคมีโอกาสซักถามก่อนลงลายมือชื่อ ความยินยอมนี้เป็นความยินยอมรับการรักษาทางการแพทย์ มิใช่ความยินยอมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 คลินิกจึงควรแยกการขอความยินยอมให้เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลสุขภาพออกเป็นเอกสารต่างหาก โดยแจ้งวัตถุประสงค์และแยกส่วนออกจากข้อความอื่นอย่างชัดเจน (มาตรา 19 และมาตรา 23) ข้อมูลสุขภาพต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 26 และต้องไม่กำหนดเงื่อนไขให้ความยินยอมที่ไม่จำเป็นหรือไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ (มาตรา 19)

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

คลินิกสามารถกำหนดให้โอนสิทธิคอร์สให้บุคคลอื่นแทนการคืนเงินได้หรือไม่?
การอนุญาตให้โอนสิทธิแก่ผู้อื่นเป็นทางเลือกเพิ่มเติมได้ แต่ ไม่สามารถใช้ตัดสิทธิการขอรับเงินคืนของผู้บริโภคได้ ตามที่ประกาศกำหนด [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา] หากผู้บริโภคไม่ประสงค์จะโอนสิทธิและมีเหตุผลทางการแพทย์ที่ทำให้บอกเลิกสัญญาได้ คลินิกยังคงมีหน้าที่ต้องคืนเงินตามผลของการเลิกสัญญา (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391)
การพิมพ์ข้อห้ามคืนเงินไว้บน "ใบเสร็จรับเงิน" หรือ "แผ่นพับโฆษณา" มีผลทางกฎหมายหรือไม่?
ข้อความดังกล่าวถ้าเป็นข้อสัญญาที่ประกาศกำหนดห้ามใช้ ให้ถือว่าสัญญานั้นไม่มีข้อสัญญานั้น (พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 จัตวา) [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา] และอาจใช้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาของ สคบ. ได้ ส่วนโทษอาญาตามมาตรา 57 เป็นเรื่องที่ศาลพิจารณาเมื่อมีการดำเนินคดี คณะกรรมการมีอำนาจเปรียบเทียบความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียวหรือโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีได้ตามมาตรา 62 เมื่อผู้กระทำความผิดยินยอมและชำระค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่ยินยอมหรือไม่ชำระจึงดำเนินคดีต่อไป การควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงินเป็นอำนาจแยกต่างหากของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาตามมาตรา 35 เบญจ และเมื่อคณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดให้หลักฐานการรับเงินของธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงินต้องใช้หรือต้องไม่ใช้ข้อความใดแล้ว ให้นำมาตรา 35 ตรี และมาตรา 35 จัตวา มาใช้บังคับแก่หลักฐานการรับเงินนั้นโดยอนุโลม (มาตรา 35 ฉ)
หากผู้บริโภคบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ คลินิกต้องคืนเงินหรือไม่?
หากผู้บริโภคเปลี่ยนใจเองโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์และคลินิกมิได้ผิดสัญญา ผลขึ้นอยู่กับข้อสัญญาเป็นสำคัญ หากสัญญาให้สิทธิผู้บริโภคบอกเลิกได้และใช้สูตรคืนเงินที่ LAS เสนอ คลินิกหักได้เฉพาะรายการที่เกิดขึ้นจริงและพิสูจน์ได้ตามรายการหัก (D) ในสูตรคืนเงินข้างต้น แต่หากทั้งสัญญาและประกาศมิได้ให้สิทธิผู้บริโภคบอกเลิกในกรณีนี้ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา] ต้องพิจารณาตามลักษณะของสัญญา เช่น หากสัญญามีลักษณะเป็นจ้างทำของ ผู้บริโภคในฐานะผู้ว่าจ้างอาจบอกเลิกสัญญาได้ตราบที่การที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จ เมื่อเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่คลินิกเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605) ไม่ว่ากรณีใด ข้อสัญญาที่ริบเงินล่วงหน้าทั้งหมดอาจเป็นข้อสัญญาที่ทำให้คลินิกได้เปรียบเกินสมควร ซึ่งมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี (พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4) และหากเป็นมัดจำที่สูงเกินส่วน ศาลลดลงให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริง (มาตรา 7) ดูรายละเอียดเรื่องเบี้ยปรับและการริบมัดจำใน ข้อสัญญาเบี้ยปรับและการริบมัดจำ (Liquidated Damages & Earnest Money)
ประกาศ สคบ. ฉบับนี้ครอบคลุมถึงโรงพยาบาลรัฐด้วยหรือไม่?
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ใช้บังคับแก่ผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งมาตรา 3 นิยามให้รวมถึงผู้ให้บริการ และ "บริการ" หมายถึงการรับจัดทำการงาน การให้สิทธิใด ๆ หรือการให้ใช้หรือให้ประโยชน์ในทรัพย์สินหรือกิจการใด ๆ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน์อื่น แต่ไม่รวมถึงการจ้างแรงงานตามกฎหมายแรงงาน สถานพยาบาลเอกชนที่ให้บริการโดยเรียกค่าตอบแทนจึงเข้านิยามดังกล่าวได้ ส่วนการใช้บังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคกับโรงพยาบาลรัฐขึ้นอยู่กับว่าการให้บริการนั้นเข้านิยามผู้ให้บริการและบริการตามมาตรา 3 หรือไม่ และกฎหมายเฉพาะที่ใช้บังคับ (มาตรา 21) ขอบเขตของประกาศต้องตรวจจากตัวประกาศ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฉบับราชกิจจานุเบกษา] ส่วนใบอนุญาตและสถานะการกำกับดูแลของสถานพยาบาลดูรายละเอียดใน การตรวจสอบสถานะธุรกิจโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเอกชน

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ