LAS SHARE
ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม — 5 ตัวอย่างที่ศาลเคยตัดสิน
ธันย์ธรณ์เทพ แย้มอุทัย, Ph.D. | LAS Legal | 3 เมษายน 2569
คุณเคยเซ็นสัญญาที่มีข้อความว่า "ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาได้ทันที" หรือ "ค่าปรับ 30% ของมูลค่าสัญญา" หรือ "บริษัทไม่รับผิดในความเสียหายทุกกรณี" หรือไม่? ข้อสัญญาเหล่านี้อาจไม่มีผลบังคับเต็มที่ เพราะพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ให้อำนาจศาลปรับลดหรือแก้ไขข้อสัญญาที่ได้เปรียบเกินสมควร
หลักกฎหมายและบทนิยาม
พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า:
"ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือในสัญญาสำเร็จรูป หากข้อตกลงนั้นเป็นข้อตกลงที่ทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น"
ผลทางกฎหมายที่สำคัญคือ กฎหมายนี้ ไม่ได้ทำให้ข้อสัญญาเป็นโมฆะ แต่ให้อำนาจศาล "ปรับแก้" ข้อสัญญาให้เหลือเท่าที่เป็นธรรม ซึ่งแตกต่างจากโมฆะที่ทำให้ข้อสัญญาหมดผลโดยสิ้นเชิง
คำนิยามสำคัญ
| คำ | ความหมายตามกฎหมาย | ตัวอย่าง |
| ผู้บริโภค |
ผู้ซื้อหรือใช้สินค้า/บริการเพื่อการส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อการค้า |
บุคคลทั่วไปที่ซื้อโทรศัพท์ เช่าอพาร์ตเมนต์ |
| ผู้ประกอบธุรกิจการค้า |
บุคคลหรือนิติบุคคลที่ขายสินค้า/บริการเป็นอาชีพ |
บริษัท ห้างสรรพสินค้า ผู้ให้บริการ |
| สัญญาสำเร็จรูป (Standard Form Contract) |
สัญญาที่ฝ่ายหนึ่งกำหนดเงื่อนไขไว้ล่วงหน้า อีกฝ่ายมีแค่ "รับหรือปฏิเสธ" |
สัญญาประกันภัย เงื่อนไขแพลตฟอร์มออนไลน์ |
| ได้เปรียบเกินสมควร |
ข้อตกลงที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมจากอีกฝ่าย |
เบี้ยปรับ 30% ค่าเสียหายไม่จำกัดจำนวน |
ขอบเขตการบังคับใช้ (มาตรา 4)
พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสาม ระบุตัวอย่างข้อสัญญาที่อาจถือว่าไม่เป็นธรรม ได้แก่:
- ข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิด: ข้อตกลงที่ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดที่เกิดจากการผิดสัญญาหรือการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ
- สิทธิเลิกสัญญาฝ่ายเดียว: ข้อตกลงให้สิทธิเลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือให้สิทธิแก่ฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว
- สิทธิไม่ปฏิบัติตามสัญญา: ข้อตกลงให้สิทธิที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง
- ค่าเสียหายสูงเกินจริง: ข้อตกลงกำหนดค่าเสียหายสูงเกินกว่าความเสียหายที่แท้จริง
- การเปลี่ยนแปลงฝ่ายเดียว: ข้อตกลงให้ฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสำคัญโดยไม่ต้องได้รับความยินยอม
- ข้อตกลงอื่นในทำนองเดียวกัน
สำคัญ: กฎหมายใช้คำว่า "อาจถือว่าไม่เป็นธรรม" ซึ่งหมายความว่าศาลต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบ ไม่ใช่ว่าข้อสัญญาประเภทนี้จะไม่เป็นธรรมโดยอัตโนมัติเสมอ บริบทและความสมดุลของสัญญาโดยรวมมีความสำคัญ
5 ตัวอย่างคำวินิจฉัยของศาลและแนวปฏิบัติ
คดีที่ 1 — เบี้ยปรับสูงเกินสมควรในสัญญาจ้างก่อสร้าง
| ประเด็น | รายละเอียด |
| ลักษณะข้อสัญญา | สัญญาจ้างก่อสร้างกำหนดเบี้ยปรับกรณีงานล่าช้าในอัตรา 25% ของมูลค่าสัญญาต่อเดือน |
| ข้อเท็จจริง | มูลค่าสัญญา 2 ล้านบาท งานล่าช้า 1 เดือน เจ้าของโครงการเรียกเบี้ยปรับ 500,000 บาท |
| แนวพิจารณา | ศาลมีอำนาจปรับลดเบี้ยปรับที่สูงเกินสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 โดยพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง |
| ผลคำวินิจฉัย | ปรับลดเบี้ยปรับเหลือตามความเสียหายที่พิสูจน์ได้จริง ซึ่งอาจต่างจากที่เรียกมามาก |
| บทเรียน | เบี้ยปรับควรสอดคล้องกับความเสียหายที่ประเมินได้จริง ไม่ใช่ตั้งให้สูงเพื่อกดดัน |
คดีที่ 2 — สิทธิเลิกสัญญาเช่าที่ไม่เท่าเทียม
| ประเด็น | รายละเอียด |
| ลักษณะข้อสัญญา | สัญญาเช่าพื้นที่ค้าปลีกให้ผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า แต่ผู้เช่าต้องแจ้งล่วงหน้า 3 เดือน |
| ข้อเท็จจริง | ผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญากะทันหัน ผู้เช่าสูญเสียโอกาสทางธุรกิจและต้นทุนการย้าย |
| แนวพิจารณา | ข้อสัญญาที่ให้สิทธิเลิกสัญญาไม่เท่าเทียมกันระหว่างคู่สัญญา ถือว่าได้เปรียบเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสาม |
| ผลคำวินิจฉัย | ศาลอาจกำหนดให้ผู้ให้เช่าต้องแจ้งล่วงหน้าในระยะเวลาที่สมเหตุสมผลเช่นกัน |
| บทเรียน | สิทธิเลิกสัญญาควรกำหนดให้เท่าเทียมกัน หรือหากไม่เท่าเทียมต้องมีเหตุผลที่สมเหตุสมผล |
คดีที่ 3 — ข้อยกเว้นความรับผิดในชำรุดบกพร่องที่กว้างเกินไป
| ประเด็น | รายละเอียด |
| ลักษณะข้อสัญญา | สัญญาซื้อขายเครื่องจักรระบุว่า "ผู้ขายไม่รับผิดในความชำรุดบกพร่องทุกกรณี รวมถึงกรณีที่เกิดจากการผลิต" |
| ข้อเท็จจริง | เครื่องจักรพังภายใน 3 เดือน เกิดจากข้อบกพร่องในการผลิต ผู้ขายอ้างข้อยกเว้น |
| แนวพิจารณา | ข้อยกเว้นความรับผิดที่กว้างจนครอบคลุมความบกพร่องของผู้ขายเอง ถือว่าไม่เป็นธรรม เพราะผู้ซื้อไม่มีทางรู้ว่าสินค้าบกพร่องในขณะซื้อ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 |
| ผลคำวินิจฉัย | ข้อยกเว้นไม่มีผลบังคับเท่าที่เกี่ยวกับความบกพร่องที่เกิดจากผู้ขาย ผู้ขายต้องรับผิดตามปกติ |
| บทเรียน | ข้อยกเว้นความรับผิดควรจำกัดเฉพาะกรณีที่สมเหตุสมผล เช่น การใช้งานผิดวิธีของผู้ซื้อ |
คดีที่ 4 — ข้อให้สิทธิเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขฝ่ายเดียว
| ประเด็น | รายละเอียด |
| ลักษณะข้อสัญญา | สัญญาสมาชิกบริการออนไลน์กำหนดว่า "บริษัทมีสิทธิเปลี่ยนแปลงราคาและเงื่อนไขการให้บริการโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า" |
| ข้อเท็จจริง | บริษัทขึ้นราคาทันที 50% โดยไม่แจ้งล่วงหน้า สมาชิกที่ผูกพันสัญญา 1 ปีได้รับผลกระทบ |
| แนวพิจารณา | ข้อตกลงให้ฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสำคัญ (ราคา) ฝ่ายเดียว ถือว่าได้เปรียบเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสาม |
| ผลคำวินิจฉัย | การเปลี่ยนแปลงราคาไม่มีผลกับสมาชิกที่ผูกพันสัญญาอยู่ หรือต้องให้สิทธิบอกเลิกสัญญาก่อน |
| บทเรียน | หากจำเป็นต้องมีข้อเปลี่ยนแปลงฝ่ายเดียว ต้องกำหนดให้มีการแจ้งล่วงหน้าที่เหมาะสมและให้สิทธิอีกฝ่ายบอกเลิกสัญญาได้โดยไม่มีโทษ |
คดีที่ 5 — ดอกเบี้ยผิดนัดสูงเกินสมควร
| ประเด็น | รายละเอียด |
| ลักษณะข้อสัญญา | สัญญากู้เงินระหว่างบริษัทกำหนดดอกเบี้ยผิดนัด 36% ต่อปี และค่าปรับผิดนัดชำระ 3% ต่อเดือน |
| ข้อเท็จจริง | ลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้เรียกดอกเบี้ยและค่าปรับตามที่กำหนดในสัญญา |
| แนวพิจารณา | ดอกเบี้ยผิดนัดที่สูงเกินกว่าอัตราตลาดอย่างมาก ถือว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินสมควร ศาลมีอำนาจปรับลดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 |
| ผลคำวินิจฉัย | ศาลปรับลดดอกเบี้ยผิดนัดให้เหลือในอัตราที่สมเหตุสมผลตามสภาวะตลาด |
| บทเรียน | ดอกเบี้ยผิดนัดไม่ควรเกิน 2 เท่าของดอกเบี้ยปกติ เพื่อให้ศาลรับรองได้โดยไม่ถูกปรับลด |
ความทับซ้อนกับ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522
พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ทำงานควบคู่กับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศกำหนดธุรกิจที่ต้องใช้สัญญาตามแบบ และข้อสัญญาที่ห้ามใช้
| ประเด็น | พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม 2540 | พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค 2522 |
| ขอบเขต |
กว้างกว่า รวมสัญญาสำเร็จรูป B2B |
จำกัดเฉพาะ B2C (ผู้บริโภค) |
| ผลทางกฎหมาย |
ปรับลดให้เหลือเท่าที่เป็นธรรม |
ข้อสัญญาต้องห้ามเป็นโมฆะ |
| การบังคับใช้ |
ผ่านศาลเท่านั้น |
ผ่านคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ |
| ธุรกิจที่ควบคุม |
ทุกประเภทธุรกิจ |
ตามประกาศคณะกรรมการฯ เช่น อสังหา สินเชื่อ บัตรเครดิต |
| ค่าเสียหายพิเศษ |
ไม่มีบทบัญญัติเฉพาะ |
ผู้บริโภคอาจได้รับค่าเสียหายเพิ่มเติม |
กรณีที่กฎหมายสองฉบับใช้พร้อมกัน: เมื่อผู้บริโภคทำสัญญากับผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งสองฉบับบังคับใช้ได้พร้อมกัน ผู้บริโภคควรยกข้อกฎหมายที่เป็นประโยชน์สูงสุดขึ้นอ้าง โดยทั่วไปพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ให้ความคุ้มครองที่เข้มแข็งกว่าในกรณีผู้บริโภค
B2B vs B2C — ความแตกต่างในทางปฏิบัติ
การนำพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 มาใช้กับสัญญา B2B และ B2C มีความแตกต่างที่สำคัญ:
สัญญา B2C (Business to Consumer)
- ศาลให้น้ำหนักกับการขาดอำนาจต่อรองของผู้บริโภคมาก เพราะผู้บริโภคมักไม่มีความรู้กฎหมายและไม่มีทางเลือก
- ข้อสัญญาในสัญญาสำเร็จรูปที่ผู้บริโภคต้อง "รับทั้งหมดหรือปฏิเสธทั้งหมด" ถูกตีความในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
- ศาลพิจารณาความสามารถทำความเข้าใจข้อสัญญาของผู้บริโภคทั่วไปด้วย ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ
- มาตรฐานการพิสูจน์ว่า "ได้เปรียบเกินสมควร" ต่ำกว่า B2B
สัญญา B2B (Business to Business)
- ศาลสันนิษฐานว่าคู่สัญญาทางธุรกิจมีความรู้ความเข้าใจและมีอำนาจต่อรองพอสมควร
- สัญญาที่เจรจาต่อรองกันจริง (Not Standard Form) ยากกว่าที่จะถือว่าไม่เป็นธรรม
- แต่หากฝ่ายหนึ่งมีอำนาจต่อรองน้อยกว่ามาก (เช่น SME กับบริษัทยักษ์ใหญ่) ศาลอาจให้ความคุ้มครองได้เช่นกัน
- กรณีสัญญาสำเร็จรูป B2B กฎหมายยังบังคับใช้ได้ตามมาตรา 4
| ปัจจัย | B2C — ความสำคัญ | B2B — ความสำคัญ |
| อำนาจต่อรอง | สูงมาก (ผู้บริโภคมักไม่มี) | ปานกลาง (ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ) |
| ความรู้กฎหมาย | สูงมาก (สันนิษฐานว่าไม่รู้) | ปานกลาง (สันนิษฐานว่ารู้หรือควรรู้) |
| ลักษณะสัญญา | มักเป็นสัญญาสำเร็จรูป | อาจเจรจาได้ |
| ทางเลือกอื่น | มักจำกัด | มีมากกว่า |
เกณฑ์ที่ศาลใช้พิจารณา — มาตรา 4 วรรคสอง
พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสอง กำหนดว่าในการพิจารณาว่าข้อสัญญาไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์ดังต่อไปนี้:
| # | เกณฑ์การพิจารณา | ตัวอย่างพฤติการณ์ |
| 1 |
ความสามารถในการต่อรอง |
ฝ่ายหนึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ อีกฝ่ายเป็น SME รายเล็ก ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองจริง |
| 2 |
เหตุจูงใจในการเข้าทำสัญญา |
ฝ่ายที่เสียเปรียบจำเป็นต้องทำสัญญาเนื่องจากความจำเป็นทางธุรกิจ ไม่ได้เต็มใจ |
| 3 |
ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ |
คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งต้องการสินเชื่อเพื่อดำรงกิจการ ไม่มีทางเลือกอื่น |
| 4 |
ทางเลือกอื่นในขณะทำสัญญา |
สินค้าหรือบริการที่มีเงื่อนไขเป็นธรรมกว่าจากผู้ให้บริการรายอื่นมีหรือไม่ |
| 5 |
สภาพสัญญา |
เป็นสัญญาสำเร็จรูปที่กำหนดมาแล้วหรือเจรจาต่อรองกัน |
| 6 |
ความรู้เรื่องเนื้อหาสัญญา |
คู่สัญญาที่เสียเปรียบเข้าใจข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ในขณะเซ็น |
LAS Risk Assessment
RISK HIGH — ความเสี่ยงสูง
ใส่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในสัญญาสำเร็จรูปเพื่อสร้างความได้เปรียบ
ผู้ประกอบการที่ใส่ข้อยกเว้นความรับผิดกว้าง ๆ หรือเบี้ยปรับสูงลิ่ว เพื่อสร้างอำนาจต่อรองหรือกดดันคู่สัญญา เสี่ยงสูงที่ศาลจะปรับลดหรือไม่บังคับตามข้อสัญญานั้น ทำให้สูญเสียการคุ้มครองที่ต้องการ และยังอาจเสียเครดิตทางธุรกิจด้วย
Option A: ออกแบบข้อสัญญาที่สมดุลตั้งแต่แรก โดยกำหนดเบี้ยปรับและข้อยกเว้นที่สมเหตุสมผลและพิสูจน์ได้
Option B: หากต้องการข้อยกเว้นพิเศษ ให้ทำ Side Agreement แยกต่างหาก พร้อมบันทึกว่าคู่สัญญาได้รับการต่อรองและเข้าใจข้อตกลงนั้นแล้ว
RISK MEDIUM — ความเสี่ยงกลาง
ใช้แบบสัญญาเดิมโดยไม่ปรับปรุง
สัญญาสำเร็จรูปที่ใช้มานานอาจมีข้อความที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายปัจจุบันหรือพัฒนาการของแนวคำพิพากษา ควรให้ทนายความตรวจสอบสัญญาสำเร็จรูปทุก 2-3 ปี และอัปเดตให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติล่าสุด
RISK LOW — ความเสี่ยงต่ำ
สัญญาที่เจรจาต่อรองกันและสมดุล
สัญญาที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีโอกาสต่อรองจริง มีเบี้ยปรับสมเหตุสมผล ให้สิทธิเลิกสัญญาเท่าเทียม และมีข้อยกเว้นความรับผิดที่จำกัดเฉพาะกรณีที่ชัดเจน มีความเสี่ยงต่ำที่ศาลจะตัดสินว่าไม่เป็นธรรม
เทคนิคร่างสัญญาให้ผ่านศาล — แนวปฏิบัติสำหรับ SME
1. เบี้ยปรับ (Liquidated Damages)
- กำหนดเบี้ยปรับที่ "สะท้อนความเสียหายที่คาดได้จริง" ณ วันทำสัญญา
- อัตราที่ยึดถือได้ง่าย: ไม่เกิน 10-15% ของมูลค่าสัญญา สำหรับการผิดนัดทั่วไป
- ระบุเหตุผลประกอบว่าทำไมจึงกำหนดจำนวนนี้ เช่น "ประเมินจากต้นทุนการจัดหาผู้ให้บริการทดแทน"
- บันทึกว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเห็นชอบตัวเลขนี้โดยรู้เห็น
2. ข้อยกเว้นความรับผิด (Limitation of Liability)
- จำกัดขอบเขตให้ชัดเจน ไม่ใช้คำว่า "ทุกกรณี" หรือ "ไม่ว่าในกรณีใด"
- ยกเว้นเฉพาะกรณีที่สมเหตุสมผล เช่น การใช้งานผิดวิธี เหตุสุดวิสัย
- กำหนดวงเงินสูงสุดแทนการยกเว้นทั้งหมด เช่น "รับผิดไม่เกินมูลค่าสัญญา"
3. สิทธิเลิกสัญญา (Termination Rights)
- ให้สิทธิเลิกสัญญาเท่าเทียมกัน หรือหากไม่เท่าต้องมีเหตุผลชัดเจน
- กำหนดระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าที่สมเหตุสมผลสำหรับทั้งสองฝ่าย
- ระบุเหตุให้เลิกสัญญาได้ทันทีไว้อย่างเฉพาะเจาะจง ไม่ใช้คำกว้าง
4. การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข (Variation)
- กำหนดว่าการเปลี่ยนแปลงใดต้องได้รับความยินยอมร่วมกัน
- หากต้องการสิทธิเปลี่ยนแปลงฝ่ายเดียว ต้องแจ้งล่วงหน้าพอสมควรและให้สิทธิออกจากสัญญา
| ข้อสัญญา | ร่างที่เสี่ยง | ร่างที่แนะนำ |
| เบี้ยปรับ |
"เบี้ยปรับ 25% ของมูลค่าสัญญา" |
"เบี้ยปรับ X บาทต่อวัน ซึ่งคู่สัญญาตกลงกันว่าสะท้อนความเสียหายที่คาดไว้" |
| ยกเว้นความรับผิด |
"ผู้ขายไม่รับผิดในความเสียหายทุกกรณี" |
"ผู้ขายรับผิดไม่เกิน [จำนวน] บาท เว้นแต่ความเสียหายจากการทุจริตโดยเจตนา" |
| เลิกสัญญา |
"ผู้ขายมีสิทธิเลิกสัญญาได้ทันที" |
"คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีสิทธิเลิกสัญญาโดยแจ้งล่วงหน้า 30 วัน" |
FAQ — คำถามที่ SME ถามบ่อยเรื่องข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
Q1: พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ใช้กับสัญญา B2B ระหว่างธุรกิจด้วยกันได้หรือไม่?
A: ได้ พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ใช้กับ (1) สัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ และ (2) สัญญาสำเร็จรูปทุกประเภท ซึ่งรวมถึงระหว่างธุรกิจด้วยกัน แต่ในกรณี B2B ศาลจะพิจารณาความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองและความรู้กฎหมายของแต่ละฝ่ายประกอบด้วย ทำให้มาตรฐานการพิสูจน์ว่า "ได้เปรียบเกินสมควร" อาจสูงกว่า B2C
Q2: ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมทำให้สัญญาทั้งฉบับเป็นโมฆะหรือไม่?
A: ไม่ กฎหมายกำหนดว่าข้อสัญญานั้นมีผลบังคับ "เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี" ซึ่งหมายความว่าศาลจะปรับแก้ข้อสัญญานั้นเฉพาะส่วน ไม่ยกเลิกสัญญาทั้งฉบับ เว้นแต่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้นเป็นแก่นสาระสำคัญที่ทำให้สัญญาไม่สามารถดำเนินต่อได้ ซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นรายกรณี
Q3: เบี้ยปรับเท่าไหร่ถึงถือว่าไม่เป็นธรรม และมีตัวเลขมาตรฐานหรือไม่?
A: กฎหมายไม่ได้กำหนดตัวเลขตายตัว ศาลจะพิจารณาจากความสมเหตุสมผลกับความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือคาดว่าจะเกิดขึ้นจริง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ซึ่งให้อำนาจศาลปรับลดเบี้ยปรับที่สูงเกินสมควรอยู่แล้ว หลักปฏิบัติที่ดีคือเบี้ยปรับไม่ควรเกินกว่าความเสียหายที่ประเมินได้ตามสมควร โดยทั่วไปสัญญาที่กำหนดเบี้ยปรับ 10-15% ของมูลค่าสัญญามักผ่านการพิจารณาได้ แต่ขึ้นอยู่กับประเภทสัญญาและพฤติการณ์
Q4: ผู้ประกอบการ SME จะป้องกันไม่ให้ข้อสัญญาถูกศาลตัดสินว่าไม่เป็นธรรมอย่างไร?
A: ควรร่างสัญญาให้สมดุล โดย (1) กำหนดเบี้ยปรับที่สอดคล้องกับความเสียหายที่คาดได้จริง (2) ให้สิทธิเลิกสัญญาเท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย (3) หลีกเลี่ยงข้อยกเว้นความรับผิดที่กว้างเกินไป (4) ให้อีกฝ่ายมีโอกาสต่อรองข้อสัญญาก่อนเซ็น และ (5) บันทึกกระบวนการเจรจาไว้เป็นหลักฐาน การทำสัญญาที่สมดุลยังช่วยรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจในระยะยาวด้วย
Q5: ข้อสัญญาที่ให้สิทธิฝ่ายเดียวเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยแจ้งล่วงหน้า 7 วัน เป็นธรรมหรือไม่?
A: ขึ้นอยู่กับว่าเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขอะไร หากเป็นเรื่องสำคัญ เช่น ราคา ขอบเขตบริการ ระยะเวลา การแจ้งล่วงหน้าเพียง 7 วันอาจถือว่าไม่เพียงพอ โดยเฉพาะหากอีกฝ่ายไม่มีทางเลือกอื่น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ศาลจะพิจารณาว่าระยะเวลา 7 วันเพียงพอให้อีกฝ่ายหาทางเลือกอื่นหรือเจรจาได้หรือไม่ แนะนำให้กำหนดระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 30-60 วัน พร้อมให้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีโทษ
สรุป
พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 เป็นเกราะคุ้มครองคู่สัญญาที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า โดยเฉพาะในสัญญาสำเร็จรูปที่ฝ่ายหนึ่งไม่มีทางเลือกในการต่อรอง ข้อสัญญาที่ได้เปรียบเกินสมควรจะมีผลบังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมตามดุลยพินิจศาล
สำหรับผู้ประกอบการ SME ทั้งในฐานะผู้ร่างสัญญาและผู้เซ็นรับ การเข้าใจกฎหมายนี้มีประโยชน์สองด้าน: ด้านแรกคือป้องกันตนเองจากการถูกบังคับโดยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ด้านที่สองคือออกแบบสัญญาที่สมดุลตั้งแต่แรก ซึ่งจะ "ยืนได้ในศาล" และสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืนกว่าการใส่ข้อสัญญาที่กดดันคู่ค้า
ตาราง — ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม vs ข้อสัญญาที่ศาลยอมรับ
ตารางเปรียบเทียบด้านล่างรวบรวมรูปแบบข้อสัญญา 10 ประเภทที่พบบ่อยในทางปฏิบัติ พร้อมตัวอย่างที่ศาลมองว่า "ได้เปรียบเกินสมควร" เทียบกับรูปแบบที่ศาลมักยอมรับ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
| ประเภทข้อสัญญา |
รูปแบบที่ไม่เป็นธรรม (ตัวอย่าง) |
รูปแบบที่เป็นธรรม — ศาลยอมรับ |
เหตุผล / หลักกฎหมาย |
| เบี้ยปรับ |
"ผู้รับจ้างต้องชำระค่าปรับ 30% ของมูลค่าสัญญาทันทีที่ผิดนัดวันเดียว" |
"ค่าปรับ 0.1% ต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 10% ของมูลค่างานส่วนที่ล่าช้า" |
ปพพ. มาตรา 383 — ศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับที่สูงเกินควร; อัตราต้องสะท้อนความเสียหายจริง |
| ยกเว้นความรับผิดทั้งหมด |
"ผู้ให้บริการไม่รับผิดชอบในความเสียหายทุกกรณีไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด" |
"ผู้ให้บริการรับผิดไม่เกิน [จำนวน] บาท เว้นแต่ความเสียหายจากเจตนาทุจริต" |
พ.ร.บ. 2540 ม.4 — ยกเว้นความรับผิดโดยสิ้นเชิงถือว่าได้เปรียบเกินสมควร |
| สิทธิเลิกสัญญาฝ่ายเดียว |
"บริษัทมีสิทธิเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า" |
"คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีสิทธิเลิกสัญญาโดยแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน" |
หลักความเท่าเทียม — สิทธิเลิกสัญญาต้องสมมาตรทั้งสองฝ่าย |
| แก้ไขเงื่อนไขฝ่ายเดียว |
"บริษัทขอสงวนสิทธิแก้ไขราคา เงื่อนไข หรือบริการใดๆ ได้ทุกเมื่อโดยไม่ต้องแจ้ง" |
"บริษัทแจ้งการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน และลูกค้ามีสิทธิบอกเลิกโดยไม่มีโทษ" |
พ.ร.บ. 2540 ม.4 — การเปลี่ยนแปลงฝ่ายเดียวโดยไม่ให้อีกฝ่ายมีสิทธิออกจากสัญญา ถือว่าได้เปรียบเกินสมควร |
| ค่าบริการคืนไม่ได้ |
"ค่าบริการที่ชำระแล้วทั้งหมดไม่สามารถขอคืนได้ไม่ว่ากรณีใด" |
"กรณีบอกเลิกล่วงหน้าเกิน 30 วัน คืนค่าบริการส่วนที่ยังไม่ได้ใช้หักค่าดำเนินการ 10%" |
หลัก Unjust Enrichment — รับเงินโดยไม่ได้ให้บริการถือเป็นการได้ประโยชน์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างได้ |
| เขตอำนาจศาลฝ่ายเดียว |
"ข้อพิพาทใดๆ ให้อยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัด X เท่านั้น ตามที่บริษัทกำหนด" |
"ข้อพิพาทให้ขึ้นศาลในภูมิลำเนาของจำเลย หรือศาลที่คู่สัญญาตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร" |
ปวิพ. — ศาลมีอำนาจเพิกถอนการกำหนดเขตอำนาจที่ทำให้อีกฝ่ายเสียเปรียบโดยไม่จำเป็น |
| โอนความเสี่ยงทั้งหมด |
"ผู้ซื้อรับความเสี่ยงในสินค้าทันทีที่สัญญาเกิดขึ้น แม้ยังไม่ได้รับมอบ" |
"ความเสี่ยงในสินค้าโอนเมื่อส่งมอบจริงและผู้ซื้อตรวจรับแล้ว" |
ปพพ. มาตรา 370 — ความเสี่ยงโอนเมื่อส่งมอบ; ข้อสัญญาที่โอนก่อนส่งมอบในสัญญาสำเร็จรูปอาจไม่เป็นธรรม |
| ข้อห้ามประกอบอาชีพ |
"พนักงานที่ลาออกห้ามทำงานในอุตสาหกรรมเดียวกันทุกที่ในประเทศไทยเป็นเวลา 5 ปี" |
"ห้ามแข่งขันในรัศมี 50 กิโลเมตรจากสถานที่ทำงานเดิม ไม่เกิน 1 ปี สำหรับลูกค้าที่เคยติดต่อโดยตรง" |
ปพพ. มาตรา 150 — ข้อห้ามที่กว้างเกินไปถือเป็นโมฆะบางส่วนเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อย |
| ค่าเสียหายคงที่สูงเกิน |
"ผู้ซื้อชำระค่าเสียหายคงที่ 500,000 บาทหากยกเลิกคำสั่งซื้อ ไม่ว่าสินค้าจะผลิตแล้วหรือไม่" |
"ค่าเสียหายคงที่ประเมินจากต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง + กำไรที่คาดหวังตามสมควร" |
พ.ร.บ. 2540 ม.4 ประกอบ ปพพ. ม.383 — liquidated damages ต้องเป็น genuine pre-estimate |
| สละสิทธิทางกฎหมายโดยกว้าง |
"ผู้ใช้บริการสละสิทธิเรียกร้องทั้งปวงรวมถึงสิทธิตามกฎหมายที่บังคับใช้ทุกฉบับ" |
"คู่สัญญาตกลงระงับข้อพิพาทโดยการไกล่เกลี่ยก่อน 30 วัน ก่อนดำเนินคดี" |
สิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ. 2540 ม.4 ไม่สามารถสละได้ล่วงหน้าโดยสัญญาสำเร็จรูป |
เทคนิคร่างสัญญาให้ผ่านกฎหมาย ม.4
จากการวิเคราะห์แนวคำพิพากษาและหลักการตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 LAS รวบรวม 10 เทคนิคเชิงปฏิบัติสำหรับการร่างสัญญาที่ "ยืนได้ในศาล"
- เทคนิคที่ 1 — ใช้หลัก Proportionality ในเบี้ยปรับ: กำหนดเบี้ยปรับเป็นอัตราส่วนต่อความเสียหายที่ประเมินได้จริง เช่น 0.05-0.1% ต่อวัน สูงสุด 10% ของมูลค่างาน และใส่เหตุผลประกอบในสัญญาว่าอัตรานี้คำนวณจากอะไร เพื่อให้ศาลเห็นว่าเป็น genuine pre-estimate ตามแนวทางของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
- เทคนิคที่ 2 — สร้างความสมมาตรในสิทธิสำคัญ: หากให้สิทธิเลิกสัญญา แก้ไขราคา หรือระงับบริการแก่ฝ่ายหนึ่ง ต้องให้สิทธิคล้ายกันแก่อีกฝ่ายด้วย หรืออย่างน้อยกำหนดเงื่อนไขออกที่ชัดเจนให้อีกฝ่ายใช้ได้หากไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
- เทคนิคที่ 3 — Cap Liability ด้วยตัวเลขที่มีเหตุผล: แทนที่จะยกเว้นความรับผิดทั้งหมด ให้กำหนดเพดานความรับผิด เช่น "ไม่เกินมูลค่าสัญญารายปี" หรือ "ไม่เกิน X บาท" พร้อมคงความรับผิดสำหรับเจตนาทุจริต การละเว้นร้ายแรง และความเสียหายต่อบุคคลไว้เสมอ
- เทคนิคที่ 4 — บันทึกกระบวนการเจรจา: หากมีการเจรจาต่อรองจริง ให้บันทึกเป็น Email Trail หรือ Term Sheet ที่มีลายเซ็นทั้งสองฝ่าย เพื่อแสดงว่าสัญญาไม่ใช่ "สัญญาสำเร็จรูป" ที่อีกฝ่ายไม่มีทางเลือก ซึ่งจะลดความเสี่ยงถูกอ้าง พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
- เทคนิคที่ 5 — ระบุระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าที่เพียงพอ: สำหรับการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสำคัญ ให้ระบุระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าที่เพียงพอให้อีกฝ่ายหาทางเลือก — โดยทั่วไปไม่น้อยกว่า 30 วันสำหรับสัญญาบริการ และ 60-90 วันสำหรับสัญญาธุรกิจระยะยาว
- เทคนิคที่ 6 — หลีกเลี่ยงข้อสละสิทธิที่กว้างเกิน: ห้ามใส่ข้อสัญญาที่ให้สละสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคหรือสิทธิ์ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 เนื่องจากสิทธิเหล่านี้ไม่สามารถสละได้ล่วงหน้า ข้อสัญญาดังกล่าวจะเป็นโมฆะและอาจทำให้ศาลมองว่าคู่สัญญาทำโดยสุจริตไม่เพียงพอ
- เทคนิคที่ 7 — ใช้ภาษาสัญญาที่ชัดเจนอ่านง่าย: ข้อสัญญาสำเร็จรูปที่ใช้ภาษาซับซ้อน อักษรเล็ก หรือซ่อนข้อยกเว้นไว้ในเชิงอรรถ อาจถูกศาลวินิจฉัยว่าทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถเข้าใจและตัดสินใจได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ศาลใช้ประกอบการพิจารณา "ได้เปรียบเกินสมควร" ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
- เทคนิคที่ 8 — กำหนด Dispute Resolution ที่เข้าถึงได้ทั้งสองฝ่าย: ข้อกำหนดให้ฟ้องร้องในศาลจังหวัดที่ห่างไกลหรืออนุญาโตตุลาการต่างประเทศที่มีค่าใช้จ่ายสูง สำหรับสัญญากับผู้บริโภครายย่อย อาจถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในทางปฏิบัติ ควรกำหนดให้มีกระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนเสมอ
- เทคนิคที่ 9 — ตรวจสอบ Counterparty Profile ก่อนร่าง: ในสัญญา B2B ให้พิจารณาขนาดธุรกิจ อำนาจต่อรอง และความรู้กฎหมายของคู่สัญญา หากคู่สัญญาเป็น SME หรือผู้ประกอบการรายย่อย มาตรฐานการพิสูจน์ว่า "ไม่ได้เปรียบเกินสมควร" อาจสูงกว่าสัญญาระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ที่มีทีมกฎหมายเท่าเทียมกัน
- เทคนิคที่ 10 — Review ทุก 2 ปี หรือเมื่อกฎหมายเปลี่ยน: มาตรฐานความ "เป็นธรรม" ของศาลพัฒนาตามบริบทเศรษฐกิจและสังคม สัญญาสำเร็จรูปที่ใช้มานาน 5-10 ปีอาจมีข้อสัญญาที่ไม่สอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยปัจจุบัน แนะนำให้ทบทวนทุก 2 ปีพร้อมที่ปรึกษากฎหมาย
FAQ เพิ่มเติม — 5 ข้อที่ถามบ่อยจากภาคธุรกิจ
Q6: B2B กับ B2C มีมาตรฐานการพิจารณาข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต่างกันหรือไม่?
A: ต่างกันในทางปฏิบัติ แม้พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 จะบังคับใช้ทั้ง B2C และสัญญาสำเร็จรูป B2B แต่ในกรณี B2C ศาลมักพิจารณาเรื่อง "ความไม่สมดุลของความรู้และอำนาจต่อรอง" เป็นปัจจัยสำคัญ โดยผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองสูงกว่า ส่วน B2B ที่คู่สัญญาเป็นนักธุรกิจที่มีทีมกฎหมายเท่าเทียมกัน ศาลให้น้ำหนักกับเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract) มากกว่า แต่ถ้าเป็น B2B ระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับ SME ที่ไม่มีอำนาจต่อรอง ศาลก็อาจคุ้มครองฝ่าย SME ได้เช่นกัน
Q7: สัญญาแบบ "click-wrap" ที่ต้องกดยืนยันออนไลน์ถือว่าเป็นสัญญาสำเร็จรูปและอาจไม่เป็นธรรมได้หรือไม่?
A: ได้ สัญญา click-wrap หรือ browsewrap ทางออนไลน์เข้าข่ายเป็น "สัญญาสำเร็จรูป" ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 เนื่องจากผู้ใช้งานไม่มีโอกาสต่อรองเงื่อนไข และมักไม่ได้อ่านข้อสัญญาจริง ศาลไทยเริ่มพิจารณาข้อสัญญา online platform มากขึ้น โดยเฉพาะข้อที่ยกเว้นความรับผิดทั้งหมด หรือให้แพลตฟอร์มแก้ไขเงื่อนไขได้ฝ่ายเดียว หากมีข้อพิพาท ศาลจะพิจารณาว่าผู้บริโภคมีโอกาสรับทราบและตัดสินใจอย่างแท้จริงหรือไม่ ร่วมกับพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544
Q8: ถ้าลูกค้าหรือคู่สัญญายอมเซ็นทั้งที่รู้ว่าข้อสัญญาไม่เป็นธรรม ยังมีสิทธิฟ้องให้ศาลแก้ไขได้หรือไม่?
A: ยังมีสิทธิ การยินยอมเซ็นสัญญาไม่ถือเป็นการสละสิทธิตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 เนื่องจากสิทธิตามกฎหมายนี้ไม่สามารถสละล่วงหน้าได้ ศาลจะยังคงมีอำนาจปรับข้อสัญญาให้เหลือเพียงเท่าที่เป็นธรรม หากข้อสัญญานั้นได้เปรียบเกินสมควรในขณะเกิดสัญญา โดยไม่คำนึงว่าผู้เสียเปรียบได้รับรู้ข้อสัญญาแล้วหรือไม่ อย่างไรก็ดี หากพิสูจน์ได้ว่ามีการต่อรองอย่างแท้จริงและเท่าเทียมกัน ศาลอาจให้น้ำหนักกับเจตนาของคู่สัญญามากขึ้น
Q9: ข้อสัญญาค่าปรับที่สูงมาก เช่น 50% ของมูลค่าสัญญา ศาลจะตัดสินอย่างไร?
A: ศาลไทยมีแนวทางชัดเจนในการปรับลดเบี้ยปรับที่สูงเกินสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 โดยพิจารณาจาก (1) ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงหรือที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ณ เวลาทำสัญญา (2) ความสมเหตุสมผลของอัตราเบี้ยปรับเทียบกับมูลค่าสัญญา และ (3) พฤติกรรมของคู่สัญญา อัตราเบี้ยปรับ 50% ของมูลค่าสัญญาสำหรับการผิดนัดครั้งเดียวมักถือว่าสูงเกินสมควร ศาลมีแนวโน้มปรับลดเหลือ 10-20% ในคดีก่อสร้างและสัญญาบริการ ทั้งนี้ ในกรณีสัญญาสำเร็จรูป พ.ร.บ. 2540 ม.4 ยังเพิ่มอำนาจศาลในการปรับแก้ข้อสัญญาให้เหลือเท่าที่เป็นธรรมอีกด้วย [ต้องยืนยันมาตรา ปพพ.383]
Q10: พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มีอายุความในการฟ้องร้องเท่าไหร่?
A: พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ไม่ได้กำหนดอายุความเฉพาะของตนเอง แต่จะใช้อายุความตามลักษณะของสัญญาหลักที่พิพาท เช่น (1) คดีสัญญาทั่วไป — อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 (2) คดีผู้บริโภค — อายุความ 10 ปีเช่นกัน เว้นแต่กฎหมายเฉพาะกำหนดไว้ต่างออกไป (3) หากฟ้องเพิกถอนสัญญาโดยอ้างถูกบังคับหรือสำคัญผิด อายุความอาจสั้นกว่า ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงแต่ละกรณี โดยรวมนับตั้งแต่วันที่รู้ถึงข้อพิพาทหรือวันครบกำหนดชำระหนี้ [ต้องยืนยันมาตรา ปพพ. กับที่ปรึกษากฎหมาย]