LAS SHARE LAS

ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม — 5 ตัวอย่างสมมติเพื่อฝึกอ่านสัญญา ✓

✓ ตรวจทบทวนข้อกฎหมายล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 · ปรับปรุงเนื้อหาบนเว็บไซต์เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569

ธันย์ธรณ์เทพ แย้มอุทัย, Ph.D. | LAS Legal | เผยแพร่ 3 เมษายน 2569 | ปรับปรุงล่าสุด 28 กันยายน 2569

สารบัญ
  1. หลักกฎหมายและบทนิยาม
  2. ขอบเขตการบังคับใช้ (มาตรา 4)
  3. 5 ตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่คำพิพากษา
  4. ความทับซ้อน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค
  5. B2B กับ B2C — ความแตกต่างในทางปฏิบัติ
  6. เกณฑ์ที่ศาลใช้พิจารณา
  7. LAS Risk Assessment
  8. เทคนิคร่างสัญญาให้ผ่านศาล
  9. FAQ 5 ข้อ
  10. สรุป

คุณเคยเซ็นสัญญาที่มีข้อความว่า "ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาได้ทันที" หรือ "ค่าปรับ 30% ของมูลค่าสัญญา" หรือ "บริษัทไม่รับผิดในความเสียหายทุกกรณี" หรือไม่? ข้อสัญญาเหล่านี้อาจไม่มีผลบังคับเต็มที่ เพราะพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ให้อำนาจศาลปรับลดหรือแก้ไขข้อสัญญาที่ได้เปรียบเกินสมควร

หลักกฎหมายและบทนิยาม

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า:

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๔ · PDF พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
      มาตรา ๔  ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

      ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความสัญญาสำเร็จรูปไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งมิได้เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปนั้น

      ข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น

      (๑) ข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดที่เกิดจากการผิดสัญญา

      (๒) ข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด

      (๓) ข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดลงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ

      (๔) ข้อตกลงให้สิทธิที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือปฏิบัติตามสัญญาในระยะเวลาที่ล่าช้าได้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

      (๕) ข้อตกลงให้สิทธิคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเรียกร้องหรือกำหนดให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องรับภาระเพิ่มขึ้นมากกว่าภาระที่เป็นอยู่ในเวลาทำสัญญา

      (๖) ข้อตกลงในสัญญาขายฝากที่ผู้ซื้อฝากกำหนดราคาสินไถ่สูงกว่าราคาขายบวกอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละสิบห้าต่อปี

      (๗) ข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อที่กำหนดราคาค่าเช่าซื้อ หรือกำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับภาระสูงเกินกว่าที่ควร

      (๘) ข้อตกลงในสัญญาบัตรเครดิตที่กำหนดให้ผู้บริโภคต้องชำระดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าใช้จ่ายหรือประโยชน์อื่นใดสูงเกินกว่าที่ควรในกรณีที่ผิดนัดหรือที่เกี่ยวเนื่องกับการผิดนัดชำระหนี้

      (๙) ข้อตกลงที่กำหนดวิธีคิดดอกเบี้ยทบต้นที่ทำให้ผู้บริโภคต้องรับภาระสูงเกินกว่าที่ควร

      ในการพิจารณาข้อตกลงที่ทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งตามวรรคสาม จะเป็นการได้เปรียบเกินสมควรหรือไม่ ให้นำมาตรา ๑๐ มาใช้โดยอนุโลม

อ่านมาตรา ๔ ในกล่องด้านบนทั้งวรรค รวมสัญญาขายฝากและเกณฑ์ตีความเมื่อมีข้อสงสัย อย่าตัดคำในวรรคหนึ่ง

ผลทางกฎหมายที่สำคัญคือ กฎหมายนี้ ไม่ได้ทำให้ข้อสัญญาเป็นโมฆะ แต่ให้อำนาจศาล "ปรับแก้" ข้อสัญญาให้เหลือเท่าที่เป็นธรรม ซึ่งแตกต่างจากโมฆะที่ทำให้ข้อสัญญาหมดผลโดยสิ้นเชิง

คำนิยามสำคัญ

คำความหมายตามกฎหมายตัวอย่าง
ผู้บริโภค ผู้ซื้อหรือใช้สินค้า/บริการเพื่อการส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อการค้า บุคคลทั่วไปที่ซื้อโทรศัพท์ เช่าอพาร์ตเมนต์
ผู้ประกอบธุรกิจการค้า บุคคลหรือนิติบุคคลที่ขายสินค้า/บริการเป็นอาชีพ บริษัท ห้างสรรพสินค้า ผู้ให้บริการ
สัญญาสำเร็จรูป (Standard Form Contract) สัญญาที่ฝ่ายหนึ่งกำหนดเงื่อนไขไว้ล่วงหน้า อีกฝ่ายมีแค่ "รับหรือปฏิเสธ" สัญญาประกันภัย เงื่อนไขแพลตฟอร์มออนไลน์
ได้เปรียบเกินสมควร ข้อตกลงที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมจากอีกฝ่าย เบี้ยปรับ 30% ค่าเสียหายไม่จำกัดจำนวน

ขอบเขตการบังคับใช้ (มาตรา 4)

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสาม ระบุตัวอย่างข้อสัญญาที่อาจถือว่าไม่เป็นธรรม ได้แก่:

สำคัญ: กฎหมายใช้คำว่า "อาจถือว่าไม่เป็นธรรม" ซึ่งหมายความว่าศาลต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบ ไม่ใช่ว่าข้อสัญญาประเภทนี้จะไม่เป็นธรรมโดยอัตโนมัติเสมอ บริบทและความสมดุลของสัญญาโดยรวมมีความสำคัญ

5 ตัวอย่างสมมติเพื่อฝึกอ่านสัญญา — ไม่ใช่คำพิพากษา

ตารางต่อไปนี้เป็นสถานการณ์สมมติเพื่ออธิบายวิธีอ่าน พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ไม่มีเลขคดีหรือฎีกาในตอนนี้ จึงห้ามอ่านว่าเป็นผลคำพิพากษา 5 คดี

ตัวอย่างสมมติ 1 — เบี้ยปรับสูงเกินสมควรในสัญญาจ้างก่อสร้าง

ประเด็นรายละเอียด
ลักษณะข้อสัญญาสัญญาจ้างก่อสร้างกำหนดเบี้ยปรับกรณีงานล่าช้าในอัตรา 25% ของมูลค่าสัญญาต่อเดือน
ข้อเท็จจริงมูลค่าสัญญา 2 ล้านบาท งานล่าช้า 1 เดือน เจ้าของโครงการเรียกเบี้ยปรับ 500,000 บาท
แนวพิจารณาศาลมีอำนาจปรับลดเบี้ยปรับที่สูงเกินสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 โดยพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
สิ่งที่ต้องระวัง ไม่ใช่ผลคดีศาลอาจลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนเป็นจำนวนพอสมควร โดยพิจารณาทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหนี้ ไม่ใช่เฉพาะความเสียหายเป็นเงินที่พิสูจน์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
บทเรียนเบี้ยปรับควรสอดคล้องกับความเสียหายที่ประเมินได้จริง ไม่ใช่ตั้งให้สูงเพื่อกดดัน

ตัวอย่างสมมติ 2 — สิทธิเลิกสัญญาเช่าที่ไม่เท่าเทียม

ประเด็นรายละเอียด
ลักษณะข้อสัญญาสัญญาเช่าพื้นที่ค้าปลีกให้ผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า แต่ผู้เช่าต้องแจ้งล่วงหน้า 3 เดือน
ข้อเท็จจริงผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญากะทันหัน ผู้เช่าสูญเสียโอกาสทางธุรกิจและต้นทุนการย้าย
แนวพิจารณาต้องพิจารณาว่าสิทธิเลิกสัญญานั้นไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือใช้ได้โดยอีกฝ่ายมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสาม (3) ประกอบพฤติการณ์ตามมาตรา 10 ความไม่เท่ากันของสิทธิเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ข้อยุติว่าข้อสัญญาไม่เป็นธรรม
สิ่งที่ต้องระวัง ไม่ใช่ผลคดีศาลอาจกำหนดให้ผู้ให้เช่าต้องแจ้งล่วงหน้าในระยะเวลาที่สมเหตุสมผลเช่นกัน
บทเรียนสิทธิเลิกสัญญาควรกำหนดให้เท่าเทียมกัน หรือหากไม่เท่าเทียมต้องมีเหตุผลที่สมเหตุสมผล

ตัวอย่างสมมติ 3 — ข้อยกเว้นความรับผิดในชำรุดบกพร่องที่กว้างเกินไป

ประเด็นรายละเอียด
ลักษณะข้อสัญญาสัญญาซื้อขายเครื่องจักรระบุว่า "ผู้ขายไม่รับผิดในความชำรุดบกพร่องทุกกรณี รวมถึงกรณีที่เกิดจากการผลิต"
ข้อเท็จจริงเครื่องจักรพังภายใน 3 เดือน เกิดจากข้อบกพร่องในการผลิต ผู้ขายอ้างข้อยกเว้น
แนวพิจารณาข้อยกเว้นความรับผิดที่กว้างจนครอบคลุมความบกพร่องของผู้ขายเอง ถือว่าไม่เป็นธรรม เพราะผู้ซื้อไม่มีทางรู้ว่าสินค้าบกพร่องในขณะซื้อ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
สิ่งที่ต้องระวัง ไม่ใช่ผลคดีข้อยกเว้นไม่มีผลบังคับเท่าที่เกี่ยวกับความบกพร่องที่เกิดจากผู้ขาย ผู้ขายต้องรับผิดตามปกติ
บทเรียนข้อยกเว้นความรับผิดควรจำกัดเฉพาะกรณีที่สมเหตุสมผล เช่น การใช้งานผิดวิธีของผู้ซื้อ

ตัวอย่างสมมติ 4 — ข้อให้สิทธิเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขฝ่ายเดียว

ประเด็นรายละเอียด
ลักษณะข้อสัญญาสัญญาสมาชิกบริการออนไลน์กำหนดว่า "บริษัทมีสิทธิเปลี่ยนแปลงราคาและเงื่อนไขการให้บริการโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า"
ข้อเท็จจริงบริษัทขึ้นราคาทันที 50% โดยไม่แจ้งล่วงหน้า สมาชิกที่ผูกพันสัญญา 1 ปีได้รับผลกระทบ
แนวพิจารณาข้อตกลงให้ฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสำคัญ (ราคา) ฝ่ายเดียว ถือว่าได้เปรียบเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสาม
สิ่งที่ต้องระวัง ไม่ใช่ผลคดีการเปลี่ยนแปลงราคาไม่มีผลกับสมาชิกที่ผูกพันสัญญาอยู่ หรือต้องให้สิทธิบอกเลิกสัญญาก่อน
บทเรียนหากจำเป็นต้องมีข้อเปลี่ยนแปลงฝ่ายเดียว ต้องกำหนดให้มีการแจ้งล่วงหน้าที่เหมาะสมและให้สิทธิอีกฝ่ายบอกเลิกสัญญาได้โดยไม่มีโทษ

ตัวอย่างสมมติ 5 — ดอกเบี้ยผิดนัดสูงเกินสมควร

ประเด็นรายละเอียด
ลักษณะข้อสัญญาสัญญากู้เงินระหว่างบริษัทกำหนดดอกเบี้ยผิดนัด 36% ต่อปี และค่าปรับผิดนัดชำระ 3% ต่อเดือน
ข้อเท็จจริงลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้เรียกดอกเบี้ยและค่าปรับตามที่กำหนดในสัญญา
แนวพิจารณาต้องแยกก่อนว่าส่วนที่เรียกว่า "ดอกเบี้ยผิดนัด" มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ (ส่วนที่สูงกว่าดอกเบี้ยปกติ) ซึ่งศาลมีอำนาจปรับลดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 หรือเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ตามความหมายที่แท้จริง ซึ่งห้ามเกินร้อยละ 15 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 (เกินกว่านั้นลดลงมาเป็นร้อยละ 15 โดยผลของกฎหมาย) และอาจเข้าข่ายพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นคนละฐานกฎหมายและมีผลต่างจากเบี้ยปรับ
สิ่งที่ต้องระวัง ไม่ใช่ผลคดีศาลปรับลดดอกเบี้ยผิดนัดให้เหลือในอัตราที่สมเหตุสมผลตามสภาวะตลาด
บทเรียนอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่สูงเกินสมควรศาลอาจปรับลดตามมาตรา 383 อย่าตั้งกฎ “ไม่เกิน 2 เท่า” เป็นตัวบทถ้ายังไม่ได้เปิดมาตราที่บัญญัติเพดานนั้น

ความทับซ้อนกับ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ทำงานควบคู่กับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศกำหนดธุรกิจที่ต้องใช้สัญญาตามแบบ และข้อสัญญาที่ห้ามใช้

ประเด็นพ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม 2540พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค 2522
ขอบเขต กว้างกว่า รวมสัญญาสำเร็จรูป B2B จำกัดเฉพาะ B2C (ผู้บริโภค)
ผลทางกฎหมาย ปรับลดให้เหลือเท่าที่เป็นธรรม ข้อสัญญาต้องห้ามตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา (พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 ทวิ และมาตรา 35 จัตวา) ก่อนยืนยันว่าผลทางกฎหมายคือ "โมฆะ"
การบังคับใช้ ผ่านศาลเท่านั้น ผ่านคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้
ธุรกิจที่ควบคุม ทุกประเภทธุรกิจ ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เช่น อสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อ บัตรเครดิต
ค่าเสียหายพิเศษ ไม่มีบทบัญญัติเฉพาะ ผู้บริโภคอาจได้รับค่าเสียหายเพิ่มเติม
กรณีที่กฎหมายสองฉบับใช้พร้อมกัน: เมื่อผู้บริโภคทำสัญญากับผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งสองฉบับบังคับใช้ได้พร้อมกัน ผู้บริโภคควรยกข้อกฎหมายที่เป็นประโยชน์สูงสุดขึ้นอ้าง โดยทั่วไปพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ให้ความคุ้มครองที่เข้มแข็งกว่าในกรณีผู้บริโภค

B2B กับ B2C — ความแตกต่างในทางปฏิบัติ

การนำพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 มาใช้กับสัญญา B2B และ B2C มีความแตกต่างที่สำคัญ:

สัญญา B2C (Business to Consumer)

สัญญา B2B (Business to Business)

ปัจจัยB2C — ความสำคัญB2B — ความสำคัญ
อำนาจต่อรองสูงมาก (ผู้บริโภคมักไม่มี)ปานกลาง (ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ)
ความรู้กฎหมายสูงมาก (สันนิษฐานว่าไม่รู้)ปานกลาง (สันนิษฐานว่ารู้หรือควรรู้)
ลักษณะสัญญามักเป็นสัญญาสำเร็จรูปอาจเจรจาได้
ทางเลือกอื่นมักจำกัดมีมากกว่า

เกณฑ์ที่ศาลใช้พิจารณา — มาตรา 10

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 10 กำหนดให้พิจารณาพฤติการณ์ทั้งปวงในการวินิจฉัยว่าข้อสัญญาจะมีผลบังคับเพียงใดจึงจะเป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ส่วนมาตรา 4 วรรคสองเป็นหลักตีความสัญญาสำเร็จรูปเมื่อมีข้อสงสัย ตารางต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการประเมินพฤติการณ์ ไม่ใช่รายการตัวบททั้งหมด

#เกณฑ์การพิจารณาตัวอย่างพฤติการณ์
1 ความสามารถในการต่อรอง ฝ่ายหนึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ อีกฝ่ายเป็น SME รายเล็ก ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองจริง
2 เหตุจูงใจในการเข้าทำสัญญา ฝ่ายที่เสียเปรียบจำเป็นต้องทำสัญญาเนื่องจากความจำเป็นทางธุรกิจ ไม่ได้เต็มใจ
3 ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งต้องการสินเชื่อเพื่อดำรงกิจการ ไม่มีทางเลือกอื่น
4 ทางเลือกอื่นในขณะทำสัญญา สินค้าหรือบริการที่มีเงื่อนไขเป็นธรรมกว่าจากผู้ให้บริการรายอื่นมีหรือไม่
5 สภาพสัญญา เป็นสัญญาสำเร็จรูปที่กำหนดมาแล้วหรือเจรจาต่อรองกัน
6 ความรู้เรื่องเนื้อหาสัญญา คู่สัญญาที่เสียเปรียบเข้าใจข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ในขณะเซ็น

LAS Risk Assessment

RISK HIGH — ความเสี่ยงสูง
ใส่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในสัญญาสำเร็จรูปเพื่อสร้างความได้เปรียบ
ผู้ประกอบการที่ใส่ข้อยกเว้นความรับผิดกว้าง ๆ หรือเบี้ยปรับสูงลิ่ว เพื่อสร้างอำนาจต่อรองหรือกดดันคู่สัญญา เสี่ยงสูงที่ศาลจะปรับลดหรือไม่บังคับตามข้อสัญญานั้น ทำให้สูญเสียการคุ้มครองที่ต้องการ และยังอาจเสียเครดิตทางธุรกิจด้วย

Option A: ออกแบบข้อสัญญาที่สมดุลตั้งแต่แรก โดยกำหนดเบี้ยปรับและข้อยกเว้นที่สมเหตุสมผลและพิสูจน์ได้
Option B: หากต้องการข้อยกเว้นพิเศษ ให้ทำ Side Agreement แยกต่างหาก พร้อมบันทึกว่าคู่สัญญาได้รับการต่อรองและเข้าใจข้อตกลงนั้นแล้ว
RISK MEDIUM — ความเสี่ยงกลาง
ใช้แบบสัญญาเดิมโดยไม่ปรับปรุง
สัญญาสำเร็จรูปที่ใช้มานานอาจมีข้อความที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายปัจจุบันหรือพัฒนาการของแนวคำพิพากษา ควรให้ทนายความตรวจสอบสัญญาสำเร็จรูปทุก 2-3 ปี และอัปเดตให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติล่าสุด
RISK LOW — ความเสี่ยงต่ำ
สัญญาที่เจรจาต่อรองกันและสมดุล
สัญญาที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีโอกาสต่อรองจริง มีเบี้ยปรับสมเหตุสมผล ให้สิทธิเลิกสัญญาเท่าเทียม และมีข้อยกเว้นความรับผิดที่จำกัดเฉพาะกรณีที่ชัดเจน มีความเสี่ยงต่ำที่ศาลจะตัดสินว่าไม่เป็นธรรม

เทคนิคร่างสัญญาให้ผ่านศาล — แนวปฏิบัติสำหรับ SME

1. เบี้ยปรับ (Liquidated Damages)

2. ข้อยกเว้นความรับผิด (Limitation of Liability)

3. สิทธิเลิกสัญญา (Termination Rights)

4. การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข (Variation)

ข้อสัญญาร่างที่เสี่ยงร่างที่แนะนำ
เบี้ยปรับ "เบี้ยปรับ 25% ของมูลค่าสัญญา" "เบี้ยปรับ X บาทต่อวัน ซึ่งคู่สัญญาตกลงกันว่าสะท้อนความเสียหายที่คาดไว้"
ยกเว้นความรับผิด "ผู้ขายไม่รับผิดในความเสียหายทุกกรณี" "ผู้ขายรับผิดไม่เกิน [จำนวน] บาท เว้นแต่ความเสียหายจากการทุจริตโดยเจตนา"
เลิกสัญญา "ผู้ขายมีสิทธิเลิกสัญญาได้ทันที" "คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีสิทธิเลิกสัญญาโดยแจ้งล่วงหน้า 30 วัน"

FAQ — คำถามที่ SME ถามบ่อยเรื่องข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

Q1: พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ใช้กับสัญญา B2B ระหว่างธุรกิจด้วยกันได้หรือไม่?
A: ได้ พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ใช้กับ (1) สัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ และ (2) สัญญาสำเร็จรูปทุกประเภท ซึ่งรวมถึงระหว่างธุรกิจด้วยกัน แต่ในกรณี B2B ศาลจะพิจารณาความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองและความรู้กฎหมายของแต่ละฝ่ายประกอบด้วย ทำให้มาตรฐานการพิสูจน์ว่า "ได้เปรียบเกินสมควร" อาจสูงกว่า B2C
Q2: ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมทำให้สัญญาทั้งฉบับเป็นโมฆะหรือไม่?
A: ไม่ กฎหมายกำหนดว่าข้อสัญญานั้นมีผลบังคับ "เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี" ซึ่งหมายความว่าศาลจะปรับแก้ข้อสัญญานั้นเฉพาะส่วน ไม่ยกเลิกสัญญาทั้งฉบับ เว้นแต่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้นเป็นแก่นสาระสำคัญที่ทำให้สัญญาไม่สามารถดำเนินต่อได้ ซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นรายกรณี
Q3: เบี้ยปรับเท่าไหร่ถึงถือว่าไม่เป็นธรรม และมีตัวเลขมาตรฐานหรือไม่?
กฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราเบี้ยปรับที่เป็นธรรมไว้ตายตัว ศาลอาจลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนเป็นจำนวนพอสมควร โดยพิจารณาทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหนี้ ไม่ใช่เฉพาะความเสียหายเป็นเงินที่พิสูจน์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
Q4: ผู้ประกอบการ SME จะป้องกันไม่ให้ข้อสัญญาถูกศาลตัดสินว่าไม่เป็นธรรมอย่างไร?
A: ควรร่างสัญญาให้สมดุล โดย (1) กำหนดเบี้ยปรับที่สอดคล้องกับความเสียหายที่คาดได้จริง (2) ให้สิทธิเลิกสัญญาเท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย (3) หลีกเลี่ยงข้อยกเว้นความรับผิดที่กว้างเกินไป (4) ให้อีกฝ่ายมีโอกาสต่อรองข้อสัญญาก่อนเซ็น และ (5) บันทึกกระบวนการเจรจาไว้เป็นหลักฐาน การทำสัญญาที่สมดุลยังช่วยรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจในระยะยาวด้วย
Q5: ข้อสัญญาที่ให้สิทธิฝ่ายเดียวเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยแจ้งล่วงหน้า 7 วัน เป็นธรรมหรือไม่?
A: ขึ้นอยู่กับว่าเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขอะไร หากเป็นเรื่องสำคัญ เช่น ราคา ขอบเขตบริการ ระยะเวลา การแจ้งล่วงหน้าเพียง 7 วันอาจถือว่าไม่เพียงพอ โดยเฉพาะหากอีกฝ่ายไม่มีทางเลือกอื่น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ศาลจะพิจารณาว่าระยะเวลา 7 วันเพียงพอให้อีกฝ่ายหาทางเลือกอื่นหรือเจรจาได้หรือไม่ แนะนำให้กำหนดระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 30-60 วัน พร้อมให้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีโทษ

สรุป

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 เป็นเกราะคุ้มครองคู่สัญญาที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า โดยเฉพาะในสัญญาสำเร็จรูปที่ฝ่ายหนึ่งไม่มีทางเลือกในการต่อรอง ข้อสัญญาที่ได้เปรียบเกินสมควรจะมีผลบังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมตามดุลยพินิจศาล

สำหรับผู้ประกอบการ SME ทั้งในฐานะผู้ร่างสัญญาและผู้เซ็นรับ การเข้าใจกฎหมายนี้มีประโยชน์สองด้าน: ด้านแรกคือป้องกันตนเองจากการถูกบังคับโดยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ด้านที่สองคือออกแบบสัญญาที่สมดุลตั้งแต่แรก ซึ่งจะ "ยืนได้ในศาล" และสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืนกว่าการใส่ข้อสัญญาที่กดดันคู่ค้า

ตาราง — ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับข้อสัญญาที่ศาลยอมรับ

ตารางเปรียบเทียบด้านล่างรวบรวมรูปแบบข้อสัญญา 10 ประเภทที่พบบ่อยในทางปฏิบัติ พร้อมตัวอย่างที่ศาลมองว่า "ได้เปรียบเกินสมควร" เทียบกับรูปแบบที่ศาลมักยอมรับ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4

ประเภทข้อสัญญา รูปแบบที่ไม่เป็นธรรม (ตัวอย่าง) รูปแบบที่เป็นธรรม — ศาลยอมรับ เหตุผล / หลักกฎหมาย
เบี้ยปรับ "ผู้รับจ้างต้องชำระค่าปรับ 30% ของมูลค่าสัญญาทันทีที่ผิดนัดวันเดียว" "ค่าปรับ 0.1% ต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 10% ของมูลค่างานส่วนที่ล่าช้า" ศาลอาจลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนเป็นจำนวนพอสมควร โดยพิจารณาทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหนี้ ไม่ใช่เฉพาะความเสียหายเป็นเงินที่พิสูจน์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
ยกเว้นความรับผิดทั้งหมด "ผู้ให้บริการไม่รับผิดชอบในความเสียหายทุกกรณีไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด" "ผู้ให้บริการรับผิดไม่เกิน [จำนวน] บาท เว้นแต่ความเสียหายจากเจตนาทุจริต" พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 — ยกเว้นความรับผิดโดยสิ้นเชิงถือว่าได้เปรียบเกินสมควร
สิทธิเลิกสัญญาฝ่ายเดียว "บริษัทมีสิทธิเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า" "คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีสิทธิเลิกสัญญาโดยแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน" สิทธิเลิกสัญญาที่ไม่เท่ากันไม่ทำให้ข้อสัญญาไม่เป็นธรรมโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาว่าเข้าลักษณะตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 หรือไม่ ประกอบพฤติการณ์ตามมาตรา 10
แก้ไขเงื่อนไขฝ่ายเดียว "บริษัทขอสงวนสิทธิแก้ไขราคา เงื่อนไข หรือบริการใด ๆ ได้ทุกเมื่อโดยไม่ต้องแจ้ง" "บริษัทแจ้งการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน และลูกค้ามีสิทธิบอกเลิกโดยไม่มีโทษ" พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 — การเปลี่ยนแปลงฝ่ายเดียวโดยไม่ให้อีกฝ่ายมีสิทธิออกจากสัญญา ถือว่าได้เปรียบเกินสมควร
ค่าบริการคืนไม่ได้ "ค่าบริการที่ชำระแล้วทั้งหมดไม่สามารถขอคืนได้ไม่ว่ากรณีใด" "กรณีบอกเลิกล่วงหน้าเกิน 30 วัน คืนค่าบริการส่วนที่ยังไม่ได้ใช้หักค่าดำเนินการ 10%" ข้อกำหนดห้ามคืนเงินโดยไม่มีเงื่อนไขอาจทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้เปรียบเกินสมควรตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 (มีผลบังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรม) ไม่ใช่ลาภมิควรได้ เพราะข้อกำหนดในสัญญาเป็นมูลอ้างอิงอยู่แล้ว จึงไม่เข้าเงื่อนไข "ปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406
เขตอำนาจศาลฝ่ายเดียว "ข้อพิพาทใด ๆ ให้อยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัด X เท่านั้น ตามที่บริษัทกำหนด" "ข้อพิพาทให้ขึ้นศาลในภูมิลำเนาของจำเลย หรือศาลที่คู่สัญญาตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร" อาจเข้าข่ายข้อตกลงที่ทำให้อีกฝ่ายเสียเปรียบเกินสมควรตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 (ไม่พบบทเฉพาะของ ป.วิ.พ. ที่ยืนยันได้ว่าให้อำนาจเพิกถอนข้อกำหนดเขตอำนาจศาลด้วยเหตุนี้)
โอนความเสี่ยงทั้งหมด "ผู้ซื้อรับความเสี่ยงในสินค้าทันทีที่สัญญาเกิดขึ้น แม้ยังไม่ได้รับมอบ" "ความเสี่ยงในสินค้าโอนเมื่อส่งมอบจริงและผู้ซื้อตรวจรับแล้ว" ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 370 กำหนดว่า ในสัญญาต่างตอบแทนที่มุ่งก่อให้เกิดหรือโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง หากทรัพย์สูญหรือเสียหายโดยโทษลูกหนี้ไม่ได้ การสูญหรือเสียหายตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้ จึงไม่ใช่บทที่กำหนดว่าความเสี่ยงโอนเมื่อส่งมอบเสมอไป
ข้อห้ามประกอบอาชีพ "พนักงานที่ลาออกห้ามทำงานในอุตสาหกรรมเดียวกันทุกที่ในประเทศไทยเป็นเวลา 5 ปี" "ห้ามแข่งขันในรัศมี 50 กิโลเมตรจากสถานที่ทำงานเดิม ไม่เกิน 1 ปี สำหรับลูกค้าที่เคยติดต่อโดยตรง" ข้อห้ามแข่งขันที่ไม่เป็นโมฆะแต่กว้างเกินสมควรอาจมีผลบังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5 ส่วนกรณีขัดต่อความสงบเรียบร้อยต้องพิจารณาการเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แยกต่างหาก
ค่าเสียหายคงที่สูงเกิน "ผู้ซื้อชำระค่าเสียหายคงที่ 500,000 บาทหากยกเลิกคำสั่งซื้อ ไม่ว่าสินค้าจะผลิตแล้วหรือไม่" "ค่าเสียหายคงที่ประเมินจากต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง + กำไรที่คาดหวังตามสมควร" ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ไม่ได้กำหนดให้เบี้ยปรับต้องเท่ากับค่าเสียหายที่ประเมินไว้ล่วงหน้า แต่ให้ศาลลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนโดยพิจารณาทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหนี้
สละสิทธิทางกฎหมายโดยกว้าง "ผู้ใช้บริการสละสิทธิเรียกร้องทั้งปวงรวมถึงสิทธิตามกฎหมายที่บังคับใช้ทุกฉบับ" "คู่สัญญาตกลงระงับข้อพิพาทโดยการไกล่เกลี่ยก่อน 30 วัน ก่อนดำเนินคดี" สิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 น่าจะสละล่วงหน้าโดยสัญญาสำเร็จรูปไม่ได้ เพราะเป็นกฎหมายที่มีลักษณะบังคับ (mandatory) [ต้องยืนยันมาตรา]

เทคนิคร่างสัญญาให้ผ่านกฎหมาย มาตรา 4

จากการวิเคราะห์แนวคำพิพากษาและหลักการตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 LAS รวบรวม 10 เทคนิคเชิงปฏิบัติสำหรับการร่างสัญญาที่ "ยืนได้ในศาล"

FAQ เพิ่มเติม — 5 ข้อที่ถามบ่อยจากภาคธุรกิจ

Q6: B2B กับ B2C มีมาตรฐานการพิจารณาข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต่างกันหรือไม่?
A: ต่างกันในทางปฏิบัติ แม้พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 จะบังคับใช้ทั้ง B2C และสัญญาสำเร็จรูป B2B แต่ในกรณี B2C ศาลมักพิจารณาเรื่อง "ความไม่สมดุลของความรู้และอำนาจต่อรอง" เป็นปัจจัยสำคัญ โดยผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองสูงกว่า ส่วน B2B ที่คู่สัญญาเป็นนักธุรกิจที่มีทีมกฎหมายเท่าเทียมกัน ศาลให้น้ำหนักกับเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract) มากกว่า แต่ถ้าเป็น B2B ระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับ SME ที่ไม่มีอำนาจต่อรอง ศาลก็อาจคุ้มครองฝ่าย SME ได้เช่นกัน
Q7: สัญญาแบบ "click-wrap" ที่ต้องกดยืนยันออนไลน์ถือว่าเป็นสัญญาสำเร็จรูปและอาจไม่เป็นธรรมได้หรือไม่?
A: ได้ สัญญา click-wrap หรือ browsewrap ทางออนไลน์เข้าข่ายเป็น "สัญญาสำเร็จรูป" ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 เนื่องจากผู้ใช้งานไม่มีโอกาสต่อรองเงื่อนไข และมักไม่ได้อ่านข้อสัญญาจริง ศาลไทยเริ่มพิจารณาข้อสัญญา online platform มากขึ้น โดยเฉพาะข้อที่ยกเว้นความรับผิดทั้งหมด หรือให้แพลตฟอร์มแก้ไขเงื่อนไขได้ฝ่ายเดียว หากมีข้อพิพาท ศาลจะพิจารณาว่าผู้บริโภคมีโอกาสรับทราบและตัดสินใจอย่างแท้จริงหรือไม่ ร่วมกับพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544
Q8: ถ้าลูกค้าหรือคู่สัญญายอมเซ็นทั้งที่รู้ว่าข้อสัญญาไม่เป็นธรรม ยังมีสิทธิฟ้องให้ศาลแก้ไขได้หรือไม่?
A: ยังมีสิทธิ การยินยอมเซ็นสัญญาไม่ถือเป็นการสละสิทธิตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้มีลักษณะบังคับ (mandatory) จึงน่าจะสละสิทธิล่วงหน้าไม่ได้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 11 ซึ่งบัญญัติให้ข้อสัญญาที่มิให้นำพระราชบัญญัตินี้ไปใช้บังคับไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นโมฆะ ศาลจะยังคงมีอำนาจปรับข้อสัญญาให้เหลือเพียงเท่าที่เป็นธรรม หากข้อสัญญานั้นได้เปรียบเกินสมควรในขณะเกิดสัญญา โดยไม่คำนึงว่าผู้เสียเปรียบได้รับรู้ข้อสัญญาแล้วหรือไม่ อย่างไรก็ดี หากพิสูจน์ได้ว่ามีการต่อรองอย่างแท้จริงและเท่าเทียมกัน ศาลอาจให้น้ำหนักกับเจตนาของคู่สัญญามากขึ้น
Q9: ข้อสัญญาค่าปรับที่สูงมาก เช่น 50% ของมูลค่าสัญญา ศาลจะตัดสินอย่างไร?
A: ศาลไทยมีแนวทางชัดเจนในการปรับลดเบี้ยปรับที่สูงเกินสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 โดยพิจารณาจาก (1) ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงหรือที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ณ เวลาทำสัญญา (2) ความสมเหตุสมผลของอัตราเบี้ยปรับเทียบกับมูลค่าสัญญา และ (3) พฤติกรรมของคู่สัญญา อัตราเบี้ยปรับร้อยละห้าสิบของมูลค่าสัญญาสำหรับการผิดนัดครั้งเดียวมักถูกมองว่าสูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงตามมาตรา 383 ให้อ่านตัวบทในกล่องหรือในประมวล ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ตายตัวจากตัวอย่างนี้ ในสัญญาสำเร็จรูป พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ให้อำนาจศาลปรับข้อสัญญาให้เหลือเท่าที่เป็นธรรมอีกชั้นหนึ่ง
Q10: พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มีอายุความในการฟ้องร้องเท่าไหร่?
A: พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ไม่ได้กำหนดอายุความเฉพาะของตนเอง แต่จะใช้อายุความตามลักษณะของสัญญาหลักที่พิพาท เช่น (1) คดีสัญญาทั่วไป — อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 (2) คดีผู้บริโภค — อายุความ 10 ปีเช่นกัน เว้นแต่กฎหมายเฉพาะกำหนดไว้ต่างออกไป (3) หากฟ้องเพิกถอนสัญญาโดยอ้างถูกบังคับหรือสำคัญผิด ให้อ่านอายุความของสิทธิเรียกร้องนั้นจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะ 6 แห่งบรรพ 1 ตามมูลคดีจริง ไม่ใช่อายุความก้อนเดียวจากพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
← ตอนที่ 9 LAS SHARE 10/10

Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการและให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะราย ผู้อ่านควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ