LAS SHARE

ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม — 5 ตัวอย่างที่ศาลเคยตัดสิน

ธันย์ธรณ์เทพ แย้มอุทัย, Ph.D. | LAS Legal | 3 เมษายน 2569

สารบัญ
  1. หลักกฎหมายและบทนิยาม
  2. ขอบเขตการบังคับใช้ (ม.4)
  3. 5 ตัวอย่างคำวินิจฉัยของศาล
  4. ความทับซ้อน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค
  5. B2B vs B2C — ความแตกต่างในทางปฏิบัติ
  6. เกณฑ์ที่ศาลใช้พิจารณา
  7. LAS Risk Assessment
  8. เทคนิคร่างสัญญาให้ผ่านศาล
  9. FAQ 5 ข้อ
  10. สรุป

คุณเคยเซ็นสัญญาที่มีข้อความว่า "ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาได้ทันที" หรือ "ค่าปรับ 30% ของมูลค่าสัญญา" หรือ "บริษัทไม่รับผิดในความเสียหายทุกกรณี" หรือไม่? ข้อสัญญาเหล่านี้อาจไม่มีผลบังคับเต็มที่ เพราะพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ให้อำนาจศาลปรับลดหรือแก้ไขข้อสัญญาที่ได้เปรียบเกินสมควร

หลักกฎหมายและบทนิยาม

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า:

"ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือในสัญญาสำเร็จรูป หากข้อตกลงนั้นเป็นข้อตกลงที่ทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น"

ผลทางกฎหมายที่สำคัญคือ กฎหมายนี้ ไม่ได้ทำให้ข้อสัญญาเป็นโมฆะ แต่ให้อำนาจศาล "ปรับแก้" ข้อสัญญาให้เหลือเท่าที่เป็นธรรม ซึ่งแตกต่างจากโมฆะที่ทำให้ข้อสัญญาหมดผลโดยสิ้นเชิง

คำนิยามสำคัญ

คำความหมายตามกฎหมายตัวอย่าง
ผู้บริโภค ผู้ซื้อหรือใช้สินค้า/บริการเพื่อการส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อการค้า บุคคลทั่วไปที่ซื้อโทรศัพท์ เช่าอพาร์ตเมนต์
ผู้ประกอบธุรกิจการค้า บุคคลหรือนิติบุคคลที่ขายสินค้า/บริการเป็นอาชีพ บริษัท ห้างสรรพสินค้า ผู้ให้บริการ
สัญญาสำเร็จรูป (Standard Form Contract) สัญญาที่ฝ่ายหนึ่งกำหนดเงื่อนไขไว้ล่วงหน้า อีกฝ่ายมีแค่ "รับหรือปฏิเสธ" สัญญาประกันภัย เงื่อนไขแพลตฟอร์มออนไลน์
ได้เปรียบเกินสมควร ข้อตกลงที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมจากอีกฝ่าย เบี้ยปรับ 30% ค่าเสียหายไม่จำกัดจำนวน

ขอบเขตการบังคับใช้ (มาตรา 4)

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสาม ระบุตัวอย่างข้อสัญญาที่อาจถือว่าไม่เป็นธรรม ได้แก่:

สำคัญ: กฎหมายใช้คำว่า "อาจถือว่าไม่เป็นธรรม" ซึ่งหมายความว่าศาลต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบ ไม่ใช่ว่าข้อสัญญาประเภทนี้จะไม่เป็นธรรมโดยอัตโนมัติเสมอ บริบทและความสมดุลของสัญญาโดยรวมมีความสำคัญ

5 ตัวอย่างคำวินิจฉัยของศาลและแนวปฏิบัติ

คดีที่ 1 — เบี้ยปรับสูงเกินสมควรในสัญญาจ้างก่อสร้าง

ประเด็นรายละเอียด
ลักษณะข้อสัญญาสัญญาจ้างก่อสร้างกำหนดเบี้ยปรับกรณีงานล่าช้าในอัตรา 25% ของมูลค่าสัญญาต่อเดือน
ข้อเท็จจริงมูลค่าสัญญา 2 ล้านบาท งานล่าช้า 1 เดือน เจ้าของโครงการเรียกเบี้ยปรับ 500,000 บาท
แนวพิจารณาศาลมีอำนาจปรับลดเบี้ยปรับที่สูงเกินสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 โดยพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
ผลคำวินิจฉัยปรับลดเบี้ยปรับเหลือตามความเสียหายที่พิสูจน์ได้จริง ซึ่งอาจต่างจากที่เรียกมามาก
บทเรียนเบี้ยปรับควรสอดคล้องกับความเสียหายที่ประเมินได้จริง ไม่ใช่ตั้งให้สูงเพื่อกดดัน

คดีที่ 2 — สิทธิเลิกสัญญาเช่าที่ไม่เท่าเทียม

ประเด็นรายละเอียด
ลักษณะข้อสัญญาสัญญาเช่าพื้นที่ค้าปลีกให้ผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า แต่ผู้เช่าต้องแจ้งล่วงหน้า 3 เดือน
ข้อเท็จจริงผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญากะทันหัน ผู้เช่าสูญเสียโอกาสทางธุรกิจและต้นทุนการย้าย
แนวพิจารณาข้อสัญญาที่ให้สิทธิเลิกสัญญาไม่เท่าเทียมกันระหว่างคู่สัญญา ถือว่าได้เปรียบเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสาม
ผลคำวินิจฉัยศาลอาจกำหนดให้ผู้ให้เช่าต้องแจ้งล่วงหน้าในระยะเวลาที่สมเหตุสมผลเช่นกัน
บทเรียนสิทธิเลิกสัญญาควรกำหนดให้เท่าเทียมกัน หรือหากไม่เท่าเทียมต้องมีเหตุผลที่สมเหตุสมผล

คดีที่ 3 — ข้อยกเว้นความรับผิดในชำรุดบกพร่องที่กว้างเกินไป

ประเด็นรายละเอียด
ลักษณะข้อสัญญาสัญญาซื้อขายเครื่องจักรระบุว่า "ผู้ขายไม่รับผิดในความชำรุดบกพร่องทุกกรณี รวมถึงกรณีที่เกิดจากการผลิต"
ข้อเท็จจริงเครื่องจักรพังภายใน 3 เดือน เกิดจากข้อบกพร่องในการผลิต ผู้ขายอ้างข้อยกเว้น
แนวพิจารณาข้อยกเว้นความรับผิดที่กว้างจนครอบคลุมความบกพร่องของผู้ขายเอง ถือว่าไม่เป็นธรรม เพราะผู้ซื้อไม่มีทางรู้ว่าสินค้าบกพร่องในขณะซื้อ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ผลคำวินิจฉัยข้อยกเว้นไม่มีผลบังคับเท่าที่เกี่ยวกับความบกพร่องที่เกิดจากผู้ขาย ผู้ขายต้องรับผิดตามปกติ
บทเรียนข้อยกเว้นความรับผิดควรจำกัดเฉพาะกรณีที่สมเหตุสมผล เช่น การใช้งานผิดวิธีของผู้ซื้อ

คดีที่ 4 — ข้อให้สิทธิเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขฝ่ายเดียว

ประเด็นรายละเอียด
ลักษณะข้อสัญญาสัญญาสมาชิกบริการออนไลน์กำหนดว่า "บริษัทมีสิทธิเปลี่ยนแปลงราคาและเงื่อนไขการให้บริการโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า"
ข้อเท็จจริงบริษัทขึ้นราคาทันที 50% โดยไม่แจ้งล่วงหน้า สมาชิกที่ผูกพันสัญญา 1 ปีได้รับผลกระทบ
แนวพิจารณาข้อตกลงให้ฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสำคัญ (ราคา) ฝ่ายเดียว ถือว่าได้เปรียบเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสาม
ผลคำวินิจฉัยการเปลี่ยนแปลงราคาไม่มีผลกับสมาชิกที่ผูกพันสัญญาอยู่ หรือต้องให้สิทธิบอกเลิกสัญญาก่อน
บทเรียนหากจำเป็นต้องมีข้อเปลี่ยนแปลงฝ่ายเดียว ต้องกำหนดให้มีการแจ้งล่วงหน้าที่เหมาะสมและให้สิทธิอีกฝ่ายบอกเลิกสัญญาได้โดยไม่มีโทษ

คดีที่ 5 — ดอกเบี้ยผิดนัดสูงเกินสมควร

ประเด็นรายละเอียด
ลักษณะข้อสัญญาสัญญากู้เงินระหว่างบริษัทกำหนดดอกเบี้ยผิดนัด 36% ต่อปี และค่าปรับผิดนัดชำระ 3% ต่อเดือน
ข้อเท็จจริงลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้เรียกดอกเบี้ยและค่าปรับตามที่กำหนดในสัญญา
แนวพิจารณาดอกเบี้ยผิดนัดที่สูงเกินกว่าอัตราตลาดอย่างมาก ถือว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินสมควร ศาลมีอำนาจปรับลดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
ผลคำวินิจฉัยศาลปรับลดดอกเบี้ยผิดนัดให้เหลือในอัตราที่สมเหตุสมผลตามสภาวะตลาด
บทเรียนดอกเบี้ยผิดนัดไม่ควรเกิน 2 เท่าของดอกเบี้ยปกติ เพื่อให้ศาลรับรองได้โดยไม่ถูกปรับลด

ความทับซ้อนกับ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ทำงานควบคู่กับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศกำหนดธุรกิจที่ต้องใช้สัญญาตามแบบ และข้อสัญญาที่ห้ามใช้

ประเด็นพ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม 2540พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค 2522
ขอบเขต กว้างกว่า รวมสัญญาสำเร็จรูป B2B จำกัดเฉพาะ B2C (ผู้บริโภค)
ผลทางกฎหมาย ปรับลดให้เหลือเท่าที่เป็นธรรม ข้อสัญญาต้องห้ามเป็นโมฆะ
การบังคับใช้ ผ่านศาลเท่านั้น ผ่านคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้
ธุรกิจที่ควบคุม ทุกประเภทธุรกิจ ตามประกาศคณะกรรมการฯ เช่น อสังหา สินเชื่อ บัตรเครดิต
ค่าเสียหายพิเศษ ไม่มีบทบัญญัติเฉพาะ ผู้บริโภคอาจได้รับค่าเสียหายเพิ่มเติม
กรณีที่กฎหมายสองฉบับใช้พร้อมกัน: เมื่อผู้บริโภคทำสัญญากับผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งสองฉบับบังคับใช้ได้พร้อมกัน ผู้บริโภคควรยกข้อกฎหมายที่เป็นประโยชน์สูงสุดขึ้นอ้าง โดยทั่วไปพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ให้ความคุ้มครองที่เข้มแข็งกว่าในกรณีผู้บริโภค

B2B vs B2C — ความแตกต่างในทางปฏิบัติ

การนำพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 มาใช้กับสัญญา B2B และ B2C มีความแตกต่างที่สำคัญ:

สัญญา B2C (Business to Consumer)

สัญญา B2B (Business to Business)

ปัจจัยB2C — ความสำคัญB2B — ความสำคัญ
อำนาจต่อรองสูงมาก (ผู้บริโภคมักไม่มี)ปานกลาง (ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ)
ความรู้กฎหมายสูงมาก (สันนิษฐานว่าไม่รู้)ปานกลาง (สันนิษฐานว่ารู้หรือควรรู้)
ลักษณะสัญญามักเป็นสัญญาสำเร็จรูปอาจเจรจาได้
ทางเลือกอื่นมักจำกัดมีมากกว่า

เกณฑ์ที่ศาลใช้พิจารณา — มาตรา 4 วรรคสอง

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคสอง กำหนดว่าในการพิจารณาว่าข้อสัญญาไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์ดังต่อไปนี้:

#เกณฑ์การพิจารณาตัวอย่างพฤติการณ์
1 ความสามารถในการต่อรอง ฝ่ายหนึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ อีกฝ่ายเป็น SME รายเล็ก ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองจริง
2 เหตุจูงใจในการเข้าทำสัญญา ฝ่ายที่เสียเปรียบจำเป็นต้องทำสัญญาเนื่องจากความจำเป็นทางธุรกิจ ไม่ได้เต็มใจ
3 ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งต้องการสินเชื่อเพื่อดำรงกิจการ ไม่มีทางเลือกอื่น
4 ทางเลือกอื่นในขณะทำสัญญา สินค้าหรือบริการที่มีเงื่อนไขเป็นธรรมกว่าจากผู้ให้บริการรายอื่นมีหรือไม่
5 สภาพสัญญา เป็นสัญญาสำเร็จรูปที่กำหนดมาแล้วหรือเจรจาต่อรองกัน
6 ความรู้เรื่องเนื้อหาสัญญา คู่สัญญาที่เสียเปรียบเข้าใจข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ในขณะเซ็น

LAS Risk Assessment

RISK HIGH — ความเสี่ยงสูง
ใส่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในสัญญาสำเร็จรูปเพื่อสร้างความได้เปรียบ
ผู้ประกอบการที่ใส่ข้อยกเว้นความรับผิดกว้าง ๆ หรือเบี้ยปรับสูงลิ่ว เพื่อสร้างอำนาจต่อรองหรือกดดันคู่สัญญา เสี่ยงสูงที่ศาลจะปรับลดหรือไม่บังคับตามข้อสัญญานั้น ทำให้สูญเสียการคุ้มครองที่ต้องการ และยังอาจเสียเครดิตทางธุรกิจด้วย

Option A: ออกแบบข้อสัญญาที่สมดุลตั้งแต่แรก โดยกำหนดเบี้ยปรับและข้อยกเว้นที่สมเหตุสมผลและพิสูจน์ได้
Option B: หากต้องการข้อยกเว้นพิเศษ ให้ทำ Side Agreement แยกต่างหาก พร้อมบันทึกว่าคู่สัญญาได้รับการต่อรองและเข้าใจข้อตกลงนั้นแล้ว
RISK MEDIUM — ความเสี่ยงกลาง
ใช้แบบสัญญาเดิมโดยไม่ปรับปรุง
สัญญาสำเร็จรูปที่ใช้มานานอาจมีข้อความที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายปัจจุบันหรือพัฒนาการของแนวคำพิพากษา ควรให้ทนายความตรวจสอบสัญญาสำเร็จรูปทุก 2-3 ปี และอัปเดตให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติล่าสุด
RISK LOW — ความเสี่ยงต่ำ
สัญญาที่เจรจาต่อรองกันและสมดุล
สัญญาที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีโอกาสต่อรองจริง มีเบี้ยปรับสมเหตุสมผล ให้สิทธิเลิกสัญญาเท่าเทียม และมีข้อยกเว้นความรับผิดที่จำกัดเฉพาะกรณีที่ชัดเจน มีความเสี่ยงต่ำที่ศาลจะตัดสินว่าไม่เป็นธรรม

เทคนิคร่างสัญญาให้ผ่านศาล — แนวปฏิบัติสำหรับ SME

1. เบี้ยปรับ (Liquidated Damages)

2. ข้อยกเว้นความรับผิด (Limitation of Liability)

3. สิทธิเลิกสัญญา (Termination Rights)

4. การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข (Variation)

ข้อสัญญาร่างที่เสี่ยงร่างที่แนะนำ
เบี้ยปรับ "เบี้ยปรับ 25% ของมูลค่าสัญญา" "เบี้ยปรับ X บาทต่อวัน ซึ่งคู่สัญญาตกลงกันว่าสะท้อนความเสียหายที่คาดไว้"
ยกเว้นความรับผิด "ผู้ขายไม่รับผิดในความเสียหายทุกกรณี" "ผู้ขายรับผิดไม่เกิน [จำนวน] บาท เว้นแต่ความเสียหายจากการทุจริตโดยเจตนา"
เลิกสัญญา "ผู้ขายมีสิทธิเลิกสัญญาได้ทันที" "คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีสิทธิเลิกสัญญาโดยแจ้งล่วงหน้า 30 วัน"

FAQ — คำถามที่ SME ถามบ่อยเรื่องข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

Q1: พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ใช้กับสัญญา B2B ระหว่างธุรกิจด้วยกันได้หรือไม่?
A: ได้ พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ใช้กับ (1) สัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ และ (2) สัญญาสำเร็จรูปทุกประเภท ซึ่งรวมถึงระหว่างธุรกิจด้วยกัน แต่ในกรณี B2B ศาลจะพิจารณาความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองและความรู้กฎหมายของแต่ละฝ่ายประกอบด้วย ทำให้มาตรฐานการพิสูจน์ว่า "ได้เปรียบเกินสมควร" อาจสูงกว่า B2C
Q2: ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมทำให้สัญญาทั้งฉบับเป็นโมฆะหรือไม่?
A: ไม่ กฎหมายกำหนดว่าข้อสัญญานั้นมีผลบังคับ "เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี" ซึ่งหมายความว่าศาลจะปรับแก้ข้อสัญญานั้นเฉพาะส่วน ไม่ยกเลิกสัญญาทั้งฉบับ เว้นแต่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้นเป็นแก่นสาระสำคัญที่ทำให้สัญญาไม่สามารถดำเนินต่อได้ ซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นรายกรณี
Q3: เบี้ยปรับเท่าไหร่ถึงถือว่าไม่เป็นธรรม และมีตัวเลขมาตรฐานหรือไม่?
A: กฎหมายไม่ได้กำหนดตัวเลขตายตัว ศาลจะพิจารณาจากความสมเหตุสมผลกับความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือคาดว่าจะเกิดขึ้นจริง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ซึ่งให้อำนาจศาลปรับลดเบี้ยปรับที่สูงเกินสมควรอยู่แล้ว หลักปฏิบัติที่ดีคือเบี้ยปรับไม่ควรเกินกว่าความเสียหายที่ประเมินได้ตามสมควร โดยทั่วไปสัญญาที่กำหนดเบี้ยปรับ 10-15% ของมูลค่าสัญญามักผ่านการพิจารณาได้ แต่ขึ้นอยู่กับประเภทสัญญาและพฤติการณ์
Q4: ผู้ประกอบการ SME จะป้องกันไม่ให้ข้อสัญญาถูกศาลตัดสินว่าไม่เป็นธรรมอย่างไร?
A: ควรร่างสัญญาให้สมดุล โดย (1) กำหนดเบี้ยปรับที่สอดคล้องกับความเสียหายที่คาดได้จริง (2) ให้สิทธิเลิกสัญญาเท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย (3) หลีกเลี่ยงข้อยกเว้นความรับผิดที่กว้างเกินไป (4) ให้อีกฝ่ายมีโอกาสต่อรองข้อสัญญาก่อนเซ็น และ (5) บันทึกกระบวนการเจรจาไว้เป็นหลักฐาน การทำสัญญาที่สมดุลยังช่วยรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจในระยะยาวด้วย
Q5: ข้อสัญญาที่ให้สิทธิฝ่ายเดียวเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยแจ้งล่วงหน้า 7 วัน เป็นธรรมหรือไม่?
A: ขึ้นอยู่กับว่าเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขอะไร หากเป็นเรื่องสำคัญ เช่น ราคา ขอบเขตบริการ ระยะเวลา การแจ้งล่วงหน้าเพียง 7 วันอาจถือว่าไม่เพียงพอ โดยเฉพาะหากอีกฝ่ายไม่มีทางเลือกอื่น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ศาลจะพิจารณาว่าระยะเวลา 7 วันเพียงพอให้อีกฝ่ายหาทางเลือกอื่นหรือเจรจาได้หรือไม่ แนะนำให้กำหนดระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 30-60 วัน พร้อมให้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีโทษ

สรุป

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 เป็นเกราะคุ้มครองคู่สัญญาที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า โดยเฉพาะในสัญญาสำเร็จรูปที่ฝ่ายหนึ่งไม่มีทางเลือกในการต่อรอง ข้อสัญญาที่ได้เปรียบเกินสมควรจะมีผลบังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมตามดุลยพินิจศาล

สำหรับผู้ประกอบการ SME ทั้งในฐานะผู้ร่างสัญญาและผู้เซ็นรับ การเข้าใจกฎหมายนี้มีประโยชน์สองด้าน: ด้านแรกคือป้องกันตนเองจากการถูกบังคับโดยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ด้านที่สองคือออกแบบสัญญาที่สมดุลตั้งแต่แรก ซึ่งจะ "ยืนได้ในศาล" และสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืนกว่าการใส่ข้อสัญญาที่กดดันคู่ค้า

ตาราง — ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม vs ข้อสัญญาที่ศาลยอมรับ

ตารางเปรียบเทียบด้านล่างรวบรวมรูปแบบข้อสัญญา 10 ประเภทที่พบบ่อยในทางปฏิบัติ พร้อมตัวอย่างที่ศาลมองว่า "ได้เปรียบเกินสมควร" เทียบกับรูปแบบที่ศาลมักยอมรับ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4

ประเภทข้อสัญญา รูปแบบที่ไม่เป็นธรรม (ตัวอย่าง) รูปแบบที่เป็นธรรม — ศาลยอมรับ เหตุผล / หลักกฎหมาย
เบี้ยปรับ "ผู้รับจ้างต้องชำระค่าปรับ 30% ของมูลค่าสัญญาทันทีที่ผิดนัดวันเดียว" "ค่าปรับ 0.1% ต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 10% ของมูลค่างานส่วนที่ล่าช้า" ปพพ. มาตรา 383 — ศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับที่สูงเกินควร; อัตราต้องสะท้อนความเสียหายจริง
ยกเว้นความรับผิดทั้งหมด "ผู้ให้บริการไม่รับผิดชอบในความเสียหายทุกกรณีไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด" "ผู้ให้บริการรับผิดไม่เกิน [จำนวน] บาท เว้นแต่ความเสียหายจากเจตนาทุจริต" พ.ร.บ. 2540 ม.4 — ยกเว้นความรับผิดโดยสิ้นเชิงถือว่าได้เปรียบเกินสมควร
สิทธิเลิกสัญญาฝ่ายเดียว "บริษัทมีสิทธิเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า" "คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีสิทธิเลิกสัญญาโดยแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน" หลักความเท่าเทียม — สิทธิเลิกสัญญาต้องสมมาตรทั้งสองฝ่าย
แก้ไขเงื่อนไขฝ่ายเดียว "บริษัทขอสงวนสิทธิแก้ไขราคา เงื่อนไข หรือบริการใดๆ ได้ทุกเมื่อโดยไม่ต้องแจ้ง" "บริษัทแจ้งการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน และลูกค้ามีสิทธิบอกเลิกโดยไม่มีโทษ" พ.ร.บ. 2540 ม.4 — การเปลี่ยนแปลงฝ่ายเดียวโดยไม่ให้อีกฝ่ายมีสิทธิออกจากสัญญา ถือว่าได้เปรียบเกินสมควร
ค่าบริการคืนไม่ได้ "ค่าบริการที่ชำระแล้วทั้งหมดไม่สามารถขอคืนได้ไม่ว่ากรณีใด" "กรณีบอกเลิกล่วงหน้าเกิน 30 วัน คืนค่าบริการส่วนที่ยังไม่ได้ใช้หักค่าดำเนินการ 10%" หลัก Unjust Enrichment — รับเงินโดยไม่ได้ให้บริการถือเป็นการได้ประโยชน์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างได้
เขตอำนาจศาลฝ่ายเดียว "ข้อพิพาทใดๆ ให้อยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัด X เท่านั้น ตามที่บริษัทกำหนด" "ข้อพิพาทให้ขึ้นศาลในภูมิลำเนาของจำเลย หรือศาลที่คู่สัญญาตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร" ปวิพ. — ศาลมีอำนาจเพิกถอนการกำหนดเขตอำนาจที่ทำให้อีกฝ่ายเสียเปรียบโดยไม่จำเป็น
โอนความเสี่ยงทั้งหมด "ผู้ซื้อรับความเสี่ยงในสินค้าทันทีที่สัญญาเกิดขึ้น แม้ยังไม่ได้รับมอบ" "ความเสี่ยงในสินค้าโอนเมื่อส่งมอบจริงและผู้ซื้อตรวจรับแล้ว" ปพพ. มาตรา 370 — ความเสี่ยงโอนเมื่อส่งมอบ; ข้อสัญญาที่โอนก่อนส่งมอบในสัญญาสำเร็จรูปอาจไม่เป็นธรรม
ข้อห้ามประกอบอาชีพ "พนักงานที่ลาออกห้ามทำงานในอุตสาหกรรมเดียวกันทุกที่ในประเทศไทยเป็นเวลา 5 ปี" "ห้ามแข่งขันในรัศมี 50 กิโลเมตรจากสถานที่ทำงานเดิม ไม่เกิน 1 ปี สำหรับลูกค้าที่เคยติดต่อโดยตรง" ปพพ. มาตรา 150 — ข้อห้ามที่กว้างเกินไปถือเป็นโมฆะบางส่วนเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อย
ค่าเสียหายคงที่สูงเกิน "ผู้ซื้อชำระค่าเสียหายคงที่ 500,000 บาทหากยกเลิกคำสั่งซื้อ ไม่ว่าสินค้าจะผลิตแล้วหรือไม่" "ค่าเสียหายคงที่ประเมินจากต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง + กำไรที่คาดหวังตามสมควร" พ.ร.บ. 2540 ม.4 ประกอบ ปพพ. ม.383 — liquidated damages ต้องเป็น genuine pre-estimate
สละสิทธิทางกฎหมายโดยกว้าง "ผู้ใช้บริการสละสิทธิเรียกร้องทั้งปวงรวมถึงสิทธิตามกฎหมายที่บังคับใช้ทุกฉบับ" "คู่สัญญาตกลงระงับข้อพิพาทโดยการไกล่เกลี่ยก่อน 30 วัน ก่อนดำเนินคดี" สิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ. 2540 ม.4 ไม่สามารถสละได้ล่วงหน้าโดยสัญญาสำเร็จรูป

เทคนิคร่างสัญญาให้ผ่านกฎหมาย ม.4

จากการวิเคราะห์แนวคำพิพากษาและหลักการตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 LAS รวบรวม 10 เทคนิคเชิงปฏิบัติสำหรับการร่างสัญญาที่ "ยืนได้ในศาล"

FAQ เพิ่มเติม — 5 ข้อที่ถามบ่อยจากภาคธุรกิจ

Q6: B2B กับ B2C มีมาตรฐานการพิจารณาข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต่างกันหรือไม่?
A: ต่างกันในทางปฏิบัติ แม้พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 จะบังคับใช้ทั้ง B2C และสัญญาสำเร็จรูป B2B แต่ในกรณี B2C ศาลมักพิจารณาเรื่อง "ความไม่สมดุลของความรู้และอำนาจต่อรอง" เป็นปัจจัยสำคัญ โดยผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองสูงกว่า ส่วน B2B ที่คู่สัญญาเป็นนักธุรกิจที่มีทีมกฎหมายเท่าเทียมกัน ศาลให้น้ำหนักกับเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract) มากกว่า แต่ถ้าเป็น B2B ระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับ SME ที่ไม่มีอำนาจต่อรอง ศาลก็อาจคุ้มครองฝ่าย SME ได้เช่นกัน
Q7: สัญญาแบบ "click-wrap" ที่ต้องกดยืนยันออนไลน์ถือว่าเป็นสัญญาสำเร็จรูปและอาจไม่เป็นธรรมได้หรือไม่?
A: ได้ สัญญา click-wrap หรือ browsewrap ทางออนไลน์เข้าข่ายเป็น "สัญญาสำเร็จรูป" ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 เนื่องจากผู้ใช้งานไม่มีโอกาสต่อรองเงื่อนไข และมักไม่ได้อ่านข้อสัญญาจริง ศาลไทยเริ่มพิจารณาข้อสัญญา online platform มากขึ้น โดยเฉพาะข้อที่ยกเว้นความรับผิดทั้งหมด หรือให้แพลตฟอร์มแก้ไขเงื่อนไขได้ฝ่ายเดียว หากมีข้อพิพาท ศาลจะพิจารณาว่าผู้บริโภคมีโอกาสรับทราบและตัดสินใจอย่างแท้จริงหรือไม่ ร่วมกับพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544
Q8: ถ้าลูกค้าหรือคู่สัญญายอมเซ็นทั้งที่รู้ว่าข้อสัญญาไม่เป็นธรรม ยังมีสิทธิฟ้องให้ศาลแก้ไขได้หรือไม่?
A: ยังมีสิทธิ การยินยอมเซ็นสัญญาไม่ถือเป็นการสละสิทธิตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 เนื่องจากสิทธิตามกฎหมายนี้ไม่สามารถสละล่วงหน้าได้ ศาลจะยังคงมีอำนาจปรับข้อสัญญาให้เหลือเพียงเท่าที่เป็นธรรม หากข้อสัญญานั้นได้เปรียบเกินสมควรในขณะเกิดสัญญา โดยไม่คำนึงว่าผู้เสียเปรียบได้รับรู้ข้อสัญญาแล้วหรือไม่ อย่างไรก็ดี หากพิสูจน์ได้ว่ามีการต่อรองอย่างแท้จริงและเท่าเทียมกัน ศาลอาจให้น้ำหนักกับเจตนาของคู่สัญญามากขึ้น
Q9: ข้อสัญญาค่าปรับที่สูงมาก เช่น 50% ของมูลค่าสัญญา ศาลจะตัดสินอย่างไร?
A: ศาลไทยมีแนวทางชัดเจนในการปรับลดเบี้ยปรับที่สูงเกินสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 โดยพิจารณาจาก (1) ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงหรือที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ณ เวลาทำสัญญา (2) ความสมเหตุสมผลของอัตราเบี้ยปรับเทียบกับมูลค่าสัญญา และ (3) พฤติกรรมของคู่สัญญา อัตราเบี้ยปรับ 50% ของมูลค่าสัญญาสำหรับการผิดนัดครั้งเดียวมักถือว่าสูงเกินสมควร ศาลมีแนวโน้มปรับลดเหลือ 10-20% ในคดีก่อสร้างและสัญญาบริการ ทั้งนี้ ในกรณีสัญญาสำเร็จรูป พ.ร.บ. 2540 ม.4 ยังเพิ่มอำนาจศาลในการปรับแก้ข้อสัญญาให้เหลือเท่าที่เป็นธรรมอีกด้วย [ต้องยืนยันมาตรา ปพพ.383]
Q10: พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มีอายุความในการฟ้องร้องเท่าไหร่?
A: พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ไม่ได้กำหนดอายุความเฉพาะของตนเอง แต่จะใช้อายุความตามลักษณะของสัญญาหลักที่พิพาท เช่น (1) คดีสัญญาทั่วไป — อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 (2) คดีผู้บริโภค — อายุความ 10 ปีเช่นกัน เว้นแต่กฎหมายเฉพาะกำหนดไว้ต่างออกไป (3) หากฟ้องเพิกถอนสัญญาโดยอ้างถูกบังคับหรือสำคัญผิด อายุความอาจสั้นกว่า ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงแต่ละกรณี โดยรวมนับตั้งแต่วันที่รู้ถึงข้อพิพาทหรือวันครบกำหนดชำระหนี้ [ต้องยืนยันมาตรา ปพพ. กับที่ปรึกษากฎหมาย]
← ตอนที่ 9 LAS SHARE 10/10

Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการและให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะราย ผู้อ่านควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ