✓ ตรวจทบทวนข้อกฎหมายล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 · ปรับปรุงเนื้อหาบนเว็บไซต์เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569
ธันย์ธรณ์เทพ แย้มอุทัย, Ph.D. | Legal Advance Solution Co., Ltd. | อัปเดต 13 กันยายน 2569
| กฎหมาย | ประเด็นหลัก |
|---|---|
| ป.พ.พ. มาตรา 861 | นิยามสัญญาประกันภัย |
| ป.พ.พ. มาตรา 863 | ส่วนได้เสีย |
| ป.พ.พ. มาตรา 865 | เปิดเผยข้อความจริง / โมฆียะ |
| ป.พ.พ. มาตรา 882 | กำหนดฟ้องสองปีนับวันวินาศภัย |
| พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 | กำกับบริษัทประกันวินาศภัย |
| พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 | กองทุนเงินทดแทน |
| พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 | ประกันสังคม |
ข้อมูล ณ กันยายน 2569
ไฟไหม้โรงงาน สินค้าเสียหายระหว่างขนส่ง ลูกค้าฟ้องร้อง Cyber Attack — ไม่มีใครรู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ ประกันภัยธุรกิจเป็น "โล่สุดท้าย" ที่ช่วยรับมือกับความเสียหายที่ไม่คาดคิด และเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเครื่องมือหนึ่ง
ในมุมมองของ LAS Risk Methodology ประกันภัยเป็นกลไก "Transfer Risk" — การโอนความเสี่ยงไปให้บริษัทประกันรับแทน เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้แม้เกิดเหตุไม่คาดฝัน
จากการสังเกตในภาคธุรกิจ SME ไทยจำนวนมากยังไม่มีประกันภัยที่ครอบคลุมเพียงพอ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] โดยเฉพาะในประเภทประกันความรับผิดและ D&O ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงที่สำคัญในปัจจุบัน
มาตรา ๘๖๑ อันว่าสัญญาประกันภัยนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังได้ระบุไว้ในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่า เบี้ยประกันภัย
จากมาตรา ๘๖๑ สัญญาประกันภัยมีสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งตกลงใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินเมื่อเกิดวินาศภัยหรือเหตุในอนาคตตามที่ระบุไว้ในสัญญา อีกฝ่ายตกลงส่งเบี้ยประกันภัย เมื่ออ่านกรมธรรม์จึงต้องดูให้ชัดว่าเหตุใดอยู่ในสัญญา และใครเป็นผู้เอาประกันภัย ผู้รับประกันภัย และผู้รับประโยชน์
มาตรา ๘๖๗ อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
ให้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยอันมีเนื้อความต้องตามสัญญานั้นแก่ผู้เอาประกันภัยฉบับหนึ่ง
กรมธรรม์ประกันภัย ต้องลงลายมือชื่อของผู้รับประกันภัย และมีรายการดังต่อไปนี้
(๑) วัตถุที่เอาประกันภัย
(๒) ภัยใดซึ่งผู้รับประกันภัยรับเสี่ยง
(๓) ราคาแห่งมูลประกันภัย ถ้าหากได้กำหนดกันไว้
(๔) จำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัย
(๕) จำนวนเบี้ยประกันภัย และวิธีส่งเบี้ยประกันภัย
(๖) ถ้าหากสัญญาประกันภัยมีกำหนดเวลา ต้องลงเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดไว้ด้วย
(๗) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับประกันภัย
(๘) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้เอาประกันภัย
(๙) ชื่อของผู้รับประโยชน์ ถ้าจะพึงมี
(๑๐) วันทำสัญญาประกันภัย
(๑๑) สถานที่และวันที่ได้ทำกรมธรรม์ประกันภัย
มาตรา ๘๖๗ วรรคหนึ่งเป็นบทหลักฐานแห่งการฟ้อง ไม่ใช่บทแบบที่ทำให้สัญญาไม่เกิดเพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือ วรรคสองเป็นหน้าที่ส่งมอบกรมธรรม์ วรรคสามและอนุมาตรา (๑) ถึง (๑๑) เป็นรายการในกรมธรรม์
มาตรา ๘๖๓ อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด
ขอยกตัวอย่างทางธุรกิจเพื่อให้อ่านมาตรา ๘๖๓ ได้ชัดขึ้น
| กรณี | มีส่วนได้เสียหรือไม่ | เหตุผล |
|---|---|---|
| เจ้าของโรงงานทำประกันอัคคีภัยโรงงาน | มี | ได้รับความเสียหายโดยตรงหากโรงงานไหม้ |
| ผู้ให้กู้ทำประกันทรัพย์ที่จำนอง | มี | ทรัพย์ที่ค้ำประกันเสียหาย ส่งผลต่อการชำระหนี้ |
| บริษัทแม่ทำประกันชีวิตพนักงานบริษัทลูก | มี (ถ้าพนักงานสำคัญ) | การสูญเสียพนักงานสำคัญกระทบธุรกิจ |
| ทำประกันชีวิตคนอื่นโดยไม่มีความสัมพันธ์ | ไม่มี | ไม่อยู่ในเหตุที่ประกันภัยไว้ตามมาตรา ๘๖๓ |
มาตรา ๘๖๕ ถ้าในเวลาทำสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยก็ดี หรือในกรณีประกันชีวิต บุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญา หรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้ ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ
ถ้ามิได้ใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันที่ผู้รับประกันภัยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ก็ดี หรือมิได้ใช้สิทธินั้นภายในกำหนดห้าปีนับแต่วันทำสัญญาก็ดี ท่านว่าสิทธินั้นเป็นอันระงับสิ้นไป
มาตรา ๘๘๒ ในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันวินาศภัย
ในการเรียกให้ใช้หรือให้คืนเบี้ยประกันภัย ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาสองปีนับแต่วันซึ่งสิทธิจะเรียกให้ใช้หรือคืนเบี้ยประกันภัยถึงกำหนด
พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 เป็นกฎหมายหลักที่กำกับดูแลบริษัทประกันวินาศภัยในประเทศไทย โดยมีสาระสำคัญที่ผู้ทำประกันควรรู้ ดังนี้:
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ทำหน้าที่กำกับดูแลบริษัทประกันภัยทุกประเภท มีอำนาจ:
กองทุนประกันวินาศภัยจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 เพื่อคุ้มครองผู้เอาประกันในกรณีที่บริษัทประกันล้มละลายหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต กองทุนจะชำระค่าสินไหมแทนในวงเงินที่กำหนด ซึ่งเป็นหลักประกันเพิ่มเติมให้แก่ผู้เอาประกัน
คปภ. กำหนดรูปแบบกรมธรรม์มาตรฐานสำหรับประกันภัยบางประเภท เช่น ประกันอัคคีภัย ประกันรถยนต์ ประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นการคุ้มครองผู้เอาประกันไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ประกันภัยเชิงพาณิชย์บางประเภท เช่น D&O และ Cyber Insurance อาจมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่า
ประกันทรัพย์สินเป็นประกันภัยพื้นฐานที่ธุรกิจทุกประเภทควรมี ครอบคลุมความเสียหายต่อทรัพย์สินทางกายภาพของธุรกิจ
คุ้มครอง: ไฟไหม้ ฟ้าผ่า ระเบิด อากาศยาน ภัยจากควัน และภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขกรมธรรม์)
เหมาะกับ: ทุกธุรกิจที่มีสถานประกอบการ โรงงาน โกดัง ร้านค้า
สิ่งที่ต้องระวัง: ตรวจสอบว่า "มูลค่าประกัน" (Sum Insured) ครอบคลุมต้นทุนการก่อสร้างใหม่จริง หากประกันต่ำเกินไป (Under-Insurance) บริษัทประกันอาจใช้หลัก "Average Clause" ลดค่าสินไหมตามสัดส่วน
คุ้มครอง: สินค้าเสียหายหรือสูญหายระหว่างขนส่ง (Marine Cargo) หรือในคลังสินค้า (Stock Insurance)
เหมาะกับ: ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย
กรมธรรม์มาตรฐาน: Institute Cargo Clauses A, B, C — โดย Clause A กว้างที่สุด คุ้มครองทุกความเสี่ยงยกเว้นที่ระบุไว้
ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก (Business Interruption Insurance หรือ BI) มักมาพร้อมกับประกันทรัพย์สิน โดยชดเชยรายได้ที่สูญเสียและค่าใช้จ่ายคงที่ในช่วงที่ธุรกิจหยุดดำเนินการจากเหตุที่คุ้มครอง เป็นประกันที่ SME มักมองข้าม แต่มีความสำคัญมากในกรณีภัยพิบัติครั้งใหญ่
ประกันความรับผิดคุ้มครองธุรกิจจากการถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายโดยบุคคลภายนอก ซึ่งในยุคที่ผู้บริโภคมีความตระหนักด้านสิทธิสูงขึ้น ความเสี่ยงนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
คุ้มครอง: ความเสียหายต่อร่างกายหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ รวมถึงค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี
ตัวอย่าง: ลูกค้าสะดุดหกล้มในร้าน สินค้าทำให้ผู้ซื้อบาดเจ็บ ไฟไหม้บ้านข้างเคียงจากการประกอบการ
เหมาะกับ: โรงงาน ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร สวนสนุก สถานบริการทุกประเภท
คุ้มครอง: ความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่บริษัทผลิตหรือจำหน่าย ครอบคลุมค่าสินไหม ค่าทนาย และค่าใช้จ่ายการถอนสินค้าออกจากตลาด (Product Recall)
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารับผิดโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด (Strict Liability) ส่วนผู้ขายจะรับผิดในลักษณะเดียวกันเฉพาะกรณีที่ไม่สามารถระบุตัวผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือผู้นำเข้าได้เท่านั้น (มาตรา 4) ทำให้ความเสี่ยงสูงมาก
คุ้มครอง: ความเสียหายที่เกิดจากความผิดพลาด การละเลย หรือการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพในการให้บริการ
เหมาะกับ: ทนายความ สถาปนิก วิศวกร แพทย์ นักบัญชี ที่ปรึกษา โปรแกรมเมอร์ นักออกแบบ ตัวแทนประกัน
หมายเหตุ: กรมธรรม์มักเป็น "Claims-Made" — คุ้มครองเฉพาะการเรียกร้องที่เกิดขึ้นในช่วงกรมธรรม์มีผลบังคับ ต้องต่ออายุต่อเนื่องไม่ให้ขาดช่วง
Directors and Officers Liability Insurance (D&O) เป็นประกันภัยที่คุ้มครองความรับผิดส่วนตัวของกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูง ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นในยุคที่ผู้ถือหุ้นและหน่วยงานกำกับดูแลเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ
| ความเสี่ยง | ตัวอย่าง | ผู้ที่อาจฟ้อง |
|---|---|---|
| การตัดสินใจทางธุรกิจที่สร้างความเสียหาย | ลงทุนในโครงการที่ล้มเหลว | ผู้ถือหุ้น |
| การละเมิดหน้าที่กรรมการ | ผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่เปิดเผยข้อมูล | ผู้ถือหุ้น คู่แข่ง |
| การละเมิดกฎหมายหลักทรัพย์ | Insider Trading การให้ข้อมูลเท็จ | ก.ล.ต. นักลงทุน |
| การบริหารแรงงานผิดพลาด | เลิกจ้างไม่ถูกต้อง การเลือกปฏิบัติ | พนักงาน |
| การรายงานทางการเงินผิดพลาด | งบการเงินที่มีข้อผิดพลาดสาระสำคัญ | นักลงทุน เจ้าหนี้ |
| การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย Compliance | ละเมิด PDPA ละเมิดสิ่งแวดล้อม | หน่วยงานกำกับดูแล |
กรมธรรม์ D&O มักแบ่งความคุ้มครองเป็น 3 ส่วน:
แม้ D&O จะถูกมองว่าเป็นประกันของบริษัทใหญ่ แต่ในความเป็นจริงบริษัทที่ควรพิจารณาทำ D&O ได้แก่:
Key Person Insurance คุ้มครองธุรกิจจากผลกระทบทางการเงินเมื่อบุคคลสำคัญขององค์กร เช่น CEO ผู้ก่อตั้ง หรือผู้เชี่ยวชาญหลัก เสียชีวิต พิการ หรือไม่สามารถทำงานได้
"บุคคลสำคัญ" หมายถึงบุคคลที่หากขาดไปจะส่งผลกระทบต่อรายได้หรือการดำเนินธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่:
มีหลายวิธีในการคำนวณวงเงินที่เหมาะสม:
| วิธีคำนวณ | สูตร | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|
| Salary Multiple | เงินเดือน × 3-5 ปี | SME ทั่วไป |
| Revenue Contribution | รายได้ที่บุคคลนั้นสร้างได้ × ปีที่คาดว่าจะกระทบ | ธุรกิจที่พึ่งบุคคลหลัก |
| Business Valuation | % ของมูลค่าธุรกิจที่ขึ้นกับบุคคลนั้น | บริษัทที่มีการประเมินมูลค่า |
| Loan Protection | เท่ากับวงเงินกู้ที่ค้ำประกันโดยบุคคลนั้น | กรณีกู้ธนาคาร |
ในยุคที่ธุรกิจพึ่งพาเทคโนโลยีสารสนเทศสูง และ PDPA มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ประกันภัยไซเบอร์กลายเป็นความจำเป็นสำหรับธุรกิจไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ
| ประเภทความเสี่ยง | ตัวอย่าง | ผลกระทบ |
|---|---|---|
| Data Breach | ข้อมูลลูกค้าถูกขโมย | ค่าแจ้งผู้ได้รับผลกระทบ ค่าปรับ PDPA ค่าทนาย |
| Ransomware | ถูกล็อคระบบเรียกค่าไถ่ | ธุรกิจหยุดชะงัก ค่าไถ่ ค่า Forensic |
| Business Email Compromise | ถูกหลอกโอนเงิน | เงินสูญ อาจเรียกคืนได้บางส่วน |
| System Failure | ระบบล่มจากการโจมตี DDoS | รายได้ที่สูญเสีย ค่าซ่อมแซม |
| Third-Party Liability | ระบบที่ธุรกิจดูแลถูกแฮ็กทำให้ลูกค้าเสียหาย | ถูกฟ้องร้องโดยลูกค้า |
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37 (4) กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานโดยไม่ชักช้าภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้ และหากมีความเสี่ยงสูงให้แจ้งเจ้าของข้อมูลพร้อมแนวทางเยียวยาโดยไม่ชักช้าด้วย โทษปรับทางปกครองสูงสุดขึ้นกับฐาน เช่น มาตรา 83 ไม่เกินสามล้านบาท มาตรา 84 ไม่เกินห้าล้านบาท (ข้อมูลตามมาตรา 26) Cyber Insurance ที่ดีควรครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตาม PDPA ด้วย
นอกจากประกันที่เลือกทำเองเพื่อบริหารความเสี่ยง ยังมีประกันภัยที่กฎหมายบังคับให้ต้องมี ดังนี้:
| ประเภทประกัน | กฎหมายที่บังคับ | ผู้ที่ต้องทำ | โทษหากไม่มี |
|---|---|---|---|
| ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) | พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 | เจ้าของรถทุกคัน | ปรับไม่เกิน 10,000 บาท |
| ประกันแรงงาน (กองทุนเงินทดแทน) | พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 | นายจ้างทุกราย (ลูกจ้าง 1 คนขึ้นไป) | ปรับ + ต้องจ่ายเงินสมทบย้อนหลัง |
| ประกันสังคม | พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 | นายจ้างทุกราย (ลูกจ้าง 1 คนขึ้นไป) | ปรับ + ต้องจ่ายเงินสมทบย้อนหลัง + ดอกเบี้ย |
| ประกันภัยสำหรับโรงงาน | พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 + กฎกระทรวง | โรงงานบางประเภท (ขึ้นกับกฎกระทรวง) | ไม่ได้รับใบอนุญาต / ถูกสั่งปิด |
| ประกันภัยสำหรับสถานบริการ | พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 | สถานบริการที่ได้รับใบอนุญาต | เงื่อนไขในใบอนุญาต |
| ประกันวิชาชีพบางประเภท | กฎหมายเฉพาะสาขาวิชาชีพ | ผู้ประกอบวิชาชีพที่กำหนด | ไม่ได้รับใบประกอบวิชาชีพ |
การรู้วิธีเคลมประกันที่ถูกต้องมีความสำคัญพอ ๆ กับการมีประกัน เพราะข้อผิดพลาดในขั้นตอนนี้อาจทำให้สูญเสียสิทธิได้
หากไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณา ผู้เอาประกันมีทางเลือกดังนี้:
| ระดับความเสี่ยง | ลักษณะธุรกิจ | ประกันที่ควรมีขั้นต่ำ |
|---|---|---|
| HIGH — สูง | โรงงาน, รับเหมาก่อสร้าง, โรงพยาบาล, สายการบิน, ขนส่งสินค้า, เทคโนโลยีที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก | Property + Liability + Product Liability + D&O + PI + Cyber + Key Person + BI |
| MEDIUM — กลาง | ร้านค้า, ร้านอาหาร, นำเข้า-ส่งออก, บริการวิชาชีพ, Start-up ที่ได้รับทุน | Property + Liability + PI (ถ้าให้บริการวิชาชีพ) + D&O (ถ้ามีนักลงทุน) + Cyber (ถ้าเก็บข้อมูลลูกค้า) |
| LOW — ต่ำ | ธุรกิจ B2C ขนาดเล็ก, Freelance, บริการออนไลน์ที่ไม่เก็บข้อมูลสำคัญ | พ.ร.บ. รถยนต์ + ประกันทรัพย์สินพื้นฐาน |
มาตรา ๘๗๐ ถ้าได้ทำสัญญาประกันภัยเป็นสองรายหรือกว่านั้นพร้อมกันเพื่อความวินาศภัยอันเดียวกัน และจำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัยรวมกันทั้งหมดนั้นท่วมจำนวนที่วินาศจริงไซร้ ท่านว่าผู้รับประโยชน์ชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพียงเสมอจำนวนวินาศจริงเท่านั้น ผู้รับประกันภัยแต่ละคนต้องใช้เงินจำนวนวินาศจริงแบ่งตามส่วนมากน้อยที่ตนได้รับประกันภัยไว้
อันสัญญาประกันภัยทั้งหลาย ถ้าลงวันเดียวกัน ท่านให้ถือว่าได้ทำพร้อมกัน
ถ้าได้ทำสัญญาประกันภัยเป็นสองรายหรือกว่านั้นสืบเนื่องเป็นลำดับกัน ท่านว่าผู้รับประกันภัยคนแรกจะต้องรับผิดเพื่อความวินาศภัยก่อน ถ้าและจำนวนเงินซึ่งผู้รับประกันภัยคนแรกได้ใช้นั้นยังไม่คุ้มจำนวนวินาศภัยไซร้ ผู้รับประกันภัยคนถัดไปก็ต้องรับผิดในส่วนที่ยังขาดอยู่นั้นต่อ ๆ กันไปจนกว่าจะคุ้มวินาศ
มาตรา ๘๗๙ ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดในเมื่อความวินาศภัยหรือเหตุอื่นซึ่งได้ระบุไว้ในสัญญานั้นได้เกิดขึ้นเพราะความทุจริต หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์
ผู้รับประกันภัยไมต้องรับผิดในความวินาศภัยอันเป็นผลโดยตรงมาแต่ความไม่สมประกอบในเนื้อแห่งวัตถุที่เอาประกันภัย เว้นแต่จะได้ตกลงกันเป็นอย่างอื่น
เมื่อมีหลายกรมธรรม์ในวินาศภัยเดียวกัน ให้อ่านมาตรา ๘๗๐ เป็นหลัก หากวินาศภัยเกิดจากความทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ให้อ่านมาตรา ๘๗๙ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับประกันซ้ำ
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการและให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมายหรือคำแนะนำด้านการประกันภัยเฉพาะราย ผู้อ่านควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายและนายหน้าประกันภัยที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ / This article is for general information purposes only and does not constitute legal or insurance advice. Readers should consult qualified legal counsel and licensed insurance professionals before taking any action.