- หลักความรับผิดตลอดวงจรชีวิตของเสีย (Cradle-to-Grave Liability): ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อให้เกิดแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง (มาตรา 428) การเลือกผู้รับจ้างที่มีใบอนุญาตถูกต้องและการใช้สิทธิตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นทั้งเครื่องมือลดความเสี่ยงและพยานหลักฐานของผู้ว่าจ้าง ส่วนผู้ก่อกำเนิดของเสีย (Waste Generator) อาจยังมีหน้าที่ตามกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 8 (5) ว่าด้วยมาตรฐานและวิธีการควบคุมการปล่อยของเสีย ซึ่งผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 45 ส่วนหน้าที่และความรับผิดที่อาจมีไปจนกว่าของเสียจะได้รับการบำบัดหรือกำจัดเสร็จสิ้นเป็นเรื่องตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ซึ่งต้องตรวจขอบเขตจากตัวบทฉบับทางการ
- การขออนุญาตนำสิ่งปฏิกูลออกนอกบริเวณโรงงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (DIW Manifest System): ตามกฎหมายและประกาศของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้บังคับ [ต้องยืนยันมาตรา] การนำสิ่งปฏิกูลออกนอกบริเวณโรงงานอาจต้องยื่นขออนุญาตล่วงหน้า (แบบ กอ.๑/สก.๒) กำกับรหัสของเสีย (Waste Code) และใช้ใบกำกับการขนส่ง (Manifest) ที่มีการลงนามรับมอบ 3 ฝ่าย (ต้นทาง ขนส่ง ปลายทาง) ทั้งนี้ ชื่อแบบ ผู้มีหน้าที่ยื่น และขั้นตอนลงนามสามฝ่ายต้องตรวจจากตัวบทฉบับทางการ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
- ความรับผิดตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle): เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษอาจต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหาย รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ทางราชการต้องรับภาระจ่ายจริงในการขจัดมลพิษ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 ซึ่งต้องตรวจจากตัวบทฉบับทางการว่าผู้ก่อกำเนิดของเสียที่ส่งมอบกากแก่ผู้รับจ้างที่มีใบอนุญาตเป็นผู้ต้องรับผิดตามตัวบทหรือไม่ และมีข้อยกเว้นใดบ้าง เพื่อรองรับกรณีลักลอบทิ้งกากสารเคมีหรือสารพิษรั่วไหลสู่แหล่งน้ำสาธารณะ สัญญาจึงควรมีข้อกำหนดสิทธิตรวจสอบผู้รับกำจัด (Waste Processor Audit Rights) และการชดใช้ความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Indemnity) ที่เขียนขอบเขตไว้ชัดเจน
สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง
- เหตุการณ์: โรงงานอุตสาหกรรม ว่าจ้างบริษัทรับกำจัดของเสียภายนอกให้ขนย้ายกากสารเคมีอันตรายไปบำบัด แต่ผู้รับจ้างกลับนำกากของเสียไปลักลอบเททิ้งในพื้นที่รกร้าง ส่งผลให้สารเคมีรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะและชั้นน้ำใต้ดิน
- ความเข้าใจผิด: ผู้ก่อกำเนิดของเสียเข้าใจว่า เมื่อทำสัญญาจ้าง ชำระเงิน และส่งมอบกากของเสียให้ผู้รับจ้างขนออกนอกโรงงานไปแล้ว ความรับผิดชอบทางกฎหมายทั้งหมดจะตกเป็นของผู้รับจ้างทันที
- จุดพลิก: ผู้ก่อกำเนิดของเสียอาจยังต้องรับผิดได้สองทาง ทางแรก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อผู้ก่อกำเนิดเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง (มาตรา 428) หรือได้กระทำละเมิดเองตามมาตรา 420 ทางที่สอง ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 8 และมาตรา 45 ประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] และพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 ซึ่งอาจกำหนดหน้าที่และความรับผิดเพื่อค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในการขจัดมลพิษไว้เป็นการเฉพาะ
- สิ่งที่ได้จากบทความ: แนวทางการจัดทำสัญญาจ้างบริการรับกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรมที่กุมความเสี่ยงได้จริง การใช้ Checklist 10 จุดตรวจ การกำหนดสิทธิเข้าตรวจโรงงานปลายทาง (Waste Processor Audit) การตรวจสอบระบบ Manifest และการกำหนดข้อสัญญา Environmental Strict Indemnity
ภูมิทัศน์กฎหมายการจัดการกากอุตสาหกรรมและมลพิษสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย (พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535)
การจัดการกากของเสียอุตสาหกรรมในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายหลักสองฉบับ คือ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งเน้นการควบคุมแหล่งกำเนิดและการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว และพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งเน้นการเยียวยาความเสียหายและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม [ต้องยืนยันมาตรา] ทั้งนี้ สำหรับกากที่เป็นสารเคมีอันตราย อาจต้องพิจารณาพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ประกอบด้วย และเนื้อหาของกฎหมายแต่ละฉบับต้องตรวจจากตัวบทฉบับทางการ
นอกจากนี้ มีประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่กำกับดูแลการขนส่ง การบำบัด และการกำจัดกากอุตสาหกรรม ซึ่งอาจกำหนดหน้าที่และความรับผิดของผู้ก่อกำเนิดของเสีย (Waste Generator) ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงการกำจัดเสร็จสิ้น [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ผู้ก่อกำเนิดของเสียจึงอาจมีหน้าที่และความรับผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 8 และมาตรา 45 และประกาศดังกล่าว ซึ่งต้องตรวจเนื้อหาจากตัวบทฉบับทางการ ทั้งนี้ ความรับผิดทางปกครองหรือทางอาญาตามกฎหมายเฉพาะต่างจากความรับผิดทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
หากผู้ก่อกำเนิดของเสียมีระบบบำบัดน้ำเสียหรือระบบรีไซเคิลน้ำเป็นของตนเอง และว่าจ้างผู้รับจ้างให้เดินและบำรุงรักษาระบบดังกล่าว รวมทั้งระบบที่ไม่ปล่อยของเหลวออกนอกโรงงาน (Zero Liquid Discharge: ZLD) และจัดการกากตะกอนที่เกิดจากระบบนั้น สัญญาดังกล่าวมีประเด็นเฉพาะที่แตกต่างจากสัญญาจ้างกำจัดกากของเสียซึ่งบทความนี้วิเคราะห์ ได้แก่ มาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้ง อัตราการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ใบอนุญาตของผู้ควบคุมหรือผู้รับจ้างให้บริการบำบัดน้ำเสีย และเพดานความรับผิดของผู้รับจ้างเดินระบบ ประเด็นเหล่านี้อธิบายไว้ในบทความเรื่อง Checklist 10 จุดตรวจสัญญาจ้างเดินระบบบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรมและการรีไซเคิลน้ำ (Wastewater Treatment & ZLD Operations Agreement) ส่วนกากตะกอนที่ส่งออกไปบำบัดหรือกำจัดนอกโรงงานยังอยู่ภายใต้หลักที่บทความนี้อธิบาย
หากผู้ก่อกำเนิดของเสียทำสัญญาจ้างขนส่งและรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุใช้งาน สัญญาดังกล่าวมีประเด็นเฉพาะที่แตกต่างจากสัญญาจ้างกำจัดกากของเสียทั่วไปซึ่งบทความนี้วิเคราะห์ ได้แก่ ความเสี่ยงเพลิงไหม้จากปฏิกิริยาความร้อนลูกโซ่ (Thermal Runaway) การสกัดโลหะมีค่าจากผงแบตเตอรี่ (Black Mass) การจัดการกากส่วนที่เหลือจากการสกัด และการขนส่งแบตเตอรี่ทางถนน ประเด็นเหล่านี้อธิบายไว้ในบทความเรื่อง Checklist 10 จุดตรวจสัญญาบริการกำจัดของเสียอันตรายและรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV Battery Recycling & Hazardous Waste Management Agreement) ส่วนหน้าที่ขออนุญาตนำสิ่งปฏิกูลออกนอกโรงงาน ประเภทโรงงานของผู้รับกำจัด และความรับผิดตามหลักที่บทความนี้อธิบายยังเป็นกรอบเดียวกันสำหรับสัญญาดังกล่าว
ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences
หากเกิดกรณีการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายหรือการบำบัดไม่ได้มาตรฐาน ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ก่อกำเนิดของเสียอาจต้องเผชิญกับผลกระทบเชิงธุรกิจร้ายแรง 3 ประการ:
- การถูกสั่งหยุดกิจการและสั่งปิดโรงงาน: พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 37 และมาตรา 39 ให้อำนาจเจ้าพนักงานตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดในการสั่งให้แก้ไข หยุดประกอบกิจการ หรือดำเนินการกับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ซึ่งต้องตรวจเงื่อนไขจากตัวบทฉบับทางการ
- ภาระหนี้สินทางแพ่งและค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมมูลค่าสูง: หากต้องรับผิดตามที่กล่าวไว้ ศาลอาจสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูธรรมชาติ ดิน และชั้นน้ำใต้ดิน ซึ่งอาจมีมูลค่าสูง
- ความรับผิดทางอาญาของกรรมการผู้มีอำนาจ: พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 63 กำหนดว่า ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือบุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการแต่ละเว้นจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลกระทำความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย ความรับผิดทางอาญาของกรรมการจึงขึ้นอยู่กับความผิดที่นิติบุคคลกระทำ เช่น การประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต (มาตรา 50) การประกอบกิจการโรงงานระหว่างมีคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการหรือภายหลังมีคำสั่งให้ปิดโรงงาน (มาตรา 55) และการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง (มาตรา 57) ซึ่งล้วนมีโทษจำคุก
กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework
| Claim ID | ฐานกฎหมาย (Legal Basis) | สาระสำคัญทางกฎหมาย (Legal Principle) | ข้อพิจารณาในสัญญา (Contractual Provision) |
|---|---|---|---|
| C-CC-28-01 | พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 8 และมาตรา 39 | อำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานและวิธีการควบคุมการปล่อยของเสียและมลพิษจากการประกอบกิจการโรงงาน และอำนาจสั่งหยุดประกอบกิจการโรงงาน (พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 8 และมาตรา 39) | กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานประเภทลำดับที่ 101, 105 หรือ 106 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ที่ถูกต้อง |
| C-CC-28-02 | ประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] | ผู้ก่อกำเนิดของเสียอาจมีหน้าที่และความรับผิดจนกว่าจะกำจัดเสร็จ ซึ่งต้องตรวจเนื้อหาจากตัวบทฉบับทางการ [ต้องยืนยันมาตรา] | ข้อกำหนดสิทธิเข้าตรวจโรงงานบำบัด (Audit Rights) และใบรับรองการกำจัด (Certificate of Disposal) |
| C-CC-28-03 | พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 | เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษอาจต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหาย รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ทางราชการต้องรับภาระจ่ายจริงในการขจัดมลพิษ ตามหลัก Polluter Pays Principle (พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96) | ข้อสัญญา Environmental Strict Indemnity ให้ผู้รับจ้างชดใช้ค่าเสียหายและค่าฟื้นฟูตามขอบเขตที่ตกลงกัน |
| C-CC-28-04 | ป.พ.พ. มาตรา 220 มาตรา 368 และมาตรา 373 | สัญญาต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย (มาตรา 368) และความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเป็นข้อความยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนเองเป็นโมฆะ (มาตรา 373) แต่ไม่ใช้กับความผิดของบุคคลที่ลูกหนี้ใช้ในการชำระหนี้ (มาตรา 220) | ไม่ควรกำหนดข้อตกลงล่วงหน้ายกเว้นความรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้รับจ้างเอง เพราะข้อตกลงเช่นนั้นเป็นโมฆะตามมาตรา 373 |
| C-CC-28-05 | ป.พ.พ. มาตรา 420 มาตรา 428 และมาตรา 432 | ความรับผิดทางละเมิดจากการทำความเสียหายแก่บุคคลอื่น | ข้อกำหนดการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีการรั่วไหลหรืออุบัติเหตุระหว่างการขนส่ง |
แถวที่อ้างพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] เป็นการสรุปความที่ยังต้องตรวจกับตัวบทฉบับทางการ [ต้องยืนยันมาตรา]
เจาะลึกวงจร Cradle-to-Grave: ความรับผิดของผู้ว่าจ้างทำของและหน้าที่ของผู้ก่อกำเนิดของเสียตามกฎหมายเฉพาะ
หลักการ Cradle-to-Grave Liability เป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ ภายใต้หลักการนี้ ภาระหน้าที่และความรับผิดของผู้ก่อกำเนิดของเสียอาจไม่สิ้นสุดลงเพียงแค่การมอบกากของเสียให้แก่ผู้รับขนส่ง หรือการชำระเงินค่าบริการตามสัญญาจ้าง
ผู้ก่อกำเนิดของเสียอาจมีหน้าที่ตามกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 8 (5) ว่าด้วยมาตรฐานและวิธีการควบคุมการปล่อยของเสีย ซึ่งผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 45 ทั้งยังอาจมีหน้าที่และความรับผิดตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ร่วมกับผู้รับบริการกำจัดกากของเสียจนกว่ากากของเสียดังกล่าวจะได้รับการบำบัดหรือกำจัดเสร็จสิ้น ซึ่งต้องตรวจเนื้อหาจากตัวบทฉบับทางการ ข้อสัญญาทางแพ่งที่ระบุให้ผู้รับจ้างรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวจึงมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญา (Inter Partes) และอาจไม่สามารถนำมาใช้อ้างเพื่อหลีกเลี่ยงหน้าที่หรือความรับผิดต่อรัฐหรือบุคคลภายนอกตามกฎหมายเฉพาะได้ ทั้งนี้ ความรับผิดของผู้ว่าจ้างทำของต่อบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ยังเป็นไปตามมาตรา 428 คือรับผิดเมื่อเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง ส่วนความรับผิดตามกฎหมายเฉพาะต้องตรวจจากตัวบทฉบับทางการ [ต้องยืนยันมาตรา]
ระบบ Manifest รหัสของเสีย และประเภทโรงงานของผู้รับกำจัด Manifest System, Waste Codes and Waste Processor Factory Categories
การเคลื่อนย้ายกากของเสียอุตสาหกรรมอาจต้องดำเนินการผ่านระบบกำกับดูแลการขนส่งของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (DIW Manifest System) ตามกฎหมายและประกาศของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้บังคับ [ต้องยืนยันมาตรา] ซึ่งมีขั้นตอนสำคัญดังนี้ (ชื่อแบบ ผู้มีหน้าที่ยื่น และขั้นตอนลงนามสามฝ่ายต้องตรวจจากตัวบทฉบับทางการ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]):
- การขออนุมัตินำสิ่งปฏิกูลออกนอกโรงงาน: ต้องยื่นแบบ กอ.๑/สก.๒ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ล่วงหน้าก่อนการขนย้าย
- การจำแนกรหัสของเสีย (Waste Classification): ต้องระบุประเภท รหัส และลักษณะทางกายภาพและทางเคมีของกากของเสียในเอกสารแนบสัญญาและใบกำกับการขนส่ง ตามระบบรหัสของเสียที่หน่วยงานกำหนด [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ระบบรหัสของเสียตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับที่ใช้บังคับ] รหัสของเสียเป็นคนละเรื่องกับเลขลำดับประเภทโรงงานในข้อถัดไป
- ประเภทโรงงานของผู้รับกำจัด: ผู้รับจ้างต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานตามประเภทหรือชนิดของโรงงานที่กำหนดภายใต้พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 7 และมาตรา 12 ซึ่งบทความนี้ยกตัวอย่างโรงงานลำดับที่ 101 (ปรับคุณภาพของเสียรวม) ลำดับที่ 105 (คัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว) และลำดับที่ 106 (นำผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่) [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: คำอธิบายลำดับที่ตามกฎหมายลำดับรองฉบับทางการ] ผู้ว่าจ้างต้องตรวจว่าประเภทใบอนุญาตของผู้รับจ้างตรงกับวิธีบำบัดหรือกำจัดกากแต่ละรหัส
- ใบกำกับการขนส่ง (Manifest Form): ต้องมีการลงนามรับมอบและยืนยันสถานะ 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้ก่อกำเนิด (Generator), ผู้ขนส่ง (Transporter), และผู้รับกำจัดปลายทาง (Processor) [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
สิทธิการตรวจสอบโรงงานบำบัดปลายทาง Waste Facility Audit & GPS Truck Tracking
เนื่องจากผู้ก่อกำเนิดของเสียอาจต้องรับผิดเมื่อเป็นผู้ผิดในการเลือกหาผู้รับจ้างหรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ (ป.พ.พ. มาตรา 428) และอาจมีหน้าที่ตามกฎหมายเฉพาะจนกว่าการกำจัดจะเสร็จสิ้น [ต้องยืนยันมาตรา] สัญญาจ้างบริการจึงต้องกำหนดกลไกการควบคุมและตรวจสอบ (Audit Protocols) ดังนี้:
- สิทธิในการเข้าตรวจโรงงาน (Audit Rights): ผู้ว่าจ้างมีสิทธิเข้าตรวจสอบอาคาร เครื่องจักร และกระบวนการบำบัดของผู้รับจ้างทั้งก่อนและระหว่างอายุสัญญา ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 592 เป็นฐานของสิทธิตรวจตราการงานได้ตลอดเวลาที่ผู้รับจ้างทำอยู่ ส่วนสิทธิตรวจสอบก่อนทำสัญญา และการเข้าตรวจ ณ โรงงานปลายทางของบุคคลอื่น ต้องเขียนไว้ในสัญญา
- ระบบติดตามการขนส่งด้วย GPS: ยานพาหนะที่ใช้ขนส่งกากของเสียอันตรายอาจต้องติดตั้งระบบ GPS ที่เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมตามกฎหมายหรือประกาศของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้บังคับ [ต้องยืนยันมาตรา] และผู้ว่าจ้างอาจกำหนดเป็นข้อสัญญา เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางและป้องกันการแวะลักลอบเททิ้ง [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
- การออกเอกสารยืนยันการกำจัด (Certificate of Disposal): ผู้รับจ้างต้องออกใบรับรองการกำจัดเสร็จสิ้นให้แก่ผู้ว่าจ้างภายในระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา (เช่น 30 วันนับแต่วันรับมอบ ซึ่งเป็นตัวอย่างเชิงพาณิชย์ มิใช่ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด)
LAS Practice Note: การออกแบบข้อสัญญา Environmental Strict Indemnity และการบังคับทำประกันภัยมลพิษ Environmental Impairment Liability: EIL Insurance
ในการยกร่างสัญญาจ้าง ฝ่ายกฎหมายต้องออกแบบข้อกำหนดชดใช้ความเสียหาย (Indemnification Clause) ให้มีความรัดกุมเป็นพิเศษ:
- Environmental Strict Indemnity: กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องชดใช้ค่าเสียหาย ค่าปรับทางปกครองที่ผู้ว่าจ้างต้องชำระแก่รัฐ (แยกออกจากโทษปรับทางอาญา) ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี และค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทั้งหมดที่ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายให้แก่รัฐหรือบุคคลภายนอก โดยไม่มีการจำกัดความรับผิด (No Limitation of Liability)
- การบังคับทำประกันภัยมลพิษ (EIL Insurance): กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อมลพิษสิ่งแวดล้อม (Environmental Impairment Liability Insurance) โดยระบุชื่อผู้ว่าจ้างเป็นผู้รับประโยชน์ร่วม และต้องมีวงเงินคุ้มครองที่เพียงพอต่อความเสี่ยง ทั้งนี้ ในกรณีประกันภัยค้ำจุน ผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยโดยตรง แต่ไม่เกินจำนวนที่ผู้รับประกันภัยจะพึงต้องใช้ตามสัญญา วงเงินของกรมธรรม์จึงเป็นเพดานของสิทธิเรียกร้องต่อผู้รับประกันภัย (ป.พ.พ. มาตรา 887)
ข้อสัญญาชดใช้ความเสียหายแบบไม่จำกัดวงเงินใช้บังคับได้ตามที่ตกลง แต่หากเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่ผู้ว่าจ้างกำหนดฝ่ายเดียว อาจมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ซึ่งยกข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นตัวอย่างของข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง จึงควรกำหนดขอบเขตให้ครอบคลุมเฉพาะความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของผู้รับจ้างและผู้ที่ผู้รับจ้างใช้ ไม่รวมความเสียหายที่เกิดจากความผิดของผู้ว่าจ้างเองในการสั่งงานหรือเลือกหาผู้รับจ้าง และควรให้ผู้รับจ้างทำประกันภัยไว้เพื่อให้การชดใช้มีหลักประกัน
ข้อต่อสู้ของผู้รับจ้างกำจัดกากของเสียกับโรงงานผู้ว่าจ้าง Devil's Advocate
- ข้ออ้างของผู้รับจ้าง: มักอ้างว่ากากของเสียที่ได้รับมอบมีส่วนประกอบ สารเคมี หรือค่าความเข้มข้นไม่ตรงตามที่ระบุในแบบแจ้ง (Misrepresentation of Waste Composition) ทำให้กระบวนการบำบัดเกิดความผิดพลาด หรือเกิดอุบัติเหตุการระเบิดหรือการรั่วไหล
- ข้อป้องกันของผู้ว่าจ้าง: ผู้ว่าจ้างต้องสุ่มตรวจวิเคราะห์ค่าความเข้มข้นของสารเคมี (Waste Characterization/Sampling Test) ร่วมกับผู้รับจ้างก่อนการส่งมอบทุกครั้ง และจัดทำรายงานการตรวจวัดไว้เป็นหลักฐานแนบท้ายใบ Manifest
ในส่วนที่สัญญาเป็นการรับขนของ หากของเป็นสภาพอันจะก่อให้เกิดอันตรายได้ ผู้ส่งต้องแสดงสภาพแห่งของนั้นไว้ก่อนทำสัญญา มิฉะนั้นผู้ส่งต้องรับผิดในความเสียหายใด ๆ อันเกิดแต่ของนั้น (ป.พ.พ. มาตรา 619) ผู้ก่อกำเนิดของเสียจึงต้องแจ้งองค์ประกอบและอันตรายของกากให้ถูกต้องครบถ้วนในแบบแจ้งและเอกสารแนบสัญญา และเก็บรายงานการตรวจวัดไว้เป็นหลักฐาน
ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example
สถานการณ์: โรงงานชุบโลหะแห่งหนึ่ง จ้างบริษัทขนส่งกากสารเคมีไปบำบัดที่โรงงานประเภทลำดับที่ 101 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] แต่บริษัทผู้รับจ้างกลับนำกากกรดและสารโลหะหนักไปเททิ้งในที่ดินรกร้าง ทำให้เกิดการรั่วไหลลงแม่น้ำสาธารณะ กรมควบคุมมลพิษและชาวบ้านในพื้นที่จึงฟ้องร้องเรียกร้องค่าเสียหายและค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจำนวน 50 ล้านบาท
Walkthrough การวิเคราะห์และการบังคับใช้สัญญา:
- การตรวจสอบความรับผิด: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โรงงานชุบโลหะซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างทำของต้องรับผิดต่อชาวบ้านเพื่อการลักลอบทิ้งของผู้รับจ้างต่อเมื่อเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง (มาตรา 428) ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เช่น ว่าจ้างโดยไม่ตรวจใบอนุญาตและประวัติของผู้รับจ้าง ส่วนความรับผิดต่อรัฐและชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 และประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ต้องตรวจจากตัวบทฉบับทางการว่าผู้ก่อกำเนิดที่ส่งมอบกากแก่ผู้รับจ้างเป็นผู้ต้องรับผิดหรือไม่ และมีข้อยกเว้นใดบ้าง
- การบังคับตามข้อสัญญา: หากโรงงานชุบโลหะมีการทำสัญญาจ้างที่ระบุข้อความ Environmental Strict Indemnity และกำหนดให้ผู้รับจ้างต้องทำประกันภัย EIL Insurance ในกรณีที่โรงงานชุบโลหะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่บุคคลภายนอก โรงงานเรียกให้ผู้รับจ้างชดใช้คืนได้ตามข้อสัญญา Environmental Strict Indemnity ทั้งนี้ ในกรณีที่โรงงานกับผู้รับจ้างต้องรับผิดร่วมกันต่อบุคคลภายนอก ในระหว่างกันเองต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น (ป.พ.พ. มาตรา 296) หรือโดยพฤติการณ์ศาลจะวินิจฉัยเป็นประการอื่น (มาตรา 432) การเรียกคืนเต็มจำนวนจึงต้องอาศัยข้อสัญญาชดใช้ความเสียหาย ส่วนบริษัทประกันภัย หากโรงงานเป็นผู้ต้องเสียหายหรือผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยค้ำจุนที่ผู้รับจ้างทำไว้ โรงงานเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยได้โดยตรงตามเงื่อนไขของกรมธรรม์และไม่เกินวงเงินตามกรมธรรม์ (มาตรา 887)
Checklist 10 จุดตรวจสัญญาจ้างกำจัดและบำบัดกากของเสียอุตสาหกรรม
- ตรวจสอบใบอนุญาตของผู้รับจ้าง: ตรวจสอบว่าผู้รับจ้างมีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ประเภทโรงงานลำดับที่ 101, 105 หรือ 106 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ซึ่งเป็นประเภทโรงงานของผู้รับจ้าง มิใช่รหัสของเสีย) และใบอนุญาตขนส่งที่ยังไม่หมดอายุ
- การระบุประเภทและรหัสของเสีย (Waste Code): ระบุประเภท รหัส และลักษณะทางกายภาพ/สารเคมีของกากของเสียในเอกสารแนบท้ายสัญญาอย่างถูกต้อง
- หน้าที่ในการขออนุมัติระบบ Manifest: ตรวจให้ชัดว่าใครมีหน้าที่ตามกฎหมายต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม [ต้องยืนยันมาตรา] และแยกออกจากการมอบหมายงานธุรการตามสัญญา เช่น กำหนดให้ผู้รับจ้างและผู้ขนส่งเป็นผู้รับทำงานธุรการตามระบบ DIW Manifest (แบบ กอ.๑/สก.๒ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเคร่งครัด
- ข้อกำหนดการติดระบบ GPS และติดตามยานพาหนะ: ระบุว่ายานพาหนะทุกคันที่ใช้ขนส่งต้องติดตั้ง GPS และอนุญาตให้ผู้ว่าจ้างตรวจสอบเส้นทางได้ตลอดเวลา และตรวจว่ากฎหมายหรือประกาศของกรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดเรื่อง GPS ไว้หรือไม่ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
- สิทธิการเข้าตรวจโรงงาน (Audit Rights): กำหนดสิทธิให้ผู้ว่าจ้างเข้าตรวจสภาวะแวดล้อมและขั้นตอนการบำบัด ณ โรงงานปลายทางได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ทั้งนี้ ป.พ.พ. มาตรา 592 เป็นฐานของสิทธิตรวจตราการงานระหว่างทำ ส่วนสิทธิเข้าตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้าและการเข้าตรวจ ณ โรงงานปลายทางของบุคคลอื่นต้องเขียนไว้ในสัญญา
- เงื่อนไขการส่งมอบ Certificate of Disposal: กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องส่งมอบใบรับรองการกำจัดเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กำหนดก่อนการชำระเงินงวดสุดท้าย ซึ่งมีฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 602 ที่สินจ้างพึงใช้เมื่อรับมอบการที่ทำ และมาตรา 599 ที่ผู้ว่าจ้างชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างไว้ได้เมื่อส่งมอบเนิ่นช้าหรือส่งมอบการที่ทำชำรุดบกพร่อง เว้นแต่ผู้รับจ้างจะให้ประกันตามสมควร ส่วนระยะเวลาส่งมอบใบรับรอง เช่น 30 วัน เป็นตัวอย่างเชิงพาณิชย์
- ข้อตกลง Environmental Strict Indemnity: กำหนดความรับผิดของผู้รับจ้างในการชดใช้ค่าเสียหาย ค่าฟื้นฟู และค่าปรับทางปกครองที่ผู้ว่าจ้างต้องชำระแก่รัฐกรณีเกิดการรั่วไหลหรือลักลอบทิ้ง โดยเขียนขอบเขตให้ครอบคลุมเฉพาะความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของผู้รับจ้างและผู้ที่ผู้รับจ้างใช้ ไม่รวมความเสียหายที่เกิดจากความผิดของผู้ว่าจ้างเองในการสั่งงานหรือเลือกหาผู้รับจ้าง (ดูหมายเหตุในหัวข้อ 7)
- การบังคับทำประกันภัย EIL Insurance: กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องทำประกันภัยความรับผิดต่อมลพิษสิ่งแวดล้อมตามวงเงินที่ตกลงกันตลอดอายุสัญญา โดยกำหนดวงเงินให้เพียงพอ เพราะวงเงินของกรมธรรม์เป็นเพดานของสิทธิเรียกร้องต่อผู้รับประกันภัยตามมาตรา 887
- ข้อห้ามการจ้างช่วง (No Subcontracting): ห้ามผู้รับจ้างโอนงานหรือจ้างช่วงแก่บุคคลภายนอก เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ว่าจ้าง โดยหลักผู้รับจ้างจ้างช่วงได้ตามมาตรา 607 จึงต้องห้ามไว้ในสัญญาอย่างชัดแจ้ง และผู้รับจ้างยังต้องรับผิดต่อความประพฤติและความผิดของผู้รับจ้างช่วง
- การจัดทำแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน (Emergency Response Plan): กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องมีแผนรับมือเหตุสารเคมีรั่วไหลระหว่างการขนส่งและการบำบัดพร้อมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรฐาน
คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions
อ้างอิง — References
- พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 12 มาตรา 37 มาตรา 39 มาตรา 45 มาตรา 50 มาตรา 55 มาตรา 57 และมาตรา 63 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
- พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96
- ประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
- พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 4
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 220 มาตรา 296 มาตรา 368 มาตรา 373 มาตรา 420 มาตรา 428 มาตรา 432 มาตรา 592 มาตรา 599 มาตรา 602 มาตรา 607 มาตรา 619 และมาตรา 887)
- พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา — ระบบสืบค้นกฎหมาย (OCS)