คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR
  1. หลักความรับผิดตลอดวงจรชีวิตของเสีย (Cradle-to-Grave Liability): ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อให้เกิดแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง (มาตรา 428) การเลือกผู้รับจ้างที่มีใบอนุญาตถูกต้องและการใช้สิทธิตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นทั้งเครื่องมือลดความเสี่ยงและพยานหลักฐานของผู้ว่าจ้าง ส่วนผู้ก่อกำเนิดของเสีย (Waste Generator) อาจยังมีหน้าที่ตามกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 8 (5) ว่าด้วยมาตรฐานและวิธีการควบคุมการปล่อยของเสีย ซึ่งผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 45 ส่วนหน้าที่และความรับผิดที่อาจมีไปจนกว่าของเสียจะได้รับการบำบัดหรือกำจัดเสร็จสิ้นเป็นเรื่องตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ซึ่งต้องตรวจขอบเขตจากตัวบทฉบับทางการ
  2. การขออนุญาตนำสิ่งปฏิกูลออกนอกบริเวณโรงงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (DIW Manifest System): ตามกฎหมายและประกาศของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้บังคับ [ต้องยืนยันมาตรา] การนำสิ่งปฏิกูลออกนอกบริเวณโรงงานอาจต้องยื่นขออนุญาตล่วงหน้า (แบบ กอ.๑/สก.๒) กำกับรหัสของเสีย (Waste Code) และใช้ใบกำกับการขนส่ง (Manifest) ที่มีการลงนามรับมอบ 3 ฝ่าย (ต้นทาง ขนส่ง ปลายทาง) ทั้งนี้ ชื่อแบบ ผู้มีหน้าที่ยื่น และขั้นตอนลงนามสามฝ่ายต้องตรวจจากตัวบทฉบับทางการ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
  3. ความรับผิดตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle): เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษอาจต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหาย รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ทางราชการต้องรับภาระจ่ายจริงในการขจัดมลพิษ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 ซึ่งต้องตรวจจากตัวบทฉบับทางการว่าผู้ก่อกำเนิดของเสียที่ส่งมอบกากแก่ผู้รับจ้างที่มีใบอนุญาตเป็นผู้ต้องรับผิดตามตัวบทหรือไม่ และมีข้อยกเว้นใดบ้าง เพื่อรองรับกรณีลักลอบทิ้งกากสารเคมีหรือสารพิษรั่วไหลสู่แหล่งน้ำสาธารณะ สัญญาจึงควรมีข้อกำหนดสิทธิตรวจสอบผู้รับกำจัด (Waste Processor Audit Rights) และการชดใช้ความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Indemnity) ที่เขียนขอบเขตไว้ชัดเจน

สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง

  1. เหตุการณ์: โรงงานอุตสาหกรรม ว่าจ้างบริษัทรับกำจัดของเสียภายนอกให้ขนย้ายกากสารเคมีอันตรายไปบำบัด แต่ผู้รับจ้างกลับนำกากของเสียไปลักลอบเททิ้งในพื้นที่รกร้าง ส่งผลให้สารเคมีรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะและชั้นน้ำใต้ดิน
  2. ความเข้าใจผิด: ผู้ก่อกำเนิดของเสียเข้าใจว่า เมื่อทำสัญญาจ้าง ชำระเงิน และส่งมอบกากของเสียให้ผู้รับจ้างขนออกนอกโรงงานไปแล้ว ความรับผิดชอบทางกฎหมายทั้งหมดจะตกเป็นของผู้รับจ้างทันที
  3. จุดพลิก: ผู้ก่อกำเนิดของเสียอาจยังต้องรับผิดได้สองทาง ทางแรก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อผู้ก่อกำเนิดเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง (มาตรา 428) หรือได้กระทำละเมิดเองตามมาตรา 420 ทางที่สอง ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 8 และมาตรา 45 ประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] และพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 ซึ่งอาจกำหนดหน้าที่และความรับผิดเพื่อค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในการขจัดมลพิษไว้เป็นการเฉพาะ
  4. สิ่งที่ได้จากบทความ: แนวทางการจัดทำสัญญาจ้างบริการรับกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรมที่กุมความเสี่ยงได้จริง การใช้ Checklist 10 จุดตรวจ การกำหนดสิทธิเข้าตรวจโรงงานปลายทาง (Waste Processor Audit) การตรวจสอบระบบ Manifest และการกำหนดข้อสัญญา Environmental Strict Indemnity

ภูมิทัศน์กฎหมายการจัดการกากอุตสาหกรรมและมลพิษสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย (พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535)

การจัดการกากของเสียอุตสาหกรรมในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายหลักสองฉบับ คือ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งเน้นการควบคุมแหล่งกำเนิดและการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว และพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งเน้นการเยียวยาความเสียหายและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม [ต้องยืนยันมาตรา] ทั้งนี้ สำหรับกากที่เป็นสารเคมีอันตราย อาจต้องพิจารณาพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ประกอบด้วย และเนื้อหาของกฎหมายแต่ละฉบับต้องตรวจจากตัวบทฉบับทางการ

นอกจากนี้ มีประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่กำกับดูแลการขนส่ง การบำบัด และการกำจัดกากอุตสาหกรรม ซึ่งอาจกำหนดหน้าที่และความรับผิดของผู้ก่อกำเนิดของเสีย (Waste Generator) ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงการกำจัดเสร็จสิ้น [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ผู้ก่อกำเนิดของเสียจึงอาจมีหน้าที่และความรับผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 8 และมาตรา 45 และประกาศดังกล่าว ซึ่งต้องตรวจเนื้อหาจากตัวบทฉบับทางการ ทั้งนี้ ความรับผิดทางปกครองหรือทางอาญาตามกฎหมายเฉพาะต่างจากความรับผิดทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

หากผู้ก่อกำเนิดของเสียมีระบบบำบัดน้ำเสียหรือระบบรีไซเคิลน้ำเป็นของตนเอง และว่าจ้างผู้รับจ้างให้เดินและบำรุงรักษาระบบดังกล่าว รวมทั้งระบบที่ไม่ปล่อยของเหลวออกนอกโรงงาน (Zero Liquid Discharge: ZLD) และจัดการกากตะกอนที่เกิดจากระบบนั้น สัญญาดังกล่าวมีประเด็นเฉพาะที่แตกต่างจากสัญญาจ้างกำจัดกากของเสียซึ่งบทความนี้วิเคราะห์ ได้แก่ มาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้ง อัตราการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ใบอนุญาตของผู้ควบคุมหรือผู้รับจ้างให้บริการบำบัดน้ำเสีย และเพดานความรับผิดของผู้รับจ้างเดินระบบ ประเด็นเหล่านี้อธิบายไว้ในบทความเรื่อง Checklist 10 จุดตรวจสัญญาจ้างเดินระบบบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรมและการรีไซเคิลน้ำ (Wastewater Treatment & ZLD Operations Agreement) ส่วนกากตะกอนที่ส่งออกไปบำบัดหรือกำจัดนอกโรงงานยังอยู่ภายใต้หลักที่บทความนี้อธิบาย

หากผู้ก่อกำเนิดของเสียทำสัญญาจ้างขนส่งและรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุใช้งาน สัญญาดังกล่าวมีประเด็นเฉพาะที่แตกต่างจากสัญญาจ้างกำจัดกากของเสียทั่วไปซึ่งบทความนี้วิเคราะห์ ได้แก่ ความเสี่ยงเพลิงไหม้จากปฏิกิริยาความร้อนลูกโซ่ (Thermal Runaway) การสกัดโลหะมีค่าจากผงแบตเตอรี่ (Black Mass) การจัดการกากส่วนที่เหลือจากการสกัด และการขนส่งแบตเตอรี่ทางถนน ประเด็นเหล่านี้อธิบายไว้ในบทความเรื่อง Checklist 10 จุดตรวจสัญญาบริการกำจัดของเสียอันตรายและรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV Battery Recycling & Hazardous Waste Management Agreement) ส่วนหน้าที่ขออนุญาตนำสิ่งปฏิกูลออกนอกโรงงาน ประเภทโรงงานของผู้รับกำจัด และความรับผิดตามหลักที่บทความนี้อธิบายยังเป็นกรอบเดียวกันสำหรับสัญญาดังกล่าว

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

หากเกิดกรณีการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายหรือการบำบัดไม่ได้มาตรฐาน ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ก่อกำเนิดของเสียอาจต้องเผชิญกับผลกระทบเชิงธุรกิจร้ายแรง 3 ประการ:

  1. การถูกสั่งหยุดกิจการและสั่งปิดโรงงาน: พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 37 และมาตรา 39 ให้อำนาจเจ้าพนักงานตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดในการสั่งให้แก้ไข หยุดประกอบกิจการ หรือดำเนินการกับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ซึ่งต้องตรวจเงื่อนไขจากตัวบทฉบับทางการ
  2. ภาระหนี้สินทางแพ่งและค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมมูลค่าสูง: หากต้องรับผิดตามที่กล่าวไว้ ศาลอาจสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูธรรมชาติ ดิน และชั้นน้ำใต้ดิน ซึ่งอาจมีมูลค่าสูง
  3. ความรับผิดทางอาญาของกรรมการผู้มีอำนาจ: พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 63 กำหนดว่า ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือบุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการแต่ละเว้นจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลกระทำความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย ความรับผิดทางอาญาของกรรมการจึงขึ้นอยู่กับความผิดที่นิติบุคคลกระทำ เช่น การประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต (มาตรา 50) การประกอบกิจการโรงงานระหว่างมีคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการหรือภายหลังมีคำสั่งให้ปิดโรงงาน (มาตรา 55) และการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง (มาตรา 57) ซึ่งล้วนมีโทษจำคุก

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

Claim IDฐานกฎหมาย (Legal Basis)สาระสำคัญทางกฎหมาย (Legal Principle)ข้อพิจารณาในสัญญา (Contractual Provision)
C-CC-28-01พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 8 และมาตรา 39อำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานและวิธีการควบคุมการปล่อยของเสียและมลพิษจากการประกอบกิจการโรงงาน และอำนาจสั่งหยุดประกอบกิจการโรงงาน (พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 8 และมาตรา 39)กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานประเภทลำดับที่ 101, 105 หรือ 106 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ที่ถูกต้อง
C-CC-28-02ประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]ผู้ก่อกำเนิดของเสียอาจมีหน้าที่และความรับผิดจนกว่าจะกำจัดเสร็จ ซึ่งต้องตรวจเนื้อหาจากตัวบทฉบับทางการ [ต้องยืนยันมาตรา]ข้อกำหนดสิทธิเข้าตรวจโรงงานบำบัด (Audit Rights) และใบรับรองการกำจัด (Certificate of Disposal)
C-CC-28-03พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษอาจต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหาย รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ทางราชการต้องรับภาระจ่ายจริงในการขจัดมลพิษ ตามหลัก Polluter Pays Principle (พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96)ข้อสัญญา Environmental Strict Indemnity ให้ผู้รับจ้างชดใช้ค่าเสียหายและค่าฟื้นฟูตามขอบเขตที่ตกลงกัน
C-CC-28-04ป.พ.พ. มาตรา 220 มาตรา 368 และมาตรา 373สัญญาต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย (มาตรา 368) และความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเป็นข้อความยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนเองเป็นโมฆะ (มาตรา 373) แต่ไม่ใช้กับความผิดของบุคคลที่ลูกหนี้ใช้ในการชำระหนี้ (มาตรา 220)ไม่ควรกำหนดข้อตกลงล่วงหน้ายกเว้นความรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้รับจ้างเอง เพราะข้อตกลงเช่นนั้นเป็นโมฆะตามมาตรา 373
C-CC-28-05ป.พ.พ. มาตรา 420 มาตรา 428 และมาตรา 432ความรับผิดทางละเมิดจากการทำความเสียหายแก่บุคคลอื่นข้อกำหนดการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีการรั่วไหลหรืออุบัติเหตุระหว่างการขนส่ง

แถวที่อ้างพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] เป็นการสรุปความที่ยังต้องตรวจกับตัวบทฉบับทางการ [ต้องยืนยันมาตรา]

เจาะลึกวงจร Cradle-to-Grave: ความรับผิดของผู้ว่าจ้างทำของและหน้าที่ของผู้ก่อกำเนิดของเสียตามกฎหมายเฉพาะ

หลักการ Cradle-to-Grave Liability เป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ ภายใต้หลักการนี้ ภาระหน้าที่และความรับผิดของผู้ก่อกำเนิดของเสียอาจไม่สิ้นสุดลงเพียงแค่การมอบกากของเสียให้แก่ผู้รับขนส่ง หรือการชำระเงินค่าบริการตามสัญญาจ้าง

ผู้ก่อกำเนิดของเสียอาจมีหน้าที่ตามกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 8 (5) ว่าด้วยมาตรฐานและวิธีการควบคุมการปล่อยของเสีย ซึ่งผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 45 ทั้งยังอาจมีหน้าที่และความรับผิดตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ร่วมกับผู้รับบริการกำจัดกากของเสียจนกว่ากากของเสียดังกล่าวจะได้รับการบำบัดหรือกำจัดเสร็จสิ้น ซึ่งต้องตรวจเนื้อหาจากตัวบทฉบับทางการ ข้อสัญญาทางแพ่งที่ระบุให้ผู้รับจ้างรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวจึงมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญา (Inter Partes) และอาจไม่สามารถนำมาใช้อ้างเพื่อหลีกเลี่ยงหน้าที่หรือความรับผิดต่อรัฐหรือบุคคลภายนอกตามกฎหมายเฉพาะได้ ทั้งนี้ ความรับผิดของผู้ว่าจ้างทำของต่อบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ยังเป็นไปตามมาตรา 428 คือรับผิดเมื่อเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง ส่วนความรับผิดตามกฎหมายเฉพาะต้องตรวจจากตัวบทฉบับทางการ [ต้องยืนยันมาตรา]

ระบบ Manifest รหัสของเสีย และประเภทโรงงานของผู้รับกำจัด Manifest System, Waste Codes and Waste Processor Factory Categories

การเคลื่อนย้ายกากของเสียอุตสาหกรรมอาจต้องดำเนินการผ่านระบบกำกับดูแลการขนส่งของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (DIW Manifest System) ตามกฎหมายและประกาศของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้บังคับ [ต้องยืนยันมาตรา] ซึ่งมีขั้นตอนสำคัญดังนี้ (ชื่อแบบ ผู้มีหน้าที่ยื่น และขั้นตอนลงนามสามฝ่ายต้องตรวจจากตัวบทฉบับทางการ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]):

สิทธิการตรวจสอบโรงงานบำบัดปลายทาง Waste Facility Audit & GPS Truck Tracking

เนื่องจากผู้ก่อกำเนิดของเสียอาจต้องรับผิดเมื่อเป็นผู้ผิดในการเลือกหาผู้รับจ้างหรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ (ป.พ.พ. มาตรา 428) และอาจมีหน้าที่ตามกฎหมายเฉพาะจนกว่าการกำจัดจะเสร็จสิ้น [ต้องยืนยันมาตรา] สัญญาจ้างบริการจึงต้องกำหนดกลไกการควบคุมและตรวจสอบ (Audit Protocols) ดังนี้:

  1. สิทธิในการเข้าตรวจโรงงาน (Audit Rights): ผู้ว่าจ้างมีสิทธิเข้าตรวจสอบอาคาร เครื่องจักร และกระบวนการบำบัดของผู้รับจ้างทั้งก่อนและระหว่างอายุสัญญา ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 592 เป็นฐานของสิทธิตรวจตราการงานได้ตลอดเวลาที่ผู้รับจ้างทำอยู่ ส่วนสิทธิตรวจสอบก่อนทำสัญญา และการเข้าตรวจ ณ โรงงานปลายทางของบุคคลอื่น ต้องเขียนไว้ในสัญญา
  2. ระบบติดตามการขนส่งด้วย GPS: ยานพาหนะที่ใช้ขนส่งกากของเสียอันตรายอาจต้องติดตั้งระบบ GPS ที่เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมตามกฎหมายหรือประกาศของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้บังคับ [ต้องยืนยันมาตรา] และผู้ว่าจ้างอาจกำหนดเป็นข้อสัญญา เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางและป้องกันการแวะลักลอบเททิ้ง [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
  3. การออกเอกสารยืนยันการกำจัด (Certificate of Disposal): ผู้รับจ้างต้องออกใบรับรองการกำจัดเสร็จสิ้นให้แก่ผู้ว่าจ้างภายในระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา (เช่น 30 วันนับแต่วันรับมอบ ซึ่งเป็นตัวอย่างเชิงพาณิชย์ มิใช่ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด)

LAS Practice Note: การออกแบบข้อสัญญา Environmental Strict Indemnity และการบังคับทำประกันภัยมลพิษ Environmental Impairment Liability: EIL Insurance

ในการยกร่างสัญญาจ้าง ฝ่ายกฎหมายต้องออกแบบข้อกำหนดชดใช้ความเสียหาย (Indemnification Clause) ให้มีความรัดกุมเป็นพิเศษ:

ข้อสัญญาชดใช้ความเสียหายแบบไม่จำกัดวงเงินใช้บังคับได้ตามที่ตกลง แต่หากเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่ผู้ว่าจ้างกำหนดฝ่ายเดียว อาจมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ซึ่งยกข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นตัวอย่างของข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง จึงควรกำหนดขอบเขตให้ครอบคลุมเฉพาะความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของผู้รับจ้างและผู้ที่ผู้รับจ้างใช้ ไม่รวมความเสียหายที่เกิดจากความผิดของผู้ว่าจ้างเองในการสั่งงานหรือเลือกหาผู้รับจ้าง และควรให้ผู้รับจ้างทำประกันภัยไว้เพื่อให้การชดใช้มีหลักประกัน

ข้อต่อสู้ของผู้รับจ้างกำจัดกากของเสียกับโรงงานผู้ว่าจ้าง Devil's Advocate

ในส่วนที่สัญญาเป็นการรับขนของ หากของเป็นสภาพอันจะก่อให้เกิดอันตรายได้ ผู้ส่งต้องแสดงสภาพแห่งของนั้นไว้ก่อนทำสัญญา มิฉะนั้นผู้ส่งต้องรับผิดในความเสียหายใด ๆ อันเกิดแต่ของนั้น (ป.พ.พ. มาตรา 619) ผู้ก่อกำเนิดของเสียจึงต้องแจ้งองค์ประกอบและอันตรายของกากให้ถูกต้องครบถ้วนในแบบแจ้งและเอกสารแนบสัญญา และเก็บรายงานการตรวจวัดไว้เป็นหลักฐาน

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

สถานการณ์: โรงงานชุบโลหะแห่งหนึ่ง จ้างบริษัทขนส่งกากสารเคมีไปบำบัดที่โรงงานประเภทลำดับที่ 101 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] แต่บริษัทผู้รับจ้างกลับนำกากกรดและสารโลหะหนักไปเททิ้งในที่ดินรกร้าง ทำให้เกิดการรั่วไหลลงแม่น้ำสาธารณะ กรมควบคุมมลพิษและชาวบ้านในพื้นที่จึงฟ้องร้องเรียกร้องค่าเสียหายและค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจำนวน 50 ล้านบาท

Walkthrough การวิเคราะห์และการบังคับใช้สัญญา:

  1. การตรวจสอบความรับผิด: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โรงงานชุบโลหะซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างทำของต้องรับผิดต่อชาวบ้านเพื่อการลักลอบทิ้งของผู้รับจ้างต่อเมื่อเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง (มาตรา 428) ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เช่น ว่าจ้างโดยไม่ตรวจใบอนุญาตและประวัติของผู้รับจ้าง ส่วนความรับผิดต่อรัฐและชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 และประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ต้องตรวจจากตัวบทฉบับทางการว่าผู้ก่อกำเนิดที่ส่งมอบกากแก่ผู้รับจ้างเป็นผู้ต้องรับผิดหรือไม่ และมีข้อยกเว้นใดบ้าง
  2. การบังคับตามข้อสัญญา: หากโรงงานชุบโลหะมีการทำสัญญาจ้างที่ระบุข้อความ Environmental Strict Indemnity และกำหนดให้ผู้รับจ้างต้องทำประกันภัย EIL Insurance ในกรณีที่โรงงานชุบโลหะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่บุคคลภายนอก โรงงานเรียกให้ผู้รับจ้างชดใช้คืนได้ตามข้อสัญญา Environmental Strict Indemnity ทั้งนี้ ในกรณีที่โรงงานกับผู้รับจ้างต้องรับผิดร่วมกันต่อบุคคลภายนอก ในระหว่างกันเองต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น (ป.พ.พ. มาตรา 296) หรือโดยพฤติการณ์ศาลจะวินิจฉัยเป็นประการอื่น (มาตรา 432) การเรียกคืนเต็มจำนวนจึงต้องอาศัยข้อสัญญาชดใช้ความเสียหาย ส่วนบริษัทประกันภัย หากโรงงานเป็นผู้ต้องเสียหายหรือผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยค้ำจุนที่ผู้รับจ้างทำไว้ โรงงานเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยได้โดยตรงตามเงื่อนไขของกรมธรรม์และไม่เกินวงเงินตามกรมธรรม์ (มาตรา 887)

Checklist 10 จุดตรวจสัญญาจ้างกำจัดและบำบัดกากของเสียอุตสาหกรรม

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

หากโรงงานส่งมอบกากของเสียให้ผู้รับจ้างที่มีใบอนุญาตถูกต้องแล้ว เกิดเหตุแอบนำไปเททิ้ง โรงงานผู้ว่าจ้างยังต้องรับผิดชอบหรือไม่?
A1: ต้องแยกเป็นสองชั้น ชั้นแรก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อให้เกิดแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง (มาตรา 428) การส่งมอบกากให้ผู้รับจ้างที่มีใบอนุญาตถูกต้องหลังตรวจสอบอย่างรอบคอบจึงเป็นข้อต่อสู้สำคัญของโรงงาน ชั้นที่สอง ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 8 และมาตรา 45 ประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] และพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 ผู้ก่อกำเนิดอาจยังมีหน้าที่และความรับผิดเป็นการเฉพาะ ซึ่งต้องตรวจขอบเขตจากตัวบทฉบับทางการ ไม่ว่ากรณีใด หากโรงงานต้องชดใช้แก่บุคคลภายนอก โรงงานเรียกให้ผู้รับจ้างชดใช้คืนได้ตามข้อสัญญาชดใช้ความเสียหาย (Indemnity) ซึ่งผูกพันเฉพาะคู่สัญญา และไม่ทำให้โรงงานพ้นความรับผิดต่อบุคคลภายนอก
แบบ กอ.๑ และ สก.๒ คืออะไร และใครมีหน้าที่ยื่น?
A2: เป็นเอกสารขออนุญาตนำสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วออกนอกบริเวณโรงงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งชื่อแบบและผู้มีหน้าที่ยื่นต้องตรวจจากกฎหมายและประกาศของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้บังคับ [ต้องยืนยันมาตรา] ส่วนผู้ที่ทำงานธุรการแทนผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องกำหนดไว้ในสัญญาให้ชัดเจน [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ