คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR

ข้อสัญญาข้อตกลงทั้งหมด (Entire Agreement / Merger Clause) และข้อสัญญาการแยกส่วนความสมบูรณ์ (Severability Clause) มักถูกมองข้ามว่าเป็นเพียง Boilerplate ทั่วไป แต่ในทางคดีแพ่งของไทย ข้อสัญญาทั้งสองนี้ทำหน้าที่เป็น "เกราะป้องกันการบิดเบือนสัญญา" 3 ประการสำคัญ: (1) การแทนที่ข้อตกลงเดิมและข้อห้ามสืบพยานบุคคล (Parol Evidence Rule): Entire Agreement Clause เป็นการตกลงโดยชัดแจ้งว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU), อีเมล, เอกสารนำเสนอ (Pitch Deck), หรือการเจรจาด้วยวาจาใด ๆ ก่อนหน้านี้ ให้สิ้นผลและถูกแทนที่ด้วยสัญญาฉบับนี้ทั้งหมด ซึ่งมีผลในทางสัญญา คือแทนที่ข้อตกลงเดิมและเป็นพยานหลักฐานว่าคู่สัญญาประสงค์เช่นนั้น ส่วนข้อห้ามนำพยานบุคคลมาสืบอ้างข้อตกลงนอกสัญญาเพื่อแก้ไข เพิ่มเติม หรือตัดทอนข้อความในเอกสารเป็นผลของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ซึ่งใช้เมื่อมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง มิใช่ผลของข้อสัญญาโดยตรง (2) การจำกัดข้ออ้างเรื่องคำมั่นนอกสัญญา: ตัดข้ออ้างเรื่องการให้คำมั่นสัญญาปากเปล่า (Oral Representations) ของฝ่ายขายหรือนายหน้าที่มิได้บรรจุไว้ในสัญญา แต่ไม่ตัดสิทธิของผู้แสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉล ซึ่งการแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆียะตามมาตรา 159 (3) หลักการ Severability ตาม ป.พ.พ. มาตรา 173: ตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 ถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดของนิติกรรมเป็นโมฆะ นิติกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น เว้นแต่จะพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่าคู่กรณีเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะนั้นแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ การใส่ Severability Clause จึงเป็นพยานหลักฐานสำคัญของเจตนาให้แยกส่วนที่ไม่เป็นโมฆะออกจากส่วนที่เป็นโมฆะ หากข้อสัญญาข้อใดตกเป็นโมฆะ (เช่น ข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 150) แต่ศาลยังพิจารณาพฤติการณ์แห่งกรณีตามมาตรา 173 ส่วนเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนไม่เป็นโมฆะ ศาลลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 และข้อห้ามแข่งขันที่ไม่เป็นโมฆะแต่ทำให้ผู้ถูกจำกัดต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง

  1. เหตุการณ์: บริษัทผู้ซื้อตกลงซื้อเครื่องจักรโรงงานมูลค่า 40 ล้านบาท ในระหว่างการเจรจาทางไลน์และอีเมล ผู้ขายส่งแคตตาล็อกและพิมพ์ข้อความยืนยันว่า "เครื่องจักรนี้ผลิตได้ 10,000 ชิ้นต่อวันแน่นอน" แต่เมื่อถึงเวลาทำสัญญาซื้อขายฉบับจริง ทนายความของผู้ขายได้ใส่ข้อสัญญา Entire Agreement ไว้ในหน้าสุดท้าย และไม่ได้ระบุสเปก 10,000 ชิ้นต่อวันลงในสัญญาหลัก
  2. ความเข้าใจผิด: ผู้ซื้อคิดว่าตนมีหลักฐานแชตไลน์และอีเมลชัดเจน ย่อมฟ้องบังคับให้ผู้ขายรับผิดชอบได้ตามที่สัญญาไว้ก่อนหน้า
  3. จุดพลิก: เมื่อติดตั้งเครื่องจักร ปรากฏว่าผลิตได้เพียง 6,000 ชิ้นต่อวัน ผู้ซื้อฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายและขอเลิกสัญญา ศาลไม่รับฟังแชตไลน์และอีเมลของผู้ซื้อเป็นข้อตกลงเพิ่มเติมจากสัญญา เพราะสัญญาฉบับจริงมีข้อสัญญา Entire Agreement ระบุชัดเจนว่าคู่สัญญาตกลงยกเลิกการเจรจาและเอกสารทั้งหมดก่อนหน้านี้ ซึ่งมีผลในทางสัญญาเป็นการแทนที่ข้อตกลงเดิม และข้อความในสัญญามิได้ระบุกำลังการผลิตไว้ ผู้ซื้อจึงแพ้คดีและต้องรับมอบเครื่องจักรที่ใช้งานไม่ได้ตามเป้าหมาย ทั้งนี้ หากผู้ซื้อจะนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อเพิ่มเติมข้อความในสัญญา ก็อาจต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) เพราะสัญญาซื้อขายเครื่องจักรนี้เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาทขึ้นไป ซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีการวางประจำหรือชำระหนี้บางส่วน จึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตามมาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  4. สิ่งที่ได้จากบทความ: แผนผังการทำงานของ Entire Agreement ร่วมกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94, เทคนิคการร่างข้อยกเว้นการฉ้อฉล (Fraud Carve-out), โครงสร้าง Severability Clause ตาม ป.พ.พ. มาตรา 173, และ Checklist 10 จุดตรวจข้อสัญญาปิดผนึก

แกนหลักของ Entire Agreement Clause

ข้อสัญญาข้อตกลงทั้งหมด (Entire Agreement หรือ Merger Clause) เป็นข้อตกลงของคู่สัญญาว่าสัญญาฉบับนี้เป็นข้อตกลงทั้งหมดในเรื่องนั้น และให้แทนที่ข้อตกลง เอกสารร่าง บันทึกความเข้าใจ และคำเจรจาก่อนหน้า ข้อตกลงหรือคำมั่นก่อนหน้าที่มิได้บรรจุไว้ในสัญญาจึงสิ้นผลตามที่คู่สัญญาตกลงกัน มิใช่ตกเป็นโมฆะ อย่างไรก็ดี ข้อสัญญานี้มิได้ยกเว้นหลักการตีความของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลยังต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตามมาตรา 171 และตีความสัญญาตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีตามมาตรา 368 ทั้งไม่ตัดสิทธิของคู่สัญญาที่แสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉล ซึ่งการแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆียะตามเงื่อนไขของมาตรา 159

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

Claim IDข้อความทางกฎหมายที่ยืนยันฐานกฎหมายปฐมภูมิตำแหน่งในแหล่งสถานะ
C-SHIELD-17-01ข้อห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลที่นำสืบเปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติม หรือตัดทอนข้อความในเอกสาร เป็นผลของบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเมื่อเข้าเงื่อนไข มิใช่ผลของข้อสัญญา Entire Agreement ทั้งนี้ต้องตรวจถ้อยคำและข้อยกเว้นจากตัวบทฉบับทางการประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94ภาค 1 บททั่วไป ลักษณะ 5 พยานหลักฐาน หมวด 1 หลักทั่วไปแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHIELD-17-02ถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดของนิติกรรมเป็นโมฆะ นิติกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น เว้นแต่จะพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่าคู่กรณีเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะนั้นแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173ลักษณะ 4 นิติกรรม หมวด 3 โมฆะกรรมและโมฆียะกรรมแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHIELD-17-03ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171ลักษณะ 4 นิติกรรม หมวด 2 การแสดงเจตนาแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHIELD-17-03Aสัญญานั้นท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 1 ก่อให้เกิดสัญญาแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHIELD-17-04การนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์ของสัญญาหรือนิติกรรมอำพรางอาจไม่ต้องห้ามตามหลักของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งนี้ต้องตรวจถ้อยคำของมาตราและข้อยกเว้นจากตัวบทฉบับทางการประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94ภาค 1 บททั่วไป ลักษณะ 5 พยานหลักฐาน หมวด 1 หลักทั่วไปแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHIELD-17-05ข้อความในสัญญาที่ระบุว่าสัญญาฉบับนี้เป็นข้อตกลงทั้งหมดและยกเลิกข้อตกลงเดิม มีผลตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญา ภายใต้ข้อจำกัดของมาตรา 150 (การที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นโมฆะ) มาตรา 373 (ความตกลงล่วงหน้ายกเว้นความรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นโมฆะ) และพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 เมื่อเป็นสัญญาสำเร็จรูปหรือสัญญาผู้บริโภคประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และมาตรา 373 และพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4ลักษณะ 4 นิติกรรม (มาตรา 150) และลักษณะ 2 สัญญา หมวด 2 ผลแห่งสัญญา (มาตรา 373)แก้ไขแล้ว — LAS Audit

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (Parol Evidence Rule) และข้อพึงระวัง

ข้อห้ามนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อ "แก้ไข เพิ่มเติม หรือตัดทอน" ข้อความในเอกสารเป็นผลของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ซึ่งห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีเช่นนั้นเมื่อมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง แม้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะยินยอม ทั้งนี้ ในบรรดาสัญญาที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ เช่น การเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 538 การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปตามมาตรา 653 การค้ำประกันตามมาตรา 680 และการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาทขึ้นไป ซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีการวางประจำหรือชำระหนี้บางส่วน จึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตามมาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คู่สัญญาที่ประสงค์จะอ้างข้อตกลงนอกสัญญาในสัญญาเหล่านี้อาจถูกห้ามตามหลักดังกล่าว ข้อสัญญา Entire Agreement มีผลในทางสัญญาโดยแทนที่ข้อตกลงเดิมและเป็นพยานหลักฐานว่าคู่สัญญาประสงค์เช่นนั้น แต่ข้อห้ามสืบพยานบุคคลมิได้เกิดจากข้อสัญญา และมิได้ทำให้ศาลยึดถือข้อความในสัญญาเป็นที่สุดเสมอไป เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เองบัญญัติมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความที่จะนำพยานบุคคลมาสืบว่าพยานเอกสารนั้นปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด ตัวอย่างกรณีดังกล่าวมีดังนี้:

  1. การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมเป็นโมฆะตามมาตรา 156 ส่วนการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติ ถูกกลฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่เป็นโมฆียะตามมาตรา 157 มาตรา 159 และมาตรา 164 ตามลำดับ และเมื่อบอกล้างแล้วให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกตามมาตรา 176
  2. การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ และถ้าทำเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่นให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 การนำสืบถึงความไม่สมบูรณ์ของสัญญาหรือนิติกรรมอำพรางอาจไม่ต้องห้าม เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 มิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความที่จะนำพยานบุคคลมาสืบว่าสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์
  3. ข้อความในสัญญากำกวม ไม่ชัดเจน จึงต้องนำสืบพยานเพื่อแปลความเจตนาที่แท้จริงตามมาตรา 171

ตารางเปรียบเทียบ: มี Entire Agreement กับไม่มี Entire Agreement

มิติการพิจารณาสัญญาที่มี Entire Agreement Clauseสัญญาที่ไม่มี Entire Agreement Clause
สถานะของ MOU และการเจรจาเดิมสิ้นผลตามที่คู่สัญญาตกลงกัน ถูกแทนที่ด้วยสัญญาฉบับนี้อาจถูกนำมาใช้อ้างอิงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาได้
การสืบพยานบุคคลหักล้างสัญญาเมื่อเข้าเงื่อนไขของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ศาลอาจไม่รับฟังพยานบุคคลที่นำสืบเพื่อแก้ไข เพิ่มเติม หรือตัดทอนข้อความในสัญญาเปิดช่องให้อีกฝ่ายอ้างพยานบุคคลเพื่อขยายความสัญญา
การแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาในอนาคตข้อสัญญาข้อตกลงทั้งหมดเพียงอย่างเดียวระบุว่าสัญญาฉบับนี้แทนที่ข้อตกลงก่อนหน้า มิได้กำหนดแบบของการแก้ไขสัญญาในอนาคต หากต้องการให้การแก้ไขสัญญาต้องทำเป็นหนังสือ ให้ใส่ข้อสัญญา No Oral Modification เพิ่มจากข้อสัญญาข้อตกลงทั้งหมดอาจถูกอ้างว่ามีการผ่อนปรนหรือแก้ไขโดยปริยายผ่านแชต
ผลเมื่อข้อสัญญาบางข้อตกเป็นโมฆะSeverability Clause เป็นพยานหลักฐานสำคัญของเจตนาให้แยกส่วนที่ไม่เป็นโมฆะออกได้ ศาลยังพิจารณาพฤติการณ์แห่งกรณีตามมาตรา 173ต้องอาศัยพฤติการณ์แห่งกรณีเพื่อแสดงว่าคู่กรณีเจตนาให้แยกส่วนได้ มิฉะนั้นนิติกรรมย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้นตามมาตรา 173
LAS Practice Note — การทำ Schedule & Order of Precedence

เพื่อไม่ให้ Entire Agreement กลายเป็นกับดักย้อนกลับมาทำร้ายผู้ว่าจ้าง: (1) ต้องระบุเอกสารแนบท้ายทั้งหมดไว้ในสัญญา: ให้เขียนชัดเจนว่า "เอกสารแนบท้ายสัญญา (Schedules, Annexes, Exhibits) ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งอันไม่อาจแยกต่างหากจากสัญญานี้" และ (2) กำหนดลำดับการบังคับใช้ (Order of Precedence): ระบุว่าหากข้อความในสัญญาหลักขัดแย้งกับเอกสารแนบท้าย ให้ข้อความในสัญญาหลักมีผลบังคับเหนือกว่าเสมอ

ข้อต่อสู้ของฝ่ายอ้างคำมั่นวาจากับฝ่ายอ้างข้อสัญญา Devil's Advocate

ข้ออ้างของฝ่ายที่ต้องการนำสืบพยานนอกสัญญาข้อต่อสู้ของฝ่ายที่ถือสัญญาตามกฎหมายไทยหลักฐานที่ชี้ขาด
ผู้ขายได้ให้คำรับรองในอีเมลก่อนลงนามว่าจะดูแลระบบฟรี 1 ปีข้อสัญญา Entire Agreement ระบุชัดเจนว่าข้อตกลงก่อนหน้านี้สิ้นผลไปแล้วทั้งหมดข้อสัญญา Entire Agreement และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94
สัญญาตกเป็นโมฆะทั้งฉบับเพราะข้อสัญญาข้อหนึ่งมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 150มีข้อสัญญา Severability Clause เป็นพยานหลักฐานว่าคู่สัญญาเจตนาให้ตัดเฉพาะข้อที่เป็นโมฆะ ส่วนอื่นยังคงสมบูรณ์ ซึ่งศาลยังพิจารณาพฤติการณ์แห่งกรณีตามมาตรา 173ข้อสัญญา Severability Clause และ ป.พ.พ. มาตรา 173
ผู้ขายมีเจตนาฉ้อฉลหลอกลวงตั้งแต่แรก จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เพราะเป็นการนำสืบว่าสัญญาที่ระบุไว้ในเอกสารไม่สมบูรณ์ข้อความในสัญญาไม่ได้ระบุการรับประกันดังกล่าว และผู้ซื้อมีที่ปรึกษากฎหมายร่วมตรวจร่าง ซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่ศาลอาจนำมาประกอบการวินิจฉัยว่าผู้ขายมีกลฉ้อฉลถึงขนาดตามมาตรา 159 หรือไม่บันทึกการตรวจร่างสัญญา (Redline Versions) และข้อความในสัญญา

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

ข้อเท็จจริงสมมติ: ในการซื้อขายกิจการโรงแรม บริษัทผู้ซื้อลงนามในสัญญา SPA มูลค่า 150 ล้านบาท โดยในสัญญาข้อ 18 มี Entire Agreement Clause และ Severability Clause ต่อมาผู้ซื้อพบว่าข้อสัญญาห้ามแข่งขัน (Non-compete) ของผู้ขายกำหนดไว้ 10 ปี ซึ่งผู้ขายอาจอ้างว่าทำให้ตนต้องรับภาระมากกว่าที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ

ผลแห่งการบังคับใช้: ข้อห้ามแข่งขันนี้ไม่เป็นโมฆะ ศาลอาจให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 เช่น ให้มีผลเพียง 2 ปี โดยพิเคราะห์ขอบเขตด้านพื้นที่และระยะเวลา และทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายของคู่สัญญา ส่วนการซื้อขายหุ้นมูลค่า 150 ล้านบาทยังคงมีผลสมบูรณ์ กรณีนี้จึงไม่ต้องอาศัยข้อสัญญา Severability หรือมาตรา 173 ซึ่งใช้เมื่อส่วนหนึ่งของนิติกรรมเป็นโมฆะ

ขั้นตอนการตรวจสอบและร่าง Entire Agreement Action Steps

ขั้นตอนการดำเนินงานผู้รับผิดชอบเอกสารผลลัพธ์กำหนดเวลา
1รวบรวมคำมั่น สเปก และข้อตกลงทั้งหมดที่เคยคุยในอีเมล/แชตทีมจัดซื้อ / ผู้บริหารCommercial Terms Summary Sheetก่อนตรวจร่างสัญญาขั้นสุดท้าย
2นำข้อความสำคัญทั้งหมดมาบรรจุไว้ในตัวสัญญาหลักหรือเอกสารแนบท้ายฝ่ายกฎหมาย LASContract Schedules & Annexesขั้นตอนตรวจร่างสัญญา
3ตรวจสอบการมีอยู่ของข้อสัญญา Entire Agreement และข้อยกเว้นการฉ้อฉลทนายความผู้ตรวจสัญญาEntire Agreement Clause with Fraud Exceptionก่อนลงนามสัญญา
4ใส่ข้อสัญญา Severability Clause สอดคล้องกับ ป.พ.พ. มาตรา 173ฝ่ายกฎหมาย LASSeverability & Survival Clauseก่อนลงนามสัญญา

Checklist 10 จุดตรวจข้อสัญญา Entire Agreement & Severability

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

หากคู่สัญญาส่งอีเมลตกลงลดราคาค่าบริการลงในภายหลัง จะถือว่าเป็นการแก้ไขสัญญาหรือไม่?
หากในสัญญามีข้อกำหนด No Oral Modification และ Entire Agreement การแก้ไขสัญญาต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อ อย่างไรก็ดี ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 และมาตรา 9 ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อาจถือว่าเป็นหนังสือหรือมีลายมือชื่อได้เมื่อเข้าเงื่อนไขของกฎหมาย อีเมลที่แสดงเจตนาแก้ไขสัญญาจึงอาจถูกอ้างเป็นหลักฐานได้ ดังนั้นหากไม่ต้องการให้แก้ง่าย ๆ ควรระบุในสัญญาให้ชัดเจนว่าการแก้ไขต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย และกำหนดวิธีลงลายมือชื่อที่คู่สัญญายอมรับ
Entire Agreement สามารถคุ้มครองผู้ขายจากการโฆษณาเท็จได้หรือไม่?
ไม่คุ้มครอง หากการโฆษณาหรือการแถลงข้อความนั้นเข้าข่าย "การฉ้อฉล" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 หรือเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ข้อสัญญา Entire Agreement ไม่อาจตัดสิทธิผู้เสียหายในการฟ้องร้องได้ ทั้งนี้ ความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลของตนเป็นโมฆะตามมาตรา 373 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
หากไม่มี Severability Clause ในสัญญา เมื่อข้อสัญญาข้อหนึ่งตกเป็นโมฆะ จะเกิดผลอย่างไร?
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 นิติกรรมที่ส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นโมฆะย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น เว้นแต่จะพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่าคู่กรณีเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะนั้นแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ ข้อสัญญา Severability เป็นพยานหลักฐานสำคัญของเจตนาให้แยกส่วนที่ไม่เป็นโมฆะออกจากส่วนที่เป็นโมฆะ แต่ศาลยังพิจารณาพฤติการณ์แห่งกรณีตามมาตรา 173
บันทึกความเข้าใจ (MOU) จำเป็นต้องระบุ Entire Agreement หรือไม่?
ใน MOU ควรกำหนดให้ชัดเจนว่าเป็นเอกสารที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Non-binding) และเมื่อมีการทำสัญญาฉบับจริง สัญญาฉบับจริงจะต้องมีข้อสัญญา Entire Agreement เพื่อยกเลิก MOU ฉบับดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ