คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR

สรุป 3 ประเด็นทางกฎหมายสำคัญประกอบด้วย (1) ความรับผิดของผู้ขนส่งคนโดยสารตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 634: ผู้ขนส่งต้องรับผิดต่อคนโดยสารในความเสียหายอันเกิดแก่ตัวเขา หรือในความเสื่อมเสียอย่างใด ๆ อันเป็นผลโดยตรงแต่การที่ต้องชักช้าในการขนส่ง เว้นแต่ความเสียหายหรือความชักช้านั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดแต่ความผิดของคนโดยสารเอง ข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในตั๋ว ใบรับ หรือเอกสารอื่นทำนองเดียวกันที่ผู้ขนส่งส่งมอบแก่คนโดยสารเป็นโมฆะ เว้นแต่คนโดยสารได้ตกลงด้วยชัดแจ้ง (มาตรา 639) และข้อตกลงที่ได้ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลงหรือของบุคคลที่ผู้ตกลงต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 (2) การแยกความรับผิดระหว่างองค์กรผู้ว่าจ้างกับผู้ให้บริการ (Independent Contractor และ Vicarious Liability): สัญญาควรจัดโครงสร้างให้ผู้ให้บริการเป็นผู้รับจ้างและเป็นนายจ้างของพนักงานขับรถจริง เพราะ ป.พ.พ. มาตรา 428 บัญญัติว่าผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อให้เกิดแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง ฐานะผู้รับจ้างอิสระพิจารณาจากข้อเท็จจริง มิใช่จากชื่อที่เรียกในสัญญา หากข้อเท็จจริงเป็นนายจ้างกับลูกจ้างหรือตัวการกับตัวแทน ผู้ว่าจ้างยังอาจต้องร่วมรับผิดตามมาตรา 425 หรือมาตรา 427 และผู้ที่ครอบครองหรือควบคุมดูแลรถอาจต้องรับผิดตามมาตรา 437 และ (3) ข้อกำหนดเรื่องประกันภัยในสัญญา ซึ่งควรระบุทั้งประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ [ต้องยืนยันมาตรา] และประกันภัยชั้น 1 โดยวงเงินประกันภัยที่เสนอให้กำหนดในสัญญาคือคุ้มครองผู้โดยสารไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาทต่อคน และ 10,000,000 ถึง 20,000,000 บาทต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นข้อเสนอเชิงพาณิชย์ มิใช่วงเงินที่กฎหมายกำหนด [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] พร้อมระบุชื่อผู้ว่าจ้างเป็นผู้เอาประกันภัยร่วม (Additional Insured)

สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง: ผู้ประกอบการหลายรายมักเชื่อว่า การระบุในสัญญาว่า "บริษัทผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุใด ๆ" จะช่วยคุ้มครององค์กรได้ 100% แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์รถบัสรับส่งพนักงานพลิกคว่ำ จุดพลิกผันทางกฎหมายคือ ผู้ขนส่งต้องรับผิดต่อความเสียหายอันเกิดแก่ตัวคนโดยสารตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 634 เว้นแต่เหตุสุดวิสัยหรือความผิดของคนโดยสารเอง และข้อตกลงล่วงหน้าที่ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดในความเสียหายต่อชีวิตหรือร่างกายอันเกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ นำมาอ้างไม่ได้ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความรับผิดที่แท้จริงและวิธีจัดโครงสร้างสัญญาเพื่อป้องกันความเสี่ยงอย่างถูกต้อง

ภูมิทัศน์สัญญาจ้างขนส่งคนโดยสารและยานพาหนะองค์กรในประเทศไทย

สัญญาจ้างเหมาบริการขนส่งพนักงาน (Corporate Employee Transportation) ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการจ้างทำของเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำกับโดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ลักษณะ 8 รับขน หมวด 2 รับขนคนโดยสาร (มาตรา 634 ถึงมาตรา 639) และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 23 และมาตรา 36 ซึ่งกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและใบอนุญาตประกอบการขนส่งที่เข้มงวดสำหรับการขนส่งเพื่อสินจ้างหรือเพื่อการค้า

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง องค์กรผู้ว่าจ้างอาจเผชิญกับ:

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

Claim IDLegal Basis / ReferenceKey Principle
C-CC-21-01ป.พ.พ. มาตรา 634 และมาตรา 639 และพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 8ผู้ขนส่งรับผิดต่อความเสียหายอันเกิดแก่ตัวคนโดยสาร เว้นแต่เหตุสุดวิสัยหรือความผิดของคนโดยสาร (มาตรา 634) ข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดในตั๋วหรือเอกสารที่ผู้ขนส่งส่งมอบแก่คนโดยสารเป็นโมฆะ เว้นแต่คนโดยสารตกลงด้วยชัดแจ้ง (มาตรา 639) และข้อตกลงล่วงหน้าที่ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยอันเกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อนำมาอ้างไม่ได้ (มาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540)
C-CC-21-02ป.พ.พ. มาตรา 420 มาตรา 425 มาตรา 427 มาตรา 428 และมาตรา 437ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดในละเมิดของตนเอง (มาตรา 420) นายจ้างร่วมรับผิดในละเมิดที่ลูกจ้างกระทำในทางการที่จ้าง (มาตรา 425) ซึ่งใช้แก่ตัวการและตัวแทนโดยอนุโลม (มาตรา 427) ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อแก่บุคคลภายนอก เว้นแต่ผู้ว่าจ้างผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง (มาตรา 428) และผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลต้องรับผิดชอบเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือความผิดของผู้ต้องเสียหายเอง (มาตรา 437)
C-CC-21-03ป.พ.พ. มาตรา 373 และมาตรา 220ความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเป็นข้อความยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนเองเป็นโมฆะ (มาตรา 373) แต่มาตรา 373 ไม่ใช้บังคับแก่ความผิดของตัวแทนหรือบุคคลที่ลูกหนี้ใช้ในการชำระหนี้ เช่น พนักงานขับรถของผู้ให้บริการ ซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดชอบโดยขนาดเสมอกับว่าเป็นความผิดของตนเอง (มาตรา 220) ข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อความผิดของพนักงานขับรถจึงต้องพิจารณาตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
C-CC-21-04พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 23 และมาตรา 36ผู้ประกอบการขนส่งต้องได้รับใบอนุญาตและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ความปลอดภัย
C-CC-21-05พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 และมาตรา 111หน้าที่ของผู้ประจำรถและพนักงานขับรถในการปฏิบัติตามกฎจราจรและมาตรฐานความปลอดภัย

ช่อง Key Principle เป็นการสรุปความจากตัวบทและมิใช่การคัดตัวบทคำต่อคำ ผู้ใช้งานควรตรวจถ้อยคำเต็มจากตัวบทฉบับทางการก่อนอ้างอิง

วิเคราะห์มาตรา 634 และมาตรา 639 ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540: ทำไมข้อสัญญา "บริษัทผู้ว่าจ้างไม่รับผิดชอบอุบัติเหตุใด ๆ" จึงคุ้มครององค์กรไม่ได้

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 634 ผู้ขนส่งต้องรับผิดต่อคนโดยสารในความเสียหายอันเกิดแก่ตัวเขา เว้นแต่ความเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดแต่ความผิดของคนโดยสารเอง ส่วนมาตรา 639 ใช้กับตั๋ว ใบรับ หรือเอกสารอื่นทำนองเดียวกันที่ผู้ขนส่งส่งมอบแก่คนโดยสาร ข้อความในเอกสารเหล่านั้นที่ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งอย่างใด ๆ เป็นโมฆะ เว้นแต่คนโดยสารได้ตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเช่นนั้น มาตรา 639 จึงไม่ใช่บทที่ใช้กับข้อสัญญาในสัญญาจ้างระหว่างองค์กรผู้ว่าจ้างกับผู้ให้บริการ และไม่ใช้กับผู้ว่าจ้างซึ่งมิใช่ผู้ขนส่ง บทบัญญัติที่ใช้กับข้อสัญญาทั้งสองแบบคือมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลงหรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลงต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้ ส่วนวรรคสองให้ข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดในกรณีอื่นซึ่งไม่เป็นโมฆะ มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ดังนั้น ข้อจำกัดวงเงินรับผิดของผู้ให้บริการ และข้อความว่าบริษัทผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุใด ๆ จะนำมาอ้างไม่ได้เมื่อความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของพนักงานเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของฝ่ายที่อ้างข้อตกลงนั้นหรือของบุคคลที่ฝ่ายนั้นต้องรับผิดด้วย เช่น พนักงานขับรถของผู้ให้บริการ ในกรณีอื่นข้อตกลงนั้นมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี และหากผู้ให้บริการออกตั๋วหรือเอกสารให้พนักงานผู้โดยสารโดยมีข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิด ข้อความนั้นยังต้องเป็นไปตามมาตรา 639 ด้วย

เกณฑ์คัดกรองพนักงานขับรถและความปลอดภัย

สัญญาที่มีคุณภาพต้องระบุมาตรฐานปฏิบัติ (SOP) ดังนี้:

การจัดโครงสร้างความคุ้มครองประกันภัย Commercial Fleet Insurance Structure

การระบุเพียงว่า "ต้องมีประกันภัย" ไม่เพียงพอ สัญญาควรระบุ:

  1. ประกันภัยภาคบังคับ: พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ [ต้องยืนยันมาตรา]
  2. ประกันภัยภาคสมัครใจ: ประกันภัยชั้น 1 ที่มีความคุ้มครองบุคคลภายนอกและผู้โดยสารไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาทต่อคน และรวมไม่ต่ำกว่า 10,000,000 ถึง 20,000,000 บาทต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง ทั้งนี้วงเงินดังกล่าวเป็นข้อเสนอเชิงพาณิชย์ที่เสนอให้กำหนดในสัญญา มิใช่วงเงินที่กฎหมายกำหนด [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
  3. Additional Insured: ระบุให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้เอาประกันภัยร่วม เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองโดยตรงจากบริษัทประกัน

ในกรณีที่เป็นประกันภัยค้ำจุน ผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยโดยตรง แต่ไม่เกินจำนวนที่ผู้รับประกันภัยจะพึงต้องใช้ตามสัญญา (ป.พ.พ. มาตรา 887)

LAS Practice Note: การออกแบบข้อสัญญา Indemnification & Defense Clause

เพื่อป้องกันองค์กรผู้ว่าจ้างจากการถูกฟ้องร่วมในฐานะผู้ว่าจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ในฐานะนายจ้างตามมาตรา 425 หรือในฐานะตัวการตามมาตรา 427 สัญญาควรมีข้อกำหนด "Duty to Defend" โดยระบุให้ผู้ให้บริการมีหน้าที่จัดหาทนายความและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีทั้งหมด หากผู้ว่าจ้างถูกฟ้องร้องจากบุคคลที่สามอันเนื่องมาจากการปฏิบัติงานของผู้ให้บริการ นอกจากมาตรา 428 แล้ว ผู้ว่าจ้างที่ครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลอาจต้องรับผิดชอบเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้นตามมาตรา 437 เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายเอง จึงต้องกำหนดในสัญญาให้ชัดว่าผู้ใดเป็นผู้ครอบครองและควบคุมดูแลรถ

ข้อต่อสู้ของผู้ให้บริการรถรับส่งกับองค์กรผู้ว่าจ้าง Devil's Advocate

ผู้ให้บริการมักอ้าง "เหตุสุดวิสัย" (Force Majeure) เพื่อปฏิเสธความรับผิดตามมาตรา 634 ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 เหตุสุดวิสัยหมายถึงเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้บุคคลผู้ต้องประสบเหตุจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น ดังนั้น การที่รถเบรกแตกหรือยางระเบิดจะเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าผู้ขนส่งได้ตรวจสอบและบำรุงรักษารถตามสมควรหรือไม่ ผู้ขนส่งที่อ้างข้อยกเว้นตามมาตรา 634 จึงควรเตรียมหลักฐานการตรวจสอบและบำรุงรักษารถ

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

เหตุการณ์: รถตู้รับส่งพนักงานโรงงานเกิดอุบัติเหตุชนเสาไฟฟ้าเนื่องจากพนักงานขับรถหลับใน พนักงานบาดเจ็บสาหัส 8 ราย Walkthrough:

  1. การเรียกร้องประกันภัย: ประกันภัยจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามเงื่อนไขของกรมธรรม์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และในกรณีประกันภัยค้ำจุน ผู้เสียหายอาจเรียกร้องจากผู้รับประกันภัยโดยตรงตามมาตรา 887 แต่ไม่เกินจำนวนที่ผู้รับประกันภัยจะพึงต้องใช้ตามสัญญา
  2. ความรับผิด: ผู้ให้บริการในฐานะผู้ขนส่งต้องรับผิดต่อพนักงานที่บาดเจ็บตาม ป.พ.พ. มาตรา 634 และเมื่อการหลับในของพนักงานขับรถเป็นความประมาทเลินเล่อ ข้อสัญญาที่ระบุว่าผู้ให้บริการรับผิดชอบไม่เกิน 500,000 บาท จะนำมาอ้างเป็นข้อจำกัดความรับผิดต่อความเสียหายต่อร่างกายของพนักงานไม่ได้ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
  3. การป้องกันผู้ว่าจ้าง: หากสัญญาจัดโครงสร้างแบบ Independent Contractor ชัดเจน และมี Indemnity Clause ผู้ว่าจ้างอาจเรียกให้ผู้ให้บริการชดใช้ค่าเสียหายที่ตนต้องรับผิดต่อผู้เสียหายตามขอบเขตของข้อสัญญา หรือเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การที่ผู้ให้บริการไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามมาตรา 215 ภายในขอบเขตค่าเสียหายตามมาตรา 222 แต่ไม่รวมความรับผิดอันเกิดจากความผิดของผู้ว่าจ้างเองในคำสั่งหรือการเลือกหาผู้รับจ้างตามมาตรา 428

Checklist 10 จุดตรวจสัญญาจ้างบริการขนส่งพนักงานและฟลีทรถ

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

ถ้าพนักงานขับรถขับเร็วเกินกำหนดแล้วเกิดอุบัติเหตุ ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดไหม?
ผู้ให้บริการซึ่งรับขนส่งคนโดยสารเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติของตนเป็นผู้ขนส่งตามมาตรา 608 จึงต้องรับผิดตามมาตรา 634 ส่วนผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อให้เกิดแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง (มาตรา 428) ดังนั้น หากพิสูจน์ได้ว่าผู้ว่าจ้างไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งการหรือกำกับดูแลพนักงานขับรถโดยตรง (สถานะผู้รับจ้างอิสระ) และมีระบบตรวจสอบความปลอดภัยเพียงพอ ผู้ว่าจ้างมักจะไม่ต้องรับผิดร่วม แต่ความรับผิดตามมาตรา 634 จะตกอยู่ที่ผู้ให้บริการ อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าจ้างที่ครอบครองหรือควบคุมดูแลรถอาจต้องรับผิดชอบตามมาตรา 437 จึงต้องกำหนดในสัญญาให้ชัดว่าผู้ใดเป็นผู้ครอบครองและควบคุมดูแลรถ

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ