คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR

การขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านบุคคลภายนอกมีความแตกต่างทางกฎหมายและภาษีอย่างสิ้นเชิงระหว่าง "ตัวแทนจำหน่าย" (Agent) กับ "ผู้จัดจำหน่ายอิสระ" (Distributor): (1) สัญญาตัวแทน (Agency): ตัวแทนทำนิติกรรมในนามและเพื่อประโยชน์ของตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 หากคู่ค้าต่างประเทศตั้งตัวแทนที่มีอำนาจลงนามในไทย บริษัทต่างประเทศนั้นอาจถูกถือว่าประกอบกิจการในประเทศไทยและมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเงื่อนไขของประมวลรัษฎากร มาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิ และอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ใช้บังคับ (ความเสี่ยงนี้มักเรียกว่าภาระภาษีสถานประกอบการถาวร หรือ Permanent Establishment: PE) ซึ่งต้องตรวจจากตัวบทและที่ปรึกษาภาษี (2) สัญญาผู้จัดจำหน่าย (Distribution): ผู้จัดจำหน่ายซื้อสินค้าไปเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองและขายต่อในนามตนเองเพื่อเอากำไรส่วนต่าง (Buy-Sell) แต่มีความเสี่ยงสูงต่อพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 55 (1) ประกอบมาตรา 54 (1) และมาตรา 57 (3) หากมีการกำหนดราคาขายต่อขั้นต่ำ (Resale Price Maintenance: RPM) และต้องตรวจข้อตกลงห้ามขายสินค้าข้ามเขต (Geographic Exclusivity) ตามที่อธิบายในหัวข้อ 5

ก่อนตรวจข้อสัญญา ควรแยกให้ชัดเจนว่าคนกลางเป็นผู้ใดในสี่ประเภท เพราะแต่ละประเภทมีบทบัญญัติและความรับผิดต่างกัน ตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 คือผู้มีอำนาจทำการแทนตัวการ และมีสิทธิได้รับบำเหน็จเมื่อได้ตกลงกันไว้ในสัญญาว่ามีบำเหน็จ หรือทางการที่คู่สัญญาประพฤติต่อกันเป็นปริยายว่ามีบำเหน็จ หรือเคยเป็นธรรมเนียมมีบำเหน็จตามมาตรา 803 ตัวแทนค้าต่างตามมาตรา 833 คือผู้ซึ่งในทางค้าขายของตนทำการซื้อหรือขายทรัพย์สิน หรือรับจัดทำกิจการค้าขายอย่างอื่นในนามของตนเองต่างตัวการ จึงได้สิทธิและต้องผูกพันต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งโดยตรงตามมาตรา 837 นายหน้าตามมาตรา 845 เพียงชี้ช่องหรือจัดการให้ผู้อื่นทำสัญญากัน มิได้ทำสัญญาแทนผู้ใด และตามมาตรา 848 ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาที่ตนเป็นสื่อ เว้นแต่มิได้บอกชื่อของฝ่ายหนึ่งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ส่วนผู้จัดจำหน่ายมิใช่ตัวแทนหรือนายหน้า แต่ซื้อสินค้าเป็นกรรมสิทธิ์ของตนตามสัญญาซื้อขายในมาตรา 453 แล้วขายต่อในนามของตนเอง ชื่อเรียกในสัญญาจึงมิใช่เกณฑ์ตัดสิน ต้องพิจารณาว่าคนกลางทำการในนามของใครและมีอำนาจผูกพันใครเพียงใด ดูรายละเอียดของสัญญานายหน้าเพิ่มเติมได้ในบทความ "Checklist 10 จุดตรวจสัญญาบริการนายหน้าและคนกลางพาณิชย์"

สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง

  1. เหตุการณ์: แบรนด์สินค้าแฟชั่นจากยุโรปแต่งตั้งบริษัทไทยเป็น "Sole Exclusive Agent" เพื่อทำตลาดในประเทศไทย โดยให้สิทธิเจรจาเงื่อนไขและลงนามในสัญญาขายสินค้าแก่ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ในนามของแบรนด์ยุโรป
  2. ความเข้าใจผิด: ฝ่ายต่างประเทศคิดว่าตนเองไม่มีสำนักงานสาขาในไทย และไม่มีลูกจ้างในไทย ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีในประเทศไทย
  3. จุดพลิก: กรมสรรพากรไทยเข้าตรวจสอบการไหลเวียนของเงิน และมีหนังสือประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ โดยชี้ว่าบริษัทไทยทำหน้าที่เป็น "Dependent Agent" เจรจาและผูกพันสัญญาแทนตัวการต่างประเทศ จึงถือว่าบริษัทต่างประเทศเข้ามาประกอบกิจการในไทย และสั่งประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลย้อนหลัง 5 ปี พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มมูลค่านับสิบล้านบาท (กรณีไม่ยื่นรายการ ประมวลรัษฎากร มาตรา 23 มิได้กำหนดเวลาออกหมายเรียกไว้ และข้อหารือกรมสรรพากร ที่ กค 0702/642 ลงวันที่ 23 มกราคม 2555 วินิจฉัยว่าต้องใช้อายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31) ทั้งนี้เป็นข้อเท็จจริงสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย
  4. สิ่งที่ได้จากบทความ: ตารางเปรียบเทียบสิทธิและภาระภาษีของสัญญาตัวแทนกับสัญญาผู้จัดจำหน่าย, 3 ข้อสัญญาที่ช่วยจำกัดอำนาจของตัวแทนเพื่อลดความเสี่ยงด้านภาษีสถานประกอบการถาวร (PE), ข้อสัญญาที่ต้องตรวจตามกฎหมายแข่งขันทางการค้า, และ Checklist 10 จุดตรวจสัญญาก่อนแต่งตั้งคู่ค้า

ความแตกต่างพื้นฐาน: Agent กับ Distributor

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 สัญญาตัวแทนคือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า "ตัวแทน" มีอำนาจทำการแทนบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า "ตัวการ" และตกลงจะทำการดังนั้น ความเป็นตัวแทนเกิดได้ทั้งโดยการตั้งแต่งแสดงออกชัดและโดยปริยาย ในรูปแบบตัวแทน สินค้าเป็นของตัวการจนกว่าตัวแทนขายให้ลูกค้า ตัวแทนมีสิทธิได้รับบำเหน็จเมื่อได้ตกลงกันไว้ในสัญญาว่ามีบำเหน็จ หรือทางการที่คู่สัญญาประพฤติต่อกันเป็นปริยายว่ามีบำเหน็จ หรือเคยเป็นธรรมเนียมมีบำเหน็จตามมาตรา 803 ส่วนค่าบำเหน็จนายหน้าเป็นค่าตอบแทนของนายหน้าตามมาตรา 845 ซึ่งเป็นสัญญาคนละประเภทกับสัญญาตัวแทน ผู้จัดจำหน่าย (Distributor) ทำสัญญาซื้อขายตามมาตรา 453 โดยซื้อสินค้าเป็นกรรมสิทธิ์ของตน แบกรับความเสี่ยงสินค้าคงคลัง (Inventory Risk) และขายต่อในนามของตนเพื่อกำไรส่วนต่าง (Margin)

หากตัวแทนในประเทศไทยทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ตัวแทนต้องรับผิดตามสัญญานั้นแต่ลำพังตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 แม้ทั้งชื่อและตัวการจะได้เปิดเผยแล้ว เว้นแต่ข้อความแห่งสัญญาจะแย้งกันกับความรับผิดของตัวแทน ข้อความที่จะทำให้ตัวแทนพ้นจากความรับผิดตามมาตรานี้จึงต้องอยู่ในสัญญาที่ตัวแทนทำกับบุคคลภายนอก เช่น สัญญาขายสินค้าที่ทำกับลูกค้า โดยระบุให้ชัดเจนว่าตัวแทนทำการในฐานะตัวแทนของตัวการและไม่รับผิดตามสัญญานั้นเป็นส่วนตัว ข้อตกลงในสัญญาตัวแทนระหว่างตัวการกับตัวแทนเพียงอย่างเดียวไม่เข้าข้อยกเว้นของมาตรา 824 นอกจากนี้ควรตรวจเรื่องอำนาจและการให้สัตยาบันตามมาตรา 823 รวมทั้งความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการตามมาตรา 812

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

Claim IDข้อความทางกฎหมายที่ยืนยันฐานกฎหมายปฐมภูมิตำแหน่งในแหล่งสถานะ
C-CC-08-01อันว่าสัญญาตัวแทนนั้น คือสัญญาซึ่งให้บุคคลหนึ่ง เรียกว่า ตัวแทน มีอำนาจทำการแทนบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าตัวการ และตกลงจะทำการดังนั้น อันความเป็นตัวแทนนั้นจะเป็นโดยตั้งแต่งแสดงออกชัดหรือโดยปริยายก็ย่อมได้ป.พ.พ. มาตรา 797ลักษณะ 15 ตัวแทน หมวด 1แก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-CC-08-02ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลาย อันตัวแทนหรือตัวแทนช่วงได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนป.พ.พ. มาตรา 820ลักษณะ 15 ตัวแทน หมวด 4แก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-CC-08-03บริษัทต่างประเทศที่มีตัวแทนในประเทศไทยอาจถูกถือว่าประกอบกิจการในประเทศไทยและมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเงื่อนไขของประมวลรัษฎากร มาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิ และอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ใช้บังคับ ซึ่งต้องตรวจจากตัวบทและที่ปรึกษาภาษีประมวลรัษฎากร มาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิหมวด 3 ภาษีเงินได้ ส่วน 3 การเก็บภาษีจากบริษัทและหุ้นส่วนนิติบุคคลแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-CC-08-04สรุปความจากตัวบท: มาตรา 55 ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจใดร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจอื่นกระทำการใด ๆ อันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในตลาดใดตลาดหนึ่ง ในลักษณะกำหนดเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในมาตรา 54 (1) (2) หรือ (4) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่คู่แข่งขันในตลาดเดียวกันตามอนุมาตรา (1) หรือแต่งตั้งหรือมอบหมายให้บุคคลใดแต่ผู้เดียวเป็นผู้จำหน่ายสินค้าหรือให้บริการอย่างเดียวกันหรือประเภทเดียวกันตามอนุมาตรา (3) โดยมาตรา 56 ยกเว้นบางกรณีไว้ และมาตรา 57 (3) ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการใด ๆ อันเป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น โดยกำหนดเงื่อนไขทางการค้าอันเป็นการจำกัดหรือขัดขวางการประกอบธุรกิจของผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม ส่วนมาตรา 50 ใช้บังคับเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาดพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 50 มาตรา 54 มาตรา 55 มาตรา 56 และมาตรา 57หมวด 3 การป้องกันการผูกขาดและการค้าที่ไม่เป็นธรรมแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-CC-08-05มาตรา 827: ตัวการจะถอนตัวแทน และตัวแทนจะบอกเลิกเป็นตัวแทนเสีย ในเวลาใด ๆ ก็ได้ทุกเมื่อ คู่สัญญาฝ่ายซึ่งถอนตัวแทนหรือบอกเลิกเป็นตัวแทนในเวลาที่ไม่สะดวกแก่อีกฝ่ายหนึ่ง จะต้องรับผิดต่อคู่สัญญาฝ่ายนั้นในความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น เว้นแต่ในกรณีที่เป็นความจำเป็นอันมิอาจจะก้าวล่วงเสียได้ป.พ.พ. มาตรา 826 และมาตรา 827 (ใช้เฉพาะสัญญาตัวแทน)ลักษณะ 15 ตัวแทน หมวด 5 ความระงับสิ้นไปแห่งสัญญาตัวแทนแก้ไขแล้ว — LAS Audit

ตารางเปรียบเทียบเชิงลึก: Agency Model กับ Distribution Model

มิติการพิจารณาสัญญาตัวแทน (Commercial Agency)สัญญาผู้จัดจำหน่าย (Distributor)
คู่สัญญาในการขายสินค้าสัญญาขายเกิดขึ้นระหว่าง เจ้าของสินค้า (ตัวการ) กับ ลูกค้าปลายทาง โดยตรงสัญญาขายเกิดขึ้นระหว่าง ผู้จัดจำหน่าย กับ ลูกค้าปลายทาง
กรรมสิทธิ์ในสินค้าในรูปแบบตัวแทน สินค้าเป็นของตัวการจนกว่าตัวแทนขายให้ลูกค้าในรูปแบบผู้จัดจำหน่าย สินค้าเป็นของผู้จัดจำหน่ายเมื่อซื้อขายกันตามข้อตกลง (Buy-Sell)
ความเสี่ยงหนี้สูญและสต็อกตัวการเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงทั้งหมดผู้จัดจำหน่ายเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงสต็อกและหนี้สูญเอง
ผลตอบแทนทางการค้าบำเหน็จของตัวแทน (Commission % จากยอดขาย) ซึ่งตัวแทนมีสิทธิได้รับเมื่อได้ตกลงกันไว้ หรือเมื่อทางการที่คู่สัญญาประพฤติต่อกันเป็นปริยายว่ามีบำเหน็จ หรือเมื่อเคยเป็นธรรมเนียม ตามมาตรา 803กำไรส่วนต่างจากการขายต่อ (Margin / Markup)
การกำหนดราคาขายปลีกในรูปแบบตัวแทนที่ตัวการเป็นผู้ขายสินค้าเองจริง ราคาขายปลีกเป็นการตัดสินใจของตัวการในฐานะผู้ขาย แต่ต้องตรวจว่าความสัมพันธ์เป็นตัวแทนจริงหรือเป็นการซื้อไปขายต่อหลีกเลี่ยงการกำหนดราคาขายต่อขั้นต่ำ เพราะเสี่ยงต่อพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 55 (1) ประกอบมาตรา 54 (1) และมาตรา 57 (3) ควรใช้เพียงราคาขายปลีกแนะนำ
ความเสี่ยงภาษีสถานประกอบการถาวรสูงมาก หากตัวแทนมีอำนาจเซ็นสัญญาแทน (Dependent Agent)ต่ำ หากผู้จัดจำหน่ายเป็นนิติบุคคลอิสระที่ดำเนินธุรกิจของตนเอง

หมายเหตุเรื่องกรรมสิทธิ์: กรรมสิทธิ์ในสินค้าโอนไปตามสัญญาซื้อขายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งโดยหลักโอนตั้งแต่ขณะทำสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 เว้นแต่คู่สัญญาตกลงเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาไว้ตามมาตรา 459 (เช่น สงวนกรรมสิทธิ์จนกว่าจะชำระราคา) และในการซื้อขายสินค้าซึ่งมิได้กำหนดลงไว้แน่นอน เช่น การสั่งซื้อสินค้าตามจำนวนจากสินค้าคงคลังรวม กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปจนกว่าจะได้หมาย นับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือก หรือทำโดยวิธีอื่นเพื่อให้บ่งตัวสินค้านั้นออกเป็นแน่นอนแล้วตามมาตรา 460

หมายเหตุเรื่องตัวแทนค้าต่าง: ตารางนี้เปรียบเทียบสัญญาตัวแทนที่ทำการในนามของตัวการกับสัญญาผู้จัดจำหน่าย ส่วนผู้ที่ในทางค้าขายของตนทำการซื้อหรือขายทรัพย์สินในนามของตนเองต่างตัวการเป็นตัวแทนค้าต่างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 833 ซึ่งผูกพันต่อคู่สัญญาโดยตรงตามมาตรา 837 ข้อความในตารางว่าสัญญาขายเกิดระหว่างตัวการกับลูกค้าโดยตรง และตัวการแบกรับความเสี่ยงหนี้สูญทั้งหมด จึงไม่ใช้กับตัวแทนค้าต่าง ความเสี่ยงหนี้สูญของตัวแทนค้าต่างเป็นไปตามมาตรา 838 กล่าวคือ ตัวแทนค้าต่างไม่ต้องรับผิดต่อตัวการเพื่อชำระหนี้แทนคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เว้นแต่ได้มีข้อกำหนดในสัญญา หรือมีปริยายแต่ทางการที่ตัวการกับตัวแทนประพฤติต่อกัน หรือมีธรรมเนียมในท้องถิ่นว่าจะต้องรับผิดถึงเพียงนั้น

LAS Practice Note — การตัดอำนาจ Dependent Agent เพื่อลดความเสี่ยงด้านภาษีสถานประกอบการถาวร

หากบริษัทต่างชาติต้องการใช้โมเดลตัวแทนในไทยโดยลดความเสี่ยงที่จะถูกประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ ข้อสัญญาใน Agency Agreement ควรระบุอย่างเคร่งครัดว่า: (1) ตัวแทนมีอำนาจเพียง "การแนะนำลูกค้า การส่งเสริมการขาย และการรับคำสั่งซื้อเบื้องต้น" เท่านั้น, (2) ตัวแทน ไม่มีอำนาจลงนาม ตกลง หรือผูกพันสัญญาใด ๆ แทนตัวการ คำสั่งซื้อทุกฉบับต้องถูกส่งไปให้บริษัทแม่ในต่างประเทศพิจารณาอนุมัติและลงนามแต่เพียงผู้เดียว, และ (3) การรับชำระเงินต้องโอนตรงเข้าบัญชีต่างประเทศของตัวการ มิใช่บัญชีของตัวแทนในไทย

การตัดอำนาจตัวแทนในสัญญาไม่ผูกพันบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมอไป เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ผู้ที่เชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตน หรือรู้แล้วยอมให้บุคคลนั้นเชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตน ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าบุคคลนั้นเป็นตัวแทนของตน และตามมาตรา 822 หากตัวแทนทำการเกินอำนาจ แต่ทางปฏิบัติของตัวการทำให้บุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการนั้นอยู่ภายในขอบอำนาจของตัวแทน ให้นำมาตรา 821 มาใช้บังคับ ตัวการจึงต้องควบคุมทั้งพฤติกรรมจริงของตัวแทนและทางปฏิบัติของตนเองให้สอดคล้องกับข้อสัญญาด้วย

ความเสี่ยงตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 Antitrust Risks

ในการทำสัญญาแต่งตั้งผู้จัดจำหน่าย (Distribution Agreement) มีข้อสัญญาที่พบบ่อย 3 ข้อ ที่ต้องตรวจตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 50 และมาตรา 54 ถึงมาตรา 57:

  1. การกำหนดราคาขายต่อขั้นต่ำ (Resale Price Maintenance: RPM): การบังคับมิให้ผู้จัดจำหน่ายขายต่ำกว่าราคาที่กำหนด มิใช่ข้อห้ามเด็ดขาดตามตัวบท แต่เป็นความเสี่ยงสูงสองทาง ทางแรก พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 55 (1) ประกอบมาตรา 54 (1) ห้ามผู้ประกอบธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจอื่นที่มิใช่คู่แข่งขันในตลาดเดียวกันกำหนดราคาขายหรือเงื่อนไขทางการค้าใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมที่ส่งผลต่อราคา อันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในตลาดใดตลาดหนึ่ง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 56 ทางที่สอง มาตรา 57 (3) ห้ามกำหนดเงื่อนไขทางการค้าอันเป็นการจำกัดหรือขัดขวางการประกอบธุรกิจของผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อเป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 55 หรือมาตรา 57 ต้องชำระค่าปรับทางปกครองในอัตราไม่เกินร้อยละสิบของรายได้ในปีที่กระทำความผิด หรือไม่เกินหนึ่งล้านบาทหากเป็นการกระทำความผิดในปีแรกของการประกอบธุรกิจ ตามมาตรา 82 และหากผู้กำหนดราคาเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด การกำหนดหรือรักษาระดับราคาขายอย่างไม่เป็นธรรมยังอาจเข้ามาตรา 50 (1) ซึ่งมีโทษทางอาญาตามมาตรา 72 คือจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินร้อยละสิบของรายได้ในปีที่กระทำความผิด หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นการกระทำความผิดในปีแรกของการประกอบธุรกิจ โทษปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท ทั้งคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าอาจสั่งให้ระงับหรือแก้ไขการกระทำตามมาตรา 60 และผู้เสียหายอาจฟ้องเรียกค่าเสียหายตามมาตรา 69 สัญญาจึงควรใช้เพียงราคาขายปลีกแนะนำ (Recommended Retail Price: RRP) ที่ผู้จัดจำหน่ายมีอิสระลดราคาได้จริง และหากจำเป็นต้องกำหนดราคา ผู้ประกอบธุรกิจอาจยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยเป็นการล่วงหน้าตามมาตรา 59
  2. การจำกัดเขตจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Territory): หากผู้ผลิตมีอำนาจเหนือตลาด การห้ามผู้จัดจำหน่ายขายสินค้าข้ามเขต หรือห้ามขายให้ลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาเอง (Passive Sales) อาจถือเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
  3. ข้อห้ามการจำหน่ายสินค้าของคู่แข่ง (Non-Compete / Exclusive Dealing): การบังคับให้ผู้จัดจำหน่ายขายเฉพาะสินค้าของตนเจ้าเดียว ห้ามขายแบรนด์อื่น ต้องมีเหตุผลทางธุรกิจที่ชอบธรรมและระยะเวลาต้องไม่ยาวนานเกินสมควร

การแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายแต่ผู้เดียว การแบ่งเขตจำหน่าย และข้อห้ามจำหน่ายสินค้าคู่แข่ง ต้องตรวจตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 55 (3) และมาตรา 55 (1) ประกอบมาตรา 54 (4) สำหรับข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่คู่แข่งขัน โดยพิจารณาว่าข้อตกลงนั้นเป็นการผูกขาด ลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในตลาดใดตลาดหนึ่งหรือไม่ และเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 56 หรือไม่ ส่วนหากผู้กำหนดเงื่อนไขมีอำนาจเหนือตลาด ต้องตรวจตามมาตรา 50 (2) ด้วย ซึ่งข้อยกเว้นตามมาตรา 56 ใช้เฉพาะกับมาตรา 55 และไม่ใช้กับมาตรา 50

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

ข้อเท็จจริงสมมติ: บริษัท A จากประเทศเยอรมนี ต้องการขยายตลาดเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทย โดยทำสัญญากับบริษัท B สัญญาระบุชื่อว่า "Distributor Agreement" แต่เนื้อหาภายในกำหนดว่า บริษัท B ไม่มีสิทธิกำหนดราคาขายเอง และให้บริษัท B เซ็นสัญญากับโรงพยาบาลในฐานะ "ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัท A"

การวินิจฉัยความเสี่ยง: (1) ชื่อสัญญามิใช่เกณฑ์ตัดสินเพียงอย่างเดียว เพราะความเป็นตัวแทนเกิดได้โดยปริยายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 และในการตีความการแสดงเจตนาต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตามมาตรา 171 (หลักเนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ หรือ Substance over Form) ส่วนเกณฑ์ที่ใช้ในทางภาษีต้องตรวจจากประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ พฤติการณ์ดังกล่าวอาจถือได้ว่าบริษัท B ทำหน้าที่เป็น Agent ที่มีอำนาจผูกพัน บริษัท A จึงอาจถูกถือว่าประกอบกิจการในประเทศไทยและมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเงื่อนไขของประมวลรัษฎากร มาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิ และอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ใช้บังคับ ซึ่งต้องตรวจจากตัวบทและที่ปรึกษาภาษี, (2) บริษัท B อาจต้องร่วมรับผิดชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัท A หากบริษัท A ไม่ยื่นภาษี ทั้งนี้ฐานความรับผิดของตัวแทนในการยื่นแบบและชำระภาษีต้องตรวจจากประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง

ขั้นตอนปฏิบัติในการเลือกและทำสัญญา Action Steps

ขั้นตอนการดำเนินงานผู้รับผิดชอบเอกสารผลลัพธ์กำหนดเวลา
1ประเมินโมเดลธุรกิจ: ความต้องการควบคุมราคากับความเสี่ยงสต็อกและภาษีฝ่ายการค้า / CFOCommercial Strategy Memo (Agency versus Buy-Sell)ก่อนเริ่มเจรจา
2ตรวจสอบโครงสร้างภาษีระหว่างประเทศ (DTA และ PE Exposure)ที่ปรึกษาภาษีTax Structuring & PE Risk Assessment Reportก่อนร่างสัญญา
3ยกร่างสัญญาตามโมเดลที่เลือก พร้อมตัดข้อความอันตรายฝ่ายกฎหมาย / Legal Counselร่างสัญญา Agency หรือ Distribution ฉบับสมบูรณ์สัปดาห์ที่ 2-3
4ตรวจสอบความสอดคล้องกับ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายแข่งขันAntitrust Compliance Checklistก่อนลงนาม

Checklist 10 จุดตรวจสัญญา Agency / Distribution

สรุปสิ่งที่ควรจำ — Key Takeaways

  • ชื่อสัญญาไม่สำคัญเท่าพฤติกรรมจริง: แม้หัวสัญญาจะเขียนว่า Distributor แต่หากมีอำนาจเซ็นสัญญาแทน กรมสรรพากรอาจพิจารณาว่าเป็น Agent
  • ระวังภาระภาษีของบริษัทต่างประเทศ: การแต่งตั้งตัวแทนในไทยอาจนำภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิ มาสู่บริษัทแม่ในต่างประเทศโดยไม่รู้ตัว
  • หลีกเลี่ยงการล็อกราคาขายต่อ: ในสัญญาผู้จัดจำหน่าย การบังคับราคาขายต่อขั้นต่ำมิใช่ข้อห้ามเด็ดขาด แต่เสี่ยงต่อค่าปรับทางปกครองตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 82 และหากผู้กำหนดราคามีอำนาจเหนือตลาด ยังอาจมีโทษทางอาญาตามมาตรา 72 จึงควรใช้เพียงราคาแนะนำ

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

แบรนด์สามารถกำหนดราคาขายต่อแก่ผู้จัดจำหน่าย (Distributor) ได้หรือไม่?
การบังคับราคาขายต่อขั้นต่ำ (Minimum Resale Price) มิใช่ข้อห้ามเด็ดขาด แต่มีความเสี่ยงสูงตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 55 (1) ประกอบมาตรา 54 (1) และมาตรา 57 (3) ส่วนการกำหนดราคาสูงสุด (Maximum Resale Price) หรือราคาแนะนำ (Recommended Price) ต้องตรวจตามมาตรา 55 (1) และมาตรา 54 (1) เป็นรายกรณีว่ามีผลต่อการแข่งขันหรือไม่ เพราะตัวบทครอบคลุมการกำหนดราคาทั้งทางตรงและทางอ้อม
สัญญาตัวแทนแต่งตั้งโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา หากตัวการต้องการบอกเลิกสัญญา ต้องทำอย่างไร?
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 827 ตัวการถอนตัวแทนได้ทุกเมื่อ แต่หากถอนในเวลาที่ไม่สะดวกแก่ตัวแทน ตัวการต้องรับผิดต่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้น เว้นแต่เป็นความจำเป็นอันมิอาจจะก้าวล่วงเสียได้ จึงควรกำหนดระยะเวลาบอกกล่าวล่วงหน้าไว้ในสัญญาเพื่อลดความเสียหายดังกล่าว ทั้งนี้ระยะเวลาบอกกล่าว 30 ถึง 90 วันเป็นข้อเสนอเชิงพาณิชย์ที่คู่สัญญาตกลงกัน ไม่ใช่เกณฑ์ตามกฎหมาย [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
หากผู้จัดจำหน่ายทำยอดขายไม่ถึงเป้า ตัวการมีสิทธิยกเลิกสัญญาทันทีได้หรือไม่?
ได้ หากในสัญญาระบุไว้อย่างชัดเจนว่าการทำยอดขายไม่ถึง Minimum Performance Target ถือเป็นเหตุผิดสัญญา (Event of Default) หรือเป็นเงื่อนไขที่ทำให้สิทธิ Exclusive เปลี่ยนเป็น Non-Exclusive หรือบอกเลิกสัญญาได้
Foreign Principal ที่ตั้ง Distributor ในไทย ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในไทยหรือไม่?
ผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทยที่นำเข้าสินค้าเองมีภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าตามเงื่อนไขของประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 (2) ส่วนหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ขายต่างประเทศขึ้นอยู่กับลักษณะการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งต้องตรวจเป็นรายกรณี

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ