คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR

การทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า (Trademark License) หรือสัญญาแฟรนไชส์ (Franchise Agreement) ในประเทศไทย มี "กฎเหล็กทางแบบพิธี" ที่ผู้ประกอบการมักตกม้าตาย: ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68 วรรคสอง สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา หากมิได้ปฏิบัติตามแบบ สัญญาอนุญาตอาจ ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 [ต้องยืนยันมาตรา: พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้ามิได้บัญญัติผลไว้โดยชัดแจ้ง] ทำให้สิทธิเรียกค่ารอยัลตี้ (Royalty Fees) ตามสัญญาอาจถูกโต้แย้ง ผลต่อส่วนอื่นของสัญญาแฟรนไชส์ให้พิจารณาตามมาตรา 173 และการเรียกคืนเงินที่ชำระไปให้ใช้บทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ (มาตรา 172 วรรคสองและมาตรา 406) นอกจากนี้ มาตรา 68 วรรคสาม (1) และ (2) กำหนดให้คำขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตอย่างน้อยต้องแสดง เงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าควบคุมคุณภาพสินค้าได้อย่างแท้จริง (Quality Control) และรายการสินค้าที่อนุญาต คำขอที่ไม่ครบถ้วนอาจไม่ได้รับการจดทะเบียน [ต้องยืนยันมาตรา: กฎกระทรวงว่าด้วยการรับจดทะเบียนสัญญาอนุญาต] และนายทะเบียนสั่งไม่รับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 69 เมื่อสัญญาทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิด หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือรัฐประศาสโนบาย

สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง

  1. เหตุการณ์: เจ้าของแบรนด์ชานมไข่มุกชื่อดังขายสิทธิแฟรนไชส์ให้แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ 20 สาขา โดยทำสัญญาแฟรนไชส์และลงนามร่วมกัน แต่ไม่ได้นำสัญญาไปจดทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  2. ความเข้าใจผิด: เชื่อว่าลงนามในสัญญาแฟรนไชส์ฉบับภาษาไทยและจ่ายเงินค่าธรรมเนียมแรกเข้าแล้ว สัญญาย่อมสมบูรณ์ผูกพันตามหลักสัญญาทางแพ่งทั่วไป
  3. จุดพลิก: สาขาหนึ่งผิดนัดชำระค่า Royalty Fee รายเดือน และแอบนำวัตถุดิบอื่นมาใช้ เจ้าของแบรนด์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย ผู้ซื้อแฟรนไชส์ต่อสู้ว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้ามิได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียนตามมาตรา 68 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 สัญญาจึงอาจตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 [ต้องยืนยันมาตรา: พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้ามิได้บัญญัติผลไว้โดยชัดแจ้ง] ซึ่งทำให้เจ้าของแบรนด์ฟ้องบังคับตามสัญญาแฟรนไชส์ได้ยากขึ้นอย่างมาก (สถานการณ์นี้เป็นข้อเท็จจริงสมมติ)
  4. สิ่งที่ได้จากบทความ: โครงสร้างสัญญาแฟรนไชส์ 7 ชั้น, เทคนิคการแยกร่างสัญญาระหว่าง "Trademark License" (ที่ต้องจดทะเบียน) กับ "Franchise Services Agreement" (ที่ไม่ต้องจดทะเบียน), การเขียนข้อสัญญา Quality Control ให้ผ่านการพิจารณาของ DIP, และการคุ้มครองคู่มือปฏิบัติการ (Operations Manual)

กับดักมาตรา 68: แบบพิธีแห่งความสมบูรณ์ของสัญญา

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68 วรรคสอง บัญญัติว่า "สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าตามวรรคหนึ่ง ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน"

มาตรา 68 วรรคหนึ่งใช้กับเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น ส่วนเครื่องหมายที่ยังมิได้จดทะเบียนไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 68 ตามถ้อยคำของมาตรานั้นเอง สำหรับเครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้ว ตัวบทมิได้บัญญัติผลของการไม่ทำสัญญาอนุญาตให้ถูกต้องตามแบบไว้โดยชัดแจ้ง ผลดังกล่าวจึงต้องอธิบายตามหลักแบบของนิติกรรม กล่าวคือ การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ การนั้นเป็นโมฆะ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152) [ต้องยืนยันมาตรา: พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้ามิได้บัญญัติผลไว้โดยชัดแจ้ง] และหากส่วนหนึ่งส่วนใดของนิติกรรมเป็นโมฆะ นิติกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น เว้นแต่จะพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่าคู่กรณีเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ (มาตรา 173) ส่วนการเรียกคืนเงินที่ชำระไปแล้วให้ใช้บทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ (มาตรา 172 วรรคสองและมาตรา 406)

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

Claim IDข้อความทางกฎหมายที่ยืนยันฐานกฎหมายปฐมภูมิตำแหน่งในแหล่งสถานะ
C-SHIELD-10-01สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน หากมิได้ปฏิบัติตามแบบ สัญญาอาจตกเป็นโมฆะตามหลักแบบของนิติกรรม [ต้องยืนยันมาตรา: พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้ามิได้บัญญัติผลไว้โดยชัดแจ้ง]พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68 วรรคสอง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 และมาตรา 173หมวด 1 ส่วนที่ 5 สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHIELD-10-02คำขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตอย่างน้อยต้องแสดงเงื่อนไขหรือข้อกำหนดระหว่างเจ้าของกับผู้ได้รับอนุญาตที่จะทำให้เจ้าของควบคุมคุณภาพของสินค้าได้อย่างแท้จริง และรายการสินค้าที่อนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68 วรรคสาม (1) และ (2)หมวด 1 ส่วนที่ 5 สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHIELD-10-03การอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ยังมิได้จดทะเบียน ไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 68 เพราะมาตรา 68 วรรคหนึ่งใช้กับเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68 วรรคหนึ่งถ้อยคำของมาตรา 68 วรรคหนึ่งแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHIELD-10-04ข้อมูลสูตร กรรมวิธี หรือคู่มือปฏิบัติการจะได้รับความคุ้มครองเป็นความลับทางการค้าต่อเมื่อเข้านิยามของความลับทางการค้าตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 3บทนิยาม (ก่อนหมวด 1)ตรวจตรงตัวบท — LAS Audit
C-SHIELD-10-05สัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมเป็นโมฆะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150ลักษณะ 2 นิติกรรม หมวด 1แก้ไขแล้ว — LAS Audit

โครงสร้างพิมพ์เขียวสัญญาแฟรนไชส์ 7 ชั้นมาตรฐานสากล

  1. 1. Grant of License & Territory: ขอบเขตการอนุญาตใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า ตราสัญลักษณ์ และอาณาเขตที่ได้รับสิทธิ (Exclusive กับ Non-Exclusive Territory)
  2. 2. Franchise Fees & Royalties: ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Initial Fee), ค่าสิทธิรายเดือน (Royalty Fee % จากยอดขาย), และค่ากองทุนการตลาด (Marketing Fund)
  3. 3. Quality Control & Standards: มาตรฐานการตกแต่งร้าน วัตถุดิบภาคบังคับ สิทธิในการเข้าสุ่มตรวจ (Audit Rights) และการอบรมบุคลากร
  4. 4. Operations Manual & Trade Secrets: การส่งมอบคู่มือปฏิบัติการแฟรนไชส์ สิทธิในการอัปเดตระบบ และข้อห้ามเปิดเผยความลับทางการค้า
  5. 5. Supply Chain & Approved Vendors: ข้อกำหนดการซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์จากผู้จัดจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น (Approved Suppliers)
  6. 6. Non-Compete & Non-Solicitation: ข้อห้ามประกอบธุรกิจแข่งขันระหว่างสัญญาและหลังจากสัญญาสิ้นสุดลง (ควรจำกัดพื้นที่และระยะเวลาเพียงเท่าที่จำเป็นต่อการคุ้มครองประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของแบรนด์ ข้อห้ามที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดรับภาระมากกว่าที่พึงคาดหมายได้ตามปกติมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5)
  7. 7. Termination & De-identification: เหตุเลิกสัญญา สิทธิการเข้ายึดระบบ และหน้าที่ในการปลดป้าย/ทำลายเครื่องหมายการค้าทันทีที่สัญญาเลิกกัน

มาสเตอร์แฟรนไชส์: การอนุญาตช่วง อาณาเขต และการควบคุมในระดับมาสเตอร์

ในโครงสร้างมาสเตอร์แฟรนไชส์ (Master Franchise) ผู้ได้รับสิทธิมาสเตอร์มักอนุญาตช่วงให้ผู้ประกอบการรายสาขาอีกทอดหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 79 หากสัญญาอนุญาตมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนการอนุญาตหรืออนุญาตช่วงให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายอีกทอดหนึ่งไม่ได้ ส่วนมาตรา 77 และมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับเมื่อสัญญาอนุญาตมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กล่าวคือ เจ้าของเครื่องหมายการค้ายังมีสิทธิใช้เครื่องหมายนั้นเองหรืออนุญาตให้บุคคลอื่นใช้อีกได้ (มาตรา 77) และผู้ได้รับอนุญาตมีสิทธิใช้เครื่องหมายได้ทั่วประเทศสำหรับสินค้าทั้งหมดที่ได้จดทะเบียนไว้ตลอดอายุการจดทะเบียน รวมทั้งในกรณีที่มีการต่ออายุการจดทะเบียน (มาตรา 78) สัญญาจึงต้องระบุให้ชัดแจ้งว่าอนุญาตช่วงได้หรือไม่ รวมทั้งอาณาเขต ระยะเวลา และความเป็นผู้ได้รับอนุญาตแต่ผู้เดียว อนึ่ง มาตรา 68 วรรคหนึ่งกล่าวถึงสัญญาอนุญาตที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนทำกับบุคคลอื่น และมิได้กล่าวถึงการอนุญาตช่วงโดยผู้ได้รับอนุญาต ผู้ร่างจึงควรตรวจว่าสัญญาอนุญาตช่วงต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนด้วยหรือไม่ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: กฎกระทรวงว่าด้วยการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตและแนวปฏิบัติของกรมทรัพย์สินทางปัญญาเรื่องการอนุญาตช่วง] สำหรับเครื่องหมายบริการให้ใช้โดยอนุโลมตามมาตรา 80

ตารางการขยายสาขา (Development Schedule) ที่กำหนดสาขาขั้นต่ำและอาณาเขตแต่ผู้เดียวมิได้ต้องห้ามโดยตัวมันเอง แต่ต้องพิจารณาพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ตามลำดับ กล่าวคือ มาตรา 56 (3) มิให้ใช้มาตรา 55 บังคับกับการตกลงร่วมกันในรูปแบบธุรกิจที่มีสัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจในต่างระดับกัน โดยฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าหรือวิธีการดำเนินธุรกิจ และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้รับสิทธิซึ่งมีหน้าที่ชำระค่าสิทธิหรือค่าธรรมเนียม แต่การตกลงนั้นต้องไม่สร้างข้อจำกัดที่เกินกว่าความจำเป็น และไม่ก่อให้เกิดอำนาจผูกขาดหรือจำกัดการแข่งขันในตลาดนั้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้บริโภคด้วย (มาตรา 56 วรรคสอง) หากเกินขอบเขตดังกล่าว การแต่งตั้งผู้ได้รับสิทธิแต่ผู้เดียวและการกำหนดเงื่อนไขการซื้อหรือจำหน่ายอาจเข้าข่ายมาตรา 55 (3) และ (4) หากเจ้าของแบรนด์เป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาดตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (มาตรา 5) ต้องพิจารณามาตรา 50 (2) ด้วย และการกระทำที่ไม่เป็นธรรมอันเป็นผลให้ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นเสียหายอาจเข้าข่ายมาตรา 57 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าว่าด้วยเกณฑ์ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาดและแนวทางพิจารณาการกระทำในธุรกิจแฟรนไชส์] สัญญาจึงควรมีเหตุสุดวิสัยและกลไกปรับตารางมากกว่าเบี้ยปรับสูง เพราะเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนศาลลดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า มาตรา 68 วรรคสาม (1) กำหนดเพียงว่าคำขอจดทะเบียนสัญญาต้องแสดงเงื่อนไขควบคุมคุณภาพ มิได้ให้สิทธิเข้าตรวจสถานที่หรือสุ่มตรวจสินค้า สิทธิเข้าตรวจสาขา การทดสอบตัวอย่างสินค้า และการบังคับใช้คู่มือปฏิบัติงานจึงเป็นสิทธิตามสัญญาที่ต้องเขียนไว้เอง ส่วนการเข้าตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้าเป็นข้อเสนอในการร่างสัญญา หากเจ้าของเครื่องหมายไม่อาจควบคุมคุณภาพได้อย่างแท้จริงอีกต่อไป ผู้มีส่วนได้เสียหรือนายทะเบียนอาจร้องขอต่อคณะกรรมการให้เพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า มาตรา 72 วรรคสาม (2) ส่วน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า มาตรา 70 เพียงให้ถือว่าการใช้โดยผู้ได้รับอนุญาตเป็นการใช้โดยเจ้าของ

ตารางเปรียบเทียบ: จดทะเบียนกับไม่ได้จดทะเบียน

มิติการพิจารณาสัญญาที่จดทะเบียนต่อ DIP ถูกต้องสัญญาที่ไม่ได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียน
สถานะความสมบูรณ์ตามกฎหมายครบแบบตามมาตรา 68 แต่ยังอยู่ภายใต้ ป.พ.พ. มาตรา 150 พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าอาจตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 [ต้องยืนยันมาตรา: พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้ามิได้บัญญัติผลไว้โดยชัดแจ้ง]
สิทธิในการฟ้องเรียกค่า Royaltyฟ้องบังคับชำระหนี้และเบี้ยปรับได้ (เบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนศาลลดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383)อาจถูกโต้แย้ง เพราะสัญญาอาจเป็นโมฆะ ส่วนเงินที่ชำระไปแล้วให้ใช้บทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ (ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสองและมาตรา 406)
สิทธิในการห้ามใช้เครื่องหมายการค้าเมื่อสัญญาอนุญาตมีผลใช้บังคับและผู้ได้รับอนุญาตใช้เครื่องหมายภายในขอบเขตสัญญา เจ้าของเรียกร้องตามสัญญาได้ (ค่าตอบแทน การบอกเลิก หน้าที่หลังสัญญาสิ้นสุด) แต่ฟ้องว่าการใช้ที่ได้รับอนุญาตเป็นการละเมิดไม่ได้ เพราะ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า มาตรา 70 ให้ถือว่าเป็นการใช้โดยเจ้าของสำหรับสัญญาที่มิได้จดทะเบียนตามมาตรา 68 หรือสัญญาที่สิ้นสุดแล้วแต่ผู้ใช้ยังใช้ต่อ เจ้าของเครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้วอาศัยสิทธิแต่ผู้เดียวตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า มาตรา 44 ห้ามการใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาตได้ ทั้งนี้ ความรับผิดทางอาญาขึ้นอยู่กับว่าการใช้นั้นเป็นการปลอมหรือเลียนเครื่องหมายตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 มาตรา 109 หรือมาตรา 110 หรือไม่ และความรับผิดทางแพ่งให้พิจารณาตามหลักละเมิดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 [ต้องยืนยันมาตรา: การปรับบทว่าเป็นการปลอมหรือเลียน]
การนำไปอ้างอิงเป็นรายจ่ายทางภาษีผู้รับสิทธิอาจหักค่าสิทธิเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ตามเงื่อนไขของประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี (กรณีผู้รับสิทธิเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล)สัญญาอนุญาตที่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68 วรรคสอง อาจถูกเจ้าพนักงานประเมินโต้แย้งเมื่อผู้รับสิทธิลงรายจ่ายค่าสิทธิ (การประเมินความเสี่ยงเชิงปฏิบัติของ LAS มิใช่เงื่อนไขที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้)
LAS Practice Note — สถาปัตยกรรมสัญญาคู่ขนาน (Dual-Contract Architecture)

เนื่องจากกระบวนการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตต่อ DIP ต้องเปิดเผยเนื้อหาสัญญาต่อสารบบราชการ เจ้าของแบรนด์จำนวนมากจึงไม่อยากเปิดเผย "ความลับทางการค้าและสูตรคำนวณกำไร" ในสัญญาแฟรนไชส์! แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของ LAS คือการจัดทำสัญญาแยกเป็น 2 ฉบับ:

ฉบับที่ 1: "Short-Form Trademark License Agreement" ซึ่งมีเฉพาะข้อความอนุญาตให้ใช้สิทธิและข้อกำหนด Quality Control ตามที่กฎหมายมาตรา 68 กำหนด นำไปยื่นจดทะเบียนต่อ DIP

ฉบับที่ 2: "Franchise & Know-How Services Agreement" ครอบคลุมเรื่องระบบการบริหาร การส่งมอบคู่มือ การอบรม และค่าตอบแทนบริการ ซึ่งเป็นสัญญาทางพาณิชย์ที่ไม่ต้องนำไปจดทะเบียนต่อ DIP

ข้อควรระวังในการแยกสัญญา: ฉบับสั้นที่นำไปจดทะเบียนต้องสะท้อนสาระของการอนุญาตที่แท้จริงทั้งหมด (ผู้อนุญาต ผู้ได้รับอนุญาต เครื่องหมาย สินค้าหรือบริการ อาณาเขต ระยะเวลา และเงื่อนไขควบคุมคุณภาพ) และอ้างถึงสัญญาฉบับหลัก เพราะทะเบียนและสารบบเครื่องหมายเปิดให้บุคคลใด ๆ ตรวจดูได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า มาตรา 103 ผู้ร่างจึงควรตรวจว่าข้อมูลใดต้องปรากฏในฉบับที่จดทะเบียน [ต้องยืนยันมาตรา: กฎกระทรวงว่าด้วยเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาต] หากค่าตอบแทนหรือเงื่อนไขการอนุญาตไปอยู่ในอีกฉบับ เส้นแบ่งระหว่างสัญญาอนุญาตกับสัญญาบริการอาจถูกโต้แย้ง และหากฉบับที่จดทะเบียนไม่ตรงกับความตกลงที่แท้จริงของคู่สัญญา อาจถูกโต้แย้งว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155

ข้อต่อสู้ของผู้ซื้อแฟรนไชส์กับเจ้าของแบรนด์ Devil's Advocate

ข้ออ้างของเจ้าของแบรนด์ (Franchisor)ข้อต่อสู้ของผู้ซื้อแฟรนไชส์ (Franchisee)หลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่ชี้ขาด
ผู้ซื้อแฟรนไชส์เปิดร้านและใช้แบรนด์มาแล้ว 2 ปี ต้องจ่ายค่า Royalty ที่ค้างชำระสัญญาอนุญาตไม่ได้จดทะเบียนต่อ DIP จึงไม่ครบแบบตามมาตรา 68 วรรคสอง สัญญาอาจตกเป็นโมฆะ ไม่มีหนี้ที่ต้องชำระประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 และมาตรา 173 (ผลของการไม่จดทะเบียนอธิบายตามหลักแบบของนิติกรรม [ต้องยืนยันมาตรา: พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้ามิได้บัญญัติผลไว้โดยชัดแจ้ง])
สัญญาบังคับให้ซื้อวัตถุดิบทุกชนิดจากเจ้าของแบรนด์แต่เพียงผู้เดียวข้อสัญญาบังคับซื้อวัตถุดิบจากเจ้าของแบรนด์แต่เพียงผู้เดียวอาจเข้าข่ายการกระทำที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า มาตรา 57 หากเป็นการใช้อำนาจตลาดหรืออำนาจต่อรองที่เหนือกว่าหรือกำหนดเงื่อนไขทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรมอันเป็นผลให้ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นเสียหายพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 57 และอาจต้องพิจารณามาตรา 50 (2) (เฉพาะเมื่อเจ้าของแบรนด์เป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด) และมาตรา 55 (4) ประกอบ ซึ่งมาตรา 56 (3) มิให้ใช้บังคับกับสัญญาระหว่างผู้ให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าหรือวิธีการดำเนินธุรกิจกับผู้รับสิทธิที่ชำระค่าสิทธิ หากข้อจำกัดไม่เกินกว่าความจำเป็นและไม่ก่อให้เกิดอำนาจผูกขาดหรือจำกัดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ (มาตรา 56 วรรคสอง) ทั้งนี้ต้องพิจารณาเหตุผลทางธุรกิจ เช่น การรักษาคุณภาพหรือมาตรฐานของสินค้า เป็นรายกรณี [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ประกาศของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า]
ห้ามผู้ซื้อแฟรนไชส์ประกอบอาชีพขายอาหารทุกประเภททั่วประเทศเป็นเวลา 5 ปีหลังเลิกสัญญาข้อสัญญาห้ามประกอบอาชีพกว้างเกินควร ศาลมีอำนาจปรับลดระยะเวลาและอาณาเขตให้เหลือเพียงเท่าที่เป็นธรรมพ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 5

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

ข้อเท็จจริงสมมติ: บริษัท A จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "คอฟฟี่ คิง" ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ต่อมาทำสัญญาแฟรนไชส์กับบริษัท B เพื่อเปิดสาขาในเชียงใหม่ มูลค่าสัญญาแรกเข้า 500,000 บาท และ Royalty 5% ต่อเดือน แต่ทนายความของบริษัทไม่ได้นำสัญญาไปจดทะเบียนต่อ DIP เมื่อบริษัท B เปิดร้านได้ 6 เดือน ได้หยุดจ่ายเงินและเปลี่ยนชื่อเป็น "คิง คอฟฟี่" โดยใช้สูตรและรูปแบบร้านเดิมทั้งหมด

การวินิจฉัยและทางออก: (1) เมื่อสัญญาอนุญาตมิได้จดทะเบียนตามมาตรา 68 วรรคสอง สัญญาอาจตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 [ต้องยืนยันมาตรา: พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้ามิได้บัญญัติผลไว้โดยชัดแจ้ง] ทำให้สิทธิเรียกค่า Royalty 5% ย้อนหลังของบริษัท A อาจถูกโต้แย้ง และผลต่อส่วนอื่นของสัญญาแฟรนไชส์ต้องพิจารณาตามมาตรา 173; (2) อย่างไรก็ดี บริษัท A เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว จึงอาศัยสิทธิแต่ผู้เดียวตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า มาตรา 44 ห้ามการใช้เครื่องหมายโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ โดยต้องปรับบทว่าการใช้ชื่อ "คิง คอฟฟี่" ซึ่งสลับคำจากเครื่องหมายเดิมเป็นการปลอมหรือเลียนหรือไม่ หากเป็นการปลอมหรือเลียน บริษัท B อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 มาตรา 109 หรือมาตรา 110 แล้วแต่กรณี และอาจต้องรับผิดทางแพ่งฐานละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 [ต้องยืนยันมาตรา: การปรับบทว่าเป็นการปลอมหรือเลียน]; (3) สำหรับสูตรและคู่มือปฏิบัติการ บริษัท B ได้รับข้อมูลมาโดยชอบตามสัญญา หากนำข้อมูลที่ได้รับตามสัญญาไปใช้ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือเกินขอบเขตที่ได้รับอนุญาต บริษัท A อ้างความคุ้มครองความลับทางการค้าได้ต่อเมื่อข้อมูลเข้านิยามของความลับทางการค้าตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 3

ขั้นตอนการยื่นจดทะเบียนสัญญาอนุญาต Action Steps

ขั้นตอนการดำเนินงานผู้รับผิดชอบเอกสารผลลัพธ์กำหนดเวลา
1ตรวจสอบสถานะทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่าจดทะเบียนผ่านแล้วหรือไม่ตัวแทนสิทธิบัตร/เครื่องหมายการค้าสำเนาหนังสือสำคัญการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก่อนยกร่างสัญญา
2ยกร่างสัญญาอนุญาต (แบบสั้น) โดยใส่เงื่อนไข Quality Control ชัดเจนฝ่ายกฎหมาย / ทนายความร่าง Trademark License Agreement ภาษาไทยสัปดาห์ที่ 1
3ลงนามในสัญญาและแนบสำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลทั้งสองฝ่ายผู้มีอำนาจลงนามทั้งสองฝ่ายสัญญาฉบับลงนาม พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องวันทำธุรกรรม
4ยื่นคำขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาต (แบบ ค.06 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมและแบบคำขอของกรมทรัพย์สินทางปัญญา]) ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาตัวแทนจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาใบเสร็จรับเงินและหนังสือรับรองการจดทะเบียนสัญญาจาก DIPควรยื่นโดยเร็วหลังลงนาม (ข้อเสนอในการบริหารสัญญา เนื่องจากมาตรา 68 มิได้กำหนดเวลาไว้)

Checklist 10 จุดตรวจสัญญา Trademark License & Franchise

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

หากเครื่องหมายการค้ายังอยู่ในระหว่างยื่นคำขอจดทะเบียน (ยังไม่ได้เลขทะเบียน) สามารถทำสัญญาอนุญาตได้หรือไม่?
คำตอบ: สามารถทำสัญญาอนุญาตได้ในฐานะสัญญาทางแพ่งทั่วไป (สัญญาไม่มีชื่อ) โดยไม่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 68 ที่ต้องนำไปจดทะเบียน ทั้งนี้ ในระหว่างที่เครื่องหมายยังมิได้จดทะเบียน เจ้าของฟ้องคดีเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายหรือเรียกค่าสินไหมทดแทนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ไม่ได้ แต่ยังฟ้องบุคคลที่เอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายได้ (มาตรา 46)
การยื่นจดทะเบียนสัญญาอนุญาตตามมาตรา 68 มีค่าธรรมเนียมราชการเท่าใด?
คำตอบ: ค่าธรรมเนียมการยื่นคำขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าอยู่ที่สัญญาละ 1,000 บาท [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมและแบบคำขอของกรมทรัพย์สินทางปัญญา] ทั้งนี้ อัตราจริงกำหนดโดยกฎกระทรวงซึ่งกำหนดไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ผู้ประกอบการจึงควรตรวจอัตราปัจจุบันก่อนยื่นคำขอ
หากสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้ามิได้จดทะเบียนหรือมิได้มีผลใช้บังคับ เจ้าของแบรนด์ยังมีสิทธิสั่งให้สาขาหยุดใช้ชื่อแบรนด์ได้หรือไม่?
คำตอบ: เจ้าของเครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้วอาศัยสิทธิแต่ผู้เดียวตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า มาตรา 44 ห้ามการใช้เครื่องหมายโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ ผู้ใช้ที่ไม่มีสัญญาอนุญาตที่ใช้บังคับได้จึงไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายนั้น หากยังฝ่าฝืนใช้ต่อ เจ้าของเครื่องหมายอาจดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า มาตรา 108 (ปลอม) มาตรา 109 (เลียน) หรือมาตรา 110 (จำหน่ายหรือให้บริการที่ใช้เครื่องหมายปลอมหรือเลียน) แล้วแต่ข้อเท็จจริง และเรียกค่าเสียหายทางแพ่งตามหลักละเมิดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 [ต้องยืนยันมาตรา: การปรับบทว่าเป็นการปลอมหรือเลียน]
แฟรนไชส์ในไทยมีกฎหมายเฉพาะ (Franchise Act) ควบคุมเหมือนในต่างประเทศหรือไม่?
คำตอบ: ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มี พ.ร.บ.แฟรนไชส์เฉพาะ สัญญาแฟรนไชส์จึงอยู่ภายใต้การกำกับของ ป.พ.พ. (สัญญาไม่มีชื่อ), พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534, พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545, และ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ