คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR

การจัดทำสัญญา R&D ที่มีประสิทธิภาพต้องครอบคลุม 3 ประเด็นกฎหมายหลัก:

  1. การคัดแยกทรัพย์สินทางปัญญา 2 ชั้น (Background IP กับ Foreground/Project IP): กำหนดให้ชัดเจนว่า Background IP และ Know-how ที่มีอยู่เดิมเป็นกรรมสิทธิ์เด็ดขาดของแต่ละฝ่าย ส่วน Foreground IP ที่เกิดจากโครงการวิจัยร่วม ให้ตกลงแบ่งแยกตามสัดส่วนการมีส่วนร่วมประดิษฐ์ (Joint Ownership) หรือโอนให้ฝ่ายผู้ลงทุนโดยให้สิทธิใช้ประโยชน์ (License-back) แก่ฝ่ายวิจัย ทั้งนี้ สัดส่วนที่ตกลงกันไม่ทำให้ข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 40 หมดไป เพราะการอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรือการโอนสิทธิบัตรต้องได้รับความยินยอมจากผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมทุกคน
  2. การจัดสรรสิทธิการจดสิทธิบัตรและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์: ระบุผู้มีสิทธิยื่นขอรับสิทธิบัตรตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 10 มาตรา 11 และมาตรา 15 พร้อมสูตรแบ่งค่าสิทธิที่คู่สัญญาตกลงกันโดยนิยามฐานคำนวณให้ชัดเจนในสัญญา (เช่น ค่าสิทธิร้อยละ [อัตราที่ตกลงกัน] ของยอดขายสุทธิตามนิยามในสัญญา) เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
  3. การคุ้มครองความลับและการเผยแพร่ผลงาน: กำหนดขั้นตอนการขออนุญาตเผยแพร่ผลงานวิชาการ (Academic Publication Review) ล่วงหน้า 60-90 วัน เพื่อป้องกันภาวะ "สิทธิบัตรแตก" หรือการสูญเสียความใหม่ (Loss of Novelty) ก่อนการยื่นจดสิทธิบัตร

สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง

  1. บ่อยครั้งที่ภาคเอกชนร่วมทุนกับสถาบันวิจัยโดยไม่มีสัญญาที่รัดกุม เมื่อเกิดนวัตกรรมที่มีมูลค่ามหาศาล มักเกิดความเข้าใจผิดว่าผู้ให้ทุนเป็นเจ้าของสิทธิบัตรแต่เพียงผู้เดียว ในขณะที่นักวิจัยเข้าใจว่าตนมีสิทธิเสรีภาพในการตีพิมพ์วารสารวิชาการได้ทันที จุดพลิกผันมักเกิดขึ้นเมื่อมีการเผยแพร่ผลงานก่อนยื่นคำขอรับสิทธิบัตร ซึ่งเสี่ยงต่อการเสียความใหม่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 6 (2) อย่างไรก็ดี การเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดโดยผู้ประดิษฐ์ซึ่งได้กระทำภายในสิบสองเดือนก่อนวันขอรับสิทธิบัตร มิให้ถือว่าเป็นการเปิดเผยตามมาตรา 6 (2) ส่วนผลในต่างประเทศย่อมเป็นไปตามกฎหมายของแต่ละประเทศ ซึ่งอาจไม่มีระยะผ่อนผันเช่นเดียวกัน จึงควรยื่นคำขอก่อนเผยแพร่และกำหนดข้อสัญญาให้ตรวจร่างผลงานก่อนเผยแพร่ บทความนี้จะช่วยให้คุณวางโครงสร้างสัญญาเพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว

ภูมิทัศน์กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการวิจัยร่วมในประเทศไทย

การวิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทยมีกฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องสามฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งเน้นการคุ้มครองการประดิษฐ์ที่มีความใหม่และขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ซึ่งให้ความคุ้มครองข้อมูลทางการค้าที่เข้าลักษณะเป็นความลับทางการค้าตามเงื่อนไขที่พระราชบัญญัตินั้นกำหนด เช่น ข้อมูลทางเทคนิคหรือสูตรที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ (พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 3) และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งคุ้มครองงานที่มักเกิดจากการวิจัย เช่น ซอฟต์แวร์ และรายงานผลการวิจัยหรือผลการทดสอบ รวมทั้งงานรวบรวมข้อมูลที่ผู้รวบรวมได้คัดเลือกหรือจัดลำดับโดยมิได้ลอกเลียนงานของบุคคลอื่น (พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 12) แต่ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่คลุมถึงความคิด ขั้นตอน กรรมวิธี หลักการ หรือการค้นพบ (พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 วรรคสอง) ผลงานวิจัยจึงอาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเหล่านี้ ซึ่งมีกฎการเป็นเจ้าของและการโอนแตกต่างกัน การทำสัญญา R&D จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการจ้างทำของ แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการสิทธิในนวัตกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น

สำหรับงานอันมีลิขสิทธิ์ งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น (พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9) ส่วนงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (มาตรา 10) และการโอนลิขสิทธิ์ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน ซึ่งหากมิได้กำหนดระยะเวลาไว้ในสัญญาโอน ให้ถือว่าเป็นการโอนมีกำหนดระยะเวลาสิบปี (มาตรา 17) สัญญาจึงควรกำหนดการโอนลิขสิทธิ์เป็นหนังสือโดยระบุระยะเวลาโอนให้ชัดเจน เช่น ตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

ความประมาทเลินเล่อในการทำสัญญา R&D นำไปสู่ความเสียหายที่รุนแรง:

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

Claim IDLegal PrinciplePrimary ReferenceKey Implementation
C-UP-08-01Right to Patentพ.ร.บ.สิทธิบัตร มาตรา 10การกำหนดตัวผู้ประดิษฐ์และสิทธิในการขอรับสิทธิบัตร
C-UP-08-02Co-Ownershipพ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 15 และมาตรา 40 (มาตรา 11 ใช้เฉพาะสิทธิของนายจ้างในการประดิษฐ์ของลูกจ้าง)ผู้ประดิษฐ์ร่วมมีสิทธิขอรับสิทธิบัตรร่วมกัน (มาตรา 15) ในกรณีที่มีผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมกัน ถ้ามิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมแต่ละคนมีสิทธิใช้สิทธิตามมาตรา 36 และมาตรา 37 โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมคนอื่น แต่การอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรือการโอนสิทธิบัตรต้องได้รับความยินยอมจากผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมทุกคน (มาตรา 40)
C-UP-08-03Trade Secret Protectionพ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 3มาตรการรักษาความลับทางเทคนิคและสูตรผสม
C-UP-08-04Hire of Workป.พ.พ. มาตรา 587ลักษณะการจ้างวิจัยและผลสัมฤทธิ์ของงาน
C-UP-08-05Partnership Logicประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 และมาตรา 1025หากคู่สัญญาตกลงทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรจากกิจการนั้น อาจเข้าลักษณะสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนตามมาตรา 1012 ซึ่งห้างหุ้นส่วนสามัญให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงโดยไม่จำกัด (มาตรา 1025) สัญญาจึงควรระบุว่าความร่วมมือวิจัยมิได้ก่อให้เกิดห้างหุ้นส่วนหรือความเป็นตัวแทนระหว่างกัน

การจำแนกประเภท IP ในสัญญา R&D

การระบุประเภทของ IP ให้ชัดเจนเป็นหัวใจสำคัญของ "พิมพ์เขียว" สัญญา:

กลไกการขอรับสิทธิบัตร Patent Prosecution

สัญญาต้องระบุขั้นตอนการทำงานเมื่อมีการค้นพบสิ่งประดิษฐ์ใหม่:

ข้อตกลงการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ Commercialization License

การโอนสิทธิหรือการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) ต้องมีความชัดเจน:

สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรและการโอนสิทธิบัตรต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง (พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 41) และการอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยฝ่าฝืนมาตรา 41 อาจเป็นเหตุให้อธิบดีขอให้คณะกรรมการสั่งเพิกถอนสิทธิบัตรได้ตามมาตรา 55 (2) ผู้ทรงสิทธิบัตรจะกำหนดให้ผู้รับอนุญาตชำระค่าตอบแทนสำหรับการใช้การประดิษฐ์หลังจากสิทธิบัตรหมดอายุไม่ได้ (มาตรา 39 (2)) และเงื่อนไขหรือข้อจำกัดสิทธิ เช่น Field of Use ต้องไม่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่ชอบธรรม (มาตรา 39 (1)) ข้อกำหนดที่ขัดต่อมาตรา 39 เป็นโมฆะ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: กฎกระทรวงที่กำหนดลักษณะของเงื่อนไขดังกล่าว]

LAS Practice Note: ข้อความสัญญาแม่แบบสำคัญ Model Clauses

7.1 Intellectual Property Ownership (Thai/English)

"Foreground IP shall be jointly owned by the Parties in proportion to their respective inventive contributions. / ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นจากโครงการ (Foreground IP) ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของทั้งสองฝ่ายตามสัดส่วนการมีส่วนร่วมในการประดิษฐ์"

ข้อสัญญาเพิ่มเติมสำหรับข้อ 7.1: "การอนุญาตให้บุคคลภายนอกใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรือการโอนสิทธิบัตรต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากทุกฝ่ายตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 40 โดยคู่สัญญาตกลงล่วงหน้าในเรื่องสิทธิของแต่ละฝ่ายในการผลิตและขายเอง สิทธิในการอนุญาตช่วง วิธีแบ่งค่าตอบแทนตามสัดส่วนที่ตกลงกัน และการให้ความยินยอมโดยไม่ชักช้า"

คำเตือนสำหรับแม่แบบข้อ 7.1

สัดส่วนที่คู่สัญญาตกลงกันไม่ทำให้ข้อจำกัดตามมาตรา 40 หมดไป เพราะมาตรา 40 กำหนดให้การอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรือการโอนสิทธิบัตรต้องได้รับความยินยอมจากผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมทุกคน ส่วนผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมแต่ละคนย่อมใช้สิทธิตามมาตรา 36 และมาตรา 37 ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมคนอื่น เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

7.2 Publication Holdback Clause

"Each Party shall have the right to review any proposed publication 90 days prior to submission. / แต่ละฝ่ายมีสิทธิตรวจสอบเนื้อหาที่จะเผยแพร่ทางวิชาการล่วงหน้า 90 วันก่อนการส่งเผยแพร่ เพื่อดำเนินการจดทะเบียนสิทธิบัตรหรือปกป้องความลับทางการค้า"

เปรียบเทียบกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวกับกรรมสิทธิ์ร่วมตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร มาตรา 40

เมื่อสัญญากำหนดให้ Foreground IP เป็นกรรมสิทธิ์ร่วม ผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมแต่ละคนมีสิทธิใช้สิทธิตามมาตรา 36 และมาตรา 37 โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมคนอื่น หากมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น แต่การอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรือการโอนสิทธิบัตรตามมาตรา 38 ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมทุกคน (พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 40) ตารางต่อไปนี้เปรียบเทียบผลในทางปฏิบัติของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวกับกรรมสิทธิ์ร่วม

มิติการพิจารณากรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว (Sole Ownership)กรรมสิทธิ์ร่วม (Co-Ownership)
การผลิตและขายผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรเองผู้ทรงสิทธิบัตรใช้สิทธิตามมาตรา 36 ได้เองโดยไม่ต้องขออนุญาตผู้ใดผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมแต่ละคนผลิตและขายเองได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้อื่น เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (มาตรา 40) ตัวบทมิได้กำหนดหน้าที่แบ่งผลประโยชน์ จึงควรกำหนดไว้ในสัญญา
การอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิผู้ทรงสิทธิบัตรอนุญาตได้ตามมาตรา 38 โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนตามมาตรา 41ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมทุกคน (มาตรา 40) และต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนตามมาตรา 41
การโอนสิทธิบัตรผู้ทรงสิทธิบัตรโอนได้ตามมาตรา 38 โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนตามมาตรา 41ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมทุกคน (มาตรา 40) หากเจ้าของร่วมรายใดไม่ให้ความยินยอม การโอนย่อมทำไม่ได้
ความเสี่ยงเชิงพาณิชย์ไม่ติดขัดเรื่องความยินยอมของเจ้าของร่วมเสี่ยงต่อภาวะติดขัดเมื่อต้องอนุญาตให้บุคคลภายนอก เช่น คู่ค้าต่างประเทศ ใช้สิทธิ เพราะต้องได้รับความยินยอมของเจ้าของร่วมทุกคน

หากสถาบันวิจัยไม่ยอมโอน Foreground IP ให้แก่ผู้ว่าจ้าง คู่สัญญาอาจหลีกเลี่ยงกรรมสิทธิ์ร่วมโดยให้สถาบันเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรและให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่เพียงผู้เดียว พร้อมสิทธิในการอนุญาตช่วงและเพดานค่าสิทธิที่กำหนดไว้ โดยต้องระวังประเด็นต่อไปนี้

ข้อต่อสู้ของสถาบันวิจัย/มหาวิทยาลัยกับภาคเอกชนผู้ให้ทุนวิจัย

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

บริษัทเคมีภัณฑ์ร่วมทุนวิจัยกับแล็บชีวการแพทย์ พัฒนาสารสกัดมูลค่า 50 ล้านบาท:

  1. Phase 1: คัดแยก Background IP (แล็บมีสูตรตั้งต้น, บริษัทมีเครื่องจักรสกัด)
  2. Phase 2: พบสารสกัดชนิดใหม่ (Foreground IP) และยื่นคำขอรับสิทธิบัตรในนามร่วม ทั้งนี้ หากเป็นสารสกัดจากพืชหรือสัตว์ ตัวสารสกัดเองไม่ได้รับความคุ้มครองเป็นสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 9 (1) ต้องพิจารณาว่าสิ่งที่จะขอรับสิทธิบัตรเป็นอะไร เช่น กรรมวิธีหรือสิ่งประดิษฐ์อื่นที่มิใช่สารสกัดตามธรรมชาติ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: แนวปฏิบัติของกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการตีความมาตรา 9 (1)]
  3. Phase 3: คู่สัญญาตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 40 ให้บริษัทเป็นผู้ใช้สิทธิแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive License) เป็นเวลา 5 ปี โดยจ่ายค่าสิทธิร้อยละ 3 ของยอดขายสุทธิตามนิยามในสัญญาให้แล็บ และหากข้อตกลงนั้นเป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตร ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนตามมาตรา 41
  4. Phase 4: แล็บขอตีพิมพ์ผลงานวิจัยหลังจากบริษัทได้เลขรับคำขอสิทธิบัตรแล้ว (ยึดตามข้อกำหนด 90 วัน)

Checklist 10 จุดตรวจสัญญาความร่วมมือวิจัยและพัฒนา Joint R&D

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

หากนักวิจัยแอบไปจดสิทธิบัตรในชื่อตนเองคนเดียวจะทำอย่างไร?
ผู้มีส่วนได้เสียฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนสิทธิบัตรที่ออกโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 10 หรือมาตรา 11 ได้ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 54 และผู้ประดิษฐ์ร่วมขอเข้าเป็นผู้ร่วมขอรับสิทธิบัตรได้ก่อนออกสิทธิบัตรตามมาตรา 15 ส่วนการขอให้โอนสิทธิให้อาศัยข้อตกลงในสัญญา [ต้องยืนยันมาตรา]

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ