ธันย์ธรณ์เทพ แย้มอุทัย, Ph.D. | LAS Legal | 3 เมษายน 2569
ธุรกิจที่โตเร็วมักต้องหาพาร์ทเนอร์ — ไม่ว่าจะเป็นคนไทยร่วมทุนกัน หรือบริษัทต่างชาติที่ต้องการเข้ามาในตลาดไทย Joint Venture (JV) คือรูปแบบความร่วมมือที่ใช้กันมากที่สุด แต่ถ้าไม่วางโครงสร้างให้ดีตั้งแต่แรก อาจกลายเป็นกับดักที่ออกยากกว่าเข้า
ไม่ตั้งบริษัทใหม่ แต่ทำสัญญาร่วมกันเพื่อดำเนินโครงการเฉพาะ มีลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 คู่สัญญาแต่ละฝ่ายยังคงเป็นนิติบุคคลแยกกัน เหมาะกับโครงการที่มีระยะเวลาจำกัด เช่น โครงการก่อสร้าง โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
จัดตั้งบริษัทจำกัดใหม่ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1096 โดยแต่ละฝ่ายถือหุ้นตามสัดส่วนที่ตกลง เหมาะกับธุรกิจระยะยาวที่ต้องการความต่อเนื่อง มีโครงสร้างการบริหารชัดเจนกว่า
พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กำหนดประเภทธุรกิจที่คนต่างด้าวทำไม่ได้หรือทำได้โดยมีเงื่อนไข แบ่งเป็น 3 บัญชี หากธุรกิจอยู่ในบัญชีท้าย จะต้องมีคนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 หรือได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
กำหนดสัดส่วนกรรมการ อำนาจลงนาม และมติที่ต้องเป็นเอกฉันท์อย่างชัดเจน แม้ถือหุ้น 49% แต่ถ้ามี Reserved Matters ที่ต้องได้เสียง 75% ก็สามารถมีอำนาจยับยั้งได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1194 มติพิเศษต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4
เมื่อผู้ถือหุ้นลงมติไม่ได้ ต้องมีกลไกแก้ไข เช่น
วางแผนทางออกตั้งแต่วันแรก ได้แก่ สิทธิขายหุ้นคืน (Put Option) สิทธิซื้อหุ้นคืน (Call Option) เงื่อนไขการเลิก JV และวิธีการชำระบัญชี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236
การร่วมทุนเปิดโอกาสทางธุรกิจมหาศาล แต่ต้องมีโครงสร้างกฎหมายที่แข็งแรงรองรับ สัญญา JV ที่ดีไม่ใช่แค่แบ่งหุ้นกัน แต่ต้องออกแบบระบบตัดสินใจ ระบบแก้ปัญหา และทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการและให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะราย ผู้อ่านควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ