LAS UP

สัญญาแฟรนไชส์ — กฎหมายที่ต้องรู้ก่อนซื้อ

ธันย์ธรณ์เทพ แย้มอุทัย, Ph.D. | LAS Legal | 3 เมษายน 2569

แฟรนไชส์ดูเหมือนทางลัดของธุรกิจ — ได้แบรนด์สำเร็จรูป ได้ระบบ ได้การฝึกอบรม แต่หลายคนลงเงินไปแล้วกลับพบว่าสัญญาเอาเปรียบ เลิกก็ไม่ได้ อยู่ก็ไม่รอด ธุรกิจแฟรนไชส์ในไทยมีมูลค่าตลาดรวมหลายแสนล้านบาทต่อปีและยังเติบโตต่อเนื่อง แต่กฎหมายคุ้มครองแฟรนไชส์ซียังล้าหลังกว่าหลายประเทศมาก การเข้าใจสถานะทางกฎหมาย โครงสร้างค่าธรรมเนียม และจุดเสี่ยงในสัญญาจึงสำคัญยิ่งก่อนลงนาม

ภูมิทัศน์แฟรนไชส์ในประเทศไทย

ประเทศไทยมีแบรนด์แฟรนไชส์จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามากกว่า 500 แบรนด์ ครอบคลุมธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพและความงาม การศึกษา และบริการต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมีแฟรนไชส์ต่างชาติที่เข้ามาในตลาดไทยอีกหลายร้อยราย ทั้งจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทย ยังไม่มีพระราชบัญญัติแฟรนไชส์โดยเฉพาะ ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากประเทศที่มีกฎหมายแฟรนไชส์เฉพาะ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย มาเลเซีย จีน และอินโดนีเซีย ส่งผลให้แฟรนไชส์ซีในไทยได้รับความคุ้มครองน้อยกว่าในหลาย ๆ ประเทศมาก

กฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาแฟรนไชส์ไทย

กฎหมายบทบาทมาตราสำคัญ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หลักสัญญา เสรีภาพในการทำสัญญา ความสุจริตม.5, ม.149-151, ม.369
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522ควบคุมโฆษณาเกินจริงของแฟรนไชส์ซอร์ม.22, ม.47
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540ศาลปรับลดข้อสัญญาที่เอาเปรียบเกินสมควรม.4
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534การอนุญาตใช้เครื่องหมายการค้าต้องจดทะเบียนม.68
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537ลิขสิทธิ์ในคู่มือ สูตร ซอฟต์แวร์ระบบ POSม.15, ม.69
ประมวลรัษฎากรภาษีจากค่า Royalty และ Franchise Feeม.40(3), ม.70 ทวิ
พ.ร.บ.ธุรกิจต่างด้าว พ.ศ. 2542ค่า Royalty ที่จ่ายไปต่างประเทศม.4, ม.6

การเปรียบเทียบกับ FTC Franchise Disclosure Rule (สหรัฐอเมริกา)

สหรัฐอเมริกา — FTC Franchise Rule (16 CFR Part 436):

กำหนดให้แฟรนไชส์ซอร์ต้องเปิดเผยข้อมูลใน Franchise Disclosure Document (FDD) 23 หัวข้อ รวมถึง ประวัติทางการเงินของผู้บริหาร คดีความในอดีต การล้มละลาย จำนวนสาขาที่เปิดและปิดในแต่ละปี ผลการดำเนินงานทางการเงิน และรายชื่อแฟรนไชส์ซีปัจจุบันสำหรับติดต่อขอข้อมูล แฟรนไชส์ซีต้องได้รับ FDD ล่วงหน้าอย่างน้อย 14 วันก่อนลงนามสัญญา

ออสเตรเลีย — Franchising Code of Conduct:

กำหนดให้แฟรนไชส์ซอร์เปิดเผย Information Statement, Franchise Agreement, Lease (ถ้ามี) ล่วงหน้า 14 วัน กำหนดค่าปรับแฟรนไชส์ซอร์ที่ไม่ปฏิบัติตาม มีกลไก Mediation บังคับสำหรับข้อพิพาท และกำหนดหน้าที่สุจริต (Good Faith) ทั้งสองฝ่าย

ไทย — ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ:

กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีแนวทางสมัครใจ (Non-Binding Guidelines) ให้แฟรนไชส์ซอร์เปิดเผยข้อมูล แต่ไม่มีบทลงโทษกรณีไม่ปฏิบัติตาม แฟรนไชส์ซีจึงต้องพึ่งพาการตรวจสอบเอกสารด้วยตัวเองและคำแนะนำทางกฎหมายก่อนลงนาม

🔴 Risk: HIGH — ช่องว่างกฎหมายคุ้มครองแฟรนไชส์ซีไทย

เนื่องจากไทยไม่มีกฎหมายแฟรนไชส์เฉพาะ แฟรนไชส์ซีต้องพึ่งพาพ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเท่านั้นในการต่อสู้คดี ซึ่งใช้เวลานานและผลไม่แน่นอน Option A: ให้ทนายความตรวจสอบสัญญาอย่างละเอียดก่อนลงนาม | Option B: เจรจาขอแก้ไขสัญญาในประเด็นเสี่ยงสูงก่อนตกลง

โครงสร้างค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์

1. Initial Franchise Fee (ค่าแฟรนไชส์เริ่มต้น)

ค่าธรรมเนียมที่จ่ายครั้งเดียวเมื่อเริ่มต้นเพื่อซื้อสิทธิในการใช้แบรนด์และระบบ ในไทยมีช่วงตั้งแต่หลักหมื่นบาทสำหรับแฟรนไชส์ขนาดเล็กไปจนถึงหลายล้านบาทสำหรับแบรนด์ระดับประเทศ ต้องตรวจสอบว่าค่าธรรมเนียมนี้ครอบคลุมอะไรบ้าง และสามารถขอคืนได้หรือไม่กรณีสัญญาสิ้นสุดก่อนกำหนด

ระดับแฟรนไชส์Initial Fee (โดยประมาณ)ตัวอย่าง
Micro Franchise10,000 – 100,000 บาทรถเข็นอาหาร เครื่องดื่ม
SME Franchise100,000 – 1,000,000 บาทร้านอาหาร เซอร์วิส
Mid-Size Franchise1 – 5 ล้านบาทร้านอาหาร Fast Food ระดับชาติ
Major Brand5 ล้านบาทขึ้นไปแบรนด์ต่างชาติ Master Franchise

2. Royalty Fee (ค่าสิทธิรายงวด)

ค่าธรรมเนียมที่จ่ายต่อเนื่องตลอดอายุสัญญา โดยทั่วไปคิดเป็นร้อยละของยอดขายรวม (Gross Revenue) หรือยอดขายสุทธิ (Net Revenue) ไม่ใช่กำไร ซึ่งหมายความว่าแม้แฟรนไชส์ซีจะขาดทุน ก็ยังต้องจ่าย Royalty

ประเภทธุรกิจอัตรา Royalty ทั่วไป
อาหารและเครื่องดื่ม3 – 8% ของยอดขายรวม
ค้าปลีก/Fashion2 – 6%
การศึกษา/ฝึกอบรม5 – 15%
บริการสุขภาพ/ความงาม5 – 10%
บริการธุรกิจ (B2B)3 – 10%
🟡 Risk: MEDIUM — Royalty คิดจาก Gross Revenue

แฟรนไชส์ซีที่มีต้นทุนสูง (เช่น ค่าเช่าทำเล Prime Location) อาจพบว่าแม้ยอดขายดี แต่เมื่อหัก Royalty และต้นทุนทั้งหมดแล้วกำไรน้อยมากหรือขาดทุน ต้องทำ Financial Model จำลองสถานการณ์ก่อนตัดสินใจ

3. Marketing/Advertising Fund

นอกจาก Royalty ยังมักมีค่า Marketing Fund 1-3% ของยอดขาย ที่แฟรนไชส์ซีจ่ายเข้ากองกลางเพื่อโฆษณาแบรนด์ระดับชาติ ต้องตรวจสอบว่ามีรายงานการใช้เงินกองนี้ให้แฟรนไชส์ซีหรือไม่ และมีช่องทางร้องเรียนหากเงินถูกใช้ไม่โปร่งใส

4. Renewal Fee (ค่าต่ออายุสัญญา)

เมื่อสัญญาแฟรนไชส์สิ้นสุด แฟรนไชส์ซีมักต้องจ่ายค่าต่ออายุซึ่งอาจเท่ากับหรือต่ำกว่า Initial Fee ต้องระวังว่าแฟรนไชส์ซอร์มีสิทธิปฏิเสธการต่ออายุหรือไม่ และมีเงื่อนไขอะไรบ้าง เช่น ต้องผ่านมาตรฐานคุณภาพ ต้องปรับปรุงร้านใหม่ตามแบบล่าสุด ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูง

Territory (สิทธิในพื้นที่) — ประเด็นวิกฤต

Territory คือหนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดและเป็นที่มาของข้อพิพาทมากที่สุดในธุรกิจแฟรนไชส์

ประเภท Territoryลักษณะข้อดี/ข้อเสียแฟรนไชส์ซี
Exclusive Territoryแฟรนไชส์ซอร์จะไม่เปิดสาขาหรือให้ใครทำธุรกิจในพื้นที่ที่กำหนดดี — มีการคุ้มครองชัดเจน
Protected Territoryคุ้มครองเฉพาะรัศมีที่กำหนด (เช่น 2 กม.) แต่ไม่ครอบคลุมทั้ง Areaกลาง — ต้องดูรายละเอียด
Non-Exclusiveไม่มีการคุ้มครองพื้นที่ใด ๆเสีย — แฟรนไชส์ซอร์เปิดได้ไม่จำกัด
Online Channelช่องทาง Online ไม่อยู่ใน Territory ปกติเสีย — แฟรนไชส์ซอร์ขายออนไลน์แข่งได้
🔴 Risk: HIGH — Encroachment (การบุกรุกพื้นที่)

แฟรนไชส์ซอร์บางรายเปิดสาขาของตัวเอง (Company-Owned) หรือให้แฟรนไชส์ซีรายอื่นเปิดในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งลดยอดขายของแฟรนไชส์ซีเดิม หาก Territory ไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนหรือใช้คำว่า "ใกล้เคียง" โดยไม่นิยาม ต้องเจรจาให้กำหนดเป็นพิกัดหรือรัศมีชัดเจน Option A: ขอแผนที่แสดง Exclusive Territory ชัดเจน | Option B: กำหนดสัญญาห้ามเปิดในรัศมีที่กำหนดโดยเด็ดขาด

Non-Compete หลังเลิกสัญญา

สัญญาแฟรนไชส์มักมีข้อห้ามแข่งขันหลังสิ้นสุดสัญญา ซึ่งในไทยอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 (ความสุจริต) และพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ศาลไทยจะพิจารณาว่าข้อห้ามนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่โดยดูจากระยะเวลา พื้นที่ และลักษณะธุรกิจที่ห้าม

🟡 Risk: MEDIUM — Non-Compete ระยะยาวเกินสมควร

Non-Compete ที่ห้าม 5 ปีทั่วประเทศในธุรกิจอาหารเกือบทุกประเภท มีโอกาสสูงที่ศาลจะไม่บังคับตาม แต่กว่าจะต่อสู้คดีได้ก็เสียเวลาและทรัพยากรไปมาก ควรเจรจาให้ระยะเวลา Non-Compete ไม่เกิน 1-2 ปี และจำกัดพื้นที่เฉพาะรัศมีรอบ ๆ ที่ตั้งสาขาเดิม

สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

เครื่องหมายการค้า

ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68 การอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้าต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา สัญญาแฟรนไชส์ส่วนใหญ่รวม License Agreement สำหรับเครื่องหมายการค้าไว้ด้วย แต่หลายรายไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง

🔴 Risk: HIGH — เครื่องหมายการค้ายังไม่จดทะเบียน

หากแฟรนไชส์ซอร์ยังไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า แฟรนไชส์ซีก็ไม่มีสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายในการใช้เครื่องหมายนั้น และอาจถูกบุคคลภายนอกที่จดทะเบียนก่อนฟ้องร้องได้ ต้องตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา (ipthailand.go.th) ก่อนลงนามสัญญาทุกครั้ง

เงื่อนไขการเลิกสัญญาและค่าปรับ

ข้อกำหนดการเลิกสัญญาเป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงสูงสุดของสัญญาแฟรนไชส์ มักพบปัญหาดังนี้

ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ศาลมีอำนาจปรับลดข้อสัญญาที่ทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ในกรณีปกติ แต่กระบวนการนี้ใช้เวลาและต้นทุนในการฟ้องร้องสูง

LAS Risk Assessment: จุดตรวจสัญญาแฟรนไชส์

ข้อสัญญาความเสี่ยงระดับ
TM ยังไม่จดทะเบียนใช้งานโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย🔴 สูง
Non-Exclusive Territoryแฟรนไชส์ซอร์เปิดแข่งได้ไม่จำกัด🔴 สูง
เลิกสัญญาได้โดยไม่แจ้งล่วงหน้าสูญเสียการลงทุนทั้งหมดทันที🔴 สูง
Royalty คิดจาก Gross Revenueอาจขาดทุนแม้ยอดขายดี🟡 กลาง
Non-Compete 5 ปีทั่วประเทศจำกัดอนาคตหลังเลิกสัญญา🟡 กลาง
ค่าปรับเลิกก่อนกำหนดสูงติดกับดักแม้ธุรกิจไม่ดี🟡 กลาง
Marketing Fund ไม่โปร่งใสจ่ายเงินแต่ไม่รู้ใช้ทำอะไร🟢 ต่ำ-กลาง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: ถ้าแฟรนไชส์ซอร์โฆษณาว่ากำไร X บาท/เดือน แต่ทำจริงไม่ได้ ฟ้องได้ไหม?
หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าโฆษณานั้นเป็นเท็จหรือเกินจริงอย่างมีนัยสำคัญ อาจมีสิทธิเรียกร้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 22 ซึ่งห้ามโฆษณาที่ใช้ข้อความเท็จหรือเกินความจริง และอาจอ้างหลักกลฉ้อฉล (Fraudulent Misrepresentation) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 เพื่อขอเพิกถอนสัญญาได้ อย่างไรก็ตาม การพิสูจน์ว่าตัวเลขโฆษณาเป็นเท็จโดยตั้งใจค่อนข้างยาก ควรเก็บหลักฐานไว้ตั้งแต่ก่อนลงนาม
Q2: แฟรนไชส์ซอร์เพิ่ม Royalty ได้ไม่หากสัญญาไม่ได้กำหนดไว้?
หากสัญญาไม่ได้กำหนดอัตรา Royalty ไว้ชัดเจนหรือเปิดให้แฟรนไชส์ซอร์แก้ไขได้ฝ่ายเดียว ก็มีความเสี่ยงสูงที่ Royalty จะถูกปรับขึ้นในภายหลัง ควรกำหนดอัตรา Royalty ที่ชัดเจนในสัญญา หรือกำหนดเพดานการปรับขึ้น เช่น ไม่เกิน X% ต่อปี และต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 90 วัน
Q3: ซื้อ Master Franchise ต่างจากซื้อแฟรนไชส์ธรรมดาอย่างไร?
Master Franchise คือสิทธิในการเป็นแฟรนไชส์ซอร์ในพื้นที่หรือประเทศหนึ่ง ผู้ซื้อ Master Franchise มีสิทธิให้สิทธิแฟรนไชส์แก่ Sub-Franchisee ต่อไปได้ ลงทุนสูงกว่ามาก (บางแบรนด์หลายสิบล้านบาท) แต่ได้รายได้จากทั้ง Franchise Fee และ Royalty ที่ Sub-Franchisee จ่ายมา ความเสี่ยงสูงกว่าเพราะต้องรับผิดชอบในการพัฒนาและบริหาร Sub-Franchisee ทั้งเครือข่าย
Q4: สัญญาแฟรนไชส์ใช้กฎหมายต่างประเทศได้ไหมหากเป็นแบรนด์ต่างชาติ?
ได้ คู่สัญญาสามารถเลือก Governing Law ได้ตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญา แต่หากเกี่ยวกับธุรกิจที่ดำเนินการในไทย กฎหมายไทยเฉพาะบางฉบับยังคงบังคับใช้อยู่ เช่น กฎหมายแรงงาน PDPA กฎหมายภาษีไทย และพ.ร.บ.ธุรกิจต่างด้าว ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แม้จะเลือก Governing Law เป็นกฎหมายต่างประเทศ Dispute Resolution ที่แนะนำสำหรับ Cross-Border Franchise คือ International Arbitration เช่น ICC หรือ SIAC
Q5: ต้องตรวจสอบอะไรก่อนลงนามสัญญาแฟรนไชส์บ้าง?
Checklist ก่อนลงนาม: (1) ตรวจสอบสถานะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ ipthailand.go.th (2) ขอดูงบการเงินของแฟรนไชส์ซอร์ (3) ติดต่อแฟรนไชส์ซีปัจจุบันและอดีตเพื่อขอข้อมูลจากประสบการณ์จริง (4) ทำ Financial Model จำลองสถานการณ์ดีสุด กลาง และแย่สุด (5) ให้ทนายความตรวจสัญญาเน้น Territory, Non-Compete, เงื่อนไขเลิกสัญญา และค่าปรับ (6) เจรจาแก้ไขข้อสัญญาที่เสี่ยงก่อนลงนาม ไม่ใช่หลังจากลงนามแล้ว
Q6: สัญญาแฟรนไชส์ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ของแฟรนไชส์ซอร์ไว้อย่างไร และแฟรนไชส์ซีต้องระวังอะไรบ้าง?
สัญญาแฟรนไชส์ที่ดีต้องระบุขอบเขตสิทธิ IP ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ชัดเจน เช่น เครื่องหมายการค้า สูตรอาหาร คู่มือปฏิบัติการ ซอฟต์แวร์ POS โดยสิทธิเหล่านี้เป็นเพียงสิทธิอนุญาตใช้งาน (License) ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ แฟรนไชส์ซีต้องระวัง 3 จุดหลัก คือ (1) ห้ามดัดแปลง ลอกเลียน หรือถ่ายโอน IP ให้บุคคลภายนอก ฝ่าฝืนอาจถูกฟ้องตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68 และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (2) ห้ามใช้ IP หลังเลิกสัญญาแม้แต่วันเดียว (3) ต้องมีแผนคืน Materials ทั้งหมดหลังเลิกสัญญาอย่างชัดเจน
Q7: ข้อกำหนด Non-Compete หลังเลิกสัญญาแฟรนไชส์ — บังคับใช้ได้แค่ไหนในกฎหมายไทย?
ศาลไทยจะพิจารณา Non-Compete โดยดู 3 ปัจจัย คือ ระยะเวลา ขอบเขตพื้นที่ และขอบเขตประเภทธุรกิจ หากข้อห้ามกว้างเกินไปศาลอาจไม่บังคับใช้หรือลดขอบเขตลง แนวปฏิบัติที่ศาลมักยอมรับได้คือ ห้ามแข่งขันโดยตรงในพื้นที่เดียวกันไม่เกิน 2 ปี หลังเลิกสัญญา แฟรนไชส์ซีควรเจรจากำหนด Non-Compete ให้สมเหตุสมผลตั้งแต่แรก เพราะหาก Non-Compete กว้างเกินไปและศาลไม่บังคับ ฝ่ายแฟรนไชส์ซีอาจถูกฟ้องในระหว่างรอคำพิพากษาได้ อ้างอิง: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 (นิติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีเป็นโมฆะ)
Q8: แฟรนไชส์ซอร์ไม่ส่งมอบการสนับสนุนตามที่สัญญาระบุ — แฟรนไชส์ซีมีสิทธิอะไรบ้าง?
หากแฟรนไชส์ซอร์ไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีที่กำหนดในสัญญา เช่น ไม่จัด Training ตามจำนวนชั่วโมงที่ตกลง ไม่ส่งวัสดุการตลาด หรือไม่ให้การสนับสนุนทางเทคนิค แฟรนไชส์ซีมีสิทธิ (1) เรียกให้ปฏิบัติตามสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 (2) ฟ้องเรียกค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 (3) หากการผิดสัญญาเป็นสาระสำคัญ อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 และเรียกค่าเสียหายจากการลงทุนที่ไม่คืนทุนได้ ทั้งนี้ต้องมีการบันทึกหลักฐานการผิดสัญญาอย่างละเอียดก่อนดำเนินการทางกฎหมาย
คำแนะนำ LAS: ก่อนเซ็นสัญญาแฟรนไชส์ ควรให้ทนายความตรวจสอบอย่างน้อย 4 จุด คือ (1) สถานะ TM และสิทธิ IP (2) เงื่อนไขการเลิกสัญญาและค่าปรับ (3) สิทธิในพื้นที่ (Territory) (4) ข้อห้ามแข่งขันหลังเลิกสัญญา (Non-Compete) การลงทุนในค่าทนายความก่อนลงนามคือการประหยัดเงินล้านในอนาคต

ภูมิทัศน์แฟรนไชส์ไทยเชิงลึก

ตลาดแฟรนไชส์ไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 400,000-500,000 ล้านบาทต่อปี และเติบโตเฉลี่ย 8-10% ต่อปีในทศวรรษที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานหลักที่ส่งเสริมและกำกับดูแลธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทย แต่ยังคงเป็นแบบสมัครใจ ไม่มีอำนาจบังคับ

ประเภทธุรกิจแฟรนไชส์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ประเภทสัดส่วนตลาดตัวอย่างแบรนด์
อาหารและเครื่องดื่ม~45%ร้านอาหาร Fast Food ชาไข่มุก กาแฟ
ค้าปลีกและบริการ~20%ร้านสะดวกซื้อ ซักรีด
การศึกษาและฝึกอบรม~15%โรงเรียนกวดวิชา โรงเรียนภาษา
สุขภาพและความงาม~12%สปา คลินิก ฟิตเนส
บริการธุรกิจและอื่น ๆ~8%บริการทำความสะอาด ซ่อมบำรุง

ความแตกต่างหลักระหว่างไทยกับประเทศที่มีกฎหมายแฟรนไชส์เฉพาะ

ประเด็นไทยสหรัฐอเมริกา (FTC Rule)ออสเตรเลีย
Disclosure บังคับไม่มี (สมัครใจ)FDD 23 Items บังคับFDD + Information Statement
ระยะ Cooling-Offไม่มีกำหนด14 วันก่อนลงนาม14 วันก่อนลงนาม
Mediation บังคับไม่มีไม่บังคับบังคับก่อนฟ้อง
Good Faith Dutyตาม ปพพ. ม.5 เท่านั้นขึ้นกับรัฐบังคับทั้งสองฝ่าย
บทลงโทษแฟรนไชส์ซอร์ไม่มีกำหนดเฉพาะCivil Penalty สูงถึง $50,000/ครั้งปรับตาม Franchising Code
การต่ออายุตามสัญญา ไม่มีเงื่อนไขบังคับต้องแจ้ง Renewal FDD ล่วงหน้ามีเงื่อนไข Good Faith ในการปฏิเสธ
🔴 Risk: HIGH — แฟรนไชส์ซีไม่ได้รับ FDD เทียบเท่าก่อนลงนาม

เนื่องจากไทยไม่มีกฎหมายบังคับให้เปิดเผย Franchise Disclosure Document แฟรนไชส์ซีจึงต้องขอข้อมูลเองทุกอย่าง ได้แก่ ประวัติผู้บริหาร คดีความในอดีต จำนวนสาขาที่ปิดในแต่ละปี รายงานการเงิน รายชื่อแฟรนไชส์ซีที่เลิกกิจการ Option A: จัดทำ Due Diligence Checklist เลียนแบบ FDD 23 หัวข้อและขอข้อมูลทุกรายการจากแฟรนไชส์ซอร์ก่อนลงนาม | Option B: ติดต่อแฟรนไชส์ซีปัจจุบันและอดีตโดยตรงเพื่อรับข้อมูลอิสระ

โครงสร้างแฟรนไชส์ที่ซับซ้อน — Multi-Unit และ Master Franchise

Single Unit Franchise

รูปแบบพื้นฐาน — แฟรนไชส์ซีได้รับสิทธิดำเนินการเพียงสาขาเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น มีความเสี่ยงต่ำกว่าเพราะใช้เงินลงทุนต่ำ แต่รายได้จำกัดและอำนาจต่อรองกับแฟรนไชส์ซอร์น้อย

Multi-Unit Development Agreement

แฟรนไชส์ซีสัญญาว่าจะเปิดสาขาหลายแห่งในพื้นที่ที่กำหนดตามตารางเวลา เช่น เปิด 3 สาขาภายใน 3 ปี ข้อดีคือได้ส่วนลด Initial Fee และ Territory ที่กว้างขึ้น ข้อเสียคือมีภาระผูกพันในการเปิดตามกำหนด หากไม่สำเร็จอาจสูญเสียสิทธิใน Territory

Area Developer (AD)

คล้าย Multi-Unit แต่ AD มีสิทธิดำเนินการสาขาได้เองและยังอาจให้สิทธิต่อแก่ Sub-Franchisee บางส่วนได้ด้วย ต้องการเงินลงทุนและความเชี่ยวชาญสูงกว่า

Master Franchise (แฟรนไชส์หลัก)

ผู้ซื้อ Master Franchise ได้รับสิทธิในการเป็นแฟรนไชส์ซอร์ในระดับประเทศหรือภูมิภาค มีสิทธิให้สิทธิ Sub-Franchise แก่ผู้อื่นต่อไปได้ รายได้มาจากส่วนต่าง Franchise Fee และ Royalty ที่เก็บจาก Sub-Franchisee เงินลงทุนสูงมาก (บางแบรนด์หลายสิบล้านบาท) แต่ศักยภาพรายได้สูงมากเช่นกัน ความเสี่ยงสูงเพราะต้องรับผิดชอบทั้งเครือข่าย

การเตรียมตัวก่อนเจรจาสัญญาแฟรนไชส์

ขั้นตอนที่ 1 — Research Phase (2-4 สัปดาห์)

ขั้นตอนที่ 2 — Financial Modeling (1-2 สัปดาห์)

ขั้นตอนที่ 3 — Legal Review (1-2 สัปดาห์)

ข้อกำหนดพิเศษที่ควรขอเพิ่มในสัญญา

Performance Threshold Protection

ขอกำหนดว่าแฟรนไชส์ซอร์จะไม่เลิกสัญญาหากยอดขายต่ำกว่า Minimum ด้วยเหตุที่แฟรนไชส์ซอร์ควบคุมได้ เช่น การเปลี่ยนราคาขายกลาง การเพิ่มจำนวนสาขาในพื้นที่ หรือการหยุดสนับสนุนการตลาด

Audit Rights (สิทธิตรวจสอบ)

แฟรนไชส์ซีควรขอสิทธิในการตรวจสอบการใช้เงิน Marketing Fund อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และขอรายงานสรุปการใช้จ่ายกองทุน Marketing ในแต่ละปีงบประมาณ

Training and Support Guarantee

กำหนดให้ชัดเจนว่าแฟรนไชส์ซอร์ต้องจัด (1) การฝึกอบรมเริ่มต้นกี่ชั่วโมงและครอบคลุมเนื้อหาอะไร (2) การ Refresh Training ปีละกี่ครั้ง (3) ช่องทาง Technical Support และระยะเวลา Response Time หากไม่กำหนดไว้ แฟรนไชส์ซอร์อาจลดหรือหยุดการสนับสนุนได้ โดยไม่ผิดสัญญา

แฟรนไชส์ต่างชาติในไทย — ประเด็น FBA และภาษี Royalty

ค่า Royalty ที่จ่ายไปต่างประเทศ

เมื่อแฟรนไชส์ซีไทยจ่าย Royalty ให้แฟรนไชส์ซอร์ต่างประเทศ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายอัตรา 15% ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ เว้นแต่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกำหนดอัตราต่ำกว่า เช่น กับญี่ปุ่นอัตรา 5% กับสหรัฐอเมริกาอัตรา 5% ต้องวางแผนต้นทุนภาษี Royalty ล่วงหน้า เพราะหลายรายลืมคิดส่วนนี้เข้าไปใน Financial Model

ประเทศต้นทางภาษีหัก ณ ที่จ่าย Royalty (อัตรา DTA)
สหรัฐอเมริกา5% (DTA ไทย-สหรัฐ)
ญี่ปุ่น15% (DTA ไทย-ญี่ปุ่น, บางกรณี 5%)
ออสเตรเลีย10% (DTA ไทย-ออสเตรเลีย)
ประเทศที่ไม่มี DTA กับไทย15% (อัตราปกติตาม ปรก.)

ข้อพิจารณา FBA สำหรับแฟรนไชส์ต่างชาติ

แฟรนไชส์ซอร์ต่างชาติที่ประสงค์จะดำเนินการโดยตรงในไทย ต้องพิจารณาพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เนื่องจากธุรกิจค้าปลีกอยู่ในบัญชีแนบท้ายสาม การจัดตั้งบริษัท Master Franchise จึงต้องมีคนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 หรือขอรับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

🟡 Risk: MEDIUM — ภาษี Royalty ต่างประเทศที่ไม่ได้วางแผน

แฟรนไชส์ซีที่จ่าย Royalty ให้แฟรนไชส์ซอร์ต่างประเทศมักลืมคิดต้นทุนภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5-15% เข้าไปใน Financial Model ส่งผลให้ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คาดไว้ ควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาภาษีก่อนลงนาม เพื่อวางแผนการขอคืนภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนอย่างถูกต้อง

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง — หลักสุจริตในสัญญาแฟรนไชส์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3325/2548 — หลักสุจริตในการตีความสัญญาแฟรนไชส์
กฎหมายที่อ้างอิง: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 (หลักสุจริต), พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4

ศาลได้พิจารณาสัญญาแฟรนไชส์ที่มีข้อกำหนดซึ่งร่างขึ้นเพื่อประโยชน์ฝ่ายแฟรนไชส์ซอร์แต่เพียงฝ่ายเดียว และก่อภาระแก่แฟรนไชส์ซีเกินสมควร ศาลฎีกาได้นำหลักสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 มาใช้ในการตีความสัญญา โดยวินิจฉัยว่าข้อกำหนดในสัญญาต้องอ่านและปฏิบัติโดยสุจริต และข้อกำหนดที่ทำให้อีกฝ่ายรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนพึงคาดหวังอาจถูกศาลลดหรือแก้ไขได้

หลักการสำคัญ: แม้ประเทศไทยจะไม่มีพระราชบัญญัติแฟรนไชส์โดยเฉพาะ แต่หลักสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 เปิดช่องให้ศาลเข้าแทรกแซงข้อสัญญาแฟรนไชส์ที่เอาเปรียบฝ่ายเดียวได้ โดยเฉพาะในกรณีการรุกล้ำพื้นที่ การแก้ไขมาตรฐานฝ่ายเดียว และค่าปรับเลิกสัญญาที่ไม่สมส่วน แฟรนไชส์ซีสามารถอ้างหลักนี้ขอให้ศาลลดหรือปรับข้อสัญญาที่บีบบังคับเกินสมควรได้

กรณีศึกษา SME — ข้อพิพาทแฟรนไชส์ในชีวิตจริง

กรณีที่ 1 — บริษัท A: ร้านกาแฟแฟรนไชส์ กับข้อพิพาทค่า Royalty ฝ่ายเดียว

บริษัท A ซื้อสิทธิแฟรนไชส์ร้านกาแฟรายใหญ่ โดยสัญญากำหนด Royalty 5% ของยอดขายรายเดือน แต่ไม่ได้กำหนดเพดานการปรับขึ้นไว้ หลังจากดำเนินกิจการมา 2 ปี แฟรนไชส์ซอร์แจ้งปรับ Royalty เป็น 7% โดยอ้างว่าเป็นการปรับปรุงระบบสนับสนุน และสัญญาเปิดให้แฟรนไชส์ซอร์ "ปรับอัตราตามความเหมาะสม"

ปัญหาทางกฎหมาย: สัญญาใช้ถ้อยคำคลุมเครือ ให้สิทธิแก้ไขฝ่ายเดียวได้ ซึ่งศาลอาจพิจารณาว่าขัดกับหลักสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 และพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4

บทเรียน: ต้องกำหนดอัตรา Royalty ตายตัว พร้อมเพดานการปรับขึ้นสูงสุดต่อปี และระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน

🔴 Risk: HIGH — Royalty ที่ปรับขึ้นได้ฝ่ายเดียวโดยไม่มีเพดาน

Option A: เจรจากำหนด Royalty Rate คงที่ตลอดอายุสัญญา | Option B: กำหนดเพดานปรับขึ้นไม่เกิน 1% ต่อปีและต้องแจ้งล่วงหน้า 90 วัน

กรณีที่ 2 — บริษัท B: ร้านอาหารแฟรนไชส์ กับปัญหาเขตพื้นที่ทับซ้อน

บริษัท B ได้รับ Exclusive Territory ในย่านการค้าแห่งหนึ่ง โดยสัญญาระบุพื้นที่เป็นชื่อถนนและซอย แต่ไม่มีแผนที่แนบหรือพิกัด GPS หลังจากดำเนินกิจการมา 18 เดือน แฟรนไชส์ซอร์เปิดสาขา Company-Owned ในห้างสรรพสินค้าฝั่งตรงข้าม โดยอ้างว่าอยู่ใน "เขตห้าง" ซึ่งไม่ใช่ถนนที่ระบุในสัญญา ยอดขายของบริษัท B ลดลง 35% ภายใน 3 เดือน

ปัญหาทางกฎหมาย: Territory ที่ไม่มีพิกัดชัดเจนทำให้พิสูจน์การละเมิดยาก แม้บริษัท B จะอ้างหลักสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 แต่ภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับบริษัท B

บทเรียน: กำหนด Territory ด้วยพิกัด GPS หรือรัศมีที่ชัดเจน พร้อมแผนที่แนบท้ายสัญญา และกำหนดให้ครอบคลุมทั้งช่องทาง Online และ Delivery Zone

กรณีที่ 3 — บริษัท C: แฟรนไชส์การศึกษา กับสิทธิเลิกสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

บริษัท C ซื้อสิทธิแฟรนไชส์โรงเรียนกวดวิชา ลงทุนปรับปรุงสถานที่และฝึกอบรมครูกว่า 3 ล้านบาท หลังจากเปิดดำเนินการได้ 14 เดือน แฟรนไชส์ซอร์ส่งหนังสือเลิกสัญญาทันทีโดยอ้างว่าบริษัท C ใช้วัสดุการสอนที่ไม่ได้รับอนุมัติ ซึ่งเป็นข้อมูลที่บริษัท C ไม่เคยได้รับแจ้ง สัญญาไม่มี Cure Period กำหนดไว้

ปัญหาทางกฎหมาย: การเลิกสัญญาทันทีโดยไม่มี Cure Period อาจขัดกับหลักสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 บริษัท C อาจเรียกค่าเสียหายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แต่ต้องพิสูจน์ความเสียหาย

บทเรียน: ต้องกำหนด Cure Period อย่างน้อย 30 วันสำหรับการละเมิดที่แก้ไขได้ และต้องมีรายการวัสดุและขั้นตอนที่ได้รับอนุมัติไว้ชัดเจนในสัญญา

แนวทาง Dispute Resolution สำหรับข้อพิพาทแฟรนไชส์

เมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างแฟรนไชส์ซอร์และแฟรนไชส์ซี ทางเลือกในการระงับข้อพิพาทมีดังนี้

1. การเจรจาโดยตรง (Direct Negotiation)

วิธีแรกและประหยัดที่สุด ควรพยายามก่อนเสมอ โดยเฉพาะข้อพิพาทเล็กน้อยที่เกิดจากการตีความข้อสัญญาต่างกัน ควรมีทนายความเป็นผู้แทนในการเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงการพูดสิ่งที่อาจใช้ต่อต้านตนเองในกระบวนการทางกฎหมายในภายหลัง

2. การไกล่เกลี่ย (Mediation)

ใช้ผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นกลางช่วยให้ทั้งสองฝ่ายหาทางออกร่วมกัน ประหยัดกว่าการฟ้องร้อง และคำตกลงที่ได้จากการไกล่เกลี่ยมักดำเนินการต่อได้ดีกว่าคำพิพากษา สามารถใช้บริการของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือสมาคมอนุญาโตตุลาการแห่งประเทศไทยได้

3. อนุญาโตตุลาการ (Arbitration)

เหมาะสำหรับสัญญาแฟรนไชส์ที่มีมูลค่าสูงหรือเกี่ยวกับต่างชาติ กระบวนการเป็นความลับมากกว่าการฟ้องร้องในศาล และสามารถเลือกอนุญาโตตุลาการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้ สำหรับสัญญา Cross-Border แนะนำ ICC, SIAC หรือ THAC (Thailand Arbitration Center)

4. การฟ้องร้องทางแพ่ง (Civil Litigation)

ใช้เมื่อทางเลือกอื่นไม่ได้ผล ข้อพิพาทแฟรนไชส์มักยื่นฟ้องที่ศาลแพ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (สำหรับคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา) ข้อเสียคือใช้เวลานาน ค่าใช้จ่ายสูง และคดีอาจถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

🟡 Risk: MEDIUM — สัญญาไม่ระบุ Dispute Resolution Mechanism

หากสัญญาไม่ระบุวิธีระงับข้อพิพาทไว้ชัดเจน ฝ่ายใดก็ตามสามารถเลือกวิธีที่เป็นประโยชน์กับตนเองมากที่สุดได้ ซึ่งมักทำให้กระบวนการนานและแพงกว่าที่ควร ควรกำหนดเป็น Tiered Dispute Resolution: Negotiation (30 วัน) → Mediation (30 วัน) → Arbitration (Final)

อนาคตของกฎหมายแฟรนไชส์ไทย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มีการศึกษาและยกร่างกฎหมายแฟรนไชส์ไทยมาหลายครั้ง แต่ยังไม่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ ประเด็นสำคัญที่หากมีกฎหมายเฉพาะน่าจะครอบคลุมได้แก่

จนกว่าจะมีกฎหมายเฉพาะ ผู้ที่ต้องการความคุ้มครองใกล้เคียงกับมาตรฐานสากล จะต้องพึ่งพาการเจรจาต่อรองสัญญาและคำแนะนำทางกฎหมายที่มีคุณภาพสูงเท่านั้น

Franchise Agreement — โครงสร้างมาตรฐาน 12 หมวด

สัญญาแฟรนไชส์ที่ดีควรครอบคลุมอย่างน้อย 12 หมวดหลักต่อไปนี้ ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ใช้กันในระดับสากล

#หมวดสาระสำคัญที่ต้องกำหนด
1Definitions (นิยาม)นิยาม Franchise System, Territory, Confidential Information, Competing Business
2Grant of Franchise (การให้สิทธิ)ขอบเขตสิทธิ, ประเภท (Exclusive/Non-Exclusive), ระยะเวลา
3Territory (พื้นที่)พิกัด GPS หรือแผนที่แนบ, สิทธิ Online, สิทธิ Delivery Zone
4Fees and Payments (ค่าธรรมเนียม)Initial Fee, Royalty %, Marketing Fund %, เวลาและวิธีชำระ, การตรวจสอบ
5Training and Support (การฝึกอบรม)Pre-Opening Training, On-Site Support, Ongoing Training, ค่าใช้จ่าย
6Operations and Standards (มาตรฐาน)Operations Manual, Quality Standards, Inspection Rights, การแก้ไขมาตรฐาน
7IP License (สิทธิ IP)TM License, ข้อห้ามดัดแปลง, ขั้นตอนรับมือ Third-Party Infringement
8Marketing and Advertising (การตลาด)National Marketing Fund, Local Marketing Obligation, Approved Materials
9Transfer and Assignment (การโอนสิทธิ)เงื่อนไขโอน, สิทธิ ROFR ของแฟรนไชส์ซอร์, Transfer Fee
10Termination (การเลิกสัญญา)เหตุเลิกสัญญา, ระยะเวลาแจ้ง, Cure Period, ผลเมื่อเลิก
11Post-Termination ObligationsNon-Compete, Non-Solicitation, การคืน Materials, การหยุดใช้ IP
12Governing Law and Dispute ResolutionGoverning Law, Jurisdiction, Arbitration Clause, Language
🔴 Risk: HIGH — สัญญาแฟรนไชส์ที่ขาดหมวด Cure Period

หากสัญญาไม่กำหนด Cure Period (ระยะเวลาให้แก้ไขก่อนเลิกสัญญา) แฟรนไชส์ซอร์อาจเลิกสัญญาทันทีเมื่อพบการละเมิดใด ๆ แม้เป็นเรื่องเล็กน้อย ควรกำหนด Cure Period อย่างน้อย 30 วันสำหรับการละเมิดที่แก้ไขได้ และ 14 วันสำหรับการละเมิดที่มีผลกระทบร้ายแรงกว่า Option A: เจรจาขอ Cure Period ที่เหมาะสมสำหรับการละเมิดแต่ละประเภท | Option B: กำหนดให้มีการแจ้งเตือน (Warning Notice) ก่อนเลิกสัญญาอย่างน้อย 2 ครั้ง

การโอนสิทธิแฟรนไชส์ (Transfer / Resale)

สิทธิในการโอนแฟรนไชส์ต่อเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อ Exit Strategy ของแฟรนไชส์ซี

สิ่งที่ต้องตรวจสอบในสัญญาเรื่องการโอน

🟡 Risk: MEDIUM — ไม่มีสิทธิโอนแฟรนไชส์

หากสัญญาห้ามโอนสิทธิโดยเด็ดขาดหรือแฟรนไชส์ซอร์สามารถปฏิเสธการโอนได้ตามอำเภอใจ แฟรนไชส์ซีไม่มี Exit Route ที่ดีหากต้องการออกจากธุรกิจ ทำให้ถูกกักขังอยู่กับสัญญาที่อาจไม่คุ้มค่าอีกต่อไป ควรกำหนดว่าแฟรนไชส์ซอร์ต้องอนุมัติการโอนโดยไม่ปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร (Not to be Unreasonably Withheld)

LAS Flash Checklist ก่อนเซ็นสัญญาแฟรนไชส์

#รายการตรวจสอบผล
1ตรวจสถานะ TM ที่ ipthailand.go.th — ยืนยันชื่อเจ้าของและวันหมดอายุ☐ ผ่าน / ☐ ไม่ผ่าน
2ตรวจหนังสือรับรองแฟรนไชส์ซอร์ที่ DBD — ยังเป็น Active หรือไม่☐ ผ่าน / ☐ ไม่ผ่าน
3Territory ระบุด้วยแผนที่/พิกัด ไม่ใช่แค่ชื่อถนน☐ ผ่าน / ☐ ไม่ผ่าน
4Royalty คิดจากอะไร (Gross vs. Net) และมีเพดานปรับขึ้นหรือไม่☐ ผ่าน / ☐ ไม่ผ่าน
5Marketing Fund มีรายงานและ Audit Rights หรือไม่☐ ผ่าน / ☐ ไม่ผ่าน
6Cure Period อย่างน้อย 30 วันก่อนเลิกสัญญา☐ ผ่าน / ☐ ไม่ผ่าน
7Non-Compete หลังเลิก ≤ 2 ปี จำกัดพื้นที่สมเหตุสมผล☐ ผ่าน / ☐ ไม่ผ่าน
8สิทธิโอนสัญญา — ROFR แฟรนไชส์ซอร์ไม่สามารถปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผล☐ ผ่าน / ☐ ไม่ผ่าน
9Financial Model (3 สถานการณ์) ผ่าน Break-Even ในเวลาที่ยอมรับได้☐ ผ่าน / ☐ ไม่ผ่าน
10ทนายความตรวจสัญญาและเห็นชอบก่อนลงนาม☐ ผ่าน / ☐ ไม่ผ่าน

สรุปเปรียบเทียบ — ไทย vs. FTC vs. ออสเตรเลีย

ก่อนสรุปบทความ ขอเปรียบเทียบความคุ้มครองแฟรนไชส์ซีในแต่ละประเทศอีกครั้งในรูปแบบที่เห็นภาพชัด

ความคุ้มครองไทยสหรัฐ (FTC)ออสเตรเลียมาเลเซีย
กฎหมายแฟรนไชส์เฉพาะไม่มีมี (FTC Rule)มี (Code)มี (FA 1998)
FDD บังคับไม่ใช่ (23 Items)ใช่ใช่
Cooling-Offไม่มี14 วัน14 วัน7 วัน
Good Faith Dutyตาม ปพพ.ม.5บางรัฐบังคับบังคับ
Mandatory Mediationไม่มีไม่มีมีมี
โทษแฟรนไชส์ซอร์ทั่วไปตาม ปพพ.Civil Penaltyปรับหนักปรับ/จำคุก

สรุป

แฟรนไชส์เป็นโมเดลธุรกิจที่ดี แต่ไม่ใช่ "ซื้อแล้วรวย" ทุกกรณี ช่องว่างทางกฎหมายในประเทศไทยทำให้แฟรนไชส์ซีต้องพึ่งพาการตรวจสอบเอกสารและทีมที่ปรึกษาที่ดีมากกว่าในประเทศที่มีกฎหมายแฟรนไชส์เฉพาะ ตลาดแฟรนไชส์ไทยมีโอกาสมาก แต่ก็มีกับดักซ่อนอยู่มากเช่นกัน กุญแจสำเร็จคือการทำ Research อย่างละเอียด วิเคราะห์ตัวเลขอย่างตรงไปตรงมา และให้ทนายความตรวจสัญญาก่อนลงนาม สัญญาแฟรนไชส์ต้องอ่านอย่างละเอียดและเข้าใจทุกข้อก่อนลงเงิน เพราะเมื่อเซ็นแล้ว การเจรจาต่อรองจะยากขึ้นมากและเสียงจากกฎหมายที่จะช่วยคุณมีน้อยกว่าที่คิด

← ตอนที่ 2 LAS UP 3/10 ตอนที่ 4 →

Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการและให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะราย ผู้อ่านควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ