✓ ตรวจทบทวนข้อกฎหมายล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569
ธันย์ธรณ์เทพ แย้มอุทัย, Ph.D. | LAS Legal | ปรับปรุงล่าสุด 28 กันยายน 2569
คู่มือเพื่อการเรียนรู้และเตรียมตรวจงานบุคคล ครอบคลุมสิทธิลา การบอกกล่าว ค่าชดเชย และข้อบังคับ โดยต้องตรวจเงื่อนไขของแต่ละกรณีประกอบตัวบท
บทความนี้อธิบายประเด็นสำคัญสำหรับการบริหารงานบุคคลจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยต้องตรวจประเภทนายจ้าง ลักษณะงาน และสถานะของผู้ทำงานก่อนนำไปใช้ มาตรา 4 กำหนดข้อยกเว้นสำหรับราชการและรัฐวิสาหกิจตามที่ระบุ และเปิดให้มีกฎกระทรวงยกเว้นเพิ่มเติมได้ จึงไม่ควรสรุปว่ากฎทุกข้อใช้เหมือนกันกับนายจ้างทุกประเภท
ตัวบทที่ใช้ตรวจอ่านได้จาก ประมวลฉบับแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9 ส่วนตัวอย่างและรายการตรวจเป็นแนวทางเตรียมข้อมูล ไม่ใช่คำรับรองผลของข้อพิพาทเฉพาะราย
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ประกาศวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 และกำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้น 30 วันนับแต่วันประกาศ จึงมีผลวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ประเด็นสิทธิลาและค่าจ้างต้องอ่านแยกกันดังนี้
มาตรา ๔๑ ให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรครรภ์หนึ่งไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน หรือตามจำนวนวันที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
วันลาเพื่อคลอดบุตรตามมาตรานี้ให้หมายความรวมถึงวันลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตรด้วย
วันลาตามวรรคหนึ่ง ให้นับรวมวันหยุดที่มีในระหว่างวันลาด้วย
ลูกจ้างหญิงซึ่งใช้สิทธิลาเพื่อคลอดบุตรตามวรรคหนึ่งแล้ว มีสิทธิลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้อีกไม่เกินสิบห้าวัน ในกรณีที่บุตรมีภาวะการเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือมีภาวะความพิการ ทั้งนี้ ให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันประกอบการลาด้วย
มาตรา ๔๑/๑ ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสซึ่งคลอดบุตรครรภ์หนึ่งได้ไม่เกินสิบห้าวัน โดยใช้สิทธิก่อนหรือในวันที่ลาภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คลอดบุตร
มาตรา ๕๙ ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ในวันลาเพื่อคลอดบุตรตามมาตรา ๔๑ วรรคหนึ่ง เท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกินหกสิบวันหรือตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๕๙/๒ ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างซึ่งใช้สิทธิลาตามมาตรา ๔๑/๑ เท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลาแต่ไม่เกินสิบห้าวัน
| สิทธิ | เงื่อนไขและค่าจ้าง |
|---|---|
| ลาเพื่อคลอดบุตร | มาตรา 41 ให้ลาได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 120 วัน หรือตามจำนวนวันที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา รวมวันลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดและวันหยุดที่อยู่ระหว่างวันลา ค่าจ้างตามมาตรา 59 เท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 60 วันหรือตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา |
| ลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตร | เมื่อใช้สิทธิลาคลอดแล้ว มาตรา 41 วรรคสี่ให้ลาต่อเนื่องได้อีกไม่เกิน 15 วัน หากบุตรมีภาวะเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือมีความพิการ โดยแสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบัน ค่าจ้างตามมาตรา 59/1 เป็นร้อยละ 50 ของค่าจ้างสำหรับวันที่ลา |
| ลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสซึ่งคลอดบุตร | มาตรา 41/1 ให้ลาได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 15 วัน โดยใช้สิทธิก่อนหรือในวันที่ลาภายใน 90 วันนับแต่วันที่คลอดบุตร ค่าจ้างตามมาตรา 59/2 เท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 15 วัน |
มาตรา 4/1 เพิ่มความคุ้มครองสำหรับบุคคลธรรมดาที่หน่วยงานรัฐตามที่ระบุจ้างในลักษณะจ้างเหมาบริการหรือในลักษณะเดียวกัน และเข้าเงื่อนไขเรื่องค่าตอบแทนกับการควบคุมกำกับดูแลงาน โดยครอบคลุมค่าตอบแทน วันหยุด วันลาบางประเภท เวลาทำงานและเวลาพักตามตัวบท ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในกฎกระทรวง จึงไม่ควรย่อเหลือเพียงเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ หรือสรุปว่าผู้รับจ้างของรัฐทุกคนได้รับสิทธิทุกประเภทโดยอัตโนมัติ
มาตรา ๑๗ สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน ทั้งนี้ ให้ถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาด้วย
การบอกเลิกสัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้
การบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา ๕๘๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
สำหรับสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา มาตรา 17 วรรคสองกำหนดการบอกกล่าวเป็นหนังสือเมื่อถึงหรือก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่ง เพื่อให้เลิกสัญญาเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกิน 3 เดือน และให้ถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาด้วย จึงไม่ใช่กฎว่าบอกล่วงหน้า 30 วันแล้วถูกต้องทุกกรณี
มาตรา 17/1 กำหนดกรณีที่นายจ้างไม่บอกกล่าวตามมาตรา 17 วรรคสอง ให้จ่ายเงินเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรได้รับตั้งแต่วันที่ให้ออกจากงานถึงวันที่การเลิกสัญญามีผลตามหลักดังกล่าว โดยจ่ายในวันที่ให้ออกจากงาน ต้องตรวจข้อยกเว้นตามมาตรา 17 วรรคท้ายและกรณีพิเศษตามกฎหมายแยกต่างหาก ไม่ควรรวมเงินรายการนี้กับค่าชดเชยเป็นสิทธิเดียวกัน
มาตรา ๑๑๘ ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้
(๑) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(๒) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(๓) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(๔) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสองร้อยสี่สิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(๕) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปี แต่ไม่ครบยี่สิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(๖) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบยี่สิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสี่ร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสี่ร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น
การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาตามวรรคสามจะกระทำได้สำหรับการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี โดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง
มาตรา 118 กำหนดค่าชดเชยสำหรับลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างและเข้าเงื่อนไข โดยแยกฐานค่าจ้างอัตราสุดท้ายจากฐานค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ตารางต่อไปนี้แสดงฐานค่าจ้างอัตราสุดท้ายและเป็นจำนวนขั้นต่ำตามตัวบท
| อายุงานติดต่อกัน | ค่าจ้างอัตราสุดท้าย |
|---|---|
| ครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี | ไม่น้อยกว่า 30 วัน |
| ครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี | ไม่น้อยกว่า 90 วัน |
| ครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี | ไม่น้อยกว่า 180 วัน |
| ครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี | ไม่น้อยกว่า 240 วัน |
| ครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี | ไม่น้อยกว่า 300 วัน |
| ครบ 20 ปีขึ้นไป | ไม่น้อยกว่า 400 วัน |
สำหรับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ให้ใช้ค่าจ้างของการทำงานในจำนวนวันสุดท้ายที่ตรงกับช่วงอายุงานตามมาตรา 118 ไม่ใช้ค่าเฉลี่ย 90 วันกับทุกกรณี ส่วนค่าคอมมิชชันต้องตรวจลักษณะการจ่ายกับนิยามค่าจ้างในมาตรา 5 ไม่อาจตัดสินจากชื่อเงินหรือข้อความในสัญญาเพียงอย่างเดียว
สัญญาที่ระบุวันสิ้นสุดไม่ได้รับยกเว้นค่าชดเชยทุกฉบับ ต้องเข้าเงื่อนไขในมาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ ทั้งประเภทงาน ระยะเวลางานไม่เกิน 2 ปี และการทำสัญญาเป็นหนังสือตั้งแต่เริ่มจ้าง ส่วนการทดลองงานหรือทำงานไม่เต็มเวลาไม่ได้ตัดสถานะลูกจ้างโดยชื่อเรียกเพียงอย่างเดียว
มาตรา ๑๑๙ นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้
(๑) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
(๒) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
(๓) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
(๔) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน
หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด
(๕) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร
(๖) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
ในกรณี
(๖) ถ้าเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษต้องเป็นกรณีที่เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามวรรคหนึ่ง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้างนายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้
ข้อยกเว้นแต่ละกรณีในมาตรา 119 มีองค์ประกอบต่างกัน ต้องตรวจข้อเท็จจริงให้ครบก่อนอ้างใช้ สำหรับมาตรา 119 (4) ต้องเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และมีการตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีร้ายแรง หนังสือเตือนมีผลไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด ไม่ใช่นับจากวันที่ออกหนังสือ
มาตรา 119 ไม่ได้กำหนดว่าต้องเตือน 3 ครั้งทุกกรณี และไม่ได้กำหนดว่าการไม่มีหนังสือเตือนทำให้ใช้ข้อยกเว้นอื่นไม่ได้ทั้งหมด เมื่อเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย นายจ้างต้องระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุในหนังสือบอกเลิก หรือแจ้งเหตุให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้าง มิฉะนั้นจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้ตามวรรคท้าย
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 กำหนดว่า หากศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อในอัตราค่าจ้างที่ได้รับขณะเลิกจ้าง หากเห็นว่าทั้งสองฝ่ายไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้กำหนดค่าเสียหายแทน โดยคำนึงถึงอายุ ระยะเวลาทำงาน ความเดือดร้อน มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ไม่ควรใช้เพียงการจ่ายค่าชดเชยเป็นข้อสรุปว่าการเลิกจ้างเป็นธรรมแล้ว
บทความนี้ไม่ได้เสนอคำพิพากษาเฉพาะคดี การประเมินเหตุเลิกจ้างจึงต้องอาศัยเอกสารและข้อเท็จจริงของกรณีนั้นเพิ่มเติม
| ประเภท | สิทธิและเงื่อนไขสำคัญ |
|---|---|
| ลาป่วย | มาตรา 32 ให้ลาเท่าที่ป่วยจริง เมื่อลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไป นายจ้างอาจขอใบรับรองแพทย์ตามเงื่อนไขของมาตรา 32 และข้อยกเว้นวันที่ไม่ถือเป็นวันลาป่วยตามตัวบท ส่วนมาตรา 57 ให้ค่าจ้างไม่เกิน 30 วันทำงานต่อปี |
| ลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็น | มาตรา 34 ให้ลาไม่น้อยกว่า 3 วันทำงานต่อปี ค่าจ้างตามมาตรา 57/1 ไม่เกิน 3 วันทำงานต่อปี |
| วันหยุดพักผ่อนประจำปี | มาตรา 30 ให้ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปีหยุดไม่น้อยกว่า 6 วันทำงานต่อปี โดยนายจ้างกำหนดล่วงหน้าหรือตกลงกัน และได้รับค่าจ้างตามมาตรา 56 ส่วนผู้ทำงานยังไม่ครบปี นายจ้างอาจกำหนดให้ตามส่วนได้ |
| ลาเพื่อทำหมัน | มาตรา 33 ให้สิทธิตามระยะเวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำหนดและออกใบรับรอง โดยได้รับค่าจ้างตามมาตรา 57 |
| ลาเพื่อรับราชการทหาร | มาตรา 35 ครอบคลุมการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ ฝึกวิชาทหาร หรือทดลองความพรั่งพร้อมตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร ค่าจ้างตามมาตรา 58 ไม่เกิน 60 วันต่อปี จึงไม่ควรเหมารวมการเข้ารับราชการทหารทุกกรณี |
| ลาเพื่อฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ | ตรวจสิทธิตามมาตรา 36 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ส่วนค่าจ้างให้ตรวจข้อสัญญาและข้อบังคับประกอบ ไม่ควรสรุปจากมาตรา 36 ว่าทุกกรณีได้รับค่าจ้าง |
มาตรา ๑๐๘ ให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป จัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย และข้อบังคับนั้นอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับรายการ ดังต่อไปนี้
(๑) วันทำงาน เวลาทำงานปกติ และเวลาพัก
(๒) วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด
(๓) หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด
(๔) วันและสถานที่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด
(๕) วันลาและหลักเกณฑ์การลา
(๖) วินัยและโทษทางวินัย
(๗) การร้องทุกข์
(๘) การเลิกจ้าง ค่าชดเชย และค่าชดเชยพิเศษ
ให้นายจ้างประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่นายจ้างมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป และให้นายจ้างจัดเก็บสำเนาข้อบังคับนั้นไว้ ณ สถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของนายจ้างตลอดเวลา
ให้นายจ้างเผยแพร่และปิดประกาศข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยเปิดเผย ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง หรือเพิ่มเติมโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยก็ได้ เพื่อให้ลูกจ้างได้ทราบและเข้าถึงได้โดยสะดวก
มาตรา 108 กำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปจัดทำข้อบังคับภาษาไทยที่มีรายละเอียดอย่างน้อย 8 เรื่องตามตัวบท ประกาศใช้ภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างครบเกณฑ์ เก็บสำเนาไว้ที่สถานประกอบกิจการหรือสำนักงาน และเผยแพร่ปิดประกาศอย่างเปิดเผย ณ ที่ทำงาน หรือเพิ่มเติมทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้เข้าถึงได้สะดวก
การลงนามรับทราบเป็นหลักฐานที่ควรจัดเก็บ แต่ตัวบทมาตรา 108 ไม่ได้กำหนดว่าต้องมีลายเซ็นลูกจ้างทุกคนเป็นเงื่อนไขเดียวของการใช้ข้อบังคับ และการไม่มีหัวข้อวินัยไม่ได้ทำให้คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมหรือเหตุอื่นตามมาตรา 119 หมดความหมาย ต้องตรวจฐานและพยานหลักฐานแยกกัน
การไม่ปฏิบัติตามมาตรา 108 หรือมาตรา 59 อยู่ในมาตรา 146 ซึ่งระบุความผิดทางพินัยและค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 20,000 บาท ไม่ใช่ค่าปรับตายตัว 20,000 บาททุกกรณี
มาตรา 23 วางหลักเวลาทำงานปกติไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวันและ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่มีกรณีตกลงนำเวลาส่วนที่เหลือจากวันที่ทำไม่ครบ 8 ชั่วโมงไปรวมวันอื่นได้ โดยไม่เกิน 9 ชั่วโมงต่อวันและ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พร้อมเงื่อนไขค่าตอบแทนสำหรับลูกจ้างที่ตัวบทระบุ ส่วนงานอันตรายตามกฎกระทรวงไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวันและ 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
| ประเภทเงิน | อัตราขั้นต่ำสำหรับผู้มีสิทธิ |
|---|---|
| ล่วงเวลาในวันทำงาน | มาตรา 61 กำหนดไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมงตามจำนวนชั่วโมง หรือค่าจ้างต่อหน่วยตามผลงานที่ทำ |
| ทำงานในวันหยุดและมีสิทธิค่าจ้างวันหยุด | มาตรา 62 (1) ให้เพิ่มจากค่าจ้างอีกไม่น้อยกว่า 1 เท่า ตามชั่วโมงหรือผลงานที่ทำ |
| ทำงานในวันหยุดและไม่มีสิทธิค่าจ้างวันหยุด | มาตรา 62 (2) ให้ไม่น้อยกว่า 2 เท่า ตามชั่วโมงหรือผลงานที่ทำ |
| ล่วงเวลาในวันหยุด | มาตรา 63 ให้ไม่น้อยกว่า 3 เท่า ตามชั่วโมงหรือผลงานที่ทำ |
ต้องตรวจข้อยกเว้นสิทธิของลูกจ้างบางประเภทตามมาตรา 65 และบทอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย ส่วนความยินยอมให้ทำงานล่วงเวลาหรือในวันหยุดมีหลักและข้อยกเว้นตามมาตรา 24 และมาตรา 25 จึงไม่ควรสรุปว่าต้องได้รับความยินยอมเหมือนกันทุกกรณี หรือว่าเมื่อลูกจ้างยินยอมแล้วจะจัดเวลาทำงานได้โดยไม่มีข้อจำกัด
| ประเด็น | สิ่งที่ควรตรวจ |
|---|---|
| เลิกจ้างโดยอ้างความผิด | องค์ประกอบของเหตุ หนังสือเตือนเมื่อจำเป็น และการแจ้งข้อเท็จจริงขณะเลิกจ้าง |
| คำนวณเงินเมื่อสิ้นสุดการจ้าง | อายุงาน ฐานค่าจ้าง งวดจ่าย วันออกจากงาน และสิทธิแต่ละรายการ |
| การลาและข้อบังคับ | สิทธิกับค่าจ้างแยกกัน ข้อบังคับฉบับที่ใช้ และหลักฐานการเข้าถึงของลูกจ้าง |
ควรแยกหัวข้อที่มาตรา 108 บังคับไว้จากนโยบายที่องค์กรเพิ่มเอง เช่น การใช้อุปกรณ์ การรักษาข้อมูล การทำงานนอกสถานที่ และการจัดการผลประโยชน์ขัดกัน นโยบายเพิ่มเติมต้องตรวจความชอบด้วยกฎหมายและความเป็นธรรม ไม่ควรกำหนดการเตือน 3 ครั้งเป็นข้ออ้างว่ากฎหมายบังคับทุกกรณี และควรมีหลักฐานว่าลูกจ้างเข้าถึงข้อบังคับฉบับใดเมื่อใด
ควรระบุหน้าที่ ค่าจ้าง งวดจ่าย วันและเวลาทำงาน รวมถึงสิทธิที่ตกลงเพิ่มเติมให้ชัดเจน ส่วนการทดลองงานต้องอ่านร่วมกับมาตรา 17 และอายุงานตามมาตรา 118 ไม่ควรใช้ข้อความ “ทดลองงาน 119 วัน” เป็นคำรับรองว่านายจ้างจะไม่มีหน้าที่บอกกล่าวหรือความรับผิดอื่น และไม่ควรแนะนำให้กำหนดระยะเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงสิทธิของลูกจ้าง
ข้อรักษาความลับและข้อกำหนดสิทธิในผลงานควรตรวจตามประเภทข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ควรเขียนเหมารวมว่างานทุกชนิดที่สร้างระหว่างการจ้างเป็นของนายจ้างโดยสมบูรณ์ ข้อสัญญาตัวอย่างต้องปรับตามงานและกฎหมายที่ใช้จริง
สมมติลูกจ้างมีอายุงาน 5 ปี 3 เดือน ถูกเลิกจ้างโดยมีสิทธิค่าชดเชย และมีเงินเดือนเป็นค่าจ้างอัตราสุดท้าย 35,000 บาทต่อเดือน ส่วนเงินเดือนคิดเป็น 35,000 ÷ 30 × 180 = 210,000 บาทตามช่วงอายุงานในมาตรา 118 (3) หากมีค่าคอมมิชชัน ต้องวิเคราะห์ว่าเป็นค่าจ้างและเป็นค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยหรือไม่ก่อนรวมจำนวนเงิน ตัวเลขนี้จึงยังไม่ใช่ยอดรวมสุดท้ายหากมีค่าจ้างส่วนอื่น
สมมติลูกจ้างอายุงาน 8 ปี เงินเดือนเป็นค่าจ้างอัตราสุดท้าย 60,000 บาท จ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 1 และนายจ้างให้ออกจากงานทันทีวันที่ 15 มิถุนายน โดยไม่มีการบอกกล่าวก่อน ไม่มีเหตุยกเว้น และไม่ใช่กรณีพิเศษตามมาตรา 121 การบอกกล่าวในวันที่ 15 มิถุนายนอยู่ก่อนงวดวันที่ 1 กรกฎาคม จึงมีผลในงวดถัดไปคือวันที่ 1 สิงหาคม ไม่ใช่วันที่ 1 กรกฎาคม
ค่าชดเชยตามมาตรา 118 (4) ในสมมตินี้ไม่น้อยกว่า 60,000 ÷ 30 × 240 = 480,000 บาท ส่วนเงินตามมาตรา 17/1 ต้องคำนวณช่วงตั้งแต่วันที่ให้ออกถึงวันที่การเลิกสัญญามีผลตามมาตรา 17 วรรคสอง โดยตรวจช่วงค่าจ้างที่จ่ายแล้วและวิธีนับวันให้ชัดเจน จึงไม่ควรใช้เงิน 60,000 บาทแทนช่วงบอกกล่าวโดยอัตโนมัติ หรือสรุปยอดรวมทั้งหมดเป็น 540,000 บาท
ก่อนเริ่มงาน ควรตรวจเอกสารอนุญาตหรือฐานสิทธิในการทำงาน ประเภทงาน นายจ้าง เงื่อนไขการอนุญาต สถานะการอยู่ในประเทศ และขั้นตอนต่ออายุจากกรมการจัดหางานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตามช่องทางที่ใช้จริง ไม่ควรสรุปว่าทุกคนต้องใช้วีซ่าประเภทเดียว หรืออัตราส่วนพนักงานเดียวกันเสมอ
การสิ้นสุดใบอนุญาตหรือการรอต่ออายุต้องตรวจผลตามกฎหมายและขั้นตอนของกรณีนั้น ไม่ควรใช้ข้อสัญญาสิ้นสุดการจ้างอัตโนมัติเป็นคำรับรองว่านายจ้างพ้นจากค่าชดเชยหรือความรับผิดทั้งหมด ส่วนนี้เป็นรายการตรวจเอกสาร ไม่ใช่คำวินิจฉัยสิทธิทำงานของบุคคลใด
ให้ผู้เรียนจัดข้อมูลวันเริ่มงาน งวดค่าจ้าง วันลา และเหตุสิ้นสุดการจ้าง แล้วแยกวิเคราะห์สิทธิแต่ละรายการพร้อมตัวบทและข้อยกเว้น ก่อนรวมยอดเงิน วิธีนี้ช่วยให้เห็นว่าการตรวจพบเลขมาตราถูกต้องยังไม่เพียงพอ หากใช้ข้อเท็จจริงหรือวิธีคำนวณผิด
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการและให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะราย ผู้อ่านควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ | This article is for general informational purposes only and does not constitute legal advice.