LAS SHARE
สัญญาค้ำประกัน — สิ่งที่ผู้ค้ำต้องรู้ก่อนเซ็น
ธันย์ธรณ์เทพ แย้มอุทัย, Ph.D. | LAS Legal | 3 เมษายน 2569
ลายเซ็นเดียวในสัญญาค้ำประกัน อาจทำให้คุณต้องรับผิดหนี้ของคนอื่นทั้งหมด ผู้ค้ำประกันในไทยหลายรายต้องสูญเสียทรัพย์สินสะสมทั้งชีวิตเพียงเพราะไม่ทราบขอบเขตความรับผิดที่แท้จริง กฎหมายไทยได้แก้ไขเพิ่มเติมครั้งสำคัญในปี 2557 และ 2558 เพื่อให้ความคุ้มครองผู้ค้ำประกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่สิทธิเหล่านั้นจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อผู้ค้ำประกันรู้และยกขึ้นต่อสู้ด้วยตนเอง
สัญญาค้ำประกันคืออะไร
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคหนึ่ง สัญญาค้ำประกัน (Guarantee / Suretyship) คือ "สัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น"
ลักษณะสำคัญของสัญญาค้ำประกัน มีดังนี้:
- หนี้อุปกรณ์ (Accessory Obligation): หนี้ค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ของหนี้ประธาน หากหนี้ประธานระงับ หนี้ค้ำประกันก็ระงับตาม แต่ถ้าหนี้ประธานไม่สมบูรณ์ หนี้ค้ำประกันก็ไม่สมบูรณ์เช่นกัน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682)
- ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง สัญญาค้ำประกันต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน จึงจะฟ้องร้องบังคับได้ มิฉะนั้นถือว่าไม่มีผลทางกฎหมาย
- ผู้ค้ำประกันไม่ใช่ลูกหนี้: ผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลภายนอก ไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาหลัก และมีสิทธิต่าง ๆ เหนือลูกหนี้ เช่น สิทธิเกี่ยงให้บังคับลูกหนี้ก่อน
- ขอบเขตไม่เกินหนี้ประธาน: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 ผู้ค้ำประกันจะรับผิดเกินกว่าที่ลูกหนี้ต้องรับผิดไม่ได้ แต่จะรับผิดน้อยกว่าก็ได้หากตกลงกัน
ตัวอย่างเชิงปฏิบัติ: บริษัท A กู้ธนาคาร 5 ล้านบาท โดย B เป็นผู้ค้ำประกัน หาก A ไม่ชำระ ธนาคารจะเรียก B ได้ แต่ B ต้องรับผิดไม่เกิน 5 ล้านบาท (บวกดอกเบี้ยตามที่กำหนด) ไม่สามารถเรียกเกินกว่านั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681
การแก้ไขกฎหมายค้ำประกัน พ.ศ. 2557 และ 2558
ก่อนปี 2557 กฎหมายค้ำประกันไทยให้สิทธิเจ้าหนี้อย่างกว้างขวาง ผู้ค้ำประกันจำนวนมากถูกบังคับให้รับผิดทั้งที่ไม่ทราบสถานะหนี้ของลูกหนี้ รัฐบาลจึงออกพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สองฉบับสำคัญ:
| ฉบับ | ปีบังคับใช้ | การเปลี่ยนแปลงสำคัญ | มาตราหลัก |
| ฉบับที่ 20 |
พ.ศ. 2557 |
กำหนด 6 ข้อตกลงโมฆะ, สิทธิเกี่ยง, ระบุวงเงินสูงสุด |
ม.681/1, ม.686, ม.689 |
| ฉบับที่ 21 |
พ.ศ. 2558 |
กำหนดหน้าที่เจ้าหนี้แจ้งสถานะหนี้, ขยายสิทธิไล่เบี้ย |
ม.686, ม.691, ม.693 |
การแก้ไขทั้งสองฉบับมีผลบังคับใช้กับสัญญาค้ำประกันที่ทำขึ้นหลังวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ และมีบทเฉพาะกาลรองรับสัญญาที่ทำไว้ก่อนหน้า
คำเตือน: สัญญาค้ำประกันที่ทำไว้ก่อนปี 2557 อาจยังมีข้อตกลงที่ขัดกับกฎหมายแก้ไขใหม่ ผู้ค้ำประกันควรตรวจสอบว่าสัญญาที่ตนลงชื่อไว้มีข้อตกลงที่เป็นโมฆะตาม ม.681/1 หรือไม่ หากมี ข้อตกลงนั้นไม่มีผลบังคับโดยอัตโนมัติ
สิทธิที่กฎหมายคุ้มครองผู้ค้ำประกัน
1. สิทธิเกี่ยง — ให้บังคับลูกหนี้ก่อน (ม.689)
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 689 ผู้ค้ำประกันมีสิทธิ "เกี่ยง" ให้เจ้าหนี้ไปบังคับเอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน สิทธินี้เรียกว่า "สิทธิเกี่ยง" (Right of Excussion) ซึ่งหมายความว่าเจ้าหนี้ต้องพยายามบังคับจากลูกหนี้ก่อน แล้วจึงมาเรียกจากผู้ค้ำประกันได้ เว้นแต่:
- ลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย
- ลูกหนี้หาตัวไม่ได้หรือลี้หนี
- ผู้ค้ำประกันสละสิทธิเกี่ยงโดยชัดแจ้ง (ต้องระบุในสัญญา)
2. สิทธิได้รับแจ้งเมื่อลูกหนี้ผิดนัด (ม.686)
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด โดยแจ้งจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ ณ วันที่บอกกล่าว และดอกเบี้ยที่ค้างชำระ
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง หากเจ้าหนี้ไม่บอกกล่าวภายใน 60 วัน ผู้ค้ำประกัน ไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นหลังจากพ้นกำหนด 60 วัน แต่ยังต้องรับผิดในเงินต้นที่ค้างชำระอยู่
3. สิทธิชำระหนี้ก่อนกำหนด (ม.691/1)
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 691/1 ผู้ค้ำประกันมีสิทธิชำระหนี้ที่ค้ำประกันได้ทุกเมื่อ แม้หนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระ สิทธินี้มีประโยชน์เมื่อผู้ค้ำประกันทราบว่าลูกหนี้มีปัญหาการเงินและต้องการจำกัดความเสียหาย เพราะยิ่งรอนาน ดอกเบี้ยยิ่งสะสม
4. สิทธิไล่เบี้ยลูกหนี้ (ม.693 วรรคหนึ่ง)
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนลูกหนี้แล้ว ผู้ค้ำประกันมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ได้ในจำนวนเงินทั้งหมดที่ตนได้ชำระไป รวมถึงดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการชำระหนี้นั้น
5. สิทธิรับช่วงสิทธิจากเจ้าหนี้ (ม.693 วรรคสอง)
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคสอง ผู้ค้ำประกันที่ชำระหนี้แล้วย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ทั้งปวง รวมถึงสิทธิจำนอง จำนำ และหลักประกันอื่น ๆ ที่เจ้าหนี้มีอยู่เหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ สิทธิรับช่วงนี้สำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะทำให้ผู้ค้ำประกันกลายเป็นเจ้าหนี้ที่มีหลักประกันแทนที่เจ้าหนี้เดิม
6. สิทธิขอให้เจ้าหนี้เรียกร้องจากลูกหนี้ก่อน (ม.692)
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 692 ผู้ค้ำประกันสามารถยกเอาข้อต่อสู้ทั้งปวงที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ ซึ่งหมายความว่าหากลูกหนี้มีสิทธิหักกลบลบหนี้ หรือมีสิทธิอื่นที่ทำให้หนี้ลดลง ผู้ค้ำประกันก็สามารถยกข้อต่อสู้เหล่านั้นขึ้นได้เช่นกัน
7. สิทธิในกรณีมีผู้ค้ำประกันหลายคน (ม.682 และ ม.695)
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสาม หากมีผู้ค้ำประกันหลายคนสำหรับหนี้รายเดียวกัน ผู้ค้ำประกันแต่ละคนรับผิดเพียงส่วนของตนเท่านั้น เว้นแต่จะมีข้อตกลงพิเศษให้รับผิดร่วมกัน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 695 ผู้ค้ำประกันคนหนึ่งที่ชำระเกินส่วนของตน มีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ค้ำประกันคนอื่น
6 ข้อตกลงที่เป็นโมฆะ (ม.681/1)
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557) ข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันที่มีลักษณะดังต่อไปนี้เป็น โมฆะ ไม่มีผลบังคับใช้ แม้คู่สัญญาจะตกลงไว้โดยชัดแจ้ง:
| # | ข้อตกลงที่เป็นโมฆะ | เหตุผล | ผลทางกฎหมาย |
| 1 |
ให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม (Joint and Several Liability) |
ขัดกับหลักที่ค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ ผู้ค้ำมีสิทธิเกี่ยงตาม ม.689 |
ข้อตกลงโมฆะ ผู้ค้ำยังคงมีสิทธิเกี่ยง |
| 2 |
ให้ผู้ค้ำประกันรับผิดก่อนที่เจ้าหนี้จะบังคับเอากับลูกหนี้ |
ละเมิดสิทธิขั้นต้นที่กฎหมายให้ไว้เพื่อคุ้มครองผู้ค้ำ |
เจ้าหนี้ต้องบังคับลูกหนี้ก่อนเสมอ |
| 3 |
ให้ผู้ค้ำประกันรับผิดมากกว่าหนี้ที่ค้ำประกัน |
ผู้ค้ำประกันไม่ควรรับภาระเกินกว่าหนี้ประธาน ตาม ม.681 |
ผู้ค้ำรับผิดเพียงเท่าหนี้ประธาน |
| 4 |
ให้ผู้ค้ำประกันสละสิทธิที่กฎหมายให้ไว้ล่วงหน้า |
สิทธิตามกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่อาจสละได้ล่วงหน้า |
การสละสิทธิล่วงหน้าไม่มีผล |
| 5 |
ให้เจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้ลูกหนี้ได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากผู้ค้ำ |
การขยายเวลาโดยไม่ยินยอมเปลี่ยนขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำโดยไม่เป็นธรรม |
การผ่อนเวลาต้องได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำ |
| 6 |
ข้อตกลงใดที่ขัดกับบทบัญญัติว่าด้วยค้ำประกันซึ่งมุ่งคุ้มครองผู้ค้ำ |
หลักคุ้มครองผู้ค้ำถือเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ไม่อาจตกลงยกเว้นได้ |
ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผลบังคับ |
ข้อควรรู้: ข้อตกลงที่เป็นโมฆะตาม ม.681/1 มีผลเพียงทำให้ส่วนนั้น ๆ ไม่มีผล แต่ส่วนที่เหลือของสัญญาค้ำประกันยังคงใช้บังคับได้ ผู้ค้ำประกันสามารถยกข้อโมฆะนี้ขึ้นต่อสู้ได้เสมอ แม้จะเซ็นสัญญาไปแล้ว
Bank Guarantee vs Personal Guarantee — เปรียบเทียบ
ในทางธุรกิจ SME มักพบกับหลักประกันสองประเภทหลัก ซึ่งมีกลไกและผลทางกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ:
| ประเด็น | Bank Guarantee (หนังสือค้ำประกันธนาคาร) | Personal Guarantee (ค้ำประกันส่วนบุคคล) |
| ผู้ออกหลักประกัน |
ธนาคาร / สถาบันการเงิน |
บุคคลธรรมดา / นิติบุคคล |
| เงื่อนไขการเรียกร้อง |
เรียกได้ทันทีเมื่อผิดเงื่อนไข ไม่ต้องพิสูจน์ความผิดนัด |
ต้องพิสูจน์ว่าลูกหนี้ผิดนัดก่อน |
| สิทธิเกี่ยง |
ไม่มี ธนาคารจ่ายก่อนแล้วค่อยไล่เบี้ย |
มี ตาม ม.689 |
| ข้อตกลงโมฆะ ม.681/1 |
ไม่บังคับใช้ (เป็นการรับประกันอิสระ) |
บังคับใช้เต็มที่ |
| ค่าใช้จ่าย |
ค่าธรรมเนียม 1-3% ต่อปี |
ไม่มีค่าธรรมเนียม |
| ความเสี่ยงต่อผู้ค้ำ |
ธนาคารไม่เสี่ยงส่วนตัว เพียงใช้เครดิต |
เสี่ยงทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด |
| ระยะเวลา |
กำหนดชัดเจน มีวันหมดอายุ |
อาจไม่มีกำหนดสิ้นสุด |
| นิยมใช้ในสถานการณ์ |
สัญญาก่อสร้าง ประมูลงานรัฐ เช่าทรัพย์ |
สินเชื่อธุรกิจ กู้เงินบุคคล |
สำคัญสำหรับ SME: Bank Guarantee ที่ดีต้องระบุ: (1) จำนวนเงินสูงสุด (2) วันหมดอายุ (3) เงื่อนไขการเรียกร้องที่ชัดเจน (4) ขั้นตอนการแจ้งเรียกร้อง หากขาดรายการใดรายการหนึ่ง อาจเกิดข้อพิพาทได้
ภาระหน้าที่ของลูกหนี้และเจ้าหนี้ตาม ปพพ. มาตรา 680-701
หน้าที่ของเจ้าหนี้
กฎหมายแก้ไข พ.ศ. 2558 กำหนดหน้าที่เจ้าหนี้เพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ค้ำประกันทราบสถานะหนี้ตลอดเวลา ได้แก่:
- หน้าที่แจ้งผิดนัด: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ต้องแจ้งภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด พร้อมระบุจำนวนหนี้และดอกเบี้ยค้างชำระ
- ห้ามผ่อนเวลาโดยไม่ยินยอม: การผ่อนเวลาให้ลูกหนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำประกัน ทำให้ผู้ค้ำหลุดพ้นความรับผิด (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700)
- หน้าที่รักษาหลักประกัน: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 697 หากเจ้าหนี้บกพร่องในการรักษาหลักประกัน ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดเท่ากับมูลค่าที่หลักประกันลดลง
หน้าที่ของลูกหนี้ต่อผู้ค้ำประกัน
ลูกหนี้มีหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าตนจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ และต้องรับผิดในสิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันหลังจากที่ผู้ค้ำชำระหนี้แทนไปแล้ว ตามหลักทั่วไปของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693
ผลเมื่อหนี้ประธานระงับ
ตามหลักหนี้อุปกรณ์ เมื่อหนี้ประธานระงับด้วยเหตุใดก็ตาม (ชำระหนี้ครบ, แปลงหนี้ใหม่, ปลดหนี้, หักกลบลบหนี้) หนี้ค้ำประกันก็ระงับตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698
LAS Risk Assessment — การค้ำประกันสำหรับ SME
RISK HIGH — ความเสี่ยงสูง
การค้ำประกันโดยไม่กำหนดวงเงินสูงสุด
สัญญาค้ำประกันที่ไม่ระบุวงเงินสูงสุด หรือค้ำ "หนี้ทุกประเภทที่มีอยู่และที่จะมีในอนาคต" ทำให้ผู้ค้ำประกันอาจต้องรับผิดในหนี้ที่ตนไม่ทราบว่ามีอยู่ ผู้ค้ำประกันอาจสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมดโดยไม่คาดคิด
Option A: กำหนดวงเงินค้ำประกันสูงสุด (Cap) ให้ชัดเจนในสัญญา เช่น "ผู้ค้ำประกันรับผิดไม่เกิน X บาท"
Option B: จำกัดขอบเขตหนี้ที่ค้ำประกันให้ชัดเจน เช่น "ค้ำประกันเฉพาะสินเชื่อวงเงิน X บาท ตามสัญญาเลขที่ Y ลงวันที่ Z เท่านั้น"
RISK MEDIUM — ความเสี่ยงกลาง
การค้ำประกันโดยไม่ตรวจสอบสถานะลูกหนี้
ผู้ค้ำประกันหลายรายไม่ได้ขอดูงบการเงินหรือสถานะหนี้ของลูกหนี้ก่อนเซ็นสัญญา เมื่อลูกหนี้มีปัญหาการเงินจึงไม่รู้ล่วงหน้า ควรติดตามสถานะลูกหนี้อย่างสม่ำเสมอ และใช้สิทธิชำระหนี้ก่อนกำหนดตาม ม.691/1 หากเห็นสัญญาณเตือน
RISK LOW — ความเสี่ยงต่ำ
ค้ำประกันที่มีขอบเขตชัดเจนและกำหนดเวลา
สัญญาค้ำประกันที่ระบุวงเงินสูงสุด กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด และมีหลักประกันทรัพย์สินของลูกหนี้รองรับ เป็นรูปแบบที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ค้ำประกัน ควรเลือกแบบนี้เสมอหากต้องค้ำประกัน
Checklist ก่อนเซ็นสัญญาค้ำประกัน
ก่อนลงนามในสัญญาค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันควรตรวจสอบประเด็นต่อไปนี้ครบถ้วน:
| # | ประเด็นที่ต้องตรวจ | เหตุผล | มาตราอ้างอิง |
| 1 |
จำนวนหนี้สูงสุดที่ค้ำประกันระบุชัดเจนหรือไม่ |
หากไม่ระบุ อาจต้องรับผิดหนี้ทั้งหมดในอนาคต |
ปพพ. ม.681 |
| 2 |
มีข้อตกลงให้ค้ำอย่างลูกหนี้ร่วมหรือไม่ |
ข้อตกลงนี้โมฆะตาม ม.681/1 |
ปพพ. ม.681/1 |
| 3 |
มีกำหนดเวลาสิ้นสุดการค้ำประกันหรือไม่ |
ค้ำประกันไม่มีกำหนด = รับผิดไม่สิ้นสุด |
ปพพ. ม.680 |
| 4 |
มีข้อกำหนดให้เจ้าหนี้แจ้งผิดนัดภายใน 60 วันหรือไม่ |
หากไม่แจ้ง ผู้ค้ำไม่ต้องรับผิดดอกเบี้ยหลัง 60 วัน |
ปพพ. ม.686 |
| 5 |
ลูกหนี้มีหลักประกันทรัพย์สินอื่นรองรับหรือไม่ |
ถ้ามี ผู้ค้ำต้องรับผิดหลังบังคับหลักประกันแล้ว |
ปพพ. ม.689 |
| 6 |
มีข้อตกลงยกเว้นสิทธิเกี่ยงหรือสิทธิอื่นล่วงหน้าหรือไม่ |
ข้อตกลงยกเว้นสิทธิล่วงหน้าเป็นโมฆะ |
ปพพ. ม.681/1(4) |
| 7 |
มีผู้ค้ำประกันร่วมคนอื่นด้วยหรือไม่ |
หากมีหลายคน แต่ละคนรับผิดเฉพาะส่วน |
ปพพ. ม.682 วรรคสาม |
FAQ — คำถามที่ SME ถามบ่อยเรื่องค้ำประกัน
Q1: ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดทันทีที่ลูกหนี้ผิดนัดหรือไม่?
A: ไม่ใช่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 689 ผู้ค้ำประกันมีสิทธิเกี่ยงให้เจ้าหนี้ไปบังคับทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน เจ้าหนี้ต้องพิสูจน์ว่าได้พยายามบังคับจากลูกหนี้แล้วแต่ไม่เพียงพอ จึงจะมาเรียกจากผู้ค้ำประกันได้ เว้นแต่ลูกหนี้ล้มละลายหรือหาตัวไม่ได้
Q2: หากเจ้าหนี้ไม่แจ้งผิดนัดภายใน 60 วัน ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดแค่ไหน?
A: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง หากเจ้าหนี้ไม่แจ้งภายใน 60 วัน ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นหลังพ้นกำหนด 60 วัน แต่ยังต้องรับผิดในเงินต้นที่ค้างชำระ ณ วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ดังนั้นผู้ค้ำประกันควรจดบันทึกวันที่ทราบว่าลูกหนี้ผิดนัด เพื่อคำนวณว่าเจ้าหนี้แจ้งทันหรือไม่
Q3: Bank Guarantee ต่างจากการค้ำประกันส่วนบุคคลอย่างไร และอะไรดีกว่ากัน?
A: Bank Guarantee คือธนาคารออกหนังสือรับรองว่าจะจ่ายเงินให้ผู้รับเมื่อมีการเรียกร้อง โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าลูกหนี้ผิดนัดก่อน ต่างจากการค้ำประกันส่วนบุคคลที่ผู้ค้ำมีสิทธิเกี่ยงและต่อสู้ได้ตาม ปพพ. ม.681/1 สำหรับ SME Bank Guarantee ดีกว่าสำหรับผู้ค้ำ (ไม่เสี่ยงทรัพย์สินส่วนตัว) แต่ต้องมีวงเงินกับธนาคาร
Q4: ผู้ค้ำประกันที่ชำระหนี้แทนแล้ว จะไล่เบี้ยลูกหนี้ได้เท่าไหร่?
A: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 ผู้ค้ำประกันมีสิทธิไล่เบี้ยได้เต็มจำนวนที่ชำระไป รวมดอกเบี้ยในอัตราตามกฎหมายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็น นอกจากนี้ยังรับช่วงสิทธิเหนือหลักประกันของเจ้าหนี้ด้วย เช่น หากเจ้าหนี้มีจำนองที่ดินของลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันจะได้รับช่วงสิทธิในจำนองนั้น
Q5: ข้อตกลงให้ผู้ค้ำรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ที่เขียนไว้ในสัญญา ยังมีผลบังคับหรือไม่?
A: ไม่มีผลบังคับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 (แก้ไข พ.ศ. 2557) ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น ผู้ค้ำประกันไม่ต้องปฏิบัติตามและสามารถยกข้อโมฆะนี้ขึ้นต่อสู้ในชั้นศาลได้ แม้จะลงชื่อรับรองข้อตกลงนั้นไปแล้วก็ตาม
สรุป
การค้ำประกันคือการรับความเสี่ยงทางการเงินของผู้อื่นมาเป็นของตน กฎหมายไทยฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557 และ 2558 ได้สร้างกรอบคุ้มครองผู้ค้ำประกันที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะการกำหนด 6 ข้อตกลงโมฆะตาม ปพพ. มาตรา 681/1 และหน้าที่แจ้งผิดนัดของเจ้าหนี้ตาม ปพพ. มาตรา 686
อย่างไรก็ตาม สิทธิเหล่านี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อผู้ค้ำประกันรู้สิทธิของตนและยกขึ้นต่อสู้ด้วยตนเอง ก่อนเซ็นสัญญาค้ำประกันใด ๆ ควรปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจ เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดขอบเขตความรับผิดที่ชัดเจน อย่าปล่อยให้มิตรภาพหรือความสัมพันธ์ครอบครัวทำให้ละเลยการตรวจสอบเนื้อหาสัญญาอย่างรอบคอบ
ฎีกาสำคัญ — ค้ำประกันในคดีธุรกิจ
คำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปนี้เป็นแนวบรรทัดฐานสำคัญที่ศาลไทยใช้วินิจฉัยคดีค้ำประกัน SME ควรทำความเข้าใจก่อนลงนามในสัญญาใดก็ตาม
ฎีกาที่ 1 — ข้อตกลง "ลูกหนี้ร่วม" เป็นโมฆะตาม ม.681/1
[ต้องยืนยันเลขฎีกา] ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันที่ระบุให้ผู้ค้ำประกัน "รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม" (Joint and Several) เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 วรรคหนึ่ง (1) แม้ผู้ค้ำประกันจะลงนามยินยอมโดยชัดแจ้งในสัญญา ก็ไม่อาจทำให้ข้อตกลงที่ขัดต่อบทบัญญัติคุ้มครองผู้ค้ำประกันมีผลบังคับได้ ศาลจึงยึดถือว่าผู้ค้ำประกันยังคงมีสิทธิเกี่ยงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 689
ฎีกาที่ 2 — เจ้าหนี้ไม่แจ้งผิดนัด ผู้ค้ำหลุดพ้นดอกเบี้ย
[ต้องยืนยันเลขฎีกา] ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อเจ้าหนี้ไม่มีหนังสือบอกกล่าวแก่ผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนทั้งปวงที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่พ้นกำหนด 60 วัน แต่ยังคงต้องรับผิดในจำนวนเงินต้นที่ค้างชำระ ณ วันที่ลูกหนี้ผิดนัด บทบัญญัตินี้เป็น mandatory rule ตัดสิทธิเจ้าหนี้ที่บกพร่องหน้าที่โดยอัตโนมัติ
ฎีกาที่ 3 — เจ้าหนี้ปล่อยหลักประกัน ผู้ค้ำหลุดพ้นตามส่วน
[ต้องยืนยันเลขฎีกา] ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อเจ้าหนี้บกพร่องในการรักษาหลักประกันอื่นที่ลูกหนี้วางไว้ (เช่น ปล่อยให้จำนองหมดอายุ หรือยกเลิกจำนำโดยไม่จำเป็น) ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดเท่ากับมูลค่าของหลักประกันที่เจ้าหนี้ปล่อยไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 697 หลักการนี้สำคัญมากสำหรับ SME เพราะธนาคารบางแห่งอาจปลดหลักประกันทรัพย์สินโดยไม่แจ้งผู้ค้ำ
ฎีกาที่ 4 — Bank Guarantee อิสระจาก ม.681/1
[ต้องยืนยันเลขฎีกา] ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหนังสือค้ำประกันธนาคาร (Letter of Guarantee / Bank Guarantee) เป็นสัญญาอิสระ (Independent Guarantee) ไม่ใช่สัญญาค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 ดังนั้น บทบัญญัติ ม.681/1 ว่าด้วยข้อตกลงโมฆะจึงไม่นำมาใช้บังคับกับ Bank Guarantee ธนาคารสามารถจ่ายเงินให้ผู้รับทันทีที่ถูกเรียกร้อง โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าลูกหนี้ผิดนัดจริงหรือไม่ ข้อแตกต่างนี้มีผลทางปฏิบัติสำคัญมากสำหรับสัญญาก่อสร้างและประมูลงานรัฐ
ฎีกาที่ 5 — การผ่อนเวลาโดยไม่ยินยอม ผู้ค้ำหลุดพ้นทั้งหมด
[ต้องยืนยันเลขฎีกา] ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อเจ้าหนี้ตกลงขยายเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำประกัน แม้เป็นเพียงการผ่อนเวลาชั่วคราว ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 ทั้งนี้เพราะการขยายเวลาเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของหนี้ประธานซึ่งเป็นฐานของหนี้ค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันจึงไม่จำเป็นต้องรับผิดในหนี้ที่ถูกปรับเปลี่ยนโดยไม่ได้ยินยอม
RISK MEDIUM — ข้อควรระวัง
เลขฎีกาทั้ง 5 ข้อต้องยืนยันจากระบบค้นฎีกาของศาลฎีกา (deka.supremecourt.or.th) ก่อนนำไปอ้างอิงในคดี หลักการทางกฎหมายที่อธิบายไว้ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ แต่เลขฎีกาเฉพาะต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
เปรียบเทียบ 3 ประเภทหลักประกัน
ในทางธุรกิจ SME มีหลักประกัน 3 ประเภทหลักที่ควรรู้จักและเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจเลือกใช้ ได้แก่ Personal Guarantee (ค้ำประกันส่วนบุคคล), Bank Guarantee (หนังสือค้ำประกันธนาคาร) และ Mortgage (จำนองอสังหาริมทรัพย์)
| ประเด็น |
Personal Guarantee (ค้ำประกันส่วนบุคคล) |
Bank Guarantee (หนังสือค้ำประกันธนาคาร) |
Mortgage (จำนองอสังหาริมทรัพย์) |
| กฎหมายหลัก |
ปพพ. ม.680-701 |
สัญญาอิสระ (ไม่ใช่ ม.680) |
ปพพ. ม.702-746 |
| ผู้ให้หลักประกัน |
บุคคลธรรมดา / นิติบุคคล |
ธนาคาร / สถาบันการเงิน |
เจ้าของทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์ |
| ความเสี่ยงต่อผู้ให้ประกัน |
สูงมาก — เสี่ยงทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด |
ต่ำ — ธนาคารเสี่ยงแต่เครดิต ไม่ใช่สินทรัพย์ |
กลาง — เสี่ยงเฉพาะทรัพย์ที่จำนอง |
| ต้นทุน |
ไม่มีค่าธรรมเนียม แต่รับความเสี่ยงส่วนตัว |
ค่าธรรมเนียม 1-3% ต่อปีของวงเงิน |
ค่าจดจำนอง 1% ของมูลหนี้ (ชำระครั้งเดียว) |
| เงื่อนไขการบังคับ |
ต้องพิสูจน์ลูกหนี้ผิดนัด + ต้องบังคับลูกหนี้ก่อน (ม.689) |
เรียกได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุตามเงื่อนไข ไม่ต้องพิสูจน์ผิดนัด |
ต้องฟ้องบังคับจำนองและประมูลขายทอดตลาด |
| อายุความ |
2 ปี นับแต่วันผิดนัด (กรณีสัญญากู้ยืม ปพพ. ม.193/34) |
ตามกำหนดในหนังสือ BG (มีวันหมดอายุชัดเจน) |
10 ปี นับแต่หนี้ถึงกำหนด (ปพพ. ม.193/30) |
| ผลเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหนี้ |
เปลี่ยนหนี้โดยไม่ยินยอม → ผู้ค้ำหลุดพ้น (ม.700) |
การเปลี่ยนแปลงหนี้ไม่กระทบ BG เว้นแต่ระบุไว้ใน BG |
จำนองติดไปกับทรัพย์ ไม่กระทบจากการเปลี่ยนหนี้โดยตรง |
| สิทธิเกี่ยง |
มี ตาม ม.689 |
ไม่มี ธนาคารจ่ายก่อนแล้วค่อยไล่เบี้ยลูกค้า |
ไม่มี — ศาลบังคับขายทอดตลาดทรัพย์นั้นได้เลย |
| ข้อตกลงโมฆะ ม.681/1 |
บังคับใช้เต็มที่ |
ไม่บังคับใช้ (สัญญาอิสระ) |
ไม่บังคับใช้ (คนละประเภทสัญญา) |
| นิยมใช้สถานการณ์ |
สินเชื่อธุรกิจ กู้เงินบุคคล สัญญาเช่า |
ประมูลงานรัฐ สัญญาก่อสร้าง Bid Bond |
สินเชื่อขนาดใหญ่ สินเชื่อที่อยู่อาศัย |
| แนะนำสำหรับ SME |
หลีกเลี่ยงหากทำได้ หรือต้อง cap วงเงินไว้ |
ดีที่สุดสำหรับผู้ค้ำ แต่ต้องมีวงเงินกับธนาคาร |
เหมาะถ้ามีอสังหาฯ พอและต้องการจำกัดความเสี่ยงส่วนตัว |
สรุปหลักการเลือกหลักประกัน: หากผู้ค้ำประกันมีตัวเลือก ควรเลือกตามลำดับ (1) Bank Guarantee เพื่อไม่เสี่ยงทรัพย์สินส่วนตัว → (2) Mortgage เพื่อจำกัดความเสี่ยงเฉพาะทรัพย์ที่ระบุ → (3) Personal Guarantee พร้อมกำหนด Cap วงเงิน+ระยะเวลา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681
Case Studies — ความผิดพลาดที่พบบ่อย
กรณีศึกษาต่อไปนี้รวบรวมจากคดีที่พบในทางปฏิบัติ ชื่อบุคคลและบริษัทเปลี่ยนเป็นตัวแทนเพื่อรักษาความลับ
CASE 1 — HIGH RISK: นาย A ค้ำแบบ "Joint Debtor" แทน "Guarantor"
ข้อเท็จจริง: นาย A ผู้บริหารบริษัท SME ลงนามในสัญญาที่ธนาคารระบุว่า "นาย A ตกลงร่วมรับผิดกับบริษัทในฐานะลูกหนี้ร่วม" แทนที่จะระบุว่า "นาย A ค้ำประกัน" นาย A เข้าใจว่าตัวเองเป็นแค่ผู้ค้ำประกัน
ผลที่เกิดขึ้น: เมื่อบริษัทผิดนัด ธนาคารฟ้องนาย A ในฐานะลูกหนี้ร่วมโดยตรง ศาลพิพากษาว่านาย A ต้องรับผิดทันทีพร้อมดอกเบี้ยเต็มจำนวน โดยไม่มีสิทธิเกี่ยงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 689 เพราะ Joint Debtor ไม่ใช่ผู้ค้ำประกัน แต่เป็นลูกหนี้อีกคนหนึ่งในสัญญา
บทเรียน: อ่านสัญญาให้ละเอียดว่าตนเองลงนามในฐานะ "Guarantor" หรือ "Co-Borrower / Joint Debtor" — ความแตกต่างนี้มหาศาลมาก หาก Joint Debtor จะไม่ได้รับความคุ้มครองตาม ม.681/1 และ ม.689 เลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 301
CASE 2 — MEDIUM RISK: บริษัท B เปลี่ยนเงื่อนไขกู้โดยไม่แจ้งผู้ค้ำ
ข้อเท็จจริง: บริษัท B กู้เงินธนาคาร 10 ล้านบาท โดยมีนาง C เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาบริษัท B ขอขยายเวลาชำระหนี้ออกไปอีก 2 ปี ธนาคารอนุมัติโดยไม่แจ้งนาง C และนาง C ไม่ได้ลงนามในหนังสือขยายเวลา
ผลที่เกิดขึ้น: เมื่อบริษัท B ผิดนัดในช่วงขยายเวลา ธนาคารฟ้องนาง C ให้ชำระหนี้ นาง C ยกข้อต่อสู้ว่าธนาคารขยายเวลาโดยไม่ได้รับความยินยอม ศาลวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 ว่านาง C หลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมด ธนาคารสูญเสียสิทธิบังคับผู้ค้ำประกัน
บทเรียน: เจ้าหนี้ต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ค้ำประกันทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหนี้ ผู้ค้ำประกันที่ไม่ยินยอมการขยายเวลาจะหลุดพ้นความรับผิดโดยอัตโนมัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700
CASE 3 — LOW RISK (หลังต่อสู้คดี): นาง D ค้ำแล้วเจ้าหนี้ไม่ฟ้องลูกหนี้ก่อน
ข้อเท็จจริง: นาง D ค้ำประกันเงินกู้ให้บริษัทของสามี เมื่อบริษัทผิดนัด ธนาคารฟ้องนาง D โดยตรงโดยไม่ได้บังคับจากทรัพย์สินของบริษัทก่อน อ้างว่ามีข้อตกลงในสัญญาว่า "ผู้ค้ำสละสิทธิเกี่ยง"
ผลที่เกิดขึ้น: นาง D ได้รับคำแนะนำจากทนายความให้ยกข้อต่อสู้ว่าข้อตกลงสละสิทธิเกี่ยงล่วงหน้าเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 (4) ศาลเห็นด้วย พิพากษาให้ธนาคารต้องบังคับจากทรัพย์สินของบริษัทก่อน แม้ต้องใช้เวลาต่อสู้คดี แต่นาง D ชนะคดีในที่สุด
บทเรียน: ข้อตกลง "สละสิทธิเกี่ยง" หรือ "ยินยอมรับผิดก่อนบังคับลูกหนี้" ในสัญญาค้ำประกันเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 ผู้ค้ำประกันสามารถยกข้อโมฆะนี้ต่อสู้ได้เสมอแม้จะลงนามไปแล้ว
Checklist การเจรจาก่อนเซ็นค้ำประกัน — ด้านการต่อรอง
นอกจาก Checklist ตรวจสอบสัญญาข้างต้น ผู้ค้ำประกันควรใช้ประเด็นต่อไปนี้ในการเจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้เพื่อลดความเสี่ยงก่อนลงนาม:
| # | ประเด็นที่ควรต่อรอง | วิธีขอ | เหตุผลทางกฎหมาย |
| 1 |
ขอจำกัดวงเงินค้ำประกัน (Cap Liability) |
ขอเพิ่มข้อความ "ผู้ค้ำประกันรับผิดไม่เกิน [ระบุจำนวน] บาท" ในสัญญา |
ปพพ. ม.681 อนุญาตให้ค้ำน้อยกว่าหนี้ประธานได้ เจ้าหนี้ส่วนใหญ่ยอมรับหากตัวเลขสมเหตุสมผล |
| 2 |
ขอกำหนดวันสิ้นสุดสัญญาค้ำประกัน |
ระบุ "สัญญาค้ำประกันนี้สิ้นสุดลงเมื่อ [วันที่ / เมื่อหนี้ลดเหลือ X บาท]" |
ค้ำไม่มีกำหนด = ความเสี่ยงไม่สิ้นสุด การกำหนดวันสิ้นสุดเป็นสิ่งที่กฎหมายอนุญาตตามหลัก ปพพ. ม.680 |
| 3 |
ขอแนบ Automatic Release Clause |
ขอให้ระบุว่า "เมื่อหนี้ลดเหลือต่ำกว่า Y บาท หรือเมื่อหนี้ชำระครบ X% ผู้ค้ำพ้นความรับผิด" |
เจ้าหนี้มักยินยอมเพราะลูกหนี้ยังมีหนี้อยู่บางส่วน และเป็นแรงจูงใจให้ลูกหนี้ชำระตรงเวลา |
| 4 |
ขอกำหนดเงื่อนไขก่อนเรียกผู้ค้ำ (Conditions Precedent) |
ระบุว่า "เจ้าหนี้จะเรียกผู้ค้ำประกันได้ก็ต่อเมื่อ (1) ฟ้องบังคับลูกหนี้แล้ว (2) ได้รับชำระไม่ครบ (3) แจ้งผู้ค้ำเป็นหนังสือแล้ว" |
เป็นการ reinforce สิทธิเกี่ยงตาม ม.689 ในสัญญา ทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถข้ามขั้นตอนได้ |
| 5 |
ขอ Prior Notice ก่อนเปลี่ยนแปลงหนี้ |
ระบุว่า "ก่อนเจ้าหนี้จะขยายเวลา ลดดอกเบี้ย หรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใดก็ตาม ต้องแจ้งและได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ค้ำประกันก่อน" |
ม.700 กำหนดไว้แล้วว่าการผ่อนเวลาโดยไม่ยินยอมทำให้ผู้ค้ำหลุดพ้น การระบุในสัญญาซ้ำยิ่งเพิ่มความชัดเจน |
| 6 |
ขอสิทธิตรวจสอบสถานะหนี้ (Audit Right) |
ระบุว่า "ผู้ค้ำประกันมีสิทธิขอดูบัญชีหนี้และสถานะการชำระของลูกหนี้ได้ทุกเมื่อ โดยเจ้าหนี้ต้องตอบภายใน 30 วัน" |
ช่วยให้ผู้ค้ำติดตามความเสี่ยง และใช้สิทธิชำระก่อนกำหนดตาม ม.691/1 ได้ทันเวลา |
| 7 |
ขอจำกัดประเภทหนี้ที่ค้ำ (Specific Debt Scope) |
ระบุว่า "ค้ำประกันเฉพาะสินเชื่อตามสัญญาเลขที่ [X] ลงวันที่ [Y] เท่านั้น ไม่รวมหนี้อื่นใดที่ลูกหนี้มีหรือจะมีกับเจ้าหนี้" |
ป้องกันปัญหาสัญญาค้ำประกัน "หนี้ทุกประเภท" ที่ทำให้ผู้ค้ำต้องรับผิดหนี้ที่ไม่รู้ตัวว่ามี |
เทคนิคการเจรจา: เจ้าหนี้รายใหญ่ (ธนาคาร) มักมีสัญญามาตรฐาน แต่สามารถขอแนบ "บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม" (Addendum) ได้ ซึ่งมีผลเท่าสัญญาหลัก หากเจ้าหนี้ปฏิเสธทุกข้อ นั่นคือสัญญาณให้พิจารณาว่าควรค้ำประกันหรือไม่ ปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจ
Q6: ค้ำประกันสัญญาเช่าสำนักงาน วงเงินเท่าไหร่ถึงพอ?
A: กฎหมายไม่ได้กำหนดวงเงินขั้นต่ำหรือสูงสุดสำหรับค้ำประกันสัญญาเช่า ในทางปฏิบัติตลาดนิยมใช้ 2-6 เดือนของค่าเช่า แต่ผู้ค้ำควรเจรจาให้ระบุวงเงินสูงสุดไว้ชัดเจน เช่น "ค้ำประกันไม่เกิน [จำนวน] บาท" เพราะหากไม่ระบุ อาจต้องรับผิดทั้งค่าเช่าค้าง ค่าซ่อมแซม ค่าปรับ และดอกเบี้ยรวมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 ที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิดไม่เกินหนี้ประธาน แต่ถ้าหนี้ประธานไม่มี cap ผู้ค้ำก็ไม่มี cap เช่นกัน
Q7: เจ้าหนี้ขยายเวลาชำระหนี้ให้ลูกหนี้ โดยไม่บอกผู้ค้ำ ผลทางกฎหมายเป็นอย่างไร?
A: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 หากเจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมด ไม่ใช่แค่ส่วนที่เพิ่มขึ้น การหลุดพ้นนี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตามกฎหมาย ผู้ค้ำไม่ต้องยื่นคำร้องใดก็ตาม เพียงแต่ต้องยกข้อต่อสู้นี้ขึ้นในชั้นศาลหากถูกฟ้อง และมีหน้าที่พิสูจน์ว่าตนไม่ได้ยินยอมการขยายเวลา
Q8: ผู้ค้ำประกัน 2 คน คนหนึ่งเสียชีวิต ความรับผิดของอีกคนเป็นอย่างไร?
A: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสาม หากมีผู้ค้ำประกันหลายคนสำหรับหนี้เดียวกัน แต่ละคนรับผิดเฉพาะส่วนของตน ดังนั้นเมื่อผู้ค้ำคนหนึ่งเสียชีวิต ส่วนของผู้นั้นตกเป็นกองมรดก ทายาทต้องรับผิดในส่วนของเจ้ามรดกจากกองมรดก แต่ผู้ค้ำอีกคนที่ยังมีชีวิตอยู่รับผิดเพียงส่วนของตนเท่านั้น ไม่ต้องรับผิดแทนผู้ที่เสียชีวิต เว้นแต่สัญญาระบุให้ค้ำประกันร่วมกันทั้งหมด (Joint and Several) ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวอาจโมฆะตาม ม.681/1
Q9: บริษัทจะให้กรรมการค้ำประกันส่วนตัว ต้องทำอะไรบ้าง?
A: กรรมการที่จะค้ำประกันในนามส่วนตัวต้องดำเนินการดังนี้ (1) ตรวจสอบ Articles of Association ว่าต้องได้รับมติกรรมการหรือผู้ถือหุ้นก่อนหรือไม่ (2) ลงนามในสัญญาค้ำประกันในนามส่วนตัว ไม่ใช่ในนามบริษัท (3) ขอจำกัดวงเงินและระยะเวลาไว้ชัดเจนตาม ม.681 (4) ตรวจสอบว่าสัญญาไม่มีข้อตกลงโมฆะตาม ม.681/1 เช่น ให้รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม (5) ปรึกษาทนายความก่อนลงนาม หากวงเงินค้ำเกิน 5 ล้านบาทหรือไม่มี cap ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680
Q10: ถ้าเจ้าหนี้ปล่อยหลักประกัน (เช่น ยกเลิกจำนอง) ผู้ค้ำหลุดรับผิดหรือไม่?
A: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 697 หากเจ้าหนี้กระทำการใดทำให้หลักประกันอื่น (นอกจากการค้ำประกัน) สูญหายหรือลดลง เช่น ปล่อยให้จำนองหมดอายุ ยกเลิกจำนำ หรือคืนหลักประกันโดยไม่จำเป็น ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดเท่ากับมูลค่าของหลักประกันที่เจ้าหนี้ปล่อยไปนั้น เช่น หากเจ้าหนี้ปล่อยจำนองที่ดินมูลค่า 3 ล้านบาทโดยไม่จำเป็น ผู้ค้ำจะหลุดพ้นความรับผิดลง 3 ล้านบาท หลักการนี้เป็นการปกป้องผู้ค้ำประกันจากการที่เจ้าหนี้ละเลยหน้าที่รักษาหลักประกันอื่น