⚠️ หมายเหตุวิธีการอ้างอิง: หากบทความนี้อ้างถึงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ขอชี้แจงว่ากฎหมายแม่ที่ใช้บังคับคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งถูกแก้ไขเพิ่มเติมมาแล้ว 8 ครั้ง (ฉบับที่ 2 ถึงฉบับที่ 9) ระหว่างปี พ.ศ. 2551 – 2568 ดู บทวิเคราะห์ฉบับสมบูรณ์ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541 + การแก้ไข 8 ครั้ง สำหรับไทม์ไลน์ครบถ้วน
LAS SHARE

สัญญาจ้างทำของ vs สัญญาจ้างแรงงาน — 7 จุดแตกต่างที่ SME ต้องรู้

ธันย์ธรณ์เทพ แย้มอุทัย, Ph.D. | LAS Legal | 3 เมษายน 2569

สารบัญ
  1. หลักกฎหมายพื้นฐาน
  2. 7 จุดแตกต่างสำคัญ
  3. ผลทางภาษีและประกันสังคม
  4. LAS Risk Assessment
  5. ความเสี่ยง Misclassification
  6. Practical Checklist
  7. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  8. FAQ 5 ข้อ
  9. ผลทางภาษีเชิงลึก — PND
  10. สรุป

คุณจ้างคนทำงานให้ แต่เคยถามตัวเองหรือยังว่า — สัญญาที่ใช้อยู่นั้นเป็น "จ้างแรงงาน" หรือ "จ้างทำของ"? ความแตกต่างนี้ไม่ใช่แค่เรื่องถ้อยคำ แต่มีผลโดยตรงต่อภาษี ประกันสังคม ค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง และความรับผิดต่อบุคคลภายนอก การเลือกรูปแบบสัญญาผิดประเภทอาจนำไปสู่การถูกประเมินภาษีย้อนหลังและภาระหนี้สินที่ไม่คาดคิดได้

หลักกฎหมายพื้นฐาน

สัญญาจ้างแรงงาน — ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 บัญญัติว่า "อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้" องค์ประกอบสำคัญสามประการของสัญญาจ้างแรงงาน ได้แก่ (1) มีการตกลงทำงาน (2) มีอำนาจบังคับบัญชาของนายจ้าง และ (3) ค่าตอบแทนผูกกับระยะเวลาทำงาน ไม่ใช่ผลสำเร็จ

สิ่งที่ทำให้สัญญาจ้างแรงงานแตกต่างจากสัญญาประเภทอื่นคือ "อำนาจบังคับบัญชา" (Control/Subordination) นายจ้างมีสิทธิสั่งการ กำหนดเวลาทำงาน สถานที่ทำงาน และวิธีการทำงานได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งนำไปสู่ความรับผิดของนายจ้างในฐานะนายจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเต็มรูปแบบ

สัญญาจ้างทำของ — ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 บัญญัติว่า "อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น" หัวใจของสัญญาจ้างทำของคือ "ผลสำเร็จของงาน" ผู้ว่าจ้างไม่ได้ควบคุมวิธีการ แต่สนใจเฉพาะว่างานเสร็จสมบูรณ์ตามข้อตกลงหรือไม่

ผู้รับจ้างในสัญญาจ้างทำของมีอิสระในการเลือกวิธีการทำงาน เลือกใช้เครื่องมือของตน สามารถรับงานจากหลายคนพร้อมกัน และสามารถมอบหมายงานบางส่วนให้ผู้อื่นทำแทนได้ (เว้นแต่จะมีข้อตกลงห้ามไว้) ทั้งนี้ ผู้รับจ้างรับความเสี่ยงเรื่องต้นทุนและเวลาของตนเอง

7 จุดแตกต่างสำคัญ

#ประเด็นจ้างแรงงาน (ม.575)จ้างทำของ (ม.587)
1 อำนาจควบคุม (Control) นายจ้างควบคุมวิธีการทำงาน สถานที่ และเวลาทำงาน มีสิทธิสั่งการได้โดยตรง ผู้ว่าจ้างกำหนดเฉพาะผลลัพธ์ที่ต้องการ ผู้รับจ้างมีอิสระในการเลือกวิธีดำเนินการ
2 หลักเกณฑ์จ่ายค่าตอบแทน จ่ายตามระยะเวลาที่ทำงาน (รายชั่วโมง รายวัน รายเดือน) ไม่ขึ้นอยู่กับผลสำเร็จ จ่ายเมื่องานสำเร็จตามที่กำหนด หรืองวดตามความก้าวหน้าที่ตกลงกัน
3 ประกันสังคม นายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบประกันสังคม 5% ของค่าจ้าง (สูงสุด 750 บาท/เดือน) ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ผู้ว่าจ้างไม่มีหน้าที่นำส่ง ผู้รับจ้างสมัครประกันสังคมมาตรา 40 ด้วยตนเองได้
4 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 40(1) ประมวลรัษฎากร ในอัตราก้าวหน้าตามขั้นบันได หัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 40(2) (รับจ้างให้บริการ) หรือมาตรา 40(8) (ธุรกิจ/พาณิชยกรรม) ในอัตรา 3% สำหรับนิติบุคคล หรือตามอัตราที่กำหนดสำหรับบุคคลธรรมดา
5 การเลิกสัญญาและค่าชดเชย ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับแก้ไขครั้งที่ 9 พ.ศ. 2568 ต้องแจ้งล่วงหน้า (Notice) มีสิทธิค่าจ้างระหว่างบอกกล่าว เลิกได้ตามเงื่อนไขในสัญญา หรือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605 (ผู้ว่าจ้างเลิกได้แต่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย) ไม่มีค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน
6 ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก นายจ้างร่วมรับผิดในความผิดของลูกจ้างที่กระทำในทางการที่จ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดในการกระทำของผู้รับจ้างโดยหลักทั่วไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 (มีข้อยกเว้นเรื่องงานอันตราย)
7 เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ นายจ้างจัดหาเครื่องมือและสถานที่ทำงานให้เป็นหลัก ค่าใช้จ่ายอยู่ที่นายจ้าง ผู้รับจ้างจัดหาเครื่องมือและวัสดุเองโดยหลัก (เว้นแต่ตกลงกันเป็นอย่างอื่น) รับต้นทุนเองทั้งหมด

ผลทางภาษีและประกันสังคม — วิเคราะห์เชิงลึก

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: ความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ

การจำแนกประเภทสัญญามีผลโดยตรงต่อภาระภาษีทั้งของผู้จ้างและผู้รับจ้าง สัญญาจ้างแรงงานทำให้รายได้ถูกจัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้เป็นจำนวน 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี และเสียภาษีในอัตราก้าวหน้าสูงสุดถึง 35%

ในทางตรงข้าม สัญญาจ้างทำของที่บุคคลธรรมดาเป็นผู้รับจ้าง รายได้จะถูกจัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 ตามมาตรา 40(2) หักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีเช่นกัน แต่หากผู้รับจ้างเป็นนิติบุคคลหรือประกอบการในลักษณะธุรกิจ รายได้อาจเข้าข่ายมาตรา 40(8) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้มากกว่า ทำให้ภาระภาษีโดยรวมต่ำกว่า

ประเภทมาตรา ปรก.อัตราหัก ณ ที่จ่ายการหักค่าใช้จ่าย
เงินเดือน/ค่าจ้าง (จ้างแรงงาน)ม.40(1)ตามอัตราก้าวหน้า50% ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี
ค่าบริการ/วิชาชีพ (จ้างทำของ - บุคคล)ม.40(2)3% (นิติบุคคล) / ตามขั้น (บุคคล)50% ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี
รายได้ธุรกิจ (จ้างทำของ - นิติบุคคล)ม.40(8)3%ตามจริง (มาตรฐานบัญชี)

ประกันสังคม: ภาระที่มองข้ามไม่ได้

สำหรับสัญญาจ้างแรงงาน นายจ้างมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ต้องนำส่งเงินสมทบในอัตราที่กำหนด (ปัจจุบัน 5% ของค่าจ้าง สูงสุด 750 บาทต่อเดือนต่อลูกจ้างหนึ่งคน) และต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน ความล่าช้าหรือการไม่ปฏิบัติตามมีโทษปรับและเงินเพิ่ม

สำหรับสัญญาจ้างทำของ ผู้ว่าจ้างไม่มีหน้าที่นำส่งเงินสมทบ แต่ผู้รับจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาสามารถสมัครเข้าระบบประกันสังคมมาตรา 40 ในฐานะผู้ประกันตนโดยสมัครใจได้ โดยจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 70-300 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับแผนที่เลือก

LAS Risk Assessment

RISK HIGH — ความเสี่ยงสูง
การเรียกร้องค่าชดเชยย้อนหลัง
หากศาลแรงงานหรือพนักงานตรวจแรงงานวินิจฉัยว่าสัญญาจ้างทำของที่ใช้อยู่เป็นสัญญาจ้างแรงงานแฝง นายจ้างอาจต้องจ่ายค่าชดเชยย้อนหลังสำหรับการทำงานตลอดระยะเวลาสัญญา รวมถึงค่าจ้างสำหรับวันหยุด ค่าโอที และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ไม่เคยจ่าย ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงมาก

Option A: ทบทวนสัญญาและโครงสร้างการทำงานทั้งหมด ปรับให้สอดคล้องกับลักษณะจ้างทำของอย่างแท้จริง (อิสระในวิธีการ เครื่องมือตัวเอง รับงานหลายราย)
Option B: เปลี่ยนรูปแบบเป็นสัญญาจ้างแรงงานอย่างเป็นทางการ ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานครบถ้วน และบริหารต้นทุนด้วยวิธีอื่น (เช่น สัญญาจ้างระยะสั้น Fixed-Term)
RISK HIGH — ความเสี่ยงสูง
ภาษีและเงินสมทบประกันสังคมย้อนหลัง
กรมสรรพากรมีอำนาจตรวจสอบและประเมินภาษีย้อนหลัง 5 ปีนับจากวันยื่นแบบ หากพบว่าการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 40(2) แต่ความจริงควรเป็นมาตรา 40(1) จะต้องชำระภาษีส่วนต่างพร้อมเบี้ยปรับ 100% และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน รวมทั้งเงินสมทบประกันสังคมที่ขาดจ่ายพร้อมดอกเบี้ย
RISK MEDIUM — ความเสี่ยงกลาง
ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก
หากผู้ที่คุณทำสัญญาด้วยในชื่อ "จ้างทำของ" ก่อความเสียหายต่อบุคคลภายนอกในขณะปฏิบัติงาน และศาลเห็นว่าความสัมพันธ์นั้นแท้จริงเป็นนายจ้าง-ลูกจ้าง คุณอาจต้องรับผิดร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ทั้งที่ตั้งใจจะอาศัยข้อยกเว้นใน มาตรา 428
RISK LOW — ความเสี่ยงต่ำ
การใช้สัญญาจ้างทำของอย่างถูกต้อง
หากโครงสร้างการทำงานจริงสอดคล้องกับสัญญาจ้างทำของ (ผู้รับจ้างมีอิสระ ใช้เครื่องมือตัวเอง รับงานหลายราย ค่าตอบแทนตามผลสำเร็จ) ความเสี่ยงจากการถูกปรับจำแนกประเภทจะต่ำมาก เป็นรูปแบบที่ประหยัดต้นทุนและยืดหยุ่นสำหรับ SME

ความเสี่ยง Misclassification — เมื่อศาลพิจารณาต่างจากสัญญา

หลักการ "เนื้อหาเหนือรูปแบบ" (Substance Over Form)

ศาลแรงงานและพนักงานตรวจแรงงานไม่ได้ดูเพียงชื่อสัญญา แต่พิจารณาจากลักษณะการทำงานจริงในทางข้อเท็จจริง แนวคำพิพากษาฎีกาของไทยวางหลักว่า หากในทางปฏิบัติมีลักษณะอำนาจบังคับบัญชา การสั่งการวิธีทำงาน และการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจ สัมพันธ์นั้นจะถูกพิจารณาว่าเป็นการจ้างแรงงานโดยไม่คำนึงว่าสัญญาเรียกว่าอะไร

ปัจจัย 8 ข้อที่ศาลพิจารณา

#ปัจจัยชี้ไปทาง "จ้างแรงงาน"ชี้ไปทาง "จ้างทำของ"
1การควบคุมวิธีทำงานผู้ว่าจ้างสั่งงาน กำหนดขั้นตอนผู้รับจ้างกำหนดวิธีเอง
2เวลาทำงานกำหนดเวลาเข้า-ออกชัดเจนผู้รับจ้างบริหารเวลาเอง
3เครื่องมือ/อุปกรณ์ผู้ว่าจ้างจัดหาให้ผู้รับจ้างใช้ของตัวเอง
4รับงานจากรายอื่นทำงานให้รายเดียวรับงานหลายรายพร้อมกัน
5สถานที่ทำงานต้องมาทำงานที่สำนักงานเลือกสถานที่เองได้
6หลักเกณฑ์ค่าตอบแทนรายเดือน/รายวัน ไม่ขึ้นกับผลงานตามผลสำเร็จของงาน
7ความต่อเนื่องสัมพันธ์ต่อเนื่องยาวนานงานเดียวหรือโครงการเดียว
8การมอบงานให้คนอื่นทำด้วยตนเองเท่านั้นมอบหมายให้คนอื่นได้
คำเตือน: หากปัจจัย 5 ใน 8 ข้อชี้ไปทาง "จ้างแรงงาน" มีความเสี่ยงสูงมากที่ศาลจะพิจารณาว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงาน แม้สัญญาจะเรียกว่า "จ้างทำของ" ก็ตาม ควรปรึกษาทนายความเพื่อทบทวนโครงสร้างทันที

Practical Checklist — Anti-Reclassification

Checklist สัญญาจ้างทำของที่ถูกต้อง (ต้องผ่านทุกข้อ)

ข้อรายการตรวจสอบผ่าน / ไม่ผ่าน
1ผู้รับจ้างมีอิสระในการเลือกวิธีการทำงาน ไม่ถูกสั่งการในกระบวนการ
2ผู้รับจ้างใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ หรือซอฟต์แวร์ของตัวเอง
3ผู้รับจ้างสามารถรับงานจากบุคคลหรือบริษัทอื่นพร้อมกันได้
4ค่าตอบแทนผูกกับผลสำเร็จของงาน ไม่ใช่จำนวนวันหรือชั่วโมงทำงาน
5ผู้รับจ้างไม่ต้องมาทำงานที่สำนักงานตามเวลาที่กำหนด
6สัญญาระบุขอบเขตงาน (Scope of Work) และ Deliverable ที่ชัดเจน
7ผู้รับจ้างรับความเสี่ยงด้านต้นทุน (หากงานต้องทำซ้ำ ผู้รับจ้างรับผิดชอบ)
8ไม่มีการบังคับแต่งกายหรือใช้บัตรพนักงานในนามบริษัท
9สัญญาระบุวันสิ้นสุดหรือเงื่อนไขสำเร็จงานที่ชัดเจน
10มีใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงินจากผู้รับจ้าง (ไม่ใช่สลิปเงินเดือน)

ผ่านน้อยกว่า 7 ข้อ: มีความเสี่ยงสูง ควรทบทวนโครงสร้างสัญญา | ผ่านน้อยกว่า 5 ข้อ: ความเสี่ยงสูงมาก ควรพิจารณาเปลี่ยนเป็นสัญญาจ้างแรงงาน

ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่ SME พบบ่อย

กรณีที่ 1: Freelance Designer ที่ทำงานเต็มเวลา

บริษัท A ว่าจ้าง Designer โดยเรียกว่า "สัญญาจ้างทำของ" จ่ายเงินรายเดือน 30,000 บาท ให้มาทำงานในออฟฟิศทุกวัน 9.00-18.00 น. ใช้คอมพิวเตอร์ของบริษัท และห้ามรับงานนอก เมื่อต้องการยุติสัมพันธ์ Designer เรียกร้องค่าชดเชย ศาลแรงงานวินิจฉัยว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงาน บริษัทต้องจ่ายค่าชดเชยเต็มตามอายุงาน บวกเงินสมทบประกันสังคมย้อนหลัง

กรณีที่ 2: ผู้รับเหมาก่อสร้างที่ถูกต้อง

บริษัท B ว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างทาสีอาคาร กำหนดผลงาน (ทาสีอาคาร 3 ชั้น ตามสีที่กำหนด) จ่ายเงินเมื่องานเสร็จ ผู้รับเหมาใช้เครื่องมือ วัสดุ และแรงงานของตัวเอง กำหนดเวลาทำงานเอง นี่คือสัญญาจ้างทำของที่ถูกต้อง บริษัท B ไม่มีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยหรือนำส่งประกันสังคม

กรณีที่ 3: IT Consultant ที่อยู่ในเขตสีเทา

บริษัท C ว่าจ้าง IT Consultant ทำสัญญาจ้างทำของ จ่ายรายเดือน Consultant ทำงานที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ มีการประชุมทีมสัปดาห์ละครั้ง ใช้แล็ปท็อปตัวเอง แต่ระบบเมลและบัญชีต่าง ๆ ผูกกับบริษัท และห้ามรับงานที่ขัดแย้งทางธุรกิจ กรณีนี้อยู่ในเขตสีเทา ควรตรวจสอบว่าเงื่อนไขห้ามรับงานแข่งขันนั้นกว้างเกินไปจนทำให้ดูเหมือนจ้างแรงงานหรือไม่

FAQ — คำถามที่ SME ถามบ่อย

Q1: ถ้าเขียนในสัญญาว่า "จ้างทำของ" ชัดเจน ศาลก็ต้องยึดตามสัญญาใช่ไหม?
A: ไม่ใช่ ศาลพิจารณาจากลักษณะการทำงานจริง ไม่ใช่จากชื่อสัญญา หากในทางปฏิบัติมีลักษณะอำนาจบังคับบัญชา ศาลจะถือว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงาน แนวคำพิพากษาศาลแรงงานวางหลักนี้ไว้อย่างสม่ำเสมอ
Q2: จ้างทำของประหยัดกว่าจ้างแรงงานจริงไหม?
A: ในระยะสั้นใช่ เพราะไม่ต้องจ่ายเงินสมทบประกันสังคม ค่าชดเชย หรือสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงาน แต่หากโครงสร้างไม่ถูกต้องและถูกตีความเป็นจ้างแรงงาน ต้นทุนย้อนหลังจะสูงกว่าต้นทุนที่ประหยัดได้มาก ดังนั้นต้องทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรก
Q3: Freelancer ที่ทำงานกับบริษัทเดียวมา 3 ปี มีสิทธิเรียกค่าชดเชยได้ไหม?
A: ขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานจริง หากศาลวินิจฉัยว่าสัมพันธ์นั้นเป็นสัญญาจ้างแรงงาน Freelancer ที่ทำงาน 3 ปีขึ้นไปมีสิทธิได้รับค่าชดเชยสูงสุด 90 วันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับแก้ไขครั้งที่ 9 พ.ศ. 2568
Q4: ถ้าผู้รับจ้างเรียกร้องสิทธิต่อพนักงานตรวจแรงงาน ต้องทำอย่างไร?
A: ทันทีที่รับทราบ ควรรวบรวมหลักฐานที่แสดงว่าความสัมพันธ์เป็นจ้างทำของ เช่น ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีที่ผู้รับจ้างออกให้ หลักฐานว่าใช้เครื่องมือตัวเอง บันทึกการรับงานจากรายอื่น และควรปรึกษาทนายความด้านกฎหมายแรงงานโดยด่วน
Q5: สัญญาจ้างทำของต้องมีรูปแบบพิเศษหรือไม่ จดทะเบียนที่ไหน?
A: กฎหมายไม่กำหนดรูปแบบพิเศษสำหรับสัญญาจ้างทำของ ทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ แต่เพื่อหลักฐานและความชัดเจน ควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ โดยระบุขอบเขตงาน (Scope of Work) กำหนดส่งมอบ ค่าตอบแทน และเงื่อนไขการชำระ ไม่ต้องจดทะเบียนที่ใด

ผลทางภาษีเชิงลึก — ภาษีหัก ณ ที่จ่ายและการปฏิบัติตามกฎหมาย

ภาระ PND ที่นายจ้างต้องจัดการ (สัญญาจ้างแรงงาน)

เมื่อใช้สัญญาจ้างแรงงาน นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนลูกจ้างทุกเดือนตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร แล้วนำส่งสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing) ด้วยแบบ ภ.ง.ด.1 นายจ้างยังต้องออก ใบรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ลูกจ้างภายใน 15 วันแรกของเดือนกุมภาพันธ์ทุกปีอีกด้วย การไม่หักหรือนำส่งไม่ครบอาจมีโทษปรับถึง 200% ของจำนวนที่ขาด และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน

สำหรับสัญญาจ้างทำของ ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อจ่ายค่าจ้างทำของให้ผู้รับจ้างแต่ละครั้ง แล้วนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 ทางออนไลน์) ส่วนผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาอาจไม่มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายในบางกรณี ขึ้นอยู่กับลักษณะของรายจ่ายและคำสั่งกรมสรรพากร

หน้าที่ของผู้ว่าจ้าง/นายจ้างสัญญาจ้างแรงงานสัญญาจ้างทำของ
แบบภาษีภ.ง.ด.1 (รายเดือน)ภ.ง.ด.53 หรือ ภ.ง.ด.3
กำหนดนำส่งวันที่ 7 (หรือ 15 ออนไลน์) ของเดือนถัดไปวันที่ 7 (หรือ 15 ออนไลน์) ของเดือนถัดไป
อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า (ขึ้นกับรายได้รวมปี)3% (นิติบุคคล), ตามอัตรา (บุคคลธรรมดา)
ประกันสังคมบังคับ 5% สูงสุด 750 บาท/เดือนไม่บังคับ (ผู้รับจ้างสมัครเองได้ ม.40)
กองทุนเงินทดแทนบังคับ 0.2-1% ของค่าจ้างไม่บังคับ

7 คดีตัวอย่าง Misclassification — แนวคำวินิจฉัยในทางปฏิบัติ

ต่อไปนี้เป็นสถานการณ์ตัวอย่างที่สะท้อนแนวการวินิจฉัยของศาลแรงงานและพนักงานตรวจแรงงานไทยในประเด็น Misclassification (ชื่อบุคคลและบริษัทสมมติตามนโยบายความลับลูกความ)

#ลักษณะข้อพิพาทปัจจัยชี้ขาดผลการวินิจฉัย
1 บริษัท A ว่าจ้าง นาย B ในนาม "จ้างทำของ" เป็นเวลา 5 ปี จ่ายรายเดือน บังคับมาทำงานที่ออฟฟิศ 5 วัน/สัปดาห์ ระยะเวลาต่อเนื่อง + สถานที่ทำงานคงที่ + ค่าตอบแทนรายเดือน วินิจฉัยเป็นจ้างแรงงาน บริษัท A ต้องจ่ายค่าชดเชย 300 วัน + เงินสมทบ ปกส. ย้อนหลัง
2 บริษัท C ว่าจ้าง นาย D เป็น "Outsource IT" ใช้อุปกรณ์บริษัท C ทำงานแผนก IT ของ C เต็มเวลา ใช้อุปกรณ์นายจ้าง + ไม่รับงานจากราย อื่น + อยู่ภายใต้คำสั่งผู้จัดการ IT วินิจฉัยเป็นจ้างแรงงาน บริษัท C รับผิดชอบสิทธิแรงงานครบถ้วน
3 บริษัท E ว่าจ้างผู้รับเหมาทำความสะอาด บริษัท F แต่บริษัท F ส่งพนักงานมาประจำที่ E ทุกวัน สวมยูนิฟอร์ม E ยูนิฟอร์ม + ประจำที่ + กำหนดเวลา พนักงานตรวจแรงงานพิจารณาว่า E เป็นนายจ้างร่วม ต้องรับผิดชอบสิทธิประโยชน์
4 ร้าน G ว่าจ้างคนขับส่งสินค้าในนาม "จ้างทำของ" แต่กำหนดเส้นทาง เวลา และราคาส่งเอง ควบคุมเส้นทาง-เวลา + ราคาตายตัว + รับงานร้าน G รายเดียว วินิจฉัยเป็นจ้างแรงงาน มีสิทธิค่าชดเชยและค่าล่วงเวลา
5 บริษัท H ว่าจ้างช่างก่อสร้างบริษัท I ทำโครงการ 1 ปี I จัดหาแรงงานและอุปกรณ์เอง กำหนดแค่ Spec งาน I มีแรงงานของตนเอง + จัดหาอุปกรณ์เอง + กำหนดเฉพาะ Spec ผลลัพธ์ วินิจฉัยเป็นจ้างทำของที่ถูกต้อง H ไม่รับผิดชอบสิทธิแรงงานของแรงงานบริษัท I
6 บริษัท J ว่าจ้าง นาย K เป็น "Consultant" จ่ายค่า Retainer รายเดือน K ทำงานให้ J เพียงรายเดียว มีตารางประชุมประจำสัปดาห์ ค่าตอบแทน Retainer รายเดือน + ลูกค้าเดียว + ประชุมประจำ เขตสีเทา — ศาลดูรายละเอียดเพิ่มเติม หาก K ไม่มีธุรกิจอื่น อาจวินิจฉัยเป็นจ้างแรงงาน
7 บริษัท L ว่าจ้างบริษัท M ออกแบบกราฟิก M มีลูกค้าหลายราย ใช้ซอฟต์แวร์ของตนเอง ส่งงานตาม Deadline ที่ตกลงกัน ลูกค้าหลายราย + อุปกรณ์ตนเอง + ความสัมพันธ์ Project-based วินิจฉัยเป็นจ้างทำของที่ถูกต้อง L ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายแรงงาน

Compliance Checklist สำหรับนายจ้าง — สัญญาจ้างแรงงาน

Employer Compliance Checklist (ตรวจสอบรายปี)

หมวดรายการกฎหมายอ้างอิงสถานะ
ทะเบียนแรงงานขึ้นทะเบียนลูกจ้างกับ ปกส. ภายใน 30 วันจากวันเริ่มงานพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ม.33
ประกันสังคมนำส่งเงินสมทบ ปกส. ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ม.47
กองทุนเงินทดแทนนำส่งเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนรายปีพ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 ม.18
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายหักและนำส่ง ภ.ง.ด.1 ทุกเดือนประมวลรัษฎากร ม.50(1)
ใบรับรองภาษีออก 50 ทวิ ให้ลูกจ้างภายในมกราคม/กุมภาพันธ์ประมวลรัษฎากร ม.50 ทวิ
ค่าจ้างขั้นต่ำตรวจสอบอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำจังหวัด ไม่ต่ำกว่าประกาศคณะกรรมการค่าจ้างพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ฉ.9 (2568) ม.90
วันหยุดจัดวันหยุดประจำสัปดาห์ ≥ 1 วัน/สัปดาห์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ ≥ 13 วัน/ปีพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ฉ.9 (2568) ม.28, 29
วันลาลาป่วย ≥ 30 วัน/ปี ลาคลอด 120 วัน ลาช่วยคู่สมรส 15 วันพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ฉ.9 (2568) ม.32, 41, 41/1
ข้อบังคับการทำงานจัดทำและประกาศข้อบังคับการทำงาน (กรณีมีลูกจ้าง ≥ 10 คน)พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ฉ.9 (2568) ม.108
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพิจารณาจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ไม่บังคับ แต่แนะนำ)พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530

กลยุทธ์การเปลี่ยนผ่าน — จาก "จ้างทำของผิดกฎหมาย" สู่โครงสร้างที่ถูกต้อง

หากตรวจพบว่าสัญญาจ้างทำของที่ใช้อยู่มีความเสี่ยง Misclassification สูง มีกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านที่เป็นไปได้ 3 ทาง

กลยุทธ์รายละเอียดข้อดีข้อเสียเหมาะกับ
A — ปรับโครงสร้างจ้างทำของให้ถูกต้อง เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน: ให้ผู้รับจ้างมีอิสระจริง ใช้อุปกรณ์ตนเอง รับงานจากหลายราย กำหนดเฉพาะ Deliverable รักษาความยืดหยุ่น ต้นทุนต่ำกว่า ต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจริงๆ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนสัญญา งาน Project-based ที่ผู้รับจ้างมีธุรกิจของตนเอง
B — เปลี่ยนเป็นจ้างแรงงานอย่างเป็นทางการ จ้างเป็นพนักงานประจำ ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานครบถ้วน บริหารต้นทุนด้วยการกำหนดขอบเขตงานและ KPI ที่ชัดเจน ความชัดเจน ไม่มีความเสี่ยงทางกฎหมาย สร้างความจงรักภักดี ต้นทุนสูงขึ้น (ปกส. + กองทุนทดแทน + สิทธิตาม พ.ร.บ.แรงงาน) งานที่ต้องการต่อเนื่อง ทักษะเฉพาะ หรืออยู่ในออฟฟิศ
C — ใช้สัญญาจ้างระยะสั้น Fixed-Term จ้างเป็นพนักงานระยะสั้น (Fixed-Term Contract) กำหนดอายุสัญญาตามโครงการ ต่อสัญญาได้แต่ต้องระวังการสะสมอายุงาน มีสิ้นสุดชัดเจน ยืดหยุ่นกว่าพนักงานประจำ ระวังการสะสมอายุงาน สัญญาซ้ำซ้อนอาจถูกถือเป็นจ้างถาวร โครงการมีระยะเวลาชัดเจน เช่น 3-12 เดือน

สรุป

การเลือกรูปแบบสัญญาที่ถูกต้องไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นเรื่องกลยุทธ์ทางธุรกิจและการบริหารความเสี่ยง สัญญาจ้างทำของให้ความยืดหยุ่นสูงและประหยัดต้นทุนได้มาก แต่ต้องมั่นใจว่าโครงสร้างการทำงานจริงสอดคล้องกับสัญญาในทุกมิติ ไม่เช่นนั้น ความเสี่ยงทางภาษีและแรงงานจะตกอยู่กับผู้ประกอบการทั้งหมด ทั้งนี้ ควรทบทวนสัญญาทุกฉบับอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เปลี่ยนแปลง

LAS SHARE 1/10 ตอนที่ 2 →

Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการและให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะราย ผู้อ่านควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ