คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR

สรุป 3 ประเด็นทางกฎหมายสำคัญสำหรับการทำ Due Diligence ในกลุ่มธุรกิจอาหารและเกษตรแปรรูป:

  1. การตรวจสอบใบอนุญาตและทะเบียนตำรับอาหาร: ต้องตรวจสอบใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร (แบบ อ.2) [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] และเลขสารบบอาหาร 13 หลักของผลิตภัณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้ขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือแจ้งรายละเอียดอาหาร [ต้องยืนยันมาตรา] โดยเน้นที่การตรวจสอบสูตรการผลิต (Recipe Verification) ว่าตรงกับที่ยื่นขึ้นทะเบียนหรือแจ้งไว้หรือไม่ การใช้วัตถุเจือปนอาหารที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขห้ามใช้ หรือใช้เกินปริมาณที่กำหนด อาจทำให้อาหารเป็น "อาหารไม่บริสุทธิ์" ตามนิยามในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 26 ส่วนการใช้สูตรที่ต่างจากที่ยื่นขึ้นทะเบียนหรือแจ้งไว้ ต้องพิจารณาแยกเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนหรือการแจ้งรายละเอียดอาหาร [ต้องยืนยันมาตรา]
  2. มาตรฐานการผลิตและการปนเปื้อนทางชีวภาพ: การตรวจสอบความสอดคล้องกับมาตรฐาน GHPs/HACCP และประวัติการสุ่มตรวจจากเจ้าหน้าที่ (อย./สสจ.) โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค เช่น Salmonella หรือ Listeria ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นและสถานะทางกฎหมายของโรงงาน
  3. ความเสี่ยงด้านการเรียกคืนสินค้าและกฎหมาย PL Act: หากสินค้าเกิดการปนเปื้อนในวงกว้าง บริษัทต้องมีแผน Recall ที่ชัดเจน มิเช่นนั้นต้นทุนจากการเรียกคืนสินค้าและการถูกฟ้องร้องจากผู้บริโภค (Liability Claims) อาจสร้างความเสียหายจนถึงขั้นล้มละลาย

สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง

  1. นักลงทุนมักให้ความสำคัญกับตัวเลขกำไรและช่องทางการตลาด จนละเลยการตรวจสูตรการผลิตในเชิงลึก (Scientific Recipe Audit) ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการเชื่อว่า "ถ้ามีเลข อย. แล้วแปลว่าปลอดภัย" แต่จุดพลิกคือเมื่อตรวจสอบย้อนกลับพบว่าโรงงานมีการปรับเปลี่ยนสารเคมีบางตัวเพื่อลดต้นทุนหลังจากได้รับอนุญาตแล้ว บทความนี้จะช่วยให้ท่านรู้วิธีการคัดกรองความเสี่ยงเหล่านี้ก่อนการควบรวมกิจการ

ภูมิทัศน์กฎหมายอาหารและความปลอดภัยของผู้บริโภคในประเทศไทย

กฎหมายหลักที่กำกับดูแลคือ พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ภายใต้โครงสร้างนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนและผู้ควบคุมมาตรฐาน ตั้งแต่การอนุญาตสถานที่ผลิต (Factory Level) ไปจนถึงการอนุญาตตัวผลิตภัณฑ์ (Product Level) เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคและควบคุมสุขอนามัยในห่วงโซ่อุปทานอาหาร

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

ความบกพร่องด้านการปฏิบัติตามกฎหมายอาหารไม่ได้จบเพียงแค่ค่าปรับ แต่ส่งผลกระทบต่อเนื่องดังนี้:

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

Claim IDLegal ProvisionIssue Description
C-INVEST-12-01พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 14 มาตรา 18 มาตรา 53 และมาตรา 74การตั้งโรงงานผลิตอาหารโดยไม่มีใบอนุญาต (แบบ อ.2) หรือใบอนุญาตขาดอายุ
C-INVEST-12-02พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25 มาตรา 26 และมาตรา 58ผลิตหรือจำหน่าย "อาหารไม่บริสุทธิ์" (ปนเปื้อนสารต้องห้าม/เชื้อโรค)
C-INVEST-12-03พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25 มาตรา 28 และมาตรา 60ผลิตหรือจำหน่าย "อาหารผิดมาตรฐาน" (คุณค่าทางอาหารไม่ตรงตามแจ้ง)
C-INVEST-12-04พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 6 มาตรา 40 มาตรา 51 และมาตรา 70การโฆษณาคุณประโยชน์อาหารเกินจริงหรือแสดงฉลากไม่ถูกต้อง
C-INVEST-12-05พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]ความรับผิดโดยเด็ดขาดต่อความเสียหายที่เกิดจากอาหารที่มีอันตราย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มาตรา 5

หมายเหตุเกี่ยวกับตารางข้างต้น: บทบัญญัติของพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ที่ตารางอ้างถึงได้ตรวจเทียบกับตัวบทในฐานข้อมูลกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 แล้ว แต่ยังต้องตรวจว่ามีการแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังวันดังกล่าวหรือไม่ ก่อนนำไปใช้ต้องตรวจการจัดอนุมาตราของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องให้ตรงกับประเภทอาหารที่ระบุในตาราง ตรวจบทกำหนดโทษของแต่ละกรณี และตรวจประเภทอาหารปลอมซึ่งเป็นอาหารต้องห้ามอีกประเภทหนึ่งตามพระราชบัญญัติอาหารแต่ตารางนี้ยังมิได้กล่าวถึง

4 เสาหลักการตรวจ Due Diligence ด้านอาหาร

การตรวจสอบต้องครอบคลุมมิติที่สำคัญ 4 ประการ:

  1. Facility License (ใบอนุญาตสถานที่): ตรวจสอบใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร (แบบ อ.2) และรายงานการเข้าตรวจประเมินล่าสุดของ อย./สสจ. รวมทั้งตรวจใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายโรงงานแยกต่างหากเมื่อสถานที่ผลิตเป็นโรงงาน เพราะเป็นคนละใบอนุญาตกับใบอนุญาตผลิตอาหารตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 14
  2. Recipe & Labeling (ตำรับอาหารและฉลาก): การ Mapping สูตรการผลิตจริงในโรงงานเทียบกับ Master Formula ที่ขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือที่แจ้งรายละเอียดอาหารไว้ตามประเภทของอาหาร [ต้องยืนยันมาตรา]
  3. Quality Systems (ระบบควบคุมคุณภาพ): การได้รับรองมาตรฐาน GHPs (Good Hygiene Practices), HACCP หรือ ISO 22000
  4. Traceability (การตรวจสอบย้อนกลับ): ความสามารถในการระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบ (Raw Materials) และปลายทางของสินค้า (Finished Goods)

การวิเคราะห์ความเสี่ยง "อาหารไม่บริสุทธิ์" กับ "อาหารผิดมาตรฐาน"

การตรวจประเมินความพร้อมของแผนเรียกคืนสินค้า Recall Readiness

ในการทำ Due Diligence ทีมกฎหมายต้องขอดู "Recall Protocol" ของบริษัทเป้าหมาย เพื่อประเมินว่าหากเกิดวิกฤต (Crisis) บริษัทสามารถดึงสินค้าออกจากตลาดได้รวดเร็วเพียงใด และมีกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ (Product Liability Insurance) ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการเรียกคืนหรือไม่

LAS Practice Note: การออกแบบข้อสัญญาใน SPA

ในการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ควรระบุข้อสัญญาดังนี้:

ข้อต่อสู้ของผู้ขายกับผู้ซื้อ Devil's Advocate

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

ข้อสังเกต: ข้อเท็จจริงและตัวเลขทั้งหมดในตัวอย่างนี้เป็นข้อสมมติเพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น รวมทั้งจำนวนเงินกักและระยะเวลาในขั้นตอนการแก้ไขปัญหาซึ่งเป็นข้อเสนอเชิงพาณิชย์ มิใช่ข้อกำหนดของกฎหมาย

สถานการณ์: บริษัท A เข้าซื้อโรงงานผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมูลค่า 120 ล้านบาท ระหว่างการ Due Diligence พบว่ามีการใช้สารให้ความหวานชนิดใหม่ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตในบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข การแก้ไขปัญหา:

  1. ประเมินความเสี่ยงว่าอาจเป็น "อาหารไม่บริสุทธิ์" ตามนิยามในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 26 และตรวจแยกว่าเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนหรือการแจ้งรายละเอียดอาหารด้วยหรือไม่ [ต้องยืนยันมาตรา]
  2. เจรจาตัดมูลค่าดีล (Price Reduction) ตามมูลค่าสินค้าที่ต้องทำลายและค่าปรับที่อาจเกิดขึ้น
  3. ตั้งเงินค้ำประกัน (Escrow) จำนวน 15% ของมูลค่าดีลไว้เป็นเวลา 2 ปี เพื่อรองรับความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลัง

Checklist 10 จุดตรวจ Food Safety & FDA Due Diligence

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

หากซื้อหุ้นบริษัทอาหารแล้วพบภายหลังว่าสินค้ามีสารปนเปื้อน ใครต้องรับผิดชอบ?
บริษัทเป้าหมาย (Target) ยังคงต้องรับผิดต่อผู้บริโภค ส่วนผู้ซื้อหุ้นไม่ต้องรับผิดต่อผู้บริโภคโดยตรง เพราะผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัดรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1096) แต่มูลค่าหุ้นที่ซื้ออาจลดลง ผู้ซื้อจึงควรกำหนดข้อรับรองและข้อชดใช้เฉพาะเรื่อง (Indemnity) พร้อมวงเงินและระยะเวลาเรียกร้องไว้ในสัญญาซื้อขายหุ้น (SPA)

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ