คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR

การหมุนเวียนเงินสดระหว่าง "ผู้ถือหุ้น/กรรมการ" กับ "บริษัทจำกัด" มีกฎเกณฑ์ทางกฎหมายและภาษีที่เข้มงวด 2 ขา: (1) กรณี กรรมการ/ผู้ถือหุ้นกู้ยืมเงินบริษัท เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยรับตามราคาตลาด เมื่อบริษัทให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) และหากการให้กู้ยืมเงินของบริษัทเข้าลักษณะการให้กู้ยืมเงินเป็นปกติธุระเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ บริษัทผู้ให้กู้ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ส่วนกรณีที่กรรมการเบิกเงินไปใช้ส่วนตัวโดยไม่มีสัญญากู้ยืมและมติอนุมัติ อาจเข้าข่ายความผิดอาญาฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และอาจเกี่ยวข้องกับความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 41 ซึ่งเป็นความผิดทางพินัย (2) กรณี บริษัทกู้ยืมเงินจากกรรมการ บริษัทสามารถจ่ายดอกเบี้ยให้กรรมการได้ตามที่ตกลงกันจริง แต่ต้องไม่เกินร้อยละสิบห้าต่อปี (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654) และต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (2) (ข) โดยทั้งสองกรณีต้องมี "หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่งเสมอ

สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง

  1. เหตุการณ์: เจ้าของบริษัทต้องการนำเงินสด 10 ล้านบาทของบริษัทไปวางมัดจำซื้อที่ดินส่วนตัว จึงให้ฝ่ายบัญชีโอนเงินออกแล้วบันทึกบัญชีเป็น "เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการระยะสั้น" โดยไม่มีการคิดดอกเบี้ยและไม่มีสัญญา
  2. ความเข้าใจผิด: คิดว่าตนเองเป็นเจ้าของบริษัท 100% เงินของบริษัทย่อมเป็นเงินของตน การยืมเงินตนเองไม่จำเป็นต้องทำสัญญาหรือคิดดอกเบี้ย
  3. จุดพลิก: สรรพากรเข้าตรวจสอบภาษี ทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลย้อนหลังโดยคิดดอกเบี้ยตามราคาตลาดที่สมมติไว้ที่ร้อยละ 5 ต่อปี (อิงจากดอกเบี้ยเงินฝากประจำหรือต้นทุนเงินกู้ของบริษัท) บวกเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 22 หรือมาตรา 26 แล้วแต่บทที่ใช้ประเมิน และเงินเพิ่มตามมาตรา 27 ส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อการให้กู้ยืมเข้าลักษณะการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา 91/2 (5) และไม่อยู่ในกรณีที่ได้รับยกเว้น ซึ่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ 240) พ.ศ. 2534 มาตรา 3 (32) ยกเว้นดอกเบี้ยที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกันให้กู้ยืมกันเองและดอกเบี้ยเงินฝากหรือตั๋วเงินของสถาบันการเงิน และมาตรา 3 (33) ยกเว้นดอกเบี้ยจากเงินกองทุนสะสมพนักงานหรือทุนอื่นใดเพื่อพนักงานที่ให้พนักงานซึ่งเป็นสมาชิกกู้ยืม ภาระทั้งหมดนี้จึงอาจเป็นจำนวนมาก ยิ่งกว่านั้น เมื่อบริษัทประสบปัญหาการเงินและมีผู้ถือหุ้นรายอื่นเข้ามาร่วมทุน กรรมการถูกฟ้องคดีอาญาฐานยักยอกทรัพย์และเบียดบังทรัพย์สินของบริษัท
  4. สิ่งที่จะได้จากบทความ: เกณฑ์การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตลาดที่ไม่ถูกสรรพากรบวกกลับ, สัญญากู้ยืมเงินกรรมการที่รัดกุม, ขั้นตอนขออนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นตามข้อบังคับของบริษัท, และวิธีล้างบัญชีเงินกู้ยืมกรรมการอย่างถูกต้อง

นิยามและความแตกต่าง: นิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้น

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1015 บริษัทจำกัดเมื่อได้จดทะเบียนแล้ว ย่อมเป็น "นิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นทั้งหลาย" ทรัพย์สินและเงินสดในบัญชีธนาคารของบริษัทจึงไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ กรรมการเป็นเพียง "ตัวแทน" ผู้มีหน้าที่จัดการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 และมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังตามมาตรา 1168 ดังนั้น การเคลื่อนย้ายเงินสดระหว่างบุคคลทั้งสองจึงต้องมีนิติกรรมรองรับเสมอ มิฉะนั้นจะเกิดข้อพิพาททางแพ่ง ภาษี และอาญาทันที

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

Claim IDข้อความทางกฎหมายที่ยืนยันฐานกฎหมายปฐมภูมิตำแหน่งในแหล่งสถานะ
C-SHARE-04-01การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไป ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่งลักษณะ 9 ยืมใช้สิ้นเปลืองตรวจตรงตัวบท — LAS Audit
C-SHARE-04-02ในกรณีโอนทรัพย์สินหรือให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินตามราคาตลาดประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4)หมวด 3 ภาษีเงินได้ ส่วน 3 การเก็บภาษีจากบริษัทและหุ้นส่วนนิติบุคคลตรวจตรงตัวบท — LAS Audit
C-SHARE-04-03การให้กู้ยืมเงินเป็นปกติธุระเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตราร้อยละ 3 (รวมภาษีท้องถิ่นเป็นร้อยละ 3.3)ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) มาตรา 91/5 และมาตรา 91/6 (3)หมวด 5 ภาษีธุรกิจเฉพาะแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHARE-04-04ในการประกอบกิจการของบริษัท กรรมการต้องใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวังป.พ.พ. มาตรา 1168 วรรคหนึ่งลักษณะ 22 บริษัทจำกัด ส่วนที่ 3แก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHARE-04-05กรรมการที่ลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของบริษัทเพื่อลวงให้บริษัทหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์ อาจต้องรับโทษทางอาญาตามที่พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนด (ต้องตรวจองค์ประกอบและอัตราโทษจากตัวบทฉบับทางการ)พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ชื่อตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา]ราชกิจจานุเบกษาแก้ไขแล้ว — LAS Audit

ตารางเปรียบเทียบภาระภาษีและเอกสารที่ต้องใช้

มิติการพิจารณากรณี A: กรรมการ/ผู้ถือหุ้น กู้ยืมเงินบริษัทกรณี B: บริษัท กู้ยืมเงินจากกรรมการ/ผู้ถือหุ้น
สถานะของผู้ให้กู้บริษัทเป็นเจ้าหนี้ (สินทรัพย์)กรรมการเป็นเจ้าหนี้ (หนี้สินบริษัท)
อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินตามราคาตลาดหากคิดดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ในทางปฏิบัติใช้เกณฑ์ไม่ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ หรือต้นทุนเงินกู้ยืมที่บริษัทกู้มา (คำสั่ง ป.96/2543) [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]ตามที่ตกลงกันจริง แต่ต้องไม่เกินร้อยละสิบห้าต่อปี มิฉะนั้นลดลงเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654) และห้ามคิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้างชำระ เว้นแต่เข้าเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 655 ส่วนเกณฑ์ทางภาษีที่ว่าไม่เกินอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
ภาระภาษีของบริษัทรับรู้ดอกเบี้ยเป็นรายได้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% (ประมวลรัษฎากร มาตรา 67 และบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด 3) และหากเข้าเงื่อนไขภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% (ยื่นแบบ ภ.ธ.40)บันทึกดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ (หากกู้มาใช้ในกิจการจริง)
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรรมการบุคคลธรรมดาไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายดอกเบี้ยให้บริษัทบริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% จากดอกเบี้ยที่จ่ายให้กรรมการ (ภ.ง.ด.2) ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (2) (ข)
เอกสารที่ควรจัดทำ (และต้องจัดทำหากข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้)สัญญากู้ยืมเงิน, มติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นอนุมัติการให้กู้ยืมตามข้อบังคับของบริษัท, ตารางผ่อนชำระ, หลักฐานโอนเงินสัญญากู้ยืมเงิน, รายงานการประชุมรับทราบวงเงินกู้, หนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย
LAS Practice Note — การกำหนดดอกเบี้ยตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.96/2543

ในทางปฏิบัติ กรมสรรพากรยอมรับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการตามแนวทางดังนี้: (1) หากบริษัทนำ เงินทุนหมุนเวียนของตนเองที่ไม่มีต้นทุนดอกเบี้ย มาให้กู้ สามารถคิดดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า "อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี" ของธนาคารพาณิชย์, (2) หากบริษัท กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินมา แล้วนำมาให้กรรมการกู้ต่อ บริษัทต้องคิดดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า "อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่บริษัทจ่ายจริง" (เช่น MLR หรือ MOR) การคิดดอกเบี้ย 0% โดยอาศัย "ระเบียบสวัสดิการพนักงาน" ที่อนุมัติโดยชอบและเปิดให้พนักงานทุกคนกู้ได้ในเงื่อนไขเดียวกัน เป็นตัวอย่างของเหตุอันสมควรตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร (ต้องตรวจคำสั่งฉบับจริง) มิใช่เหตุเดียว [ต้องยืนยันมาตรา] [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]

ข้อต่อสู้ของกรรมการกับมุมมองของสรรพากร Devil's Advocate

ข้ออ้างของกรรมการ/ผู้กู้ข้อโต้แย้งของเจ้าพนักงานสรรพากรหลักฐานเอกสารที่ชี้ขาด
เป็นเงินสำรองทดรองจ่ายเพื่อกิจการ ไม่ใช่เงินกู้ยืมส่วนตัวไม่มีใบเสร็จรับเงินหรือเอกสารเบิกจ่ายรองรับภายในระยะเวลาอันควร ถือเป็นเงินยืมทดรองค้างนานที่เข้าลักษณะเงินกู้ยืมใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) พร้อมใบเสร็จรับเงินแนบภายในระยะเวลาอันควร
คิดดอกเบี้ย 0% ได้เพราะเป็นสวัสดิการของกรรมการระเบียบสวัสดิการต้องเปิดให้พนักงานทั่วไปมีสิทธิกู้ ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงให้กรรมการคนเดียว มิฉะนั้นอาจถือว่าไม่มีเหตุอันสมควรตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]คู่มือระเบียบสวัสดิการพนักงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและมติบอร์ด
บริษัทกู้เงินกรรมการโดยไม่มีดอกเบี้ย ย่อมเป็นประโยชน์ต่อบริษัทยอมรับได้ในฝั่งบริษัท แต่หากมีการบันทึกดอกเบี้ยค้างจ่ายโดยมิได้จ่ายจริง การนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีต้องพิจารณาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9)หลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทจริง และสัญญากู้ยืมเงินระบุปลอดดอกเบี้ย

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

ข้อเท็จจริงสมมติ: บริษัท A จำกัด มีกรรมการผู้มีอำนาจคือนาย ก. ในปี 2568 บริษัทมีกำไรสะสมและเงินสดคงเหลือ 8 ล้านบาท นาย ก. โอนเงิน 5 ล้านบาทเข้าบัญชีส่วนตัวเพื่อซื้อคอนโดมิเนียม โดยนักบัญชีลงเป็น "เงินทดรองจ่ายกรรมการ" สิ้นปีไม่ได้คิดดอกเบี้ยและไม่มีการคืนเงิน

ประเด็นปัญหา: สรรพากรตรวจพบในปี 2569 และประเมินภาษีย้อนหลัง

การคำนวณความเสี่ยง: สมมติว่าดอกเบี้ยตามราคาตลาดที่เจ้าพนักงานประเมินใช้คำนวณเท่ากับร้อยละ 4 ต่อปี (อิงจากดอกเบี้ยเงินฝากประจำหรือต้นทุนเงินกู้ของบริษัท) เป็นดอกเบี้ย 200,000 บาท บริษัทต้องนำ 200,000 บาทนี้ไปรวมคำนวณกำไรสุทธิ เสียภาษีนิติบุคคลร้อยละ 20 (40,000 บาท) ซึ่งเป็นอัตราทั่วไป กิจการขนาดกลางและขนาดย่อมอาจมีอัตราต่างออกไป และหากเข้าเงื่อนไขภาษีธุรกิจเฉพาะ ต้องเสียเพิ่มอีก 6,600 บาท นอกจากนี้ยังต้องเสียเบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระเพิ่ม เป็นเงิน 40,000 บาท ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 22 ในกรณีที่บริษัทได้ยื่นแบบแสดงรายการไว้แล้ว และหากต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแต่มิได้ยื่นแบบ ภ.ธ.40 ภายในกำหนดเวลา ต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีธุรกิจเฉพาะ คือ 2 เท่าของ 6,000 บาท (ภาษีธุรกิจเฉพาะร้อยละ 3 ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) เป็นเงิน 12,000 บาท ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (2) ซึ่งนำมาใช้บังคับแก่ภาษีธุรกิจเฉพาะโดยมาตรา 91/21 (6) รวมทั้งเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 และมาตรา 89/1 แต่ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ

แนวทางแก้ไขและป้องกัน: (1) หากไม่มีสัญญากู้ยืมเงินในวันส่งมอบเงิน ควรทำสัญญากู้ยืมเงินหรือหนังสือรับสภาพหนี้ลงวันที่ตามความจริงโดยเร็ว โดยระบุวันที่ส่งมอบเงินและกำหนดเวลาคืนที่แน่นอน และไม่ลงวันที่ย้อนหลัง ทั้งนี้ผลทางภาษีสำหรับช่วงก่อนทำสัญญาต้องพิจารณาต่างหาก [ต้องยืนยันแหล่งที่มา], (2) ขออนุมัติการให้กรรมการกู้ยืมจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นตามข้อบังคับของบริษัท เพราะเมื่อที่ประชุมใหญ่อนุมัติแล้ว กรรมการไม่ต้องรับผิดในการนั้นต่อผู้ถือหุ้นที่ให้อนุมัติหรือต่อบริษัทอีกต่อไป (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1170), (3) กำหนดดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ และหากเข้าเงื่อนไขภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้ยื่นแบบ ภ.ธ.40 เป็นรายเดือนภาษีพร้อมชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ (ถ้ามี) ไม่ว่าจะมีรายรับในเดือนภาษีนั้นหรือไม่ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/10

ขั้นตอนปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย Action Steps

ลำดับขั้นตอนปฏิบัติผู้รับผิดชอบเอกสารหลักฐานที่ต้องจัดทำกำหนดเวลา
1ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุนและกำหนดอัตราดอกเบี้ยตาม ป.96/2543CFO / ที่ปรึกษาบัญชีบันทึกข้อความคำนวณต้นทุนดอกเบี้ยตลาดก่อนเบิกจ่ายเงิน
2จัดประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาและอนุมัติการให้กรรมการกู้ยืมตามข้อบังคับของบริษัท ซึ่งเมื่ออนุมัติแล้ว กรรมการไม่ต้องรับผิดในการนั้นต่อผู้ถือหุ้นที่ให้อนุมัติหรือต่อบริษัท (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1170)เลขานุการบริษัทรายงานการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นและมติอนุมัติก่อนทำสัญญา
3จัดทำสัญญากู้ยืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษรฝ่ายกฎหมาย / ทนายความสัญญากู้ยืมเงินฉบับสมบูรณ์ ติดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 5วันทำธุรกรรม
4บันทึกบัญชี ออกใบแจ้งหนี้ดอกเบี้ย และยื่นแบบภาษี ภ.ธ.40 หรือ ภ.ง.ด.2ฝ่ายบัญชีและการเงินใบเสร็จรับเงินดอกเบี้ย, แบบ ภ.ธ.40 / ภ.ง.ด.2 พร้อมสลิปโอนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปสำหรับแบบ ภ.ธ.40 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/10 ส่วนแบบ ภ.ง.ด.2 ต้องนำส่งภาษีที่หักไว้พร้อมยื่นรายการภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 52 และมาตรา 59 เว้นแต่จะมีการขยายกำหนดเวลา [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]

ขอบเขตของบทความ: บทความนี้ใช้กับบริษัทจำกัดทั่วไป ส่วนบริษัทที่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มีกฎเพิ่มเติมว่ากรรมการ ผู้บริหาร หรือบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องจะกระทำธุรกรรมกับบริษัทหรือบริษัทย่อยได้ต่อเมื่อธุรกรรมดังกล่าวได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทแล้ว เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัตินั้น (มาตรา 89/12)

Checklist 10 จุดตรวจสัญญากู้ยืมเงินกรรมการ

สรุปสิ่งที่ควรจำ — Key Takeaways

  • นิติบุคคลแยกต่างหาก: เงินบริษัทไม่ใช่เงินกระเป๋าซ้าย-กระเป๋าขวาของเจ้าของ การดึงเงินสดออกโดยไร้สัญญาเสี่ยงคดีอาญายักยอกทรัพย์
  • ดอกเบี้ยต้องอิงราคาตลาด: ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดหากไม่มีเหตุอันสมควร
  • สัญญากู้และภาษีธุรกิจเฉพาะ: ต้องมีสัญญากู้ยืมเสมอ และหากการให้กู้ยืมเงินของบริษัทเข้าลักษณะการให้กู้ยืมเงินเป็นปกติธุระเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) บริษัทผู้ให้กู้ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะร้อยละ 3 (รวมภาษีท้องถิ่นเป็นร้อยละ 3.3) ของดอกเบี้ยรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/5 และมาตรา 91/6 (3) ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงของแต่ละบริษัท

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

สัญญากู้ยืมเงินระหว่างบริษัทกับกรรมการ ไม่คิดดอกเบี้ยได้หรือไม่?
คำตอบ: หากบริษัทกู้เงินจากกรรมการ สามารถตกลงไม่คิดดอกเบี้ยได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่หากกรรมการกู้เงินจากบริษัท ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินตามราคาตลาดเมื่อให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ระเบียบสวัสดิการพนักงานที่อนุมัติไว้ก่อนและเปิดให้พนักงานทุกคนมีสิทธิกู้เท่าเทียมกันเป็นตัวอย่างหนึ่งของเหตุอันสมควรตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร (ต้องตรวจคำสั่งฉบับจริง) มิใช่เหตุเดียว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
การล้างบัญชีเงินกู้ยืมกรรมการที่ค้างอยู่ในงบการเงินหลายปี ทำอย่างไรให้ถูกต้อง?
คำตอบ: ทำได้ 2 วิธีหลัก: (1) กรรมการนำเงินสดมาชำระคืนบริษัทจริง หรือ (2) บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลจากเงินกำไร แล้วนำเงินปันผลสุทธิหลังหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 10 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (2) (จ) ไปหักกลบลบหนี้เงินกู้ยืมกรรมการ ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลต้องมีมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นให้จ่ายเงินปันผลจากเงินกำไร และต้องจัดสรรทุนสำรองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1202 ส่วนการหักกลบลบหนี้ต้องกระทำเมื่อหนี้เงินปันผลกับหนี้เงินกู้ยืมถึงกำหนดชำระทั้งสองฝ่ายแล้ว โดยฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ต่ออีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 341 และมาตรา 342 การแปลงหนี้เป็นทุน (Debt-to-Equity Swap) ไม่ใช่วิธีล้างบัญชีเงินที่กรรมการค้างชำระบริษัท เพราะในกรณีดังกล่าวบริษัทเป็นเจ้าหนี้และกรรมการเป็นลูกหนี้ ส่วนในกรณีกลับกันที่กรรมการเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทและประสงค์จะแปลงหนี้เป็นทุน บริษัทต้องเพิ่มทุนด้วยการออกหุ้นใหม่โดยมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น (ป.พ.พ. มาตรา 1220) และเนื่องจากในการใช้เงินเป็นค่าหุ้น ผู้ถือหุ้นจะหักหนี้กับบริษัทมิได้ เว้นแต่หุ้นซึ่งออกตามมาตรา 1108 (5) หรือมาตรา 1221 (มาตรา 1119) การออกหุ้นใหม่ให้เหมือนหนึ่งว่าได้ใช้ค่าหุ้นแล้วด้วยอย่างอื่นนอกจากตัวเงินจึงต้องทำตามมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามมาตรา 1221 ด้วย
อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะจากการให้กู้ยืมเงินของบริษัทอยู่ที่เท่าใด?
คำตอบ: หากการให้กู้ยืมเงินของบริษัทเข้าลักษณะการให้กู้ยืมเงินเป็นปกติธุระเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะคือร้อยละ 3.0 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/6 (3) บวกภาษีท้องถิ่นร้อยละ 10 ของภาษีธุรกิจเฉพาะ รวมเป็นร้อยละ 3.3 ของยอดดอกเบี้ยรับ โดยต้องยื่นแบบ ภ.ธ.40 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/10 ทั้งนี้ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงของแต่ละบริษัทว่าเข้าลักษณะดังกล่าวหรือไม่
หากไม่มีสัญญากู้ยืมเงิน แต่มีสลิปโอนเงิน ถือเป็นสัญญากู้ยืมเงินหรือไม่?
คำตอบ: สลิปโอนเงินเป็นเพียงหลักฐานการส่งมอบเงิน แต่ไม่ใช่ "หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง หากไม่มีข้อความหรือแชตที่ระบุชัดเจนว่าตกลงกู้ยืมและจะชำระคืนพร้อมลายมือชื่อผู้กู้ จะไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีเงินกู้ได้

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ