คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR

หลักการจำกัดความรับผิดของนิติบุคคล (Separate Legal Entity & Limited Liability) ไม่ใช่เกราะกำบังที่คุ้มครองกรรมการได้ 100% เสมอไป โดยในกฎหมายไทยมี 3 กลไกสำคัญที่ดึงตัวกรรมการและผู้ถือหุ้นมารับผิดส่วนตัวด้วยทรัพย์สินส่วนบุคคล: (1) หน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 และมาตรา 1168: กรรมการต้องใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง (Duty of Care) และต้องไม่ประกอบกิจการที่มีสภาพเดียวกันและแข่งขันกับบริษัท (Duty of Loyalty) หากฝ่าฝืนจนบริษัทเสียหาย บริษัทจะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการก็ได้ และในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีขึ้นว่ากล่าวก็ได้ตาม มาตรา 1169 (Derivative Action) โดยไม่มีเกณฑ์สัดส่วนหุ้นขั้นต่ำ (เกณฑ์ผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละห้าเป็นเกณฑ์ของกฎหมายบริษัทมหาชน เช่น พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 89/18 ซึ่งให้ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นและมีสิทธิออกเสียงนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมด เมื่อได้แจ้งเป็นหนังสือแล้วและบริษัทไม่ดำเนินการภายในหนึ่งเดือน ฟ้องเรียกให้กรรมการส่งคืนประโยชน์ที่กรรมการ ผู้บริหาร หรือบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องได้ไปโดยมิชอบแทนบริษัทตามความหมายของมาตรา 89/1 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงไม่ใช้กับบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) (2) ความรับผิดส่วนตัวในผลแห่งละเมิด (Personal Liability in Tort): หากกรรมการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ กระทำหรือสั่งการให้กระทำโดยผิดกฎหมายต่อบุคคลอื่นจนเขาเสียหาย (เช่น สั่งผลิตสินค้าผิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิบัตร ละเมิดสิ่งแวดล้อม หรือโกงเจ้าหนี้) กรรมการต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 (ส่วนบริษัทต้องรับผิดต่อผู้เสียหายเพื่อการกระทำตามหน้าที่ของกรรมการตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง โดยไม่สูญเสียสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่กรรมการ หากเป็นการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ของบริษัท กรรมการที่เห็นชอบหรือเป็นผู้กระทำต้องร่วมกันรับผิดตามมาตรา 76 วรรคสอง และผู้ที่ร่วมกันทำละเมิดต้องร่วมกันรับผิดตามมาตรา 432) และ (3) หลักการทะลุฉากบังหน้าบริษัท (Piercing the Corporate Veil): กฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติทั่วไปให้ข้ามความเป็นนิติบุคคล เจ้าหนี้จึงมักใช้กลไกตามตัวบท เช่น ขอเพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้ทำโดยรู้ว่าเจ้าหนี้จะเสียเปรียบ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่รู้ต้นเหตุ และไม่เกินสิบปีนับแต่ทำนิติกรรม ตามมาตรา 240) หรือฟ้องกรรมการในฐานะผู้ทำละเมิดเอง (มาตรา 420) นอกจากกลไกทั้งสามนี้ กรรมการที่ลงนามค้ำประกันหนี้ของบริษัทยังต้องรับผิดในหนี้นั้นเป็นการส่วนตัวตามสัญญาค้ำประกันที่ตนทำไว้ (ดูหัวข้อย่อยกรรมการผู้ลงนามค้ำประกันหนี้ของบริษัทและการฟ้องล้มละลายผู้ค้ำประกัน)

สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง

  1. เหตุการณ์: กรรมการผู้มีอำนาจและผู้ถือหุ้นใหญ่ร้อยละ 90 ของบริษัท A จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้าง สั่งซื้อเหล็กเส้นมูลค่า 35 ล้านบาทจากผู้ขายสินค้ารายหนึ่ง โดยรู้อยู่แล้วว่าบริษัทขาดทุนสะสมและไม่มีเงินจ่าย ต่อมาเมื่อขายเหล็กได้เงินสด กรรมการกลับโอนเงินสด 30 ล้านบาทเข้าบัญชีส่วนตัวของตนเองและคนในครอบครัว แล้วปล่อยให้บริษัทถูกฟ้องล้มละลาย
  2. ความเข้าใจผิด: กรรมการเชื่อมั่นในหลักการ "บริษัทจำกัด หนี้สินเป็นของบริษัท กรรมการไม่ต้องรับผิดเกินกว่าค่าหุ้นที่ยังส่งไม่ครบ"
  3. จุดพลิก (ตัวอย่างสมมติเพื่อการเรียนรู้): เจ้าหนี้ฟ้องทั้งบริษัทและกรรมการเป็นจำเลยร่วม ศาลอาจวินิจฉัยว่ากรรมการต้องรับผิดเป็นส่วนตัวฐานละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และเจ้าหนี้อาจขอเพิกถอนการโอนเงินตามมาตรา 237 เพื่อให้เงินที่โอนออกไปกลับคืนสู่ทรัพย์สินของบริษัท (หากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทแล้ว การร้องขอเพิกถอนให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 113) ส่วนการบังคับคดีเหนือทรัพย์สินส่วนตัวของกรรมการ เช่น ที่ดินและบ้านพัก ทำได้ตามคำพิพากษาที่ให้กรรมการรับผิดฐานละเมิด และเพียงเท่าค่าสินไหมทดแทนที่ศาลกำหนด ซึ่งมิได้เท่ากับหนี้ 35 ล้านบาทของบริษัทโดยอัตโนมัติ ส่วนความรับผิดทางอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ขึ้นกับว่าพิสูจน์องค์ประกอบของความผิดได้ครบหรือไม่ โดยเฉพาะว่ากรรมการโอนเงินนั้นเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของบริษัทซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลได้รับชำระหนี้ (ดูหัวข้อย่อยฉ้อโกงกับโกงเจ้าหนี้)
  4. สิ่งที่ได้จากบทความ: ขอบเขต Duty of Care & Loyalty ตามกฎหมายไทย, ขั้นตอนการฟ้อง Derivative Action ของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย, กลไกตามตัวบทที่เจ้าหนี้ใช้เมื่อต้องการให้กรรมการรับผิดเป็นส่วนตัว, ความรับผิดส่วนตัวของกรรมการผู้ลงนามค้ำประกันหนี้ของบริษัท, การวางระบบคุ้มครองกรรมการด้วย D&O Insurance, และ Checklist 10 จุดตรวจความเสี่ยงกรรมการ

หลักการความเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 บัญญัติว่า บริษัทจำกัดที่จดทะเบียนแล้ว ย่อมเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ถือหุ้นทั้งหลาย แต่ในทางปฏิบัติ ความเป็นนิติบุคคลถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการค้าโดยสุจริต มิใช่เป็น "เกราะคุ้มครองมิจฉาชีพ" กฎหมายจึงกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการไว้อย่างเข้มงวดในฐานะตัวแทนของบริษัท

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

Claim IDข้อความทางกฎหมายที่ยืนยันฐานกฎหมายปฐมภูมิตำแหน่งในแหล่งสถานะ
C-SHARE-10-01ความเกี่ยวพันกันในระหว่างกรรมการและบริษัทและบุคคลภายนอก ให้บังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนป.พ.พ. มาตรา 1167ลักษณะ 22 หมวด 4 บริษัทจำกัด ส่วนที่ 3 วิธีจัดการบริษัทจำกัดตรวจตรงตัวบท — LAS Audit
C-SHARE-10-02กรรมการต้องใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง และต้องรับผิดชอบร่วมกันในการใช้เงินค่าหุ้นจริง การจัดให้มีและรักษาสมุดบัญชีและเอกสาร การแจกเงินปันผลหรือดอกเบี้ยให้ถูกต้อง และการบังคับให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมใหญ่ อีกทั้งห้ามมิให้กรรมการประกอบการค้าขายอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของบริษัท เว้นแต่ได้รับความยินยอมของที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้นป.พ.พ. มาตรา 1168ลักษณะ 22 หมวด 4 บริษัทจำกัด ส่วนที่ 3 วิธีจัดการบริษัทจำกัดแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHARE-10-03หากกรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทนก็ได้ หรือถ้าบริษัทไม่ยอมฟ้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่งลักษณะ 22 หมวด 4 บริษัทจำกัด ส่วนที่ 3 วิธีจัดการบริษัทจำกัดตรวจตรงตัวบท — LAS Audit
C-SHARE-10-04ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ผู้นั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนป.พ.พ. มาตรา 420ลักษณะ 5 ละเมิดตรวจตรงตัวบท — LAS Audit
C-SHARE-10-05กฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติทั่วไปให้ข้ามความเป็นนิติบุคคล เจ้าหนี้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้ทำทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบได้ (มาตรา 237) โดยห้ามฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่เจ้าหนี้รู้ต้นเหตุ หรือพ้นสิบปีนับแต่ทำนิติกรรม (มาตรา 240) และกรรมการที่ทำละเมิดต่อเจ้าหนี้ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว (มาตรา 420)ป.พ.พ. มาตรา 237 มาตรา 240 และมาตรา 420ลักษณะ 1 หมวด 2 ผลแห่งหนี้ ส่วนที่ 4 เพิกถอนการฉ้อฉล และลักษณะ 5 ละเมิดแก้ไขแล้ว — LAS Audit

หน้าที่ไว้วางใจของกรรมการ Fiduciary Duties

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1168 กรรมการมีหน้าที่ผูกพัน 2 ประการหลัก:

  1. Duty of Care (หน้าที่ใช้ความระมัดระวัง): ต้องใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง (Prudent Businessperson Standard) และต้องรับผิดชอบร่วมกันในการใช้เงินค่าหุ้นจริง การจัดให้มีและรักษาสมุดบัญชีและเอกสาร การแจกเงินปันผลหรือดอกเบี้ยให้ถูกต้อง และการบังคับให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมใหญ่ (มาตรา 1168) ส่วนหลักที่ถือว่ากรรมการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังเมื่อพิสูจน์ได้ว่าตัดสินใจโดยสุจริต สมเหตุสมผล บนข้อมูลที่เชื่อโดยสุจริตว่าเพียงพอ และไม่มีส่วนได้เสีย (Business Judgment Rule) ปรากฏในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 89/8 สำหรับบริษัทตามมาตรา 89/1 เท่านั้น และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 มิได้บัญญัติหลักนี้ไว้สำหรับบริษัทจำกัดทั่วไป
  2. Duty of Loyalty (หน้าที่ซื่อสัตย์สุจริต): ห้ามกรรมการประกอบการค้าขายอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและแข่งขันกับบริษัท ไม่ว่าเพื่อประโยชน์ตนหรือผู้อื่น หรือไปเข้าหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดในห้างค้าขายอื่นที่แข่งขัน เว้นแต่ได้รับความยินยอมของที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น (มาตรา 1168)

การทะลุฉากบังหน้าบริษัทและกลไกตามตัวบท Piercing the Corporate Veil

กฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติทั่วไปให้ข้ามความเป็นนิติบุคคล เจ้าหนี้จึงมักใช้กลไกตามตัวบท เช่น ขอเพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้ทำโดยรู้ว่าเจ้าหนี้จะเสียเปรียบ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่รู้ต้นเหตุ และไม่เกินสิบปีนับแต่ทำนิติกรรม ตามมาตรา 240) หรือฟ้องกรรมการในฐานะผู้ทำละเมิดเอง (มาตรา 420) พฤติการณ์ที่เจ้าหนี้มักยกขึ้นอ้างเพื่อให้กรรมการรับผิดเป็นส่วนตัวมี 4 กรณีตามตารางต่อไปนี้ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]

พฤติการณ์ที่เจ้าหนี้มักยกขึ้นอ้างลักษณะการกระทำผลทางกฎหมายต่อกรรมการ
1. การฉ้อฉลเจ้าหนี้ (Fraud / Evasion of Obligations)ตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อหลบเลี่ยงหนี้ หรือโอนทรัพย์สินหนีหนี้ไปยังบริษัทอื่นในเครือเจ้าหนี้อาจขอให้ศาลเพิกถอนการโอนทรัพย์สินที่ลูกหนี้ทำทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ (มาตรา 237 และมาตรา 240) และฟ้องกรรมการเป็นส่วนตัวฐานละเมิด (มาตรา 420) [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
2. การปะปนทรัพย์สิน (Alter Ego / Commingling)ใช้บัญชีธนาคารบริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัว ไม่มีการทำบัญชีแยกขาดชัดเจนเจ้าหนี้อาจยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นอ้างเพื่อให้กรรมการรับผิดเป็นส่วนตัว แต่เนื่องจากกฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติทั่วไปให้ข้ามความเป็นนิติบุคคล ผลว่ากรรมการต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมดจึงยังไม่มีตัวบทรองรับ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
3. ทุนจดทะเบียนไม่เพียงพออย่างร้ายแรง (Gross Undercapitalization)ทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงมากแต่ใส่ทุนเพียงหลักหมื่นบาทเพื่อผลักความเสี่ยงให้เจ้าหนี้เจ้าหนี้อาจยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นอ้างว่าไม่มีเจตนาจัดตั้งบริษัทอย่างแท้จริง แต่ผลดังกล่าวยังไม่มีตัวบททั่วไปรองรับ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
4. นอมินีเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย (Sham Transactions)การให้คนไทยหรือนิติบุคคลถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (หมายเหตุ: เป็นคนละกลไกกับการทะลุฉากบังหน้าบริษัท)มีโทษตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36 คือจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งให้เลิกการถือหุ้นนั้นเสีย ทั้งนี้ นิติกรรมอาจตกเป็นโมฆะตามหลักทั่วไป (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150) [ต้องยืนยันมาตรา: ผลของนิติกรรม]
LAS Practice Note — การบริหารความเสี่ยงด้วย D&O Insurance และ Indemnification Agreement

เพื่อปกป้องกรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตจากการถูกฟ้องร้อง บริษัทควรจัดทำ 2 เครื่องมือสำคัญ:

(1) Deed of Indemnity: สัญญาที่บริษัทตกลงจะชดใช้ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี ค่าทนายความ และค่าเสียหายให้แก่กรรมการ สำหรับคดีความที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต (เว้นแต่เป็นการทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง) ทั้งนี้ ข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นความรับผิดของกรรมการต่อบริษัทเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของกรรมการเองเป็นโมฆะ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373) และควรให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติเมื่อเกี่ยวกับความรับผิดต่อบริษัท [ต้องยืนยันมาตรา]

(2) D&O Liability Insurance: กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ เพื่อให้บริษัทประกันเป็นผู้จ่ายค่าชดเชยและค่าต่อสู้คดีแทน

กรรมการผู้ลงนามค้ำประกันหนี้ของบริษัทและการฟ้องล้มละลายผู้ค้ำประกัน

สมมติว่า A กรรมการของบริษัท B จำกัด ลงนามค้ำประกันสินเชื่อที่ธนาคาร C ให้แก่บริษัท B หนี้ค้ำประกันนี้เป็นหนี้ส่วนตัวของ A ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 สัญญาค้ำประกันต้องระบุหนี้หรือสัญญาที่ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้ง และ A รับผิดเฉพาะหนี้หรือสัญญาที่ระบุไว้เท่านั้น หากเป็นการค้ำประกันหนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไข ยังต้องระบุวัตถุประสงค์ในการก่อหนี้ ลักษณะของมูลหนี้ จำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกัน และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกัน เว้นแต่การค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวตามมาตรา 699 จะไม่ระบุระยะเวลาก็ได้ ข้อตกลงที่ให้ A ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดารับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ (มาตรา 681/1)

เมื่อบริษัท B ผิดนัด C ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยัง A ภายในหกสิบวันนับแต่วันผิดนัด และจะเรียกให้ A ชำระหนี้ก่อนหนังสือบอกกล่าวไปถึงมิได้ (มาตรา 686) หลังหนังสือบอกกล่าวไปถึง C ฟ้อง A ได้แม้ยังมิได้ฟ้องบริษัท B แต่ A ขอให้เรียกบริษัท B ชำระก่อนได้ เว้นแต่บริษัท B ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว หรือไม่ปรากฏว่าไปอยู่แห่งใดในพระราชอาณาเขต (มาตรา 688) และหาก A พิสูจน์ได้ว่าบริษัท B มีทางที่จะชำระหนี้ได้และการบังคับชำระหนี้ไม่เป็นการยาก C ต้องบังคับเอาจากทรัพย์สินของบริษัท B ก่อน (มาตรา 689)

เจ้าหนี้จะฟ้อง A ให้ล้มละลายโดยอาศัยหนี้ค้ำประกันหรือหนี้ส่วนตัวอื่นได้ก็ต่อเมื่อ A มีหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท และหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน (พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9)

ฉ้อโกงกับโกงเจ้าหนี้เมื่อกรรมการก่อหนี้โดยรู้ว่าบริษัทไม่อาจชำระหนี้ได้

กรรมการที่สั่งซื้อสินค้าหรือกู้ยืมเงินในนามบริษัททั้งที่รู้ว่าบริษัทไม่อาจชำระหนี้ได้ อาจรับผิดเป็นการส่วนตัวฐานละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และหากได้ทรัพย์สินไปโดยทุจริตด้วยการหลอกลวง โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง อาจมีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ส่วนความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา 350 ต้องเป็นการย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์ไปให้แก่ผู้อื่น หรือแกล้งให้ตนเองเป็นหนี้อันไม่เป็นความจริง เพื่อมิให้เจ้าหนี้ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลได้รับชำระหนี้ การก่อหนี้ที่มีอยู่จริงหรือภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวของบริษัทเพียงลำพังจึงมิใช่ความผิดตามมาตรา 350

พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 40 ยังบัญญัติความผิดเฉพาะของผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทจำกัด ซึ่งย้าย ซ่อน หรือโอนทรัพย์สินของบริษัทให้แก่ผู้อื่น หรือแกล้งให้บริษัทเป็นหนี้ซึ่งไม่เป็นความจริง โดยรู้ว่าเจ้าหนี้ของบริษัทใช้หรือน่าจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล เพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้

ข้อต่อสู้ของกรรมการกับเจ้าหนี้ Devil's Advocate

ข้อกล่าวหาของเจ้าหนี้ / ผู้ถือหุ้นข้อต่อสู้ของกรรมการตามกฎหมายไทยหลักฐานที่ชี้ขาด
การลงทุนล้มเหลวทำให้บริษัทเสียหาย กรรมการต้องชดใช้เงินตามมาตรา 1168กรรมการตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่รอบคอบและผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ จึงมิได้ประมาทเลินเล่อและได้ใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวังตามมาตรา 1168 (หลักที่ถือว่ากรรมการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังเมื่อพิสูจน์ได้ว่าตัดสินใจโดยสุจริต สมเหตุสมผล บนข้อมูลที่เชื่อโดยสุจริตว่าเพียงพอ และไม่มีส่วนได้เสีย หรือ Business Judgment Rule ปรากฏในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 89/8 สำหรับบริษัทตามมาตรา 89/1 เท่านั้น)รายงานการศึกษาความเป็นไปได้และบันทึกการประชุมคณะกรรมการ
กรรมการเปิดบริษัทใหม่ทำธุรกิจแข่งขัน ขัดต่อหน้าที่ Duty of Loyaltyที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้รับทราบและมีมติยินยอมให้กรรมการประกอบธุรกิจนั้นได้ตามมาตรา 1168 วรรคสามรายงานการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นที่มีมติอนุมัติ
เจ้าหนี้ขอให้ยึดบ้านกรรมการมาชำระหนี้บริษัทบริษัทมีสภาพนิติบุคคลแยกต่างหาก มีทรัพย์สินและระบบบัญชีที่ถูกต้อง ไม่มีพฤติการณ์ฉ้อฉลหรือปะปนทรัพย์สิน (ข้อต่อสู้นี้ใช้ไม่ได้กับหนี้ที่กรรมการลงนามค้ำประกันไว้เป็นการส่วนตัว ดูหัวข้อย่อยกรรมการผู้ลงนามค้ำประกันหนี้ของบริษัท)งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดย CPA และรายการเดินบัญชีที่แยกกัน

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

ข้อเท็จจริงสมมติ: คณะกรรมการของบริษัท A จำกัด ซึ่งประกอบกิจการผลิตเคมีภัณฑ์ อนุมัติให้ปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำเพื่อลดต้นทุนบำบัดน้ำเสีย 5 ล้านบาท ส่งผลให้ชาวบ้านและฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับความเสียหาย 40 ล้านบาท

การดำเนินคดี: (1) ชาวบ้านฟ้องบริษัทในฐานะนิติบุคคล และฟ้องกรรมการผู้จัดการเป็นจำเลยร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 420, (2) ศาลพิพากษาว่า แม้บริษัทจะเป็นผู้ปล่อยน้ำเสีย แต่เกิดจากการสั่งการโดยจงใจของกรรมการผู้จัดการ กรรมการจึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 40 ล้านบาทร่วมกับบริษัทอย่างลูกหนี้ร่วม, (3) ต่อมาเมื่อบริษัทไม่ยอมฟ้องกรรมการผู้จัดการ ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยรายหนึ่งซึ่งถือหุ้นร้อยละ 7 จึงใช้สิทธิ Derivative Action ตามมาตรา 1169 ซึ่งมิได้กำหนดสัดส่วนหุ้นขั้นต่ำ ฟ้องไล่เบี้ยเอากับกรรมการผู้จัดการให้นำเงิน 40 ล้านบาทมาชดใช้คืนให้แก่บริษัท

Checklist 10 จุดตรวจความปลอดภัยทางกฎหมายของกรรมการ

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

ผู้ถือหุ้นต้องถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์จึงจะฟ้องกรรมการแทนบริษัทได้?
คำตอบ: ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง กฎหมายไม่ได้จำกัดสัดส่วนขั้นต่ำไว้ ผู้ถือหุ้นแม้เพียงคนเดียว (ถือเพียง 1 หุ้น) ก็มีสิทธิฟ้องร้องกรรมการแทนบริษัทได้ หากบริษัทไม่ยอมฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทน นอกจากนี้ เจ้าหนี้ของบริษัทเรียกร้องสิทธิเช่นเดียวกันได้เท่าที่ยังคงมีสิทธิเรียกร้องแก่บริษัทอยู่ (มาตรา 1169 วรรคสอง)
ที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามารถลงมติ "ยกโทษ" หรือปลดเปลื้องความรับผิดให้แก่กรรมการได้หรือไม่?
คำตอบ: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1170 เมื่อการที่กรรมการทำไปได้รับอนุมัติของที่ประชุมใหญ่แล้ว กรรมการไม่ต้องรับผิดในการนั้นต่อผู้ถือหุ้นซึ่งให้อนุมัติหรือต่อบริษัทอีกต่อไป ส่วนผู้ถือหุ้นซึ่งมิได้ให้อนุมัติห้ามฟ้องเมื่อพ้นหกเดือนนับแต่วันที่ประชุมใหญ่ให้อนุมัติ ทั้งนี้ มาตรา 1170 กล่าวถึงเฉพาะความรับผิดต่อผู้ถือหุ้นซึ่งให้อนุมัติและต่อบริษัท จึงไม่ตัดสิทธิของบุคคลภายนอกหรือเจ้าหนี้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงที่จะฟ้องกรรมการฐานละเมิด (มาตรา 420) ส่วนผลของการอนุมัติต่อสิทธิของเจ้าหนี้ที่เรียกร้องแทนบริษัทตามมาตรา 1169 วรรคสอง และต่อกรณีทุจริต ยังต้องตรวจสอบ [ต้องยืนยันมาตรา]
กรรมการที่ไม่ได้ลงนามในสัญญา (Non-Executive Director) ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่?
คำตอบ: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 กำหนดให้กรรมการรับผิดชอบร่วมกันในการใช้เงินค่าหุ้น การจัดให้มีและรักษาสมุดบัญชีและเอกสาร การแจกเงินปันผลหรือดอกเบี้ย และการบังคับให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมใหญ่ ส่วนความรับผิดของกรรมการแต่ละคนต่อการกระทำของคณะกรรมการขึ้นกับข้อเท็จจริงและหลักว่าด้วยละเมิดหรือตัวแทน (มาตรา 420 และมาตรา 1167) การคัดค้านพร้อมบันทึกไว้ในรายงานการประชุมเป็นพยานหลักฐานที่ควรทำ แต่มิใช่ข้อยกเว้นความรับผิดที่ตัวบทบัญญัติไว้
กรมธรรม์ D&O Insurance คุ้มครองความรับผิดกรณีใดบ้าง?
คำตอบ: ขอบเขตความคุ้มครองเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อยกเว้นในกรมธรรม์แต่ละฉบับ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ