1. บทนำ
สถานการณ์ที่พบได้บ่อยครั้งในวงการธุรกิจไทย คือ การที่บุคคลหนึ่งถูกขอร้องจากเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จัก ให้ "ช่วยลงชื่อ" เป็นกรรมการบริษัท โดยผู้ถูกขอร้องมักเข้าใจว่าเป็นเพียงการ "ยืมชื่อ" ไม่ต้องทำงานจริง ไม่มีความเสี่ยงใด ๆ
ความเข้าใจดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างร้ายแรง เพราะตามกฎหมายไทย กรรมการบริษัทมีหน้าที่ตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง ไม่ว่าจะได้เข้าไปบริหารจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ความรับผิดในแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับการฝ่าฝืนหน้าที่และองค์ประกอบที่กฎหมายแต่ละฉบับกำหนด
บทความฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์ขอบเขตความรับผิดทางกฎหมายของ "กรรมการแค่ชื่อ" ทั้งในทางแพ่ง อาญา และภาษีอากร เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงความเสี่ยงก่อนตัดสินใจรับตำแหน่ง
2. กรอบกฎหมาย: หน้าที่ของกรรมการบริษัทจำกัด
2.1 หน้าที่ความระมัดระวัง (Duty of Care)
"ในอันที่จะประกอบกิจการของบริษัทนั้น กรรมการต้องใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง ว่าโดยเฉพาะ กรรมการต้องรับผิดชอบร่วมกันในประการต่าง ๆ ดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
(1) การใช้เงินค่าหุ้นนั้น ได้ใช้กันจริง
(2) จัดให้มีและรักษาไว้ให้เรียบร้อย ซึ่งบรรดาสมุดบัญชีและเอกสารที่กฎหมายกำหนดไว้
(3) การแจกเงินปันผลหรือดอกเบี้ยให้เป็นไปโดยถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้
(4) บังคับการให้เป็นไปโดยถูกต้องตามมติของที่ประชุมใหญ่" ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 วรรคหนึ่ง
2.2 การแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการ
"อันผู้เป็นกรรมการนั้น เฉพาะแต่ที่ประชุมใหญ่เท่านั้นอาจจะตั้ง หรือถอนได้" ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1151
กรรมการที่ประสงค์จะลาออกต้องยื่นใบลาออกต่อบริษัท การลาออกมีผลนับแต่วันที่ใบลาออกไปถึงบริษัท (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1153/1) แม้บริษัทยังมิได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ชื่อของกรรมการผู้นั้นอาจยังปรากฏในทะเบียน ซึ่งทำให้บุคคลภายนอกผู้สุจริตอาจเข้าใจว่ายังเป็นกรรมการอยู่ จึงควรแจ้งนายทะเบียนและเก็บหลักฐานการส่งใบลาออกไว้ ความรับผิดสำหรับการกระทำที่เกิดก่อนการลาออกมีผลยังคงอยู่
2.3 ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก
"ความเกี่ยวพันกันในระหว่างกรรมการและบริษัทและบุคคลภายนอกนั้น ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยตัวแทน" ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167
กรรมการจึงมีสถานะเป็นตัวแทนของบริษัท การกระทำภายในขอบอำนาจย่อมผูกพันบริษัท (ป.พ.พ. มาตรา 820) หากกรรมการกระทำโดยปราศจากอำนาจหรือนอกขอบอำนาจและบริษัทไม่ให้สัตยาบัน กรรมการต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเป็นการส่วนตัว (ป.พ.พ. มาตรา 823) และหากกรรมการกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก ย่อมต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420
3. สถานการณ์สมมติและการวิเคราะห์
"เพื่อน" ชวน "เรา" ให้ช่วยลงชื่อเป็นกรรมการบริษัทที่เพื่อนกำลังจะจดทะเบียนตั้งใหม่ โดยบอกว่า "ลงชื่อแค่นี้เอง ไม่ต้องทำอะไร เพราะต้องมีกรรมการอย่างน้อย 1 คน" เราตกลงเซ็นเอกสาร โดยไม่ได้อ่านรายละเอียด
ผ่านไป 2 ปี บริษัทไม่ยื่นงบการเงิน ไม่จ่ายภาษี มีหนี้สินพอกพูน เราเริ่มได้รับหมายเรียกจากสรรพากร หนังสือทวงหนี้จากเจ้าหนี้ และแม้กระทั่งหมายเรียกจากศาล
3.1 ความรับผิดทางแพ่ง
| ประเด็น | หลักกฎหมาย | ผล |
|---|---|---|
| ไม่จัดให้มีและรักษาสมุดบัญชีและเอกสารที่กฎหมายกำหนด (ส่วนการยื่นงบการเงินเป็นหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 11) | ป.พ.พ. มาตรา 1168 (2) | กรรมการรับผิดชอบร่วมกัน |
| จ่ายเงินปันผลโดยไม่ชอบ | ป.พ.พ. มาตรา 1168 (3) | กรรมการต้องรับผิดชอบร่วมกันให้การแจกเงินปันผลเป็นไปโดยถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด (ป.พ.พ. มาตรา 1168 (3)) หากการจ่ายเงินปันผลโดยมิชอบทำให้บริษัทเสียหาย บริษัทฟ้องเรียกสินไหมทดแทนจากกรรมการได้ และในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดฟ้องคดีนั้นได้ (ป.พ.พ. มาตรา 1169) ส่วนเงินปันผลที่จ่ายโดยฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1201 หรือมาตรา 1202 เจ้าหนี้ของบริษัทเรียกให้คืนมายังบริษัทได้ เว้นแต่ผู้ถือหุ้นที่ได้รับไว้โดยสุจริต (ป.พ.พ. มาตรา 1203) |
| ทำนิติกรรมเกินขอบอำนาจ | ป.พ.พ. มาตรา 1167 ประกอบมาตรา 823 | หากบริษัทไม่ให้สัตยาบัน กรรมการรับผิดต่อบุคคลภายนอกเป็นการส่วนตัว เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าบุคคลภายนอกรู้อยู่ว่ากรรมการทำการโดยปราศจากอำนาจหรือนอกขอบอำนาจ |
| กรรมการทำให้บริษัทเสียหาย | ป.พ.พ. มาตรา 1169 | บริษัทฟ้องเรียกสินไหมทดแทนจากกรรมการได้ หากบริษัทไม่ยอมฟ้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดฟ้องแทนได้ (Derivative Action) และเจ้าหนี้ของบริษัทเรียกบังคับได้เท่าที่ยังคงสิทธิเรียกร้องแก่บริษัทอยู่ |
3.2 ความรับผิดทางอาญา
นอกจากความรับผิดทางแพ่งแล้ว กรรมการยังอาจมีความผิดทางอาญาตามกฎหมายพิเศษหลายฉบับ:
| กฎหมาย | ความผิด | โทษ |
|---|---|---|
| พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 | ผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานกระทำหรือยินยอมให้กระทำการทำลาย ปลอม หรือลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของบริษัท เพื่อลวงให้บริษัทหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ | จำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
| พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 (ความผิดทางพินัย มิใช่ความผิดอาญา) | ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี (บริษัท) ไม่จัดให้มีการทำบัญชีตาม พ.ร.บ.การบัญชี มาตรา 8 หรือมาตรา 9 ไม่จัดให้มีผู้ทำบัญชีตาม พ.ร.บ.การบัญชี มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไม่ยื่นงบการเงินตาม พ.ร.บ.การบัญชี มาตรา 11 วรรคหนึ่ง |
ปรับไม่เกินสามหมื่นบาทและปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง (พ.ร.บ.การบัญชี มาตรา 28) ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท (พ.ร.บ.การบัญชี มาตรา 29) ปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท (พ.ร.บ.การบัญชี มาตรา 30) ความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียวเหล่านี้เปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยแล้วตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 39 (พระราชบัญญัติการบัญชีอยู่ในบัญชี 1 ลำดับที่ 16 ท้ายพระราชบัญญัตินั้น) อัตราข้างต้นจึงเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัย มิใช่โทษอาญา |
| ประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ทวิ | โดยเจตนาไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร | จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
| ประมวลรัษฎากร มาตรา 90 และมาตรา 35 | ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่กำหนด (ประมวลรัษฎากร มาตรา 90) และไม่ยื่นรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกำหนด เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย (ประมวลรัษฎากร มาตรา 35 ประกอบมาตรา 69) | ปรับไม่เกินสองพันบาท |
| พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 96 และมาตรา 97 | นายจ้างโดยเจตนาไม่ยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนภายในสามสิบวัน (พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 ประกอบมาตรา 96) หรือยื่นแบบรายการเป็นเท็จ หรือไม่ยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบภายในกำหนดเวลา (พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 97) | จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการไม่นำส่งเงินสมทบภายในกำหนดต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสองต่อเดือน (พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 49) |
3.3 ความรับผิดทางภาษีอากร
กรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บภาษีค้างจ่ายจากบริษัท การค้างชำระภาษีเพียงอย่างเดียวไม่เป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 หรือมาตรา 37 ทวิ ซึ่งต้องมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ผู้ใดมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีด้วยการแจ้งข้อความเท็จหรือไม่ยื่นรายการอาจต้องรับโทษตามบทบัญญัติดังกล่าว และเมื่อนิติบุคคลกระทำความผิดในหมวดภาษีมูลค่าเพิ่ม กรรมการหรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานต้องรับโทษด้วย หากความผิดเกิดจากการสั่งการ การกระทำ หรือการละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการทั้งที่มีหน้าที่ (ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5) บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องมีดังนี้
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 37: ผู้ใดโดยเจตนาแจ้งข้อความเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ทวิ: ผู้ใดโดยเจตนาไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ: ผู้ไม่เสียหรือไม่นำส่งภาษีภายในกำหนดต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง แต่ไม่เกินจำนวนภาษีนั้น (ประมวลรัษฎากร มาตรา 27) และในการประเมินต้องเสียเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของภาษีที่ต้องชำระอีกด้วย (ประมวลรัษฎากร มาตรา 22)
4. "ไม่รู้เรื่อง" เป็นข้อแก้ตัวได้หรือไม่?
การอ้างว่าไม่รู้เรื่องหรือไม่ได้บริหารไม่ทำให้กรรมการพ้นจากหน้าที่ใช้ความระมัดระวังตาม ป.พ.พ. มาตรา 1168 แต่ความรับผิดต่อบริษัทต้องพิสูจน์การฝ่าฝืนหน้าที่และความเสียหาย และความรับผิดทางอาญาในกฎหมายเฉพาะขึ้นอยู่กับว่ากรรมการสั่งการ กระทำ หรือละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำทั้งที่มีหน้าที่ ตามบทบัญญัติของกฎหมายแต่ละฉบับ ข้อแก้ตัวที่มักพบมีดังนี้
| ข้อแก้ตัวที่มักใช้ | ทำไมกฎหมายไม่ยอมรับ |
|---|---|
| "ลงชื่อแค่นี้เอง ไม่ได้บริหาร" | ป.พ.พ. มาตรา 1168 กำหนดให้กรรมการ ทุกคน ต้อง "เอื้อเฟื้อสอดส่อง" — ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับกรรมการที่ไม่ได้บริหาร |
| "ไม่เคยลงนามในเอกสารใด ๆ" | ป.พ.พ. มาตรา 1168 (2) กำหนดให้รับผิดชอบ "ร่วมกัน" ในเรื่องบัญชีและเอกสาร — ไม่จำเป็นต้องลงนามด้วยตนเอง |
| "ไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ" | กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าการรับค่าตอบแทนเป็นเงื่อนไขของความรับผิด — หน้าที่ของกรรมการเกิดขึ้นจากการดำรงตำแหน่ง แม้จะมิได้รับค่าตอบแทนก็ตาม |
| "ไม่รู้ว่าบริษัทมีหนี้" | ป.พ.พ. มาตรา 1168 (2) กำหนดให้กรรมการต้อง "จัดให้มีและรักษา" สมุดบัญชี — การไม่รู้ว่าบริษัทมีหนี้อาจแสดงว่ากรรมการละเลยหน้าที่ดังกล่าว และหากการละเลยนั้นทำให้บริษัทเสียหาย บริษัทฟ้องเรียกสินไหมทดแทนจากกรรมการได้ (ป.พ.พ. มาตรา 1169) |
5. ความแตกต่างระหว่างกรรมการและผู้ถือหุ้น
| รายการ | ผู้ถือหุ้น | กรรมการ |
|---|---|---|
| ความรับผิด | จำกัดเพียงเท่าค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ (ป.พ.พ. มาตรา 1096) | รับผิดต่อบริษัทตามความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนหน้าที่ใช้ความระมัดระวังตาม ป.พ.พ. มาตรา 1168 (ไม่จำกัดเพียงมูลค่าหุ้น แต่ไม่ใช่การรับผิดในหนี้ของบริษัทโดยสถานะกรรมการ) |
| ความรับผิดทางอาญา | ไม่มี (เว้นแต่กระทำผิดเอง) | มี เมื่อครบองค์ประกอบตามกฎหมายเฉพาะ เช่น พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 ประมวลรัษฎากร และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 |
| การแต่งตั้ง/ถอดถอน | ซื้อขายหุ้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129 | ที่ประชุมใหญ่เป็นผู้ตั้งหรือถอนกรรมการ (ป.พ.พ. มาตรา 1151) เว้นแต่ตำแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามเวร กรรมการจะเลือกผู้อื่นตั้งขึ้นแทนก็ได้ โดยผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาที่กรรมการผู้ออกไปชอบที่จะอยู่ได้ (ป.พ.พ. มาตรา 1155) |
| หน้าที่ตรวจสอบ | ไม่มีหน้าที่โดยตรง | ต้อง "เอื้อเฟื้อสอดส่อง" ตลอดเวลา |
6. ข้อเสนอเชิงป้องกัน
6.1 สำหรับผู้ที่ถูกขอให้ลงชื่อเป็นกรรมการ
- ปฏิเสธ หากไม่มีเจตนาจะเข้าร่วมบริหารจริง — "ไม่" เป็นคำตอบที่ปลอดภัยที่สุด
- หากจำเป็นต้องรับตำแหน่ง ควรทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร กำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ชัดเจน
- กำหนดเงื่อนไขการลาออกไว้ล่วงหน้า รวมถึงให้ผู้ถือหุ้นจัดหากรรมการทดแทนภายในกำหนด
- ตรวจสอบสถานะบริษัทอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยทุกไตรมาส — ดูงบการเงิน สถานะภาษี ประกันสังคม
- เก็บสำเนาเอกสารทุกอย่างที่ลงนาม — หนังสือรับรอง, หนังสือบริคณห์สนธิ, ข้อบังคับบริษัท
6.2 สำหรับผู้ที่เป็นกรรมการอยู่แล้วและต้องการออก
- ยื่นหนังสือลาออกเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งถึงบริษัทโดยไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ
- ติดตามให้บริษัทนำความไปจดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงกรรมการภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง (ป.พ.พ. มาตรา 1157) หากบริษัทไม่ดำเนินการ กรรมการผู้ลาออกแจ้งการลาออกของตนให้นายทะเบียนทราบได้ (ป.พ.พ. มาตรา 1153/1)
- เก็บหลักฐานการลาออกไว้ทุกช่องทาง (จดหมาย, อีเมล, LINE)
- ตรวจสอบสถานะผ่านเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (datawarehouse.dbd.go.th) ว่าชื่อถูกถอดออกจริง
7. บทสรุป
ตำแหน่งกรรมการบริษัทไม่ใช่เพียง "ชื่อในเอกสาร" แต่เป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมายทั้งทางแพ่ง อาญา และภาษีอากร การอ้างว่าไม่รู้เรื่องหรือไม่ได้บริหารไม่ทำให้กรรมการพ้นจากหน้าที่ใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1168 แต่ความรับผิดต่อบริษัทต้องมีการฝ่าฝืนหน้าที่และความเสียหาย (ป.พ.พ. มาตรา 1169) และความรับผิดทางอาญาในกฎหมายเฉพาะ เช่น พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 101 และประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 เกิดเมื่อความผิดของนิติบุคคลเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการ หรือการละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการทั้งที่มีหน้าที่
"กรรมการไม่ใช่เพียงชื่อในเอกสาร แต่เป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะได้เข้าไปบริหารจริงหรือไม่ก็ตาม และหากฝ่าฝืนหน้าที่อาจต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา"
อ้างอิง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1096 (บริษัทจำกัด — ความรับผิดจำกัดของผู้ถือหุ้น)
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1151 (การแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการ)
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1153/1 (การลาออกของกรรมการ)
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 (กรรมการเป็นตัวแทนของบริษัท)
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 (หน้าที่และความรับผิดร่วมกันของกรรมการ)
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 (ผู้ถือหุ้นฟ้องแทนบริษัท — Derivative Action)
- พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42
- พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 11 มาตรา 19 มาตรา 28 มาตรา 29 และมาตรา 30
- พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 39 และบัญชี 1 ท้ายพระราชบัญญัติ
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 37 และมาตรา 37 ทวิ (ความผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษีอากร)
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 35 ประกอบมาตรา 69 และมาตรา 90 (ความผิดฐานไม่ยื่นรายการ)
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 22 และมาตรา 27 (เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม)
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 (ความรับผิดของกรรมการในความผิดของนิติบุคคล)
- พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 มาตรา 49 มาตรา 96 มาตรา 97 และมาตรา 101
Disclaimer: บทความฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการและให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะรายบุคคล สถานการณ์สมมติที่ใช้ในบทความไม่อ้างอิงถึงบุคคลหรือนิติบุคคลใดเป็นการเฉพาะ ผู้อ่านควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ