- กระบวนการเรียกเก็บเงินค่าหุ้น (ป.พ.พ. มาตรา 1120 ถึงมาตรา 1122): กรรมการต้องส่งคำบอกกล่าวเรียกชำระค่าหุ้นแต่ละคราวด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์ล่วงหน้าไม่ต่ำกว่ายี่สิบเอ็ดวัน (มาตรา 1121) หากผู้ถือหุ้นมิได้ส่งใช้เงินตามวันกำหนด ผู้ถือหุ้นต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่กำหนดให้ส่งใช้จนถึงวันที่ส่งเสร็จ (มาตรา 1122) ในอัตราที่กำหนดไว้โดยข้อบังคับหรือนิติกรรม หากมิได้กำหนดไว้ ต้องพิจารณาว่าจะคิดในอัตราดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดของหนี้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 (อัตราตามมาตรา 7 บวกอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี) หรืออัตราตามมาตรา 7 เพราะมาตรา 1122 มิได้ระบุอัตราไว้ [ต้องยืนยันอัตราตามมาตรา 7 ณ วันคำนวณ]
- เงื่อนไขการริบหุ้น (ป.พ.พ. มาตรา 1123 และมาตรา 1124): หากพ้นกำหนดชำระครั้งแรกและกรรมการประสงค์จะริบหุ้น กรรมการต้องส่งคำบอกกล่าวครั้งที่สอง (Final Warning) ด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์ โดยกำหนดเวลาให้ชำระเงินที่เรียกพร้อมดอกเบี้ยตามสมควรและระบุสถานที่ชำระ และแจ้งในคำบอกกล่าวนั้นว่า ถ้าไม่ใช้เงินตามเรียก หุ้นนั้นอาจจะถูกริบ (มาตรา 1123 ประกอบมาตรา 1124) เมื่อเงินค่าหุ้นที่เรียกกับดอกเบี้ยยังค้างชำระ กรรมการจึงจะมีอำนาจบอกริบหุ้นได้ (การริบหุ้นหรือตัดชื่อออกโดยพลการถือว่ามิชอบด้วยกฎหมาย)
- การขายทอดตลาดและความรับผิด (ป.พ.พ. มาตรา 1125): หุ้นที่ถูกริบต้องนำออกขายทอดตลาดโดยไม่ชักช้า เงินที่ได้ให้นำมาหักค่าหุ้นที่ค้างชำระและดอกเบี้ย หากมีเงินเหลือต้องคืนแก่ผู้ถือหุ้นเดิม ส่วนกรณีที่เงินที่ได้ต่ำกว่าหนี้ที่ค้างอยู่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1125 มิได้บัญญัติเรื่องส่วนที่ขาดไว้ การที่ผู้ถือหุ้นเดิมอาจยังต้องรับผิดชำระเงินค่าหุ้นในส่วนที่ขายทอดตลาดได้ไม่พอจึงเป็นการตีความจากหน้าที่ใช้เงินค่าหุ้นตามมาตรา 1106 ซึ่งบัญญัติให้ผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นผูกพันที่จะใช้เงินค่าหุ้นให้แก่บริษัท และมาตรา 1119 ซึ่งบัญญัติให้หุ้นทุกหุ้นต้องใช้เป็นเงินจนเต็มค่า โดยทั้งสองมาตรามิได้กล่าวถึงกรณีภายหลังการริบหุ้นไว้โดยตรง
สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง
- บริษัทจำกัดหลายแห่งประสบปัญหาผู้ถือหุ้นบางรายไม่ยอมชำระเงินค่าหุ้นส่วนที่เหลือตามที่ตกลงไว้ ทำให้บริษัทขาดกระแสเงินสดในการดำเนินธุรกิจ กรรมการส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าสามารถตัดชื่อผู้ถือหุ้นรายนั้นออกได้ทันทีหรือยึดหุ้นคืนมาเฉย ๆ จุดพลิกผันคือเมื่อผู้ถือหุ้นที่ถูกริบหุ้นฟ้องร้องต่อศาลว่ากระบวนการริบหุ้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย (เช่น ส่งหนังสือแจ้งไม่ครบ 21 วัน หรือไม่ส่งด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์) ซึ่งการริบหุ้นโดยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 1121 ถึงมาตรา 1124 ทำให้กรรมการเสี่ยงต่อการถูกผู้ถือหุ้นเดิมโต้แย้ง แต่ตามมาตรา 1126 ความไม่ถูกต้องของวิธีการริบหุ้นขายหุ้นไม่กระทบสิทธิของผู้ซื้อหุ้นที่ริบ บทความนี้จะช่วยให้กรรมการเข้าใจขั้นตอนที่ถูกต้องเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการฟ้องละเมิดและการเพิกถอนมติ
ภูมิทัศน์กฎหมายการส่งใช้เงินค่าหุ้นและการริบหุ้นในบริษัทจำกัด (ป.พ.พ. มาตรา 1120 ถึงมาตรา 1126)
ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) หุ้นของบริษัทจำกัดต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 บาท และต้องมีการชำระเงินค่าหุ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของมูลค่าหุ้น (ป.พ.พ. มาตรา 1117 และมาตรา 1110) อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัทดำเนินกิจการไปและต้องการเรียกเงินค่าหุ้นส่วนที่เหลือ (Calls) กฎหมายให้เป็นอำนาจของกรรมการในการเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้เงินค่าหุ้นส่วนที่ยังต้องส่งเมื่อใดก็ได้ เว้นแต่ที่ประชุมใหญ่จะได้วินิจฉัยเป็นอย่างอื่น (มาตรา 1120) มาตรา 1120 ถึงมาตรา 1126 จึงเปรียบเสมือน "ธรรมนูญ" ในการจัดการกับผู้ถือหุ้นที่ผิดนัดชำระหนี้ค่าหุ้น เพื่อรักษาสมดุลระหว่างสิทธิในทรัพย์สินของผู้ถือหุ้นและความมั่นคงทางทุนของบริษัท
ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences
- บริษัทขาดสภาพคล่อง: การที่ผู้ถือหุ้นเบี้ยวเงินค่าหุ้นทำให้แผนการลงทุนหรือการชำระหนี้ของบริษัทสะดุด
- กรรมการถูกฟ้องละเมิด: หากกรรมการริบหุ้นโดยไม่ทำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด กรรมการอาจต้องรับผิดต่อผู้ถือหุ้นตามหลักตัวแทนหรือหลักละเมิด [ต้องยืนยันมาตรา]
- ข้อพิพาทการโอนหุ้น: หุ้นที่ยังส่งใช้เงินไม่ครบอาจมีข้อจำกัดในการโอน หรือเกิดข้อพิพาทว่าใครคือผู้ต้องรับผิดในเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน
กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework
| Claim ID | Legal Provision (ป.พ.พ.) | Description / Requirement |
|---|---|---|
| C-SHARE-17-01 | มาตรา 1120 | อำนาจกรรมการในการเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้เงินค่าหุ้นส่วนที่ยังต้องส่งเมื่อใดก็ได้ เว้นแต่ที่ประชุมใหญ่จะได้วินิจฉัยเป็นอย่างอื่น |
| C-SHARE-17-02 | มาตรา 1121 | การเรียกเงินค่าหุ้นแต่ละคราวต้องส่งคำบอกกล่าวด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์ล่วงหน้าไม่ต่ำกว่ายี่สิบเอ็ดวัน |
| C-SHARE-17-03 | มาตรา 1123 | คำบอกกล่าวครั้งที่สองต้องกำหนดเวลาให้ชำระเงินที่เรียกพร้อมดอกเบี้ยตามสมควรและต้องระบุสถานที่ชำระ |
| C-SHARE-17-04 | มาตรา 1124 | สิทธิในการริบหุ้น (Forfeiture) เมื่อพ้นกำหนดเวลาในคำบอกกล่าวเตือน |
| C-SHARE-17-05 | มาตรา 1125 | ขายทอดตลาดหุ้นที่ริบโดยไม่ชักช้า หักใช้ค่าหุ้นที่เรียกกับดอกเบี้ยค้างชำระ และส่งคืนเงินที่เหลือ |
| C-SHARE-17-06 | มาตรา 1126 | ความไม่ถูกต้องของวิธีการริบหุ้นขายหุ้นไม่กระทบสิทธิของผู้ซื้อหุ้นที่ริบ |
4 ขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
กระบวนการต้องดำเนินไปตามลำดับขั้นดังนี้:
- Call Notice (หนังสือเรียกชำระค่าหุ้น): กรรมการเรียกเก็บเงินค่าหุ้น (ควรบันทึกการเรียกชำระค่าหุ้นไว้ในรายงานการประชุมกรรมการเพื่อเป็นหลักฐาน ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติ) และส่งคำบอกกล่าวด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์แจ้งผู้ถือหุ้นล่วงหน้าไม่ต่ำกว่ายี่สิบเอ็ดวัน (มาตรา 1121)
- Default Interest (ดอกเบี้ยค้างชำระ): หากผู้ถือหุ้นผิดนัด ต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่กำหนดให้ส่งใช้จนถึงวันที่ส่งเสร็จ (มาตรา 1122) ในอัตราที่กำหนดไว้โดยข้อบังคับหรือนิติกรรม หากมิได้กำหนดไว้ ต้องพิจารณาว่าจะคิดในอัตราดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดของหนี้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 (อัตราตามมาตรา 7 บวกอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี) หรืออัตราตามมาตรา 7 เพราะมาตรา 1122 มิได้ระบุอัตราไว้ และ LAS ยังมิได้ยืนยันแนวคำพิพากษาในประเด็นนี้
- Final Warning Notice (หนังสือเตือนครั้งสุดท้าย): ส่งคำบอกกล่าวครั้งที่สองด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์ โดยกำหนดเวลาให้ชำระเงินที่เรียกพร้อมดอกเบี้ยตามสมควรและระบุสถานที่ชำระ (มาตรา 1123) และหากกรรมการประสงค์จะริบหุ้นต้องแจ้งในคำบอกกล่าวนั้นว่า ถ้าไม่ใช้เงินตามเรียก หุ้นนั้นอาจจะถูกริบ (มาตรา 1123 ประกอบมาตรา 1124)
- Forfeiture Declaration (การบอกริบหุ้น): เมื่อครบกำหนดในคำบอกกล่าวครั้งที่สองแล้วผู้ถือหุ้นยังเพิกเฉย กรรมการบอกริบหุ้นได้เมื่อใดก็ได้ตราบที่เงินที่เรียกกับดอกเบี้ยยังค้างชำระและคำบอกกล่าวมีข้อแถลงเรื่องการริบ (มาตรา 1124) ทั้งนี้ กรรมการควรบันทึกการเรียกชำระค่าหุ้นและการบอกริบหุ้นไว้ในรายงานการประชุมกรรมการเพื่อเป็นหลักฐาน (แนวปฏิบัติ)
ระเบียบวิธีขายทอดตลาดหุ้นที่ริบ Public Auction Procedures
เมื่อริบหุ้นมาแล้ว หุ้นนั้นจะกลายเป็นทรัพย์สินที่บริษัทต้องจัดการ "โดยไม่ชักช้า" ตามมาตรา 1125 โดยต้องนำออกขายทอดตลาด (Public Auction) เพื่อนำเงินมาชดเชยค่าหุ้นที่ค้างอยู่ การขายทอดตลาดต้องทำโดยเปิดเผยและโปร่งใส เพื่อให้ได้ราคาที่เป็นธรรมที่สุดสำหรับทั้งบริษัทและผู้ถือหุ้นเดิม
สิทธิของผู้ถือหุ้นเดิมต่อเงินส่วนเกิน (Surplus Return) กับหนี้ส่วนขาด Deficit Liability
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1125 บัญญัติให้ขายทอดตลาดหุ้นที่ริบโดยไม่ชักช้า นำเงินที่ได้หักใช้ค่าหุ้นที่เรียกกับดอกเบี้ยค้างชำระ และถ้ามีเงินเหลือต้องส่งคืนแก่ผู้ถือหุ้นนั้น ดังนี้:
- กรณีเงินเหลือ (Surplus): เมื่อหักใช้ค่าหุ้นที่เรียกกับดอกเบี้ยค้างชำระแล้ว หากมีเงินเหลือ บริษัทต้องส่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมที่ถูกริบหุ้นไป
- กรณีเงินขาด (Deficit): หากราคาที่ประมูลได้ไม่คุ้มกับจำนวนเงินที่ค้างชำระและดอกเบี้ย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1125 มิได้บัญญัติเรื่องส่วนที่ขาดไว้ การที่ผู้ถือหุ้นเดิมอาจยังต้องรับผิดชำระเงินค่าหุ้นในส่วนที่ขายทอดตลาดได้ไม่พอจึงเป็นการตีความจากหน้าที่ใช้เงินค่าหุ้นตามมาตรา 1106 ซึ่งบัญญัติให้ผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นผูกพันที่จะใช้เงินค่าหุ้นให้แก่บริษัท และมาตรา 1119 ซึ่งบัญญัติให้หุ้นทุกหุ้นต้องใช้เป็นเงินจนเต็มค่า โดยทั้งสองมาตรามิได้กล่าวถึงกรณีภายหลังการริบหุ้นไว้โดยตรง
LAS Practice Note: กลยุทธ์การร่างหนังสือเรียกค่าหุ้นและหนังสือเตือนริบหุ้น
- ความชัดเจนของระยะเวลา: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลารวมเข้าด้วย และเพื่อความระมัดระวังควรเว้นให้ครบยี่สิบเอ็ดวันเต็มโดยไม่นับทั้งวันที่ส่งและวันครบกำหนด (วันชัดแจ้งหรือ Clear Days)
- หลักฐานการส่ง: ตามมาตรา 1121 ต้องส่งด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์ ทั้งนี้ ควรส่งพร้อมใบตอบรับ (Advice of Receipt) เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในศาล ซึ่งเป็นข้อแนะนำเชิงพยานหลักฐาน มิใช่เงื่อนไขตามตัวบท
- ข้อความเตือน: ในหนังสือเตือนครั้งที่สอง คำบอกกล่าวตามมาตรา 1123 ต้องกำหนดเวลาชำระตามสมควรและระบุสถานที่ชำระ และหากกรรมการประสงค์จะริบหุ้นต้องแจ้งในคำบอกกล่าวนั้นว่า ถ้าไม่ใช้เงินตามเรียก หุ้นนั้นอาจจะถูกริบ (มาตรา 1123 ประกอบมาตรา 1124) หากขาดข้อแถลงเรื่องการริบดังกล่าว กรรมการไม่มีอำนาจบอกริบหุ้นตามมาตรา 1124 และการริบหุ้นโดยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 1121 ถึงมาตรา 1124 ทำให้กรรมการเสี่ยงต่อการถูกผู้ถือหุ้นเดิมโต้แย้ง แต่ตามมาตรา 1126 ความไม่ถูกต้องของวิธีการริบหุ้นขายหุ้นไม่กระทบสิทธิของผู้ซื้อหุ้นที่ริบ
ข้อต่อสู้ของฝ่ายบริษัท/กรรมการกับผู้ถือหุ้นที่ถูกริบหุ้น Devil's Advocate
- ฝ่ายผู้ถือหุ้น: มักอ้างว่าไม่ได้รับหนังสือแจ้ง, กระบวนการส่งไม่ชอบ, หรือระยะเวลาไม่ครบ 21 วัน (ตามมาตรา 1121 ซึ่งบังคับให้ส่งคำบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ต่ำกว่ายี่สิบเอ็ดวันด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์)
- ฝ่ายบริษัท: ต้องพิสูจน์ความสมบูรณ์ของรายงานการประชุมคณะกรรมการ หลักฐานการส่งไปรษณีย์ และความถูกต้องของการคำนวณดอกเบี้ย
ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example
กรณีศึกษา: บริษัท A จำกัด มีทุนจดทะเบียน 40,000,000 บาท (400,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท) ชำระแล้ว 25% (25 บาท)
- เหตุการณ์: กรรมการมีมติเรียกชำระเพิ่มอีก 75% (75 บาทต่อหุ้น)
- ผู้ถือหุ้นราย ก. ถือหุ้น 20% (80,000 หุ้น) ต้องชำระเงิน 6,000,000 บาท แต่เพิกเฉย
- Walkthrough:
- ส่งหนังสือเรียกชำระค่าหุ้นในวันที่ 21 กันยายน กำหนดชำระในวันที่ 13 ตุลาคม (เว้นครบยี่สิบเอ็ดวันเต็มโดยไม่นับทั้งวันที่ส่งและวันครบกำหนด)
- ก. ไม่จ่าย -> ส่งหนังสือเตือนริบหุ้น (15 ตุลาคม) กำหนดจ่ายใหม่ (5 พฤศจิกายน) พร้อมเตือนริบหุ้น
- ก. ยังไม่จ่าย -> กรรมการบอกริบหุ้น (10 พฤศจิกายน)
- ขายทอดตลาดหุ้น 80,000 หุ้น ได้เงิน 5,000,000 บาท
- การคำนวณ: เงินค่าหุ้นที่เรียกและค้างชำระ 6,000,000 บาท + ดอกเบี้ยตามมาตรา 1122 ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคมถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน รวม 28 วัน (สมมติว่าขายทอดตลาดและนำเงินมาหักชำระในวันที่ 10 พฤศจิกายน และข้อบังคับกับนิติกรรมมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้) หากคิดร้อยละ 3 ต่อปีตามมาตรา 7 ประมาณ 13,808 บาท รวมประมาณ 6,013,808 บาท หรือหากคิดร้อยละ 5 ต่อปีตามมาตรา 224 ประมาณ 23,014 บาท รวมประมาณ 6,023,014 บาท (ตัวเลขดอกเบี้ยเป็นข้อสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย [ต้องยืนยันอัตราตามมาตรา 7 ณ วันคำนวณ]) | ขายได้ 5,000,000 บาท | ส่วนที่ขายทอดตลาดได้ไม่พอประมาณ 1,013,808 บาท (หรือประมาณ 1,023,014 บาท หากคิดดอกเบี้ยตามมาตรา 224) ซึ่ง ก. อาจยังต้องรับผิด โดยเป็นการตีความจากหน้าที่ใช้เงินค่าหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1106 และมาตรา 1119 เพราะมาตรา 1125 มิได้บัญญัติเรื่องส่วนที่ขาดไว้
Checklist 10 จุดตรวจกระบวนการเรียกชำระค่าหุ้นและริบหุ้น
- บันทึกการเรียกชำระค่าหุ้น (Call) ไว้ในรายงานการประชุมกรรมการเพื่อเป็นหลักฐาน (แนวปฏิบัติ)
- ระบุจำนวนเงินที่เรียกเก็บต่อหุ้นชัดเจน
- ส่งคำบอกกล่าวด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์ (มาตรา 1121) และควรเก็บใบตอบรับไว้เป็นหลักฐาน (แนวปฏิบัติ)
- ระยะเวลาในจดหมายเรียกครั้งแรกไม่น้อยกว่า 21 วัน
- บันทึกการตัดสินใจส่งหนังสือเตือน (Warning) กรณีผิดนัดไว้ในรายงานการประชุมกรรมการเพื่อเป็นหลักฐาน (แนวปฏิบัติ)
- หนังสือเตือนระบุเงื่อนไข "การริบหุ้น" ชัดเจน
- หนังสือเตือนครั้งหลังกำหนดเวลาชำระตามสมควรและระบุสถานที่ชำระ (มาตรา 1123)
- บันทึกการบอกริบหุ้น (Forfeiture) ไว้ในรายงานการประชุมกรรมการเพื่อเป็นหลักฐาน (แนวปฏิบัติ) หลังครบกำหนด และเมื่อเงินที่เรียกกับดอกเบี้ยยังค้างชำระ (มาตรา 1124)
- ดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่ชักช้า
- แจ้งผลการขาย และส่งคืนเงินที่เหลือแก่ผู้ถือหุ้นเดิม (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1125) หรือพิจารณาเรียกเก็บส่วนที่ขายทอดตลาดได้ไม่พอ ซึ่งเป็นการตีความจากหน้าที่ใช้เงินค่าหุ้นตามมาตรา 1106 และมาตรา 1119 เพราะมาตรา 1125 มิได้บัญญัติเรื่องส่วนที่ขาดไว้
คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions
อ้างอิง — References
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 มาตรา 193/3 มาตรา 1106 มาตรา 1110 มาตรา 1117 มาตรา 1119 มาตรา 1120 มาตรา 1121 มาตรา 1122 มาตรา 1123 มาตรา 1124 มาตรา 1125 และมาตรา 1126
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา — ระบบสืบค้นกฎหมาย (OCS)