LAS C&C
LAS C&C — Contract & Control #09

Force Majeure vs Hardship — เหตุสุดวิสัยกับการเปลี่ยนแปลงพื้นฐาน

"ทำไม่ได้" กับ "ทำได้แต่ลำบากมาก" — กฎหมายให้ผลต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ธันย์ธรณ์เทพ แย้มอุทัย, Ph.D. | 3 เมษายน 2569 | Legal Advance Solution Co., Ltd.

Force Majeure ตามกฎหมายไทยForce Majeure Under Thai Law — ปพพ. ม.8 & ม.219

Force Majeure (เหตุสุดวิสัย) เป็นแนวคิดทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดในยุคที่โลกเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด สงครามการค้า หรือภัยธรรมชาติ กฎหมายไทยได้วางกรอบแนวคิดนี้ไว้ใน 2 มาตราหลักของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ปพพ.) ที่ต้องเข้าใจร่วมกัน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 (บทนิยาม "เหตุสุดวิสัย"):
"คำว่า เหตุสุดวิสัย หมายความว่า เหตุใดๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น"

มาตรา 8 เป็นบทนิยามกลางที่ใช้ทั่วทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ใช่เฉพาะในส่วนหนี้สัญญา ผลทางกฎหมายของการอ้าง Force Majeure จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อนำมาใช้ร่วมกับมาตรา 219 ซึ่งกำหนดผลในส่วนความรับผิดของลูกหนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 (ผลของการพ้นวิสัย):
"ถ้าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบนั้นไซร้ ท่านว่าลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้นั้น"

วรรคสอง: "ถ้าลูกหนี้ได้กระทำการชำระหนี้แล้วบางส่วน ก็ยังคงต้องพ้นวิสัยในส่วนที่เหลือ เว้นแต่จะปรากฏว่าการชำระหนี้บางส่วนนั้นไม่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้"

สาระสำคัญของมาตรา 219 คือการ "หลุดพ้น" (Discharge) ลูกหนี้จากภาระการชำระหนี้ ซึ่งหมายความว่าสัญญาไม่ใช่แค่ถูก "พักไว้" แต่ถูกยุติในส่วนที่พ้นวิสัยนั้นอย่างสิ้นเชิง นี่คือความแตกต่างพื้นฐานที่สำคัญระหว่าง Force Majeure (พ้นวิสัย — สิ้นสุด) กับ Hardship (ยังทำได้ — แต่ขอเจรจาใหม่)

องค์ประกอบ 3 ข้อของ Force Majeure ตามกฎหมายไทย

การอ้าง Force Majeure ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 ต้องพิสูจน์ให้ครบทั้ง 3 องค์ประกอบต่อไปนี้:

องค์ประกอบที่ 1 — Unforeseeable (ไม่อาจคาดเห็นได้)

เหตุการณ์นั้นต้องเป็นเหตุที่บุคคลในฐานะและภาวะเดียวกันไม่อาจคาดเห็นได้ในขณะทำสัญญา คำว่า "ฐานะและภาวะ" (Status and Circumstances) เป็นมาตรฐานเชิงวัตถุ (Objective Standard) ไม่ใช่มุมมองส่วนตัวของลูกหนี้ เช่น ผู้ประกอบการค้าระหว่างประเทศย่อมมี "ฐานะและภาวะ" ที่สูงกว่าบุคคลธรรมดา ทำให้ขอบเขตของ "สิ่งที่คาดเห็นได้" กว้างกว่า

องค์ประกอบที่ 2 — Unavoidable (ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้)

แม้จะทราบล่วงหน้าก็ไม่สามารถป้องกันผลพิบัติได้ กฎหมายใช้คำว่า "ไม่อาจป้องกันได้" ซึ่งหมายถึงทั้งการป้องกันตัวเหตุและการป้องกันผลกระทบ หากลูกหนี้มีทางเลือกอื่นที่สมเหตุสมผลในการปฏิบัติหนี้ไม่ว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้น จะถือว่ายัง "ป้องกันได้" และไม่เข้า Force Majeure

องค์ประกอบที่ 3 — Beyond Control (อยู่นอกเหนือการควบคุม)

ลูกหนี้ต้องไม่มีส่วนก่อให้เกิดเหตุการณ์นั้น หากลูกหนี้ประมาทเลินเล่อหรือกระทำโดยจงใจจนทำให้เกิดเหตุการณ์ที่อ้างว่าเป็น Force Majeure ย่อมอ้างมาตรา 8 ไม่ได้ เช่น บริษัทที่ละเลยการบำรุงรักษาโกดัง จนเกิดไฟไหม้ ไม่อาจอ้าง Force Majeure ได้ แม้ไฟไหม้จะเป็นเหตุการณ์ที่ดูเหมือนอยู่นอกเหนือการควบคุม

⚠ ข้อควรระวัง — Causation ต้องชัดเจน

นอกจาก 3 องค์ประกอบข้างต้น ลูกหนี้ยังต้องพิสูจน์ว่าเหตุ Force Majeure นั้นเป็น "สาเหตุโดยตรง" (Direct Cause) ที่ทำให้ปฏิบัติหนี้ไม่ได้ ไม่ใช่เพียง "ส่งผลกระทบ" (Impact) บางส่วนต่อการปฏิบัติหนี้ ความแตกต่างระหว่าง "ทำไม่ได้เลย" กับ "ทำได้แต่ยากขึ้น" มีผลทางกฎหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิง

Force Majeure vs Hardship vs Frustration — เปรียบเทียบ 3 แนวคิดThree Doctrines Compared

ในทางปฏิบัติของสัญญาธุรกิจ นักกฎหมายและนักธุรกิจมักสับสนระหว่างแนวคิด 3 ประการนี้ แต่ละแนวคิดมีที่มา เงื่อนไข และผลทางกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

เกณฑ์Force MajeureHardshipFrustration
แก่นสาระ การชำระหนี้เป็น "พ้นวิสัย" — ทำไม่ได้โดยสิ้นเชิง การชำระหนี้ยังทำได้ แต่ความสมดุลของสัญญาเปลี่ยนไปอย่างพื้นฐาน วัตถุประสงค์ของสัญญาสูญสลาย แม้การปฏิบัติยังเป็นไปได้
ผลทางกฎหมาย หลุดพ้นจากหนี้ / สัญญาสิ้นสุด เจรจาปรับเงื่อนไขสัญญาใหม่ สัญญาสิ้นสุดอัตโนมัติ (Common Law)
ในกฎหมายไทย มีบัญญัติชัดเจน (ม.8 + ม.219) ไม่มีบัญญัติเฉพาะ — ต้องเขียนในสัญญา ไม่มีบัญญัติ — อาจใช้ ม.150 หรือ ม.369 โดยอนุโลม
มาตรฐานทริกเกอร์ การปฏิบัติหนี้เป็นไปไม่ได้ (Impossibility) ต้นทุนสูงขึ้นหรือมูลค่าลดลงอย่างพื้นฐาน (UNIDROIT Art. 6.2.2) วัตถุประสงค์หลักของสัญญาหมดไป (Purpose Frustrated)
ตัวอย่าง น้ำท่วมทำลายโรงงาน — ผลิตสินค้าไม่ได้เลย ราคาวัตถุดิบพุ่ง 400% แต่ยังผลิตได้ — ต้นทุนทะลุเพดาน งาน Concert ถูกยกเลิกเพราะผู้แสดงเสียชีวิต — จุดประสงค์สูญสลาย
กรอบสากล UNIDROIT Art. 7.1.7, ICC Force Majeure Clause 2020 UNIDROIT Art. 6.2.1-6.2.3 Common Law (English Law, UCC §2-615)
"Force Majeure ปลดปล่อยจากหนี้ Hardship เรียกร้องให้เจรจาใหม่ Frustration ยุติสัญญาเพราะจุดประสงค์หมดสิ้น — สามแนวทางที่ต่างกันสิ้นเชิง"

Hardship ตาม UNIDROIT Principles Art. 6.2.2

แม้กฎหมายไทยจะไม่มีบทบัญญัติ Hardship โดยตรง แต่ UNIDROIT Principles of International Commercial Contracts ซึ่งได้รับการยอมรับในชุมชนนักกฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศกำหนดเงื่อนไข Hardship ไว้ 4 ประการดังนี้:

  1. เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นหรือรู้จักภายหลังการทำสัญญา — หากคู่สัญญารู้ก่อนทำสัญญาแล้ว ถือว่า "รับความเสี่ยง" ไปแล้ว
  2. คู่สัญญาที่เสียเปรียบไม่อาจนึกคาดได้อย่างสมเหตุสมผล ณ เวลาทำสัญญาว่าจะเกิดเหตุการณ์นั้น
  3. เหตุการณ์นั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของคู่สัญญาที่เสียเปรียบ
  4. ความเสี่ยงจากเหตุการณ์นั้นไม่ได้ถูกรับโดยคู่สัญญาฝ่ายนั้น ทั้งโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย

เมื่อครบทั้ง 4 เงื่อนไข UNIDROIT กำหนดให้คู่สัญญาที่เสียเปรียบมีสิทธิ์ขอเจรจาปรับสัญญา (Request Renegotiation) ได้ทันที และหากเจรจาไม่สำเร็จภายในระยะเวลาสมควร ศาลหรืออนุญาโตตุลาการมีอำนาจ (1) ยุติสัญญา ณ วันที่และเงื่อนไขที่เห็นสมควร หรือ (2) ปรับสัญญาเพื่อคืนความสมดุล (Rebalance the Contract) ก็ได้

COVID-19 กับ Force Majeure — แนวทางในไทยCOVID-19 as Force Majeure — Thai Supreme Court Approach

วิกฤต COVID-19 ในปี 2563-2564 เป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ทดสอบขีดจำกัดของ Force Majeure ในสัญญาธุรกิจไทยทุกประเภท ตั้งแต่สัญญาเช่าพื้นที่ค้าปลีก สัญญาก่อสร้าง ไปจนถึงสัญญาจัดงาน Event ต่างๆ

แนวทางศาลไทยต่อ COVID-19 Force Majeure

ศาลไทยโดยทั่วไปพิจารณา COVID-19 เป็น Force Majeure โดยแยกเป็น 2 กรณีหลัก:

กรณีที่ 1 — คำสั่งรัฐ (Government Order) เป็น Force Majeure โดยตรง

เมื่อรัฐบาลออกคำสั่งปิดกิจการ (Lockdown Order) ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งส่งผลให้ปฏิบัติหนี้ตามสัญญาไม่ได้โดยสิ้นเชิง ศาลไทยมีแนวโน้มยอมรับว่าเป็น Force Majeure ที่ชัดเจน เพราะ (1) เป็นเหตุที่ไม่อาจคาดเห็นได้ในขณะทำสัญญา (2) ลูกหนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และ (3) ไม่อาจป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้ ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารที่ถูกสั่งปิด อ้าง Force Majeure งดชำระค่าเช่าระหว่างปิดกิจการได้

กรณีที่ 2 — การแพร่ระบาดโดยทั่วไป (กรณีสีเทา)

เมื่อไม่มีคำสั่งรัฐโดยตรง แต่ธุรกิจซบเซาเพราะลูกค้าหายไป ต้นทุนสูงขึ้น หรือ Supply Chain หยุดชะงัก ศาลไทยจะพิจารณาเป็นรายกรณีว่าการปฏิบัติหนี้ "พ้นวิสัย" จริงหรือเพียงแค่ "ยากขึ้น" กรณีนี้มักถูกตัดสินว่าเป็น Hardship ไม่ใช่ Force Majeure ซึ่งหากสัญญาไม่มี Hardship Clause ลูกหนี้ก็ต้องปฏิบัติหนี้ต่อไปตามปกติ

⚠ ความเสี่ยงหลังปี 2564 — COVID-19 ไม่ใช่ "Unforeseeable" อีกต่อไป

ตั้งแต่ปลายปี 2563 เป็นต้นมา ศาลและนักกฎหมายไทยมีแนวโน้มชัดเจนว่า COVID-19 กลายเป็น "เหตุการณ์ที่คาดเห็นได้แล้ว" (Foreseeable Risk) ดังนั้นสัญญาที่ทำขึ้นหลังปี 2564 จะอ้าง COVID-19 หรือโรคระบาดเป็น Force Majeure ได้ยากขึ้นมาก เว้นแต่จะเขียน Pandemic Clause ระบุไว้ชัดเจนในสัญญา

บทเรียนจาก COVID-19 สำหรับการร่างสัญญาในอนาคต

ประสบการณ์จาก COVID-19 ส่งผลให้มาตรฐานการร่าง Force Majeure Clause ในสัญญาธุรกิจไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั้งฝ่ายลูกหนี้และเจ้าหนี้ต่างต้องการความชัดเจนมากขึ้น ดังนี้:

หน้าที่แจ้งและผลของ Force MajeureNotification Obligations & Legal Consequences

การอ้าง Force Majeure ไม่ใช่สิทธิ์ที่เกิดขึ้นเองอัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุการณ์ ในทางปฏิบัติ ความล้มเหลวในการดำเนินการภายหลังเกิดเหตุถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การอ้าง Force Majeure ไม่สำเร็จในชั้นศาล

กระบวนการอ้าง Force Majeure อย่างถูกต้อง (Step-by-Step)

1
แจ้งอีกฝ่ายทันทีโดยไม่ชักช้า (Notice)

กฎหมายไทยไม่กำหนดระยะเวลาตายตัว แต่มาตรฐานสากลและสัญญาส่วนใหญ่กำหนด 7-14 วันนับจากทราบเหตุการณ์ การแจ้งช้าโดยไม่มีเหตุผลอาจถูกตีความว่าสละสิทธิ์อ้าง Force Majeure ได้ ควรแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรและระบุลักษณะเหตุ วันที่เริ่มต้น และผลกระทบต่อสัญญา

2
พิสูจน์และเก็บหลักฐานเหตุการณ์ (Documentation)

รวบรวมหลักฐานทุกชนิด ได้แก่ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศราชการ รายงานข่าว ภาพถ่าย บันทึกความเสียหาย ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ และเอกสารจากหน่วยงานรัฐ หลักฐานควรจัดเก็บให้ครบถ้วนตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุการณ์

3
ดำเนินการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation Duty)

ลูกหนี้ที่อ้าง Force Majeure ยังมีหน้าที่ต้องพยายามบรรเทาผลกระทบให้น้อยที่สุด (Duty to Mitigate) เช่น หาแหล่งวัตถุดิบสำรอง เปลี่ยนเส้นทางขนส่ง หรือหาวิธีชำระหนี้บางส่วน หากสามารถบรรเทาได้แต่ไม่ทำ อาจถูกฟ้องในส่วนความเสียหายที่หลีกเลี่ยงได้

4
รายงานความคืบหน้าสม่ำเสมอ (Ongoing Notice)

หาก Force Majeure ยืดเยื้อ ต้องรายงานสถานการณ์ให้อีกฝ่ายทราบอย่างสม่ำเสมอ พร้อมประมาณการวันที่จะกลับมาปฏิบัติหนี้ได้ การหายหน้าไปหลังแจ้ง Notice ครั้งแรกอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทเพิ่มเติม

5
แจ้งสิ้นสุด Force Majeure (End Notice)

เมื่อเหตุการณ์สิ้นสุดลง ต้องแจ้งให้อีกฝ่ายทราบโดยเร็วว่าพร้อมกลับมาปฏิบัติหนี้ได้แล้ว พร้อมกำหนดแผนการปฏิบัติที่ชัดเจน ความล่าช้าในขั้นตอนนี้อาจถูกตีความว่าสัญญาถูกยุติโดยปริยาย

ผลทางกฎหมายของ Force Majeure — Suspension vs Termination

กรณีผลเงื่อนไขระดับความเสี่ยง
FM ชั่วคราว (Temporary) ระงับภาระการปฏิบัติหนี้ชั่วคราว (Suspension) สัญญายังมีผลอยู่ FM สิ้นสุดได้ภายในระยะเวลาสมควร LOW
FM ยืดเยื้อ (Extended) ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญา หากเกินระยะเวลาที่กำหนด FM เกินกว่า [X วัน/เดือน] ตามที่ระบุในสัญญา MEDIUM
FM ถาวร (Permanent) สัญญาสิ้นสุดโดยผลของกฎหมาย ม.219 ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ การปฏิบัติหนี้เป็นพ้นวิสัยอย่างถาวร HIGH
FM บางส่วน (Partial) หลุดพ้นเฉพาะส่วนที่พ้นวิสัย ส่วนที่ยังทำได้ต้องปฏิบัติต่อไป (ม.219 วรรคสอง) บางส่วนของหนี้พ้นวิสัย แต่บางส่วนยังทำได้ MEDIUM

MAC/MAE vs Force Majeure — สองแนวคิดที่มักสับสนMaterial Adverse Change vs Force Majeure

ในสัญญาธุรกรรมขนาดใหญ่โดยเฉพาะ Mergers & Acquisitions (M&A) สัญญาเงินกู้ และสัญญา Private Equity คำว่า MAC (Material Adverse Change) หรือ MAE (Material Adverse Effect) มักปรากฏควบคู่กับ Force Majeure แต่มีธรรมชาติทางกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

มิติForce MajeureMAC / MAE
บทบาทในสัญญา Excuse Clause — ปลดภาระการปฏิบัติหนี้ Condition Precedent / Termination Right — สิทธิ์ถอนตัว
เกณฑ์ทริกเกอร์ การปฏิบัติหนี้เป็นไปไม่ได้ (Impossibility) มีการเปลี่ยนแปลงที่ "มีนัยสำคัญทางลบ" ต่อธุรกิจ สินทรัพย์ หรือฐานะทางการเงิน
ต้องพ้นวิสัยหรือไม่ ต้อง — ทำไม่ได้เลยจึงจะอ้างได้ ไม่ต้อง — แค่ "เปลี่ยนแปลงมีนัย" ก็เพียงพอ แม้ยังทำได้
ใครอ้างได้ ลูกหนี้ผู้ที่ต้องปฏิบัติหนี้ ผู้ซื้อ/ผู้ให้เงินกู้ (ขึ้นอยู่กับสัญญา)
ผลที่ได้ พ้นความรับผิด / สัญญาสิ้นสุด สิทธิ์บอกเลิกสัญญาซื้อขาย/สัญญาเงินกู้
บริบทการใช้ สัญญาทุกประเภท M&A, SPA, Loan Agreements, PE Investments

⚠ กรณีศึกษา — MAC/MAE กับ COVID-19 ในสัญญา M&A

วิกฤต COVID-19 สร้างข้อพิพาทสำคัญว่า COVID-19 จะ Trigger MAC/MAE ได้หรือไม่ในสัญญา M&A แนวทางจากศาลเดลาแวร์ (ซึ่งมีอิทธิพลต่อมาตรฐานสากล) โดยทั่วไปมองว่า MAC/MAE ต้องเป็นผลกระทบที่ "Disproportionate" ต่อเป้าหมายธุรกิจโดยเฉพาะ ไม่ใช่เพียงผลกระทบทั่วอุตสาหกรรม ดังนั้นหากทุกธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันถูกกระทบเท่าๆ กัน ผู้ซื้ออาจอ้าง MAC/MAE ไม่ได้ ในขณะที่ Force Majeure อาจอ้างได้หากปฏิบัติหนี้พ้นวิสัยจริง

การใช้ทั้ง FM และ MAC/MAE ร่วมกันในสัญญาเดียว

ในสัญญา M&A และ Financing ชั้นสูง นักกฎหมายมักใส่ทั้ง Force Majeure Clause และ MAC/MAE Clause ในสัญญาเดียวกัน เพื่อให้ครอบคลุมสถานการณ์ทุกกรณี โดยทั่วไปมีการออกแบบดังนี้:

Drafting Checklist — Force Majeure & Hardship Clause12-Point Drafting Checklist

Force Majeure Clause ที่เขียนไว้คลุมเครือหรือไม่ครบถ้วนคือบ่อเกิดของข้อพิพาทที่แพงที่สุด Checklist 12 ข้อต่อไปนี้เป็นมาตรฐาน LAS สำหรับการตรวจสอบ Force Majeure Clause ในสัญญาทุกประเภท

LAS Risk Methodology — การประเมินความเสี่ยง FM ในสัญญาLAS Risk Assessment Framework for Force Majeure

LAS ใช้กรอบการวิเคราะห์ความเสี่ยงเฉพาะสำหรับ Force Majeure และ Hardship ในสัญญาธุรกิจ โดยแบ่งการประเมินเป็น 3 มิติหลัก ซึ่งรวมกันเป็น "FM Risk Score" ที่ช่วยให้ทนายความและนักธุรกิจตัดสินใจได้อย่างมีระบบ

มิติที่ 1 — Clause Risk (ความเสี่ยงในตัวบทสัญญา)

ลักษณะ Clauseระดับความเสี่ยงคำแนะนำ LAS
ไม่มี Force Majeure Clause เลย HIGH พึ่งเฉพาะ ม.8 + ม.219 ซึ่งขอบเขตแคบ — ต้องเพิ่มทันที
มี FM Clause แต่เป็น Exhaustive List (ปิด) HIGH เหตุการณ์ที่ไม่อยู่ในรายการจะไม่ได้รับความคุ้มครอง — ปรับเป็น Non-Exhaustive
มี FM Clause แต่ไม่มี Notice Requirement MEDIUM เพิ่มระยะเวลาและรูปแบบการแจ้งให้ชัดเจน
มี FM Clause ครบถ้วน + Hardship Clause แยก LOW ครอบคลุมดีแล้ว — ตรวจ Governing Law และ Carve-outs

มิติที่ 2 — Business Context Risk (ความเสี่ยงตามบริบทธุรกิจ)

ประเภทธุรกิจและสัญญาแต่ละประเภทมีระดับความเสี่ยง Force Majeure ที่แตกต่างกัน LAS จัดลำดับดังนี้:

มิติที่ 3 — Jurisdictional Risk (ความเสี่ยงด้านเขตอำนาจศาล)

หากสัญญาเกี่ยวข้องกับคู่สัญญาจากหลายประเทศ กฎหมายที่บังคับใช้ (Governing Law) มีผลอย่างมากต่อขอบเขต Force Majeure:

LAS Recommendation — กลยุทธ์การใช้ FM ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับสัญญาธุรกิจไทยที่มีความเสี่ยงสูง LAS แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ "3-Layer Protection": (1) FM Clause ครอบคลุมและชัดเจน สำหรับกรณีทำไม่ได้จริง (2) Hardship Clause แยกต่างหาก สำหรับกรณีที่ต้นทุนเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง และ (3) Price Adjustment / Escalation Clause สำหรับการปรับราคาตามดัชนีต้นทุน ทั้ง 3 Layer ร่วมกันจะป้องกันความเสี่ยงได้อย่างครอบคลุมโดยไม่ต้องพึ่ง Force Majeure เพียงอย่างเดียว

FAQ — คำถามที่พบบ่อยFrequently Asked Questions

Q1: Force Majeure ในกฎหมายไทยต้องพิสูจน์อะไรบ้าง?

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 ต้องพิสูจน์ครบ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) Unforeseeable — เป็นเหตุที่บุคคลในฐานะและภาวะเดียวกันไม่อาจคาดเห็นได้ ณ เวลาทำสัญญา (2) Unavoidable — แม้จะรู้ล่วงหน้าก็ไม่สามารถป้องกันผลพิบัติได้ และ (3) Beyond Control — ลูกหนี้ไม่มีส่วนก่อให้เกิดเหตุการณ์นั้น นอกจากนี้ยังต้องพิสูจน์ Causation ว่าเหตุ FM เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ปฏิบัติหนี้ไม่ได้

Q2: COVID-19 ถือเป็น Force Majeure ในสัญญาไทยหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและช่วงเวลา ในปี 2563-2564 ช่วงที่มีคำสั่งปิดกิจการ (Lockdown) ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ศาลไทยมีแนวโน้มยอมรับว่าเป็น Force Majeure โดยเฉพาะกรณีที่ปฏิบัติหนี้ได้เป็นพ้นวิสัยอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม หลังปี 2564 เมื่อ COVID-19 กลายเป็น "เหตุการณ์ที่คาดเห็นได้แล้ว" การอ้าง FM จะทำได้ยากขึ้นอย่างมาก หากสัญญาทำขึ้นหลังจากนั้น

Q3: Hardship ในกฎหมายไทยคืออะไร และต้องทำอย่างไร?

กฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติ Hardship โดยตรง แตกต่างจาก UNIDROIT Principles ที่กำหนดไว้ใน Art. 6.2.2 ดังนั้นในสัญญาธุรกิจไทยหากต้องการความคุ้มครองกรณีที่ต้นทุนหรือสภาพการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างพื้นฐาน ต้องเขียน Hardship Clause ระบุไว้ในสัญญาอย่างชัดแจ้ง โดยกำหนด Trigger (เช่น ต้นทุนเพิ่มเกิน 30%), กระบวนการเจรจา (เช่น ภายใน 30 วัน), และผลลัพธ์หากเจรจาไม่สำเร็จ (ระงับหรือเลิกสัญญา)

Q4: Force Majeure กับ MAC/MAE ต่างกันอย่างไรในสัญญาธุรกิจ?

Force Majeure เป็น "Excuse Clause" ที่ปลดภาระการปฏิบัติหนี้เมื่อเกิดเหตุที่ทำให้ "ทำไม่ได้" ส่วน MAC (Material Adverse Change) หรือ MAE (Material Adverse Effect) เป็น Condition Precedent หรือ Termination Trigger ในสัญญา M&A หรือ Financing ที่ให้สิทธิ์ฝ่ายหนึ่งถอนตัวหรือบอกเลิกสัญญาได้เมื่อเกิด "การเปลี่ยนแปลงมีนัยสำคัญ" แม้การปฏิบัติยังเป็นไปได้ในทางกายภาพ MAC/MAE ใช้กับสัญญา M&A เป็นหลัก ไม่ใช่ปลดภาระหนี้แบบ FM

Q5: เมื่ออ้าง Force Majeure ต้องแจ้งอีกฝ่ายภายในกี่วัน?

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ได้กำหนดระยะเวลาแจ้งไว้โดยตรง ระยะเวลาขึ้นอยู่กับข้อตกลงในสัญญา มาตรฐานในสัญญาธุรกิจระหว่างประเทศกำหนดไว้ที่ 7-14 วันนับจากวันที่รู้ถึงเหตุการณ์ หากสัญญาไม่ได้กำหนดไว้ ต้องแจ้งภายใน "ระยะเวลาอันสมควร" ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะเหตุการณ์ การแจ้งช้าโดยไม่มีเหตุผลอาจถูกตีความว่าสละสิทธิ์อ้าง Force Majeure และทำให้ต้องรับผิดตามปกติ

← ตอนที่ 8 LAS C&C 9/10 ตอนที่ 10 →
Disclaimer / ข้อสงวนสิทธิ์:
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นความเห็นทางกฎหมายหรือคำแนะนำเฉพาะเจาะจงแก่บุคคลใด ผู้อ่านควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการใดๆ ที่อ้างอิงเนื้อหาในบทความนี้ ผู้เขียนและ Legal Advance Solution Co., Ltd. ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลในบทความนี้ไปใช้

This article is published for educational purposes only and does not constitute legal advice or a legal opinion specific to any person or transaction. The author and Legal Advance Solution Co., Ltd. accept no liability for any loss or damage arising from reliance on this content. Readers should seek independent legal advice before acting on any information herein.
ดูบทความและบล็อกทั้งหมด / View All Content →