คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR
  1. ลักษณะของสัญญาและการจดทะเบียน (Hosting Agreement & Lease Registration): สัญญาที่เจ้าของพื้นที่ (Site Host) ให้ผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charge Point Operator: CPO) ติดตั้งและบริหารสถานีชาร์จ เป็นสัญญาไม่มีชื่อที่อาจมีองค์ประกอบของการเช่าทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 หากเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ การเช่านั้นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด มิฉะนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ และถ้าเช่ามีกำหนดกว่าสามปีขึ้นไปหรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า แต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียงสามปีตามมาตรา 538 ส่วนสัญญาที่ตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนตามมาตรา 1012 ซึ่งหากเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงโดยไม่จำกัดตามมาตรา 1025
  2. การแบ่งรายได้สุทธิ ข้อตกลงระดับการให้บริการ และการส่งคืนพื้นที่ (Net Revenue Share, SLA & Site Handback): แม่แบบในบทความนี้นิยามรายได้สุทธิเป็นยอดที่ผู้ใช้บริการชำระโดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม หักค่าธรรมเนียมช่องทางชำระเงินและค่าไฟฟ้าตามใบแจ้งหนี้จริง แล้วแบ่งตามอัตราที่ตกลง และระบุผู้รับภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายของส่วนแบ่ง ตัวเลขข้อตกลงระดับการให้บริการ เช่น ความพร้อมใช้งานของหัวจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 99.0 ต่อเดือน ช่างเข้าพื้นที่ภายใน 2 ชั่วโมง และแก้ไขเหตุขัดข้องระดับวิกฤตให้เสร็จภายใน 6 ชั่วโมง เป็นตัวอย่างเชิงพาณิชย์ที่คู่สัญญาเจรจากันได้ ไม่ได้มาจากบทบัญญัติของกฎหมาย หากไม่ถึงเกณฑ์ แม่แบบให้หักจากส่วนแบ่งรายได้ของ CPO ซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 379 และศาลลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 หากสูงเกินส่วน ส่วนหน้าที่รื้อถอนและส่งคืนพื้นที่ควรกำหนดไว้ในสัญญาให้ชัดเจน เพราะมาตรา 391 ใช้เมื่อมีการใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วเท่านั้น และไม่ได้กำหนดระยะเวลารื้อถอน
  3. เรื่องที่อธิบายไว้ในบทความฝั่งผู้ให้บริการ (Operator Side): ใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 อัตราค่าไฟฟ้า ความรับผิดเมื่อเกิดเพลิงไหม้หรือไฟกระชาก ข้อตกลงยกเว้นความรับผิด และประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก อธิบายไว้ในบทความ สัญญาให้บริการระบบโครงข่ายชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าและการบริหารสถานีอัดประจุไฟฟ้า (LAS Shield Deep Research ตอนที่ 40) บทความนี้กล่าวเฉพาะสิ่งที่เจ้าของพื้นที่ควรได้รับในสัญญา ได้แก่ ข้อสัญญาชดใช้ความเสียหายซึ่งผูกพันเฉพาะคู่สัญญา และประกันภัยที่ระบุเจ้าของพื้นที่เป็นผู้เอาประกันภัยร่วม ในวงเงินที่คู่สัญญากำหนด เช่น ไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาทต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้งตามตัวอย่างในบทความตอนที่ 40

สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง

  1. เหตุการณ์: บริษัท A เจ้าของศูนย์การค้า ลงนามในบันทึกข้อตกลงฉบับย่อกับบริษัท B ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า (CPO) เพื่อติดตั้งแท่นชาร์จแบบ DC Fast Charge ขนาด 120 kW จำนวน 4 ช่องจอด โดยตกลงแบ่งรายได้ร้อยละ 15 จากยอดเงินที่เก็บได้ ต่อมาหัวจ่ายเกิดไฟฟ้าลัดวงจรจนแบตเตอรี่รถยนต์ของผู้ใช้บริการเสียหาย และเพลิงไหม้ลุกลามไปยังรถยนต์ข้างเคียงอีก 2 คัน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 12 ล้านบาท
  2. ความเข้าใจผิด: A เข้าใจว่าเมื่อ B เป็นผู้ติดตั้งและดำเนินการสถานี A ย่อมไม่มีส่วนต้องรับผิดชอบใด ๆ และเข้าใจว่าประกันภัยของศูนย์การค้าจะคุ้มครองความเสียหายทั้งหมด
  3. จุดพลิก: ผู้เสียหายฟ้อง A (เจ้าของพื้นที่) และ B (ผู้ให้บริการสถานีชาร์จ) เป็นจำเลยร่วมกัน ความรับผิดของ B พิจารณาตามมาตรา 420 และมาตรา 437 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วน A อาจต้องรับผิดได้หลายฐานแล้วแต่ข้อเท็จจริง เช่น ในฐานะผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งแท่นชาร์จตามมาตรา 437 ในฐานะผู้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อด้วยตนเองตามมาตรา 420 ในฐานะผู้ครองหรือเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นซึ่งก่อสร้างไว้ชำรุดบกพร่องหรือบำรุงรักษาไม่เพียงพอตามมาตรา 434 ซึ่งให้ผู้ครองใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ถ้าผู้ครองได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อปัดป้องมิให้เกิดเสียหายแล้ว ผู้เป็นเจ้าของจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือในฐานะนายจ้างซึ่งต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างตามมาตรา 425 ตัวอย่างเช่น หาก A ไม่จัดระบบระบายอากาศหรือระบบดับเพลิงของลานจอดรถตามที่ตกลงไว้ หรือบำรุงรักษาไม่เพียงพอ ความรับผิดของ A อาจเกิดตามมาตรา 434 หรือมาตรา 420 แล้วแต่ข้อเท็จจริง เพียงการรับส่วนแบ่งรายได้ไม่ทำให้ A รับผิดตามมาตรา 437 หากทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันรับผิดตามมาตรา 432 ระหว่างกันต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่โดยพฤติการณ์ศาลจะวินิจฉัยเป็นประการอื่น ในกรณีนี้บันทึกข้อตกลงไม่มีข้อสัญญาชดใช้ความเสียหาย (Indemnity Clause) และ B ไม่ได้ทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก A จึงไม่มีข้อสัญญาที่โอนภาระไปยัง B สัญญาจึงต้องมีข้อสัญญาชดใช้ความเสียหายและประกันภัยเพื่อโอนภาระไปยัง B ส่วนความรับผิดของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเครื่องชาร์จต่อผู้เสียหายดูหัวข้อที่ 6
  4. สิ่งที่ได้จากบทความ: แม่แบบข้อสัญญาสำคัญในมุมของเจ้าของพื้นที่ (ข้อ 5 การแบ่งรายได้สุทธิ ข้อ 8 ข้อตกลงระดับการให้บริการ และข้อ 12 การรื้อถอนและส่งคืนพื้นที่) ตัวอย่างคำนวณส่วนแบ่งรายได้สุทธิที่แสดงภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าธรรมเนียมช่องทางชำระเงิน และภาษีหัก ณ ที่จ่ายทีละขั้น ตารางข้อต่อสู้ระหว่างเจ้าของพื้นที่กับ CPO และ Checklist 10 จุดตรวจก่อนลงนาม

ลักษณะของสัญญาติดตั้งและบริหารสถานีชาร์จในมุมของเจ้าของพื้นที่

บทความนี้เขียนสำหรับเจ้าของพื้นที่ (Site Host) เช่น เจ้าของศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน หรือสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ให้ CPO เข้ามาติดตั้งและบริหารสถานีชาร์จในพื้นที่ของตน ส่วนสัญญาในมุมของผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมทั้งการกำกับดูแลและความรับผิดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ อธิบายไว้ในบทความ สัญญาให้บริการระบบโครงข่ายชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าและการบริหารสถานีอัดประจุไฟฟ้า (LAS Shield Deep Research ตอนที่ 40) ซึ่งควรอ่านประกอบกัน

สัญญาเช่าพื้นที่ธรรมดา (Standard Space Lease) ไม่เพียงพอสำหรับสถานีชาร์จ เพราะสถานีชาร์จเกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก ระบบสื่อสารกับแอปพลิเคชัน และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไฟฟ้า สัญญาระหว่างเจ้าของพื้นที่กับ CPO (Commercial Hosting & Revenue Sharing Agreement) จึงควรกำหนดเรื่องการแบ่งรายได้ ข้อตกลงระดับการให้บริการ และการรื้อถอนและส่งคืนพื้นที่ไว้ด้วย

ในทางกฎหมาย สัญญานี้เป็นสัญญาไม่มีชื่อที่อาจมีองค์ประกอบของการเช่าทรัพย์สินตามมาตรา 537 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อ CPO ได้ใช้พื้นที่เพื่อตอบแทนด้วยค่าเช่าคงที่หรือส่วนแบ่งรายได้ ส่วนจ้างทำของตามมาตรา 587 ใช้ได้เฉพาะเมื่อฝ่ายหนึ่งรับจะทำการงานให้สำเร็จและอีกฝ่ายตกลงให้สินจ้าง เช่น เจ้าของพื้นที่เป็นเจ้าของเครื่องชาร์จและว่าจ้าง CPO ติดตั้งและบำรุงรักษา การจัดลักษณะของสัญญาให้ถูกต้องมีผลต่อการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนตามมาตรา 538 (หัวข้อที่ 3) ความเสี่ยงที่จะถูกวินิจฉัยว่าเป็นห้างหุ้นส่วนตามมาตรา 1012 (หัวข้อที่ 4) และหน้าที่รื้อถอนและส่งคืนพื้นที่ (หัวข้อที่ 7)

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

กรอบกฎหมายของเจ้าของพื้นที่และ Claim Ledger Legal Framework

หัวข้อนี้รวบรวมเฉพาะหลักกฎหมายที่เจ้าของพื้นที่ใช้ในการทำสัญญากับ CPO ส่วนกรอบกฎหมายของการประกอบกิจการสถานีอัดประจุไฟฟ้า ได้แก่ ใบอนุญาต อัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาการใช้ (TOU) และค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (Demand Charge) ความรับผิดเมื่อเกิดเพลิงไหม้หรือไฟกระชาก ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อตกลงยกเว้นความรับผิด และเบี้ยปรับเมื่อไม่ถึงเกณฑ์ความพร้อมใช้งาน อธิบายไว้ในบทความ สัญญาให้บริการระบบโครงข่ายชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าและการบริหารสถานีอัดประจุไฟฟ้า (LAS Shield Deep Research ตอนที่ 40)

สำหรับเจ้าของพื้นที่ ประเด็นใบอนุญาตมีสองข้อที่ควรทราบ ข้อแรก การเรียกเก็บค่าไฟฟ้าหรือค่าบริการอัดประจุไฟฟ้าระหว่างเอกชน ไม่ว่าเจ้าของพื้นที่เรียกเก็บจาก CPO ผ่านมิเตอร์ย่อย หรือ CPO เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการ ต้องขอใบอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานตามมาตรา 47 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเข้านิยามกิจการไฟฟ้าตามมาตรา 5 และไม่ได้รับยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 47 วรรคสามหรือไม่ และหากได้รับยกเว้นอาจต้องแจ้งต่อสำนักงานตามประกาศที่ออกตามมาตรา 47 วรรคสี่ ข้อที่สอง มาตรา 65 ให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกำหนดหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าบริการของผู้รับใบอนุญาตแต่ละประเภทภายใต้นโยบายและแนวทางตามมาตรา 64 จึงใช้กับอัตราที่ผู้รับใบอนุญาตเรียกเก็บ ส่วนผู้ที่ไม่ต้องขอรับใบอนุญาตอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์อัตราค่าบริการหรือไม่ และระเบียบของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเรื่องการใช้ไฟฟ้าและการจำหน่ายไฟฟ้าต่อผ่านมิเตอร์ย่อย ต้องตรวจสอบจากแหล่งทางการ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]

หากเจ้าของพื้นที่เป็นเจ้าของอาคารที่ให้ผู้พัฒนาโครงการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาและซื้อไฟฟ้าจากระบบนั้น สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาผสมระหว่างการใช้พื้นที่หลังคา การติดตั้งระบบ และการซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งมีประเด็นเฉพาะที่แตกต่างจากสัญญาติดตั้งสถานีชาร์จ ได้แก่ ส่วนลดจากอัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาของการใช้ การรับประกันผลผลิตขั้นต่ำและการชดเชยเมื่อผลผลิตต่ำกว่าเกณฑ์ และความรับผิดต่อหลังคา ส่วนหลักกฎหมายเรื่องการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 537 และมาตรา 538 ใบอนุญาตหรือการแจ้งตามมาตรา 47 และการขออนุญาตหรือแจ้งดัดแปลงอาคารตามมาตรา 21 ใช้ในลักษณะเดียวกับที่หัวข้อนี้อธิบาย รายละเอียดอยู่ในบทความ พิมพ์เขียวและแม่แบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาภาคเอกชน (LAS UP Deep Research ตอนที่ 26)

ข้อความทางกฎหมายฐานกฎหมายปฐมภูมิแหล่งอ้างอิงทางการ
หากสัญญามีลักษณะเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 537 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การเช่านั้นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด มิฉะนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ไม่ว่าจะมีกำหนดเวลาเท่าใด และถ้าเช่ามีกำหนดกว่าสามปีขึ้นไปหรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า แต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียงสามปีตามมาตรา 538 ส่วนข้อยกเว้นที่เรียกว่าสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเป็นแนวการวินิจฉัยของศาล มิใช่บทบัญญัติในมาตรา 368 หรือมาตรา 537 และต้องพิจารณาเป็นรายกรณีจากประโยชน์ที่ผู้เช่าให้แก่ผู้ให้เช่านอกเหนือจากค่าเช่า [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ในสัญญาตามแม่แบบนี้ เครื่องชาร์จที่ CPO ลงทุนต้องรื้อถอนออกไปเมื่อสัญญาสิ้นสุดตามข้อ 12.1 จึงไม่ควรสันนิษฐานว่าสัญญาเข้าข้อยกเว้นดังกล่าว หากคู่สัญญาประสงค์ให้ข้อตกลงห้ามบอกเลิกสัญญาในห้าปีแรกใช้บังคับได้เต็มกำหนด ควรทำสัญญาเป็นหนังสือและจดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 และมาตรา 538ระบบสืบค้นกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เจ้าของพื้นที่มีสิทธิเรียกให้ CPO ชำระหนี้ตามข้อสัญญาชดใช้ความเสียหายได้ตามมาตรา 194 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และหาก CPO ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ เจ้าของพื้นที่เรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นได้ตามมาตรา 215 ข้อสัญญาชดใช้ความเสียหายผูกพันเฉพาะคู่สัญญา ไม่ตัดสิทธิของผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่จะเรียกร้องจากเจ้าของพื้นที่ ส่วนเวลาที่เจ้าของพื้นที่เรียกให้ CPO ชดใช้หรือรับภาระได้เป็นไปตามถ้อยคำของข้อสัญญา จึงควรเขียนให้ชัดว่า CPO ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทางคดีเมื่อเกิดขึ้นจริง และต้องชดใช้จำนวนที่เจ้าของพื้นที่ต้องชำระแก่ผู้เสียหายเมื่อถึงกำหนดชำระ ส่วนข้อสัญญาที่กำหนดจำนวนเงินซึ่งลูกหนี้ต้องใช้เมื่อไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 379 ในกรณีไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้เรียกเอาเบี้ยปรับแทนการชำระหนี้ หรือเรียกเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายได้ตามมาตรา 380 ส่วนในกรณีไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เช่น ความพร้อมใช้งานต่ำกว่าเกณฑ์ตามข้อ 8.1 ซึ่งข้อ 8.3 ของแม่แบบให้หักส่วนแบ่งของ CPO เจ้าหนี้เรียกให้ชำระหนี้และเรียกเอาเบี้ยปรับอีกด้วยก็ได้ตามมาตรา 381 แต่ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้ว จะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อได้บอกสงวนสิทธิไว้ในเวลารับชำระหนี้ เจ้าของพื้นที่จึงควรบอกสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับไว้เป็นหนังสือเมื่อรับรายงานหรือเงินส่วนแบ่งของเดือนที่ความพร้อมใช้งานต่ำกว่าเกณฑ์ และหากเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 194 มาตรา 215 มาตรา 379 มาตรา 380 มาตรา 381 และมาตรา 383ระบบสืบค้นกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ใช้กับข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ ในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝาก ซึ่งทำให้อีกฝ่ายได้เปรียบเกินสมควร โดยให้ข้อสัญญานั้นมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี สัญญาติดตั้งสถานีชาร์จที่เจ้าของพื้นที่และ CPO เจรจากันเองเป็นรายฉบับไม่เข้าขอบเขต เว้นแต่ฝ่ายหนึ่งนำแม่แบบที่กำหนดข้อสัญญาสำคัญไว้ล่วงหน้ามาใช้ในการประกอบกิจการของตนจนเข้านิยามสัญญาสำเร็จรูปตามมาตรา 3พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 3 และมาตรา 4ระบบสืบค้นกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยไม่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอก และไม่กระทบสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ส่วนกรณีสัญญาครบกำหนดหรือสิ้นสุดด้วยเหตุอื่น หน้าที่รื้อถอนและปรับสภาพพื้นที่เป็นไปตามข้อ 12.1 ซึ่งควรเขียนให้ชัดเจนในสัญญา และหากสัญญามีลักษณะเป็นการเช่าโดยไม่ได้ทำหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาแสดงสภาพของพื้นที่ไว้ มาตรา 561 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เช่าได้รับพื้นที่ไปโดยสภาพอันซ่อมแซมดีแล้ว และต้องส่งคืนในสภาพเช่นนั้นเมื่อสัญญาเลิกหรือระงับลง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าพื้นที่มิได้ซ่อมแซมไว้ดีในขณะส่งมอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 และมาตรา 561ระบบสืบค้นกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
สัญญาที่ตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนตามมาตรา 1012 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งหากเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงโดยไม่จำกัดตามมาตรา 1025 สัญญาจึงควรระบุว่ามิได้เป็นการร่วมลงทุนหรือจัดตั้งห้างหุ้นส่วน (แม่แบบข้อ 5.4) และปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อความนั้น เพราะการวินิจฉัยลักษณะของสัญญาขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง (หัวข้อที่ 4)ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 และมาตรา 1025ระบบสืบค้นกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์นั้นตามมาตรา 144 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนทรัพย์ซึ่งติดกับที่ดินหรือติดกับโรงเรือนเพียงชั่วคราวไม่ถือว่าเป็นส่วนควบตามมาตรา 146 สัญญาจึงควรระบุว่าแท่นชาร์จและอุปกรณ์ที่ CPO นำมาติดตั้งเป็นกรรมสิทธิ์ของ CPO และเป็นทรัพย์ที่ติดกับที่ดินหรือโรงเรือนเพียงชั่วคราว (แม่แบบข้อ 12.2) ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นหลักฐานแสดงเจตนาของคู่สัญญา แต่ทรัพย์นั้นเป็นส่วนควบหรือเป็นทรัพย์ที่ติดเพียงชั่วคราวต้องพิจารณาจากสภาพของทรัพย์และวิธีการติดตั้งตามข้อเท็จจริง แม่แบบข้อ 12.2 จึงกำหนดด้วยว่า หากอุปกรณ์ถูกวินิจฉัยว่าเป็นส่วนควบของที่ดินหรืออาคาร เจ้าของพื้นที่จะไม่โต้แย้งสิทธิของ CPO ในการรื้อถอนและนำอุปกรณ์ออกไปตามข้อ 12.1ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 และมาตรา 146ระบบสืบค้นกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เปรียบเทียบโมเดลค่าตอบแทน: ค่าเช่าคงที่ ส่วนแบ่งรายได้รวม และส่วนแบ่งรายได้สุทธิ

ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างเชิงพาณิชย์ที่คู่สัญญาเจรจากันได้ ไม่ได้มาจากบทบัญญัติของกฎหมาย

โมเดลสัญญาโครงสร้างผลประโยชน์และการจัดสรรความเสี่ยงความเหมาะสมและการปรับใช้ทางธุรกิจ
1. Fixed Rent Lease (ค่าเช่าคงที่)CPO จ่ายค่าเช่าช่องจอดรายเดือนคงที่ (ตัวอย่างเช่น ช่องละ 5,000 ถึง 10,000 บาท) และรับความเสี่ยงเรื่องปริมาณการใช้บริการและค่าไฟฟ้าทั้งหมดเหมาะกับทำเลที่มีปริมาณรถยนต์หนาแน่น เจ้าของพื้นที่ไม่ต้องรับความเสี่ยงทางธุรกิจ
2. Gross Revenue Share (ส่วนแบ่งรายได้รวม)แบ่งรายได้ตามอัตราที่ตกลง (ตัวอย่างเช่น ร้อยละ 10 ถึง 20) จากยอดที่ผู้ใช้บริการชำระทั้งหมด โดยไม่หักค่าไฟฟ้าเจ้าของพื้นที่ได้รับส่วนแบ่งที่คาดการณ์ได้มากกว่า แต่ CPO เสี่ยงขาดทุนหากค่าไฟฟ้าฐานและค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ปรับสูงขึ้น
3. Net Revenue Share (ส่วนแบ่งรายได้สุทธิหลังหักค่าไฟฟ้า)นำยอดที่ผู้ใช้บริการชำระ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หักค่าธรรมเนียมช่องทางชำระเงินและค่าไฟฟ้าตามใบแจ้งหนี้จริง แล้วแบ่งรายได้สุทธิตามอัตราที่ตกลง (ตัวอย่างเช่น 50 ต่อ 50 หรือ 60 ต่อ 40) ตามข้อ 5 ของแม่แบบในโมเดลส่วนแบ่งรายได้สุทธิหลังหักค่าไฟฟ้า เจ้าของพื้นที่ได้รับส่วนแบ่งจากรายได้สุทธิตามนิยามในข้อ 5.1 ของแม่แบบ ซึ่งยังมิได้หักต้นทุนลงทุนและค่าใช้จ่ายอื่นของ CPO โดย CPO เป็นผู้ลงทุนและรับต้นทุนเครื่องชาร์จ

ข้อควรระวัง: สัญญาที่ตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนตามมาตรา 1012 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งหากเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงโดยไม่จำกัดตามมาตรา 1025 แม่แบบในบทความนี้แบ่งรายได้สุทธิตามนิยามในข้อ 5.1 ซึ่งยังมิได้หักต้นทุนลงทุนและค่าใช้จ่ายอื่นของ CPO สัญญาจึงควรระบุว่ามิได้เป็นการร่วมลงทุนหรือจัดตั้งห้างหุ้นส่วน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายไม่มีอำนาจผูกพันอีกฝ่าย และกำหนดวิธีจัดการกรณีรายได้สุทธิติดลบ (แม่แบบข้อ 5.4 และข้อ 5.5) อย่างไรก็ดี ข้อสัญญาเหล่านี้เป็นหลักฐานแสดงเจตนาของคู่สัญญา แต่การวินิจฉัยลักษณะของสัญญาต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าคู่สัญญาตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรหรือไม่ ชื่อที่คู่สัญญาใช้เรียกการแบ่งหรือข้อความว่ามิใช่ห้างหุ้นส่วนจึงไม่เป็นข้อชี้ขาด คู่สัญญาต้องออกแบบการแบ่งรายได้ การจัดการกิจการ และการรับภาระขาดทุนให้สอดคล้องกับข้อสัญญา เช่น ให้ CPO เป็นผู้ลงทุน บริหารสถานี และรับภาระรายได้สุทธิที่ติดลบแต่ฝ่ายเดียวตามข้อ 5.5

สถาปัตยกรรม Service Level Agreement: ความพร้อมใช้งานของหัวจ่าย เวลาตอบสนองและเวลาซ่อม และการหักส่วนแบ่งรายได้

ตัวเลขทั้งหมดในหัวข้อนี้เป็นตัวอย่างเชิงพาณิชย์ที่คู่สัญญาเจรจากันได้ ไม่ได้มาจากบทบัญญัติของกฎหมาย ตัวเลขที่ปรากฏในทั้งสองบทความ ได้แก่ ความพร้อมใช้งานร้อยละ 99.0 เวลาที่ช่างเข้าพื้นที่ 2 ชั่วโมง เวลาแก้ไขเหตุขัดข้องระดับวิกฤต 6 ชั่วโมง เวลาเข้าแก้ไขเหตุขัดข้องทั่วไป 24 ชั่วโมง และวงเงินประกันภัย 50 ล้านบาท เป็นตัวเลขเดียวกับบทความตอนที่ 40 ส่วนเกณฑ์ความพร้อมใช้งานขั้นอื่นและอัตราหักส่วนแบ่งรายได้เป็นตัวอย่างเฉพาะของบทความนี้ เจ้าของพื้นที่ควรให้สัญญากำหนดอย่างน้อยดังนี้

  1. เหตุขัดข้องระดับวิกฤต (ไฟรั่ว การเกิดไฟฟ้าสถิต เพลิงไหม้ หรือตู้ชาร์จดับทั้งสถานี): ระบบควรตัดกระแสไฟฟ้าโดยอัตโนมัติทันทีที่ตรวจพบ ช่างเข้าพื้นที่ภายใน 2 ชั่วโมง และแก้ไขให้เสร็จภายใน 6 ชั่วโมง
  2. เหตุขัดข้องทั่วไป (หัวจ่ายชำรุดหนึ่งหัวหรือหน้าจอสัมผัสขัดข้อง): เข้าแก้ไขภายใน 24 ชั่วโมง

ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อสัญญาชดใช้ความเสียหาย และประกันภัยในมุมของเจ้าของพื้นที่ Indemnity & Insurance

ความรับผิดต่อผู้เสียหายเมื่อเกิดเพลิงไหม้หรือไฟกระชากอธิบายไว้แล้วในบทความ สัญญาให้บริการระบบโครงข่ายชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าและการบริหารสถานีอัดประจุไฟฟ้า (LAS Shield Deep Research ตอนที่ 40) ในที่นี้จึงสรุปเฉพาะหลักที่เจ้าของพื้นที่ควรทราบ ประการแรก ตามมาตรา 437 วรรคหนึ่งประกอบวรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ โดยความมุ่งหมายที่จะใช้ หรือโดยอาการกลไกของทรัพย์นั้น ต้องรับผิดชอบในความเสียหายอันเกิดแต่ทรัพย์นั้น เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของผู้เสียหายเอง ซึ่งเป็นความรับผิดโดยเคร่งครัด ทั้งนี้แท่นชาร์จกำลังไฟสูงเข้าลักษณะทรัพย์ดังกล่าวหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัยเป็นรายกรณี ประการที่สอง นอกจากมาตรา 420 และมาตรา 437 ผู้ประกอบการตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 ต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้เสียหายตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ไม่ว่าความเสียหายจะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบการหรือไม่ เมื่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนั้นได้มีการขายให้แก่ผู้บริโภคแล้ว ทั้งนี้คำว่าสินค้ารวมถึงกระแสไฟฟ้า และต้องวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงว่าผู้ใดเป็นผู้ประกอบการ ประการที่สาม เจ้าของพื้นที่เองอาจต้องรับผิดต่อผู้เสียหายตามฐานที่เข้าข้อเท็จจริง นอกจากมาตรา 420 และมาตรา 437 แล้ว ยังรวมถึงมาตรา 434 ในฐานะผู้ครองหรือเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่ก่อสร้างไว้ชำรุดบกพร่องหรือบำรุงรักษาไม่เพียงพอ และมาตรา 425 ในฐานะนายจ้าง (ดูกล่องสถานการณ์ตอนต้นบทความ) ข้อสัญญาต่อไปนี้จึงเป็นเครื่องมือของเจ้าของพื้นที่ในการจัดสรรภาระระหว่างคู่สัญญา และไม่ตัดสิทธิของผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลภายนอก:

  1. ข้อสัญญาชดใช้ความเสียหาย (Comprehensive Indemnity): CPO ตกลงจะปกป้อง ชดใช้ และปลดเปลื้อง (Indemnify and Hold Harmless) เจ้าของพื้นที่ กรรมการ และพนักงาน จากการเรียกร้อง ค่าเสียหาย ค่าปรับ หรือค่าใช้จ่ายทางคดีใด ๆ ที่เกิดจากการติดตั้ง การทำงานผิดพลาด หรืออัคคีภัยอันเนื่องมาจากสถานีชาร์จ เจ้าของพื้นที่มีสิทธิเรียกให้ CPO ชำระหนี้ตามข้อสัญญานี้ได้ตามมาตรา 194 และหาก CPO ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ เจ้าของพื้นที่เรียกค่าสินไหมทดแทนได้ตามมาตรา 215 ข้อสัญญานี้ผูกพันเฉพาะคู่สัญญา ไม่ตัดสิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกร้องจากเจ้าของพื้นที่ ส่วนเวลาที่เจ้าของพื้นที่เรียกให้ CPO ชดใช้หรือรับภาระได้เป็นไปตามถ้อยคำของข้อสัญญา ข้อสัญญาจึงควรระบุให้ชัดว่า CPO ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทางคดีเมื่อเกิดขึ้นจริง และต้องชดใช้จำนวนที่เจ้าของพื้นที่ต้องชำระแก่ผู้เสียหายเมื่อถึงกำหนดชำระ และควรกำหนดให้ CPO จัดให้สัญญาซื้อหรือเช่าเครื่องชาร์จของตนมีสิทธิไล่เบี้ยไปยังผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเครื่องชาร์จ โดยการใช้สิทธินั้นไม่ลดหน้าที่ชดใช้ของ CPO ต่อเจ้าของพื้นที่
  2. ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Commercial General Liability หรือ Public Liability): ควรกำหนดให้ CPO ทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในวงเงินที่คู่สัญญากำหนด เช่น ไม่น้อยกว่า 50,000,000 บาทต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้งตามตัวอย่างในบทความตอนที่ 40 ซึ่งเป็นข้อเสนอเชิงพาณิชย์ที่ปรับตามขนาดของสถานีและมูลค่าทรัพย์สินที่เสี่ยง มิใช่ข้อบังคับของกฎหมาย โดยระบุชื่อเจ้าของพื้นที่เป็นผู้เอาประกันภัยร่วม (Additional Insured) และมีข้อกำหนดที่ผู้รับประกันภัยสละสิทธิรับช่วงสิทธิ (Waiver of Subrogation) ต่อเจ้าของพื้นที่

แม่แบบข้อสัญญาสำคัญ: Master EV Charging Hosting & Revenue Sharing Agreement

โครงสร้างข้อสัญญาสำคัญ (Key Contractual Clauses): ข้อสัญญาต่อไปนี้เป็นตัวอย่างในมุมของเจ้าของพื้นที่ ตัวเลขทุกจำนวนเป็นตัวอย่างเชิงพาณิชย์ที่คู่สัญญาเจรจากันได้ และควรปรับให้ตรงกับข้อเท็จจริงของแต่ละโครงการ การจัดสรรภาระระหว่างคู่สัญญาในแม่แบบก็เป็นข้อเสนอในการร่างสัญญาที่คู่สัญญาเจรจากันได้เช่นกัน มิใช่บทบัญญัติของกฎหมาย ได้แก่ การให้ CPO รับภาระรายได้สุทธิที่ติดลบแต่ฝ่ายเดียวตามข้อ 5.5 การให้ CPO รื้อถอนและปรับสภาพพื้นที่ด้วยค่าใช้จ่ายของตนเองตามข้อ 12.1 และสิทธิของเจ้าของพื้นที่ที่จะรื้อถอนแทนแล้วเรียกค่าใช้จ่ายจาก CPO ตามข้อ 12.3 ส่วนข้อ 5.3 ให้ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นภาระของเจ้าของพื้นที่ในฐานะผู้มีเงินได้ หากคู่สัญญาตกลงให้ CPO ออกภาษีแทน ควรระบุไว้ในสัญญาให้ชัดเจน และหากเจ้าของพื้นที่เป็นบุคคลธรรมดา เงินค่าภาษีที่ CPO ออกแทนให้นั้นรวมเป็นเงินได้พึงประเมินของเจ้าของพื้นที่ด้วยตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อ 5. การจัดสรรผลประโยชน์และการชำระเงิน (Revenue Sharing & Financial Settlement)

5.1 รายได้สุทธิจากการให้บริการ (Net Charging Revenue) ให้หมายถึง ยอดเงินรวมที่ผู้ใช้บริการชำระผ่านระบบแอปพลิเคชันหรือช่องทางชำระเงินอื่นของสถานี ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม หักด้วยค่าธรรมเนียมช่องทางชำระเงินที่ CPO ชำระจริง และหักด้วยค่าไฟฟ้าส่วนที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบแจ้งหนี้จริงของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสำหรับมิเตอร์ของสถานีประจำเดือนนั้น

5.2 CPO ตกลงจัดสรรส่วนแบ่งรายได้สุทธิให้แก่เจ้าของพื้นที่ในอัตราร้อยละ 50 (ห้าสิบ) ของรายได้สุทธิ โดยจัดทำรายงานสรุปยอดรับชำระ ค่าธรรมเนียม และค่าไฟฟ้า พร้อมสำเนาใบแจ้งหนี้ และโอนเงินเข้าบัญชีของเจ้าของพื้นที่ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เจ้าของพื้นที่มีสิทธิตรวจสอบเอกสารประกอบรายงานดังกล่าว

5.3 ส่วนแบ่งตามข้อ 5.2 เป็นจำนวนก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย หากกฎหมายกำหนดให้ CPO ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากส่วนแบ่งดังกล่าว CPO จะหักภาษีในอัตราที่กฎหมายกำหนด นำส่งต่อกรมสรรพากรภายในกำหนดเวลา และส่งมอบหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่เจ้าของพื้นที่ ภาษีที่หักไว้เป็นภาระของเจ้าของพื้นที่ในฐานะผู้มีเงินได้

5.4 สัญญานี้มิได้เป็นการร่วมลงทุนหรือจัดตั้งห้างหุ้นส่วน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายประกอบกิจการของตนเอง และไม่มีอำนาจทำการแทนหรือผูกพันอีกฝ่ายหนึ่ง

5.5 หากรายได้สุทธิของเดือนใดติดลบ ให้ CPO รับภาระส่วนที่ติดลบนั้นแต่ฝ่ายเดียว และไม่นำไปหักจากส่วนแบ่งของเจ้าของพื้นที่ในเดือนต่อไป

ข้อ 8. การบำรุงรักษาและการรับประกันคุณภาพ (Maintenance & SLA)

8.1 CPO รับประกันว่าสถานีชาร์จจะมีอัตราความพร้อมใช้งาน (Availability) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 99.0 ในแต่ละเดือนปฏิทิน คำนวณตามสูตร [(เวลาทำงานรวม − เวลายกเว้น − เวลาขัดข้องที่ไม่ได้วางแผน) ÷ (เวลาทำงานรวม − เวลายกเว้น)] × 100 โดยเวลาทำงานรวมคือจำนวนชั่วโมงที่สถานีเปิดให้บริการในเดือนนั้นคูณด้วยจำนวนหัวจ่าย และเวลายกเว้น ได้แก่ ไฟฟ้าดับจากระบบของการไฟฟ้า การบำรุงรักษาตามแผนที่แจ้งเจ้าของพื้นที่ล่วงหน้า และเหตุสุดวิสัย

8.2 ระบบของสถานีชาร์จต้องตัดกระแสไฟฟ้าโดยอัตโนมัติทันทีที่ตรวจพบเหตุขัดข้องระดับวิกฤต และ CPO ต้องส่งเจ้าหน้าที่เทคนิคเข้าตรวจสอบภายใน 2 (สอง) ชั่วโมงนับแต่ได้รับแจ้งหรือตรวจพบเหตุ และแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 6 (หก) ชั่วโมง ส่วนเหตุขัดข้องทั่วไป CPO ต้องเข้าแก้ไขภายใน 24 (ยี่สิบสี่) ชั่วโมงนับแต่ได้รับแจ้งหรือตรวจพบเหตุ

8.3 หากความพร้อมใช้งานของเดือนใดต่ำกว่าเกณฑ์ตามข้อ 8.1 ให้หักส่วนแบ่งรายได้ของ CPO ในเดือนนั้นในอัตราร้อยละ 5 (ห้า) เมื่อความพร้อมใช้งานต่ำกว่าร้อยละ 99.0 แต่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 97.0 ร้อยละ 10 (สิบ) เมื่อต่ำกว่าร้อยละ 97.0 แต่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95.0 และร้อยละ 15 (สิบห้า) เมื่อต่ำกว่าร้อยละ 95.0 และให้เพิ่มจำนวนที่หักเข้าในส่วนแบ่งของเจ้าของพื้นที่ การหักตามข้อนี้ไม่ตัดสิทธิบอกเลิกสัญญาของเจ้าของพื้นที่ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา

ข้อ 12. การรื้อถอนและการส่งคืนพื้นที่ (Decommissioning & Site Restoration)

12.1 เมื่อสัญญานี้สิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยเหตุใด CPO มีหน้าที่รื้อถอนแท่นชาร์จ ตู้ควบคุม และอุปกรณ์ประกอบทั้งหมดของ CPO ออกไปจากพื้นที่ที่ใช้ติดตั้ง พร้อมทั้งปรับสภาพพื้นผิวช่องจอดรถและระบบท่อร้อยสายไฟให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยปลอดภัย ภายในกำหนด 30 (สามสิบ) วันนับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุด โดย CPO เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น

12.2 แท่นชาร์จ ตู้ควบคุม และอุปกรณ์ที่ CPO นำมาติดตั้งเป็นกรรมสิทธิ์ของ CPO ตลอดอายุสัญญา และเป็นทรัพย์ที่ติดกับที่ดินหรือโรงเรือนเพียงชั่วคราวตามมาตรา 146 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เป็นส่วนควบตามมาตรา 144 หากแท่นชาร์จ ตู้ควบคุม หรืออุปกรณ์ดังกล่าวถูกวินิจฉัยว่าเป็นส่วนควบของที่ดินหรืออาคาร เจ้าของพื้นที่ตกลงไม่โต้แย้งสิทธิของ CPO ในการรื้อถอนและนำอุปกรณ์นั้นออกไปตามข้อ 12.1

12.3 คู่สัญญาจะจัดทำบันทึกสภาพพื้นที่เป็นหนังสือซึ่งลงลายมือชื่อของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเมื่อส่งมอบพื้นที่ให้ CPO และเมื่อ CPO ส่งคืนพื้นที่ หาก CPO ไม่รื้อถอนภายในกำหนดตามข้อ 12.1 เจ้าของพื้นที่มีสิทธิดำเนินการรื้อถอนเองหรือให้ผู้อื่นดำเนินการ และเรียกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจาก CPO

ข้อสังเกตประกอบแม่แบบ: หน้าที่รื้อถอนอุปกรณ์และปรับสภาพพื้นที่ตามข้อ 12.1 เกิดจากข้อสัญญา ระยะเวลาสามสิบวันเป็นข้อเสนอเชิงพาณิชย์ที่คู่สัญญาตกลงกัน มิใช่ระยะเวลาตามตัวบท มาตรา 391 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้กำหนดระยะเวลาดังกล่าว และใช้เมื่อมีการใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วเท่านั้น ส่วนกรณีสัญญาครบกำหนดหรือสิ้นสุดด้วยเหตุอื่น หน้าที่รื้อถอนและปรับสภาพพื้นที่เป็นไปตามข้อ 12.1 บันทึกสภาพพื้นที่ตามข้อ 12.3 ซึ่งทำเป็นหนังสือและคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อ เป็นหลักฐานสภาพของพื้นที่ในวันส่งมอบและวันส่งคืน และเมื่อสัญญามีลักษณะเป็นการเช่า บันทึกนั้นเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของคู่สัญญาแสดงสภาพของทรัพย์สินที่ให้เช่าตามที่มาตรา 561 กล่าวถึง มาตรา 561 บัญญัติว่า ถ้ามิได้ทำหนังสือดังกล่าว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เช่าได้รับทรัพย์สินที่เช่านั้นไปโดยสภาพอันซ่อมแซมดีแล้ว และเมื่อสัญญาเลิกหรือระงับลง ผู้เช่าต้องส่งคืนทรัพย์สินในสภาพเช่นนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นมิได้ซ่อมแซมไว้ดีในขณะที่ส่งมอบ (หัวข้อที่ 3) ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 561 เป็นคุณแก่ผู้ให้เช่าอยู่แล้ว แต่ผู้เช่าพิสูจน์หักล้างได้ และใช้เฉพาะเมื่อสัญญามีลักษณะเป็นการเช่า บันทึกที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อจึงทำให้เจ้าของพื้นที่มีหลักฐานสภาพของพื้นที่ที่แน่นอนกว่า ไม่ว่าสัญญาจะเป็นการเช่าหรือไม่ ส่วนสิทธิรื้อถอนแทนตามข้อ 12.3 เป็นสิทธิตามข้อสัญญา และเนื่องจากแท่นชาร์จและอุปกรณ์เป็นกรรมสิทธิ์ของ CPO ตามข้อ 12.2 ข้อสัญญาจึงควรกำหนดให้เจ้าของพื้นที่บอกกล่าวเป็นหนังสือก่อนรื้อถอน และกำหนดวิธีเก็บรักษาและส่งมอบอุปกรณ์คืนแก่ CPO ไว้ด้วย

ข้อต่อสู้ระหว่างเจ้าของพื้นที่ (Site Host) กับผู้ให้บริการ CPO Devil's Advocate

ประเด็นข้อพิพาทข้อเรียกร้องของ CPOข้อต่อสู้ของเจ้าของพื้นที่ทางออกที่สมดุลในสัญญา
1. การผูกขาดสิทธิในพื้นที่ (Exclusivity)ขอสิทธิผูกขาดเป็นผู้ให้บริการชาร์จ EV รายเดียวในโครงการเจ้าของพื้นที่ต้องการเพิ่มแบรนด์อื่นหากลูกค้าร้องเรียนว่าหัวจ่ายไม่พอให้สิทธิผูกขาดแบบมีเงื่อนไข (Conditional Exclusivity) หาก CPO ขยายหัวจ่ายตาม Utilization Target
2. ภาระค่าไฟฟ้าช่วง Peakขอให้เจ้าของพื้นที่ช่วยอุดหนุนส่วนต่างค่าไฟช่วงกลางวันเจ้าของพื้นที่จัดหาพื้นที่ให้แล้ว ไม่ควรต้องแบกรับต้นทุนพลังงานใช้สูตรหักค่าไฟฟ้าตามใบแจ้งหนี้จริงออกจากรายได้ก่อนคำนวณส่วนแบ่ง (Energy Cost Pass-Through) ตามข้อ 5.1 ของแม่แบบ
3. สิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนกำหนดขอห้ามบอกเลิกสัญญา 5 ปีแรกเพื่อคุ้มทุนค่าเครื่องชาร์จหากตู้เสียบ่อยหรือเกิดเพลิงไหม้ ต้องมีสิทธิยกเลิกสัญญาได้ทันทีกำหนดสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันทีเฉพาะกรณีผิดสัญญาเรื่องความปลอดภัยร้ายแรง หรือความพร้อมใช้งานต่ำกว่าร้อยละ 90.0 ในเดือนใด (ตัวเลขตัวอย่าง) และหากสัญญามีลักษณะเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ควรทำสัญญาเป็นหนังสือและจดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพราะตามมาตรา 538 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การเช่าอสังหาริมทรัพย์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด มิฉะนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ และถ้าเช่ามีกำหนดกว่าสามปีขึ้นไปหรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า แต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียงสามปี

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

บริษัท A (เจ้าของศูนย์การค้า) ร่วมลงนามสัญญากับบริษัท B (CPO) โดยใช้แม่แบบข้อสัญญาในหัวข้อที่ 7 ตัวเลขทั้งหมดในตัวอย่างนี้เป็นตัวเลขสมมติเพื่อแสดงวิธีคำนวณ ไม่ใช่อัตราตลาดหรืออัตราตามกฎหมาย:

ขั้นตอนจำนวนเงิน (บาท)ที่มาของตัวเลข
1. ยอดที่ผู้ใช้บริการชำระผ่านแอปพลิเคชัน รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม192,600รายงานยอดรับชำระประจำเดือนของ B (ข้อ 5.2)
2. หักภาษีมูลค่าเพิ่มที่รวมอยู่ในยอดรับชำระ (192,600 × 7 ÷ 107)12,600มาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ร้อยละ 10 และให้ลดลงได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตัวอย่างนี้สมมติอัตราร้อยละ 7 ซึ่งต้องตรวจกับพระราชกฤษฎีกาที่ใช้บังคับในเดือนนั้น [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
3. ยอดรับชำระไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม180,000ขั้นที่ 1 หักขั้นที่ 2 (ข้อ 5.1)
4. หักค่าธรรมเนียมช่องทางชำระเงิน3,600อัตราสมมติร้อยละ 2 ของยอดในขั้นที่ 3 ตามสัญญาระหว่าง B กับผู้ให้บริการรับชำระเงิน (ข้อ 5.1)
5. หักค่าไฟฟ้าส่วนที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม110,000ใบแจ้งหนี้ของการไฟฟ้านครหลวงสำหรับมิเตอร์ของสถานีประจำเดือนนั้น (ข้อ 5.1)
6. รายได้สุทธิ66,400180,000 − 3,600 − 110,000 (ข้อ 5.1)
7. ส่วนแบ่งของ A ร้อยละ 50 ก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย33,200ข้อ 5.2 ส่วนแบ่งของ B อีก 33,200 บาท ซึ่ง B ใช้รับภาระต้นทุนการลงทุนและการดำเนินงานของตน
8. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ B หักจากส่วนแบ่งของ A1,660อัตราสมมติร้อยละ 5 ของ 33,200 บาท (ข้อ 5.3) หน้าที่หักภาษีและอัตราที่ใช้จริงขึ้นอยู่กับประเภทของเงินได้ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร และหลักเกณฑ์ที่ออกตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
9. เงินที่ B โอนให้ A31,54033,200 − 1,660 พร้อมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 1,660 บาท (ข้อ 5.3)

ภาษีมูลค่าเพิ่มที่อาจเกิดขึ้นกับส่วนแบ่งของ A เอง ขึ้นอยู่กับลักษณะของเงินได้นั้นและสถานะการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของ A จึงไม่ได้คำนวณไว้ในตัวอย่างนี้

Checklist 10 จุดตรวจสัญญาติดตั้งและบริหารสถานีชาร์จ EV ในมุมของเจ้าของพื้นที่

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

ค่าปรับกรณีรถจอดแช่หลังชาร์จเต็ม (Idle Fee) สามารถกำหนดในสัญญาและเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการได้หรือไม่?
กำหนดได้ แต่ CPO ควรแสดงอัตรา Idle Fee และเงื่อนไขให้ผู้ใช้ทราบและยอมรับก่อนเริ่มชาร์จผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อให้ข้อกำหนดนั้นผูกพันผู้ใช้บริการ และไม่ควรอาศัยป้ายประกาศที่สถานีชาร์จเพียงอย่างเดียว ส่วนหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับเกี่ยวกับการแสดงอัตราค่าบริการ หากมี ต้องตรวจสอบจากแหล่งทางการ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ข้อกำหนดที่ CPO จัดทำไว้ล่วงหน้ากับผู้ใช้บริการที่เป็นผู้บริโภคอาจเป็นสัญญาสำเร็จรูป และหากทำให้ CPO ได้เปรียบเกินสมควร ข้อสัญญานั้นมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 และหากกำหนดเป็นค่าปรับ ศาลลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากสูงเกินส่วน ส่วนรายได้จาก Idle Fee จะนำมารวมในรายได้สุทธิที่แบ่งตามข้อ 5 หรือไม่ เป็นเรื่องที่เจ้าของพื้นที่และ CPO ควรตกลงให้ชัดเจนในสัญญา
หากสถานีบริการน้ำมันต้องการติดตั้งสถานีชาร์จ EV ต้องปฏิบัติตามกฎหมายพิเศษเพิ่มเติมหรือไม่?
สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงและกฎหมายลำดับรองที่กำหนดระยะปลอดภัย (Safety Distance) ระหว่างอุปกรณ์ไฟฟ้ากับถังเก็บและหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งต้องตรวจสอบจากแหล่งทางการ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ในสัญญากับ CPO เจ้าของสถานีบริการควรกำหนดให้ CPO ออกแบบตำแหน่งติดตั้งตามระยะปลอดภัยดังกล่าว และระบุฝ่ายที่รับผิดชอบการขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง
สัญญาให้ติดตั้งสถานีชาร์จที่มีกำหนดห้าปีแต่ไม่ได้จดทะเบียน ใช้บังคับได้เพียงใด?
หากสัญญามีลักษณะเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 537 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การเช่านั้นอยู่ในบังคับของมาตรา 538 ซึ่งกำหนดว่าการเช่าอสังหาริมทรัพย์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด มิฉะนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ไม่ว่าจะมีกำหนดเวลาเท่าใด และถ้าเช่ามีกำหนดกว่าสามปีขึ้นไปหรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า แต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียงสามปี สัญญาห้าปีซึ่งมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดแต่มิได้จดทะเบียน จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เพียงสามปี และข้อตกลงห้ามบอกเลิกสัญญาในห้าปีแรกอาจใช้บังคับได้ไม่เต็มกำหนด หากคู่สัญญาประสงค์ให้ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้เต็มกำหนด ควรทำสัญญาเป็นหนังสือและจดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (ดูหัวข้อที่ 3)
การรับส่วนแบ่งรายได้สุทธิทำให้เจ้าของพื้นที่เป็นหุ้นส่วนกับ CPO หรือไม่?
มีความเสี่ยงเช่นนั้น สัญญาที่ตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนตามมาตรา 1012 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งหากเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงโดยไม่จำกัดตามมาตรา 1025 สัญญาจึงควรระบุว่ามิได้เป็นการร่วมลงทุนหรือจัดตั้งห้างหุ้นส่วน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายไม่มีอำนาจผูกพันอีกฝ่าย และกำหนดวิธีจัดการกรณีรายได้สุทธิติดลบ ดังข้อ 5.4 และข้อ 5.5 ของแม่แบบ แต่ข้อความดังกล่าวเป็นหลักฐานแสดงเจตนาเท่านั้น การวินิจฉัยว่าเป็นห้างหุ้นส่วนหรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของการแบ่งรายได้ การจัดการกิจการ และการรับภาระขาดทุน (ดูข้อควรระวังในหัวข้อที่ 4)

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ