คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR

การให้กู้ยืมเงินในภาคธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน (Commercial Loans & Shareholder Loans) มีประเด็นทางกฎหมายสำคัญสามประการ: (1) เพดานอัตราดอกเบี้ย 15% ต่อปี: สำหรับผู้ให้กู้ที่มิใช่สถาบันการเงิน ป.พ.พ. มาตรา 654 ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี และบัญญัติว่าถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้นก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี แต่การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นการต้องห้ามตาม พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา [ต้องยืนยันมาตรา] ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเช่นนั้นจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ประกอบกับพระราชบัญญัติดังกล่าว มิใช่ตามมาตรา 654 ผู้ให้กู้ที่เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราอาจมีความผิดอาญาตามพระราชบัญญัตินั้น โทษและลักษณะความผิดให้ตรวจจากตัวบทของพระราชบัญญัตินั้น [ต้องยืนยันมาตรา] [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] (ส่วนสถาบันการเงินอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523) ในกรณีดังกล่าว เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยตามสัญญา แต่ยังเรียกต้นเงินคืนได้ และหากข้อตกลงดอกเบี้ยตามสัญญาใช้บังคับไม่ได้ เจ้าหนี้ยังอาจเรียกดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา 224 ได้ตั้งแต่ลูกหนี้ผิดนัด ในอัตราตามมาตรา 7 บวกร้อยละสองต่อปี ส่วนผลร่วมกับพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราต้องตรวจจากตัวบทของพระราชบัญญัตินั้น [ต้องยืนยันมาตรา] (2) กฎเกณฑ์ดอกเบี้ยผิดนัดผ่อนชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 224/1: หากเป็นการกู้เงินแบบผ่อนส่งงวด (Installment Loan) การคิดดอกเบี้ยผิดนัด คิดได้เฉพาะจาก "เงินต้นของงวดที่ผิดนัดชำระจริง" เท่านั้น ห้ามคิดจากเงินต้นคงค้างทั้งหมดเด็ดขาด ข้อตกลงที่ระบุให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดจากยอดหนี้ทั้งก้อนตกเป็นโมฆะทันที (3) ข้อห้ามดอกเบี้ยทบต้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 655: ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้างชำระ เว้นแต่คู่สัญญาจะได้ตกลงกันเป็นหนังสือ หลังจากที่ดอกเบี้ยค้างชำระมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี มิฉะนั้นข้อตกลงคิดดอกเบี้ยทบต้นจะตกเป็นโมฆะ

ตัวอย่างสมมติ

  1. เหตุการณ์: บริษัทให้กู้ยืมเงินระยะสั้นแก่คู่ค้า 20 ล้านบาท โดยคิดดอกเบี้ยตามสัญญา 15% ต่อปี แต่หัก "ค่าธรรมเนียมการจัดหาเงินกู้ล่วงหน้า (Upfront Facility Fee)" อีก 5% ณ วันที่โอนเงิน และกำหนดในสัญญาว่า หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง ดอกเบี้ยผิดนัดจะปรับขึ้นเป็น 20% ต่อปีโดยคิดจากเงินต้นคงเหลือทั้งหมด 20 ล้านบาททันที
  2. ความเข้าใจผิด: ผู้ให้กู้คิดว่าการแยกเป็นค่าธรรมเนียมบริหารจัดการ และการคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากเงินต้นทั้งหมดเป็นข้อสัญญาทางการค้ามาตรฐานที่ทำได้
  3. จุดพลิก: เมื่อลูกหนี้ผิดนัดงวดแรกและถูกฟ้อง ศาลอาจพิจารณาว่าค่าธรรมเนียม Upfront Fee มีลักษณะเป็นผลตอบแทนการให้ยืมเงินหรือไม่ ซึ่งผลของค่าธรรมเนียมต่อเพดานดอกเบี้ยต้องตรวจตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา [ต้องยืนยันมาตรา] อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 20 ต่อปีเกินเพดานร้อยละ 15 ต่อปีตามมาตรา 654 อยู่แล้ว และการคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากเงินต้นคงเหลือทั้งหมดขัดมาตรา 224/1 หากเป็นหนี้ผ่อนชำระเป็นงวด ซึ่งข้อตกลงที่ขัดกับมาตรา 224/1 เป็นโมฆะ นอกจากนี้ เมื่อคำนวณจากเงินต้นที่ส่งมอบจริงตามมาตรา 650 ผู้กู้ได้รับเงิน 19 ล้านบาทหลังหักค่าธรรมเนียมร้อยละ 5 (1 ล้านบาท) แต่ดอกเบี้ยตามสัญญาร้อยละ 15 ต่อปีคิดจากเงินต้น 20 ล้านบาท คือ 3 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 15.79 ต่อปีของเงินที่ได้รับจริง และเกินร้อยละ 15 ต่อปีแล้วแม้ยังไม่นับค่าธรรมเนียมเป็นดอกเบี้ย หากข้อตกลงดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ประกอบกับพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยตามสัญญา แต่ยังเรียกต้นเงินคืนและเรียกดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา 224 ได้นับแต่ลูกหนี้ผิดนัด
  4. สิ่งที่ได้จากบทความ: แผนผังการคำนวณดอกเบี้ยตามเกณฑ์กฎหมายใหม่ (มาตรา 224/1), การจำแนกค่าธรรมเนียมที่อาจถือเป็นดอกเบี้ย, ข้อยกเว้นดอกเบี้ยทบต้นตามมาตรา 655, โครงสร้างสัญญากู้ยืมเงินพาณิชย์ที่รัดกุม, และ Checklist 10 จุดตรวจสัญญากู้เงิน

แกนหลักของกฎหมายดอกเบี้ยในไทย

ระบบกฎหมายไทยมองว่าดอกเบี้ยเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน (Public Order) กฎหมายจึงกำหนดเพดานดอกเบี้ยสูงสุดไว้ชัดเจน: สำหรับผู้ให้กู้ที่มิใช่สถาบันการเงิน มาตรา 654 แห่ง ป.พ.พ. ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี และบัญญัติว่าถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้นก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี แต่การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา [ต้องยืนยันมาตรา] ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเช่นนั้นจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยตามสัญญา แต่ยังเรียกต้นเงินคืนได้ และเรียกดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา 224 ได้นับแต่ลูกหนี้ผิดนัด ผลที่เป็นโมฆะนี้มาจากมาตรา 150 ประกอบกับพระราชบัญญัติดังกล่าว มิใช่จากมาตรา 654 นอกจากนี้ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ได้เพิ่มมาตรา 224/1 เพื่อปฏิรูปการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในหนี้ผ่อนส่ง ป้องกันมิให้เจ้าหนี้ฉวยโอกาสคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากเงินต้นในอนาคตที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

Claim IDข้อความทางกฎหมายที่ยืนยันฐานกฎหมายปฐมภูมิตำแหน่งในแหล่งสถานะ
C-SHIELD-18-01ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี (ส่วนผลที่ข้อตกลงดอกเบี้ยเกินอัตราซึ่งกฎหมายห้ามตกเป็นโมฆะทั้งหมด มาจาก ป.พ.พ. มาตรา 150 ประกอบพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา [ต้องยืนยันมาตรา] มิใช่จากมาตรา 654)ป.พ.พ. มาตรา 654 และมาตรา 150 ประกอบพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา [ต้องยืนยันมาตรา]ลักษณะ 9 ยืม หมวด 2 ยืมใช้สิ้นเปลืองแก้ไขแล้ว — LAS Audit [ต้องยืนยันมาตรา]
C-SHIELD-18-02ถ้าลูกหนี้มีหน้าที่ผ่อนชำระหนี้เงินเป็นงวด และลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ในงวดใด เจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดได้เฉพาะจากต้นเงินของงวดที่ลูกหนี้ผิดนัดนั้น ข้อตกลงใดขัดกับความในวรรคหนึ่ง ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะป.พ.พ. มาตรา 224/1 (เพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564)ลักษณะ 2 ผลแห่งหนี้ ส่วนที่ 1แก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHIELD-18-03ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้างชำระ แต่คู่สัญญาจะตกลงกันเป็นหนังสือให้เอาดอกเบี้ยค้างชำระไม่น้อยกว่าหนึ่งปีทบเข้ากับเงินต้นแล้วคิดดอกเบี้ยก็ได้ป.พ.พ. มาตรา 655ลักษณะ 9 ยืม หมวด 2 ยืมใช้สิ้นเปลืองตรวจตรงตัวบท — LAS Audit
C-SHIELD-18-04การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไป ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ป.พ.พ. มาตรา 653ลักษณะ 9 ยืม หมวด 2 ยืมใช้สิ้นเปลืองตรวจตรงตัวบท — LAS Audit
C-SHIELD-18-05การพิจารณาว่าค่าธรรมเนียมหรือเงินตอบแทนที่ผู้ให้กู้เรียกเก็บนับเป็นดอกเบี้ยเมื่อคำนวณเพดานร้อยละ 15 ต่อปีหรือไม่ ให้พิจารณาตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา [ต้องยืนยันมาตรา] โดยแยกผลตอบแทนการให้ยืมเงินออกจากค่าใช้จ่ายจริงที่จ่ายแก่บุคคลภายนอกและค่าฤชาธรรมเนียมในการทำสัญญาซึ่งมาตรา 651 ให้ผู้ยืมเป็นผู้เสียป.พ.พ. มาตรา 651 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา [ต้องยืนยันมาตรา]ลักษณะ 9 ยืม หมวด 2 ยืมใช้สิ้นเปลืองแก้ไขแล้ว — LAS Audit [ต้องยืนยันมาตรา]

เจาะลึก ป.พ.พ. มาตรา 224/1: การคิดดอกเบี้ยผิดนัดหนี้ผ่อนส่ง

ก่อนปี 2564 สัญญากู้เงินมักระบุว่า "หากลูกหนี้ผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง ให้หนี้ทั้งหมดถึงกำหนดชำระทันที และให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดจากยอดเงินกู้คงเหลือทั้งหมด" แต่มาตรา 224/1 บัญญัติให้เจ้าหนี้เรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดได้เฉพาะจากต้นเงินของงวดที่ลูกหนี้ผิดนัด และข้อตกลงใดขัดกับหลักนี้เป็นโมฆะ ส่วนผลของข้อสัญญาเร่งรัดหนี้ต่อฐานคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดนั้น มาตรา 224/1 มิได้บัญญัติไว้โดยตรง ดังที่อธิบายใน LAS Practice Note ด้านล่าง

กรณีวิธีการคำนวณตามกฎหมายเดิม (ก่อนปี 64)วิธีการคำนวณตามกฎหมายใหม่ (มาตรา 224/1)
ฐานเงินต้นที่ใช้คิดดอกเบี้ยผิดนัดคิดจากยอดเงินต้นคงค้างทั้งหมด (Total Outstanding Principal)คิดได้เฉพาะเงินต้นของงวดที่ผิดนัดชำระจริง (Overdue Installment Principal Only)
ผลของข้อสัญญาที่ฝ่าฝืนเดิมบังคับได้ตกเป็นโมฆะทันที ศาลจะคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดให้เฉพาะงวดที่ขาดส่ง
LAS Practice Note — วิธีการเขียน Acceleration Clause ให้ชอบด้วยมาตรา 224/1

มาตรา 224/1 มิได้บัญญัติเรื่องการเร่งรัดหนี้ (Acceleration) ผลของการเร่งรัดหนี้ต่อฐานคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดต้องพิจารณาตามข้อสัญญาและตัวบทที่เกี่ยวข้อง [ต้องยืนยันมาตรา] ในทางปฏิบัติ หากเจ้าหนี้ประสงค์จะเร่งรัดหนี้ ควรกำหนดเหตุผิดนัดและขั้นตอนการบอกกล่าวไว้ในข้อสัญญาให้ชัดเจน และควรระมัดระวังมิให้ข้อสัญญาเรียกดอกเบี้ยผิดนัดจากต้นเงินของงวดที่ลูกหนี้ยังมิได้ผิดนัด เพราะข้อตกลงที่ขัดกับมาตรา 224/1 เป็นโมฆะ ส่วนการใช้มาตรา 224/1 กับสัญญาที่ทำก่อนวันใช้บังคับของพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ตรวจบทเฉพาะกาลของพระราชกำหนดนั้น [ต้องยืนยันมาตรา]

ข้อห้ามดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) ตามมาตรา 655

กฎหมายห้ามคิดดอกเบี้ยทบต้นล่วงหน้าในสัญญากู้ยืมเงินเด็ดขาด การจะคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ต้องเข้าเงื่อนไขครบ 3 ประการ:

  1. มีดอกเบี้ยค้างชำระมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 1 ปี
  2. คู่สัญญาตกลงทำความตกลงกัน เป็นหนังสือภายหลัง ที่ดอกเบี้ยค้างชำระครบ 1 ปีแล้ว
  3. นำดอกเบี้ยค้างชำระนั้นมาบวกเข้าเป็นเงินต้นใหม่เพื่อคิดดอกเบี้ยต่อไป

(ข้อยกเว้น: ประเพณีการค้าขายที่คำนวณดอกทบต้นในบัญชีเดินสะพัด และการค้าขายอย่างอื่นทำนองเดียวกัน ไม่อยู่ในบังคับของข้อห้ามตามมาตรา 655)

ในระหว่างผิดนัด มาตรา 224 ห้ามคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย จึงต้องตรวจมิให้ข้อตกลงทบต้นนำไปสู่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดซ้อนดอกเบี้ย

ข้อต่อสู้ของลูกหนี้กับเจ้าหนี้ผู้ให้กู้ Devil's Advocate

ข้อต่อสู้ของลูกหนี้ข้อชี้แจงของเจ้าหนี้ตามกฎหมายไทยหลักฐานที่ชี้ขาด
เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ย 15% และหักค่าธรรมเนียมแรกเข้า 3% ถือว่าเกิน 15% เป็นโมฆะหากค่าธรรมเนียม 3% เป็นค่าใช้จ่ายจริงในการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกันที่จ่ายให้ผู้ประเมินภายนอก อาจแยกต่างหากจากผลตอบแทนการให้ยืมเงินได้ ทั้งนี้การนับค่าธรรมเนียมเป็นดอกเบี้ยเมื่อคำนวณเพดานร้อยละ 15 ต่อปีหรือไม่ ให้พิจารณาตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา [ต้องยืนยันมาตรา]ใบเสร็จรับเงินค่าจ้างบริษัทประเมินราคาอิสระ
สัญญาระบุคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากยอดหนี้ทั้งหมด ขัดต่อมาตรา 224/1 สัญญาโมฆะทั้งฉบับเฉพาะข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยผิดนัดเท่านั้นที่เป็นโมฆะ หนี้เงินต้นและดอกเบี้ยปกติยังคงสมบูรณ์ข้อสัญญา Severability Clause และ ป.พ.พ. มาตรา 173
ผู้กู้ไม่ได้ลงชื่อในสัญญากู้ มีเพียงสลิปโอนเงิน ฟ้องบังคับไม่ได้ตามมาตรา 653ข้อความแชตและสลิปโอนเงินอาจเป็นพยานหลักฐานประกอบ แต่การเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามมาตรา 653 ต้องเป็นหนังสือที่ลงลายมือชื่อผู้ยืม ซึ่งอาจรวมถึงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 9 ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีLog แชตและสลิปการโอนเงินเข้าบัญชีลูกหนี้

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

ข้อเท็จจริงสมมติ: บริษัท A (ผู้ให้กู้ซึ่งมิใช่สถาบันการเงิน) ให้กู้ยืมเงินแก่บริษัท B จำนวน 12 ล้านบาท ผ่อนชำระ 12 งวด งวดละ 1 ล้านบาท ดอกเบี้ยปกติ 12% ต่อปี เมื่อถึงงวดที่ 3 บริษัท B ขาดสภาพคล่องไม่ชำระหนี้งวดที่ 3

การคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา 224/1:

Checklist 10 จุดตรวจสัญญากู้ยืมเงินและการคิดดอกเบี้ย

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

หากสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปี เจ้าหนี้จะฟ้องเรียกเงินต้นคืนได้หรือไม่?
ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยที่เกินอัตราซึ่งกฎหมายห้ามมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ประกอบกับพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา [ต้องยืนยันมาตรา] โดยมิใช่ผลของมาตรา 654 ซึ่งบัญญัติให้ดอกเบี้ยที่เกินลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี ส่วนอื่นของสัญญากู้ยืมยังคงอยู่เมื่อพึงสันนิษฐานได้ว่าคู่กรณีเจตนาให้แยกออกจากข้อตกลงดอกเบี้ยได้ตามมาตรา 173 เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องเรียกเงินต้นคืนได้ และเรียกดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา 224 ได้นับแต่ลูกหนี้ผิดนัด แต่ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยตามสัญญา
ดอกเบี้ยที่ผู้กู้จ่ายไปแล้วในอัตราที่เกิน 15% จะตกเป็นของใคร?
การที่ผู้กู้ชำระดอกเบี้ยเกินอัตราไปแล้วจะเรียกคืนหรือนำไปหักเงินต้นได้เพียงใด ให้พิจารณาตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา [ต้องยืนยันมาตรา] และบทบัญญัติเรื่องลาภมิควรได้ตามมาตรา 406 และมาตรา 407 ซึ่งผู้ที่กระทำการตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระไม่มีสิทธิได้รับคืน
บริษัทจำกัดสามารถให้กรรมการหรือผู้ถือหุ้นกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยได้หรือไม่?
การให้กู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ยทำได้ตามกฎหมายแพ่ง แต่ให้ตรวจผลทางภาษีตามประมวลรัษฎากร ซึ่งรวมถึงอำนาจของเจ้าพนักงานประเมินที่จะประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาด (Imputed Interest) เมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีดอกเบี้ยหรือมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) และตรวจอัตราอากรแสตมป์ของตราสารกู้ยืมเงินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 5 (กู้ยืมเงิน)
การใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (เช่น MLR + 2%) สามารถทำได้หรือไม่?
สามารถทำได้ แต่ต้องกำหนดเพดานสูงสุดไว้ในสัญญาว่า "แต่อัตราดอกเบี้ยรวมทั้งหมดต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีตามที่กฎหมายกำหนด" เพื่อป้องกันมิให้ดอกเบี้ยเกินเพดานในวันที่ดอกเบี้ยธนาคารปรับตัวสูงขึ้น

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ