คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR
  1. การเลือกผู้รับจ้าง: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ให้ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างผิดในการเลือกหาผู้รับจ้าง ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ การตรวจสอบใบอนุญาตและความสามารถของผู้รับจ้างก่อนว่าจ้างจึงเป็นจุดแรกของการตรวจสัญญา ส่วนกฎหมายเฉพาะ คือ พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการจัดการกากกัมมันตรังสีต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลก่อนประกอบกิจการ และให้การถ่ายโอนการครอบครองกากเป็นไปตามที่พระราชบัญญัตินั้นกำหนด โดยเลขมาตรา ประเภทใบอนุญาต ผู้มีอำนาจอนุญาต และผลของการอนุญาตต่อความรับผิดของผู้ก่อกำเนิดกาก ต้องตรวจจากตัวบทฉบับรวม [ต้องยืนยันมาตรา]
  2. ความรับผิดเมื่อสารรังสีรั่วไหล: ตามมาตรา 437 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล และผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะหรือทรัพย์นั้น เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายเอง และตามมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษต้องรับผิดไม่ว่าการรั่วไหลจะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ เว้นแต่พิสูจน์เหตุยกเว้นที่มาตรานั้นกำหนด ผู้เสียหายจึงไม่ต้องพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องรับผิด แต่ความรับผิดทั้งสองฐานยังมีข้อยกเว้น ส่วนความรับผิดเฉพาะตามพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 และคำถามว่ากฎหมายนั้นกำหนดเพดานความรับผิด หรือหน้าที่จัดให้มีประกันภัยหรือหลักประกันทางการเงินไว้หรือไม่ และใช้แก่ผู้ใด ยังต้องตรวจกับตัวบท [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] สัญญาจึงควรกำหนดวงเงินประกันภัยตามความเสี่ยงที่ประเมินได้ โดยไม่อ้างเพดานตามกฎหมาย
  3. การจัดสรรความเสี่ยงในสัญญา: ข้อสัญญาชดใช้ค่าเสียหาย ประกันภัย และเพดานความรับผิด เป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา และไม่ทำให้ความรับผิดที่กฎหมายกำหนดไว้ต่อบุคคลภายนอกสิ้นไป ความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเป็นข้อความยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนเป็นโมฆะตามมาตรา 373 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ จะนำมาอ้างไม่ได้ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ส่วนหน้าที่ด้านความปลอดภัยทางรังสี เช่น การจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี การตรวจวัดปริมาณรังสี แผนฉุกเฉิน และการแจ้งเหตุ ควรเขียนเป็นหน้าที่ตามสัญญาที่ตรวจสอบได้ ขณะที่หน้าที่และกำหนดเวลาตามกฎหมายต้องตรวจจากพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 และเงื่อนไขของใบอนุญาต [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]

สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง

  1. เหตุการณ์: โรงงานอุตสาหกรรมหรือโรงพยาบาลว่าจ้างบริษัทเอกชนภายนอกให้เข้ามาขนย้ายและกำจัดแท่งรังสีหรือกากกัมมันตรังสีที่หมดอายุ แต่บริษัทผู้รับจ้างไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายสำหรับงานที่รับจ้าง หรือเกิดอุบัติเหตุสารรังสีรั่วไหลระหว่างการขนส่งบนถนนสาธารณะ
  2. ความเข้าใจผิด: ผู้ว่าจ้างมักเข้าใจผิดว่า เมื่อลงนามในสัญญาว่าจ้างและมอบกากกัมมันตรังสีให้ผู้รับจ้างขนออกจากพื้นที่แล้ว ความรับผิดตามกฎหมายทั้งหมดจะตกเป็นของผู้รับจ้างทันทีโดยอัตโนมัติ
  3. จุดพลิก: การลงนามในสัญญาและการส่งมอบกากไม่ได้โอนความรับผิดต่อบุคคลภายนอกไปตามถ้อยคำของสัญญา ผู้ว่าจ้างยังอาจต้องรับผิดตามมาตรา 428 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากผิดในการเลือกหาผู้รับจ้าง ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ผู้ที่มีกากไว้ในครอบครองในขณะเกิดเหตุต้องรับผิดตามมาตรา 437 เว้นแต่พิสูจน์เหตุยกเว้นได้ และเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษต้องรับผิดตามมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่ามลพิษเกิดจากเหตุที่มาตรานั้นยกเว้นไว้ ส่วนผลของการอนุญาตให้ถ่ายโอนการครอบครองตามพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 ต่อความรับผิดของผู้ก่อกำเนิดกาก ยังต้องตรวจกับตัวบท [ต้องยืนยันมาตรา]
  4. สิ่งที่ได้จากบทความ: โครงสร้างสัญญาและ Checklist 10 จุดตรวจ เพื่อปิดความเสี่ยงทางกฎหมาย ตั้งแต่การตรวจสอบใบอนุญาต การกำหนดจุดถ่ายโอนความเสี่ยง การกำหนดให้ผู้รับจ้างทำประกันภัยความรับผิด จนถึงข้อกำหนดแผนฉุกเฉินและการชดใช้ค่าเสียหาย (Indemnity)

ภูมิทัศน์กฎหมายพลังงานนิวเคลียร์และการจัดการกากกัมมันตรังสีในประเทศไทย

การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทั้งในภาคอุตสาหกรรม (เช่น การตรวจวัดความหนาด้วยสารรังสี Cs-137, การฉายรังสีฆ่าเชื้อในผลิตภัณฑ์อาหารด้วย Co-60) และภาคการแพทย์ (เช่น การรักษาโรคมะเร็งและการวินิจฉัยด้วยสาร I-131 หรือ Tc-99m) ก่อให้เกิด "กากกัมมันตรังสี" (Radioactive Waste) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในประเทศไทย กฎหมายเฉพาะที่กำกับดูแลวัสดุกัมมันตรังสีและกากกัมมันตรังสี คือ พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 และกฎหมายลำดับรองที่ออกตามพระราชบัญญัตินั้น โดยมีสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็นหน่วยงานกำกับดูแล (Regulatory Body) กฎหมายเฉพาะนี้ควบคุมวัสดุกัมมันตรังสีตลอดวงจร ตั้งแต่การครอบครอง การใช้ การขนส่ง จนถึงการจัดการกาก [ต้องยืนยันมาตรา] คลังตัวบทที่ใช้ตรวจบทความนี้ยังไม่มีพระราชบัญญัติฉบับนี้ บทความจึงไม่ระบุเลขมาตรา ประเภทใบอนุญาต ขั้นตอน หรือกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ใช้บทความควรตรวจจากตัวบทฉบับรวมในระบบของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนนำไปใช้

ประเด็นที่บทความนี้วิเคราะห์จากตัวบทที่ตรวจแล้วมีสามกลุ่ม กลุ่มแรก คือ ความรับผิดทางละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ความรับผิดของผู้ว่าจ้างทำของตามมาตรา 428 และความรับผิดของผู้ครอบครองยานพาหนะและทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายตามมาตรา 437 กลุ่มที่สอง คือ ความรับผิดของเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษตามมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันนิยามคำว่า มลพิษ ให้รวมถึงรังสีที่เกิดหรือถูกปล่อยออกจากแหล่งกำเนิดมลพิษ และนิยามคำว่า วัตถุอันตราย ให้รวมถึงวัตถุกัมมันตรังสี กลุ่มที่สาม คือ ข้อยกเว้นและข้อจำกัดความรับผิดตามมาตรา 373 และมาตรา 220 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และตามมาตรา 4 และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

ความผิดพลาดในการบริหารจัดการสัญญาและข้อกำหนดทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำจัดกากกัมมันตรังสี นำมาซึ่งผลกระทบรุนแรงสามด้าน ดังต่อไปนี้

  1. สารกัมมันตรังสีตกหล่นระหว่างขนส่งจนเกิดวิกฤตความปลอดภัยสาธารณะ (กรณีศึกษาเทียบเคียงโคบอลต์-60): หากการขนส่งล้มเหลว สารรังสีหลุดรอดสู่สาธารณะ ก่อให้เกิดการปนเปื้อนทางรังสี (Radiological Contamination) ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วยจากภาวะรังสีเฉียบพลัน หรือเสียชีวิต
  2. มาตรการทางปกครองต่อใบอนุญาตและการหยุดดำเนินงาน: หากการจัดการหรือการถ่ายโอนกากไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 ผู้รับใบอนุญาตอาจถูกใช้มาตรการทางปกครองตามพระราชบัญญัตินั้น ประเภทของมาตรการและผู้มีอำนาจสั่งต้องตรวจจากตัวบท [ต้องยืนยันมาตรา] ผลทางธุรกิจที่ควรประเมิน คือ การหยุดใช้แหล่งกำเนิดรังสีในสายการผลิตหรือในแผนกรังสีรักษา ทั้งนี้ ใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นคนละเรื่องกับใบอนุญาตที่โรงงานหรือสถานพยาบาลได้รับตามกฎหมายอื่น
  3. คดีเรียกค่าสินไหมทดแทนและค่าขจัดมลพิษ: ค่าเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก อาจเรียกได้ทั้งตามมาตรา 437 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และตามมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งวรรคสองให้ค่าสินไหมทดแทนรวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ทางราชการต้องรับภาระจ่ายจริงในการขจัดมลพิษ เช่น ค่ากำจัดดินและวัตถุปนเปื้อน ภาระดังกล่าวกระทบฐานะทางการเงินและชื่อเสียงขององค์กรอย่างร้ายแรง

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

Claim Ledger Table

Claim IDLegal ProvisionCore Legal PrincipleRisk / ExposureMitigation Strategy
C-CC-33-01พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 [ต้องยืนยันมาตรา]; ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 มาตรา 157 มาตรา 159 และมาตรา 175ผู้ประกอบกิจการจัดการกากกัมมันตรังสีต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลก่อนประกอบกิจการ ส่วนประเภทใบอนุญาต ผู้ออกใบอนุญาต และผลทางปกครองต้องตรวจจากตัวบทฉบับรวมสัญญาจะเป็นโมฆะตามมาตรา 150 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 ห้ามชัดแจ้งมิให้ผู้ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการดังกล่าวหรือไม่ [ต้องยืนยันมาตรา] ส่วนผู้ว่าจ้างที่ทำสัญญาเพราะสำคัญผิดในคุณสมบัติของผู้รับจ้างเรื่องใบอนุญาต ซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ และหากมิได้สำคัญผิดเช่นนั้นผู้ว่าจ้างก็จะไม่ทำสัญญา หรือเพราะถูกกลฉ้อฉลเรื่องใบอนุญาตถึงขนาดที่หากไม่มีกลฉ้อฉลนั้นผู้ว่าจ้างก็จะไม่ทำสัญญา ได้ทำสัญญาที่เป็นโมฆียะตามมาตรา 157 หรือมาตรา 159 และบอกล้างได้ตามมาตรา 175 (3)ให้ผู้รับจ้างส่งสำเนาใบอนุญาตที่ยังมีผลและครอบคลุมงานตามสัญญาก่อนเริ่มงาน ให้คำรับรองเรื่องใบอนุญาตเป็นข้อสัญญา และให้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อใบอนุญาตสิ้นผล
C-CC-33-02ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อให้เกิดแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้างผู้ว่าจ้างที่เลือกผู้รับจ้างซึ่งไม่มีใบอนุญาตหรือขาดความสามารถ หรือสั่งวิธีบรรจุหรือขนย้ายที่ไม่ปลอดภัย อาจต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก ความรับผิดนี้มาจากความผิดของผู้ว่าจ้างเอง มิใช่ความรับผิดในฐานะตัวการของผู้รับจ้างบันทึกการตรวจสอบใบอนุญาต ประสบการณ์ บุคลากร และอุปกรณ์ของผู้รับจ้างก่อนว่าจ้าง และให้คำสั่งด้านเทคนิคเป็นลายลักษณ์อักษรโดยผู้มีความรู้
C-CC-33-03ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 มาตรา 437 และมาตรา 1368ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 420 ส่วนการละเมิดและความรับผิดของผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล และของผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ อยู่ในมาตรา 437 ซึ่งผู้นั้นต้องรับผิด เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายเองผู้รับจ้างซึ่งครอบครองกากและควบคุมรถขนส่งในขณะเกิดเหตุต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ความประมาทเลินเล่อ ส่วนความเสียหายที่เกิดขณะกากยังอยู่ในความครอบครองของผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดตามมาตรา 437 เช่นเดียวกัน และแม้พ้นจุดส่งมอบแล้ว หากผู้รับจ้างยึดถือกากไว้แทนผู้ว่าจ้างซึ่งยังเป็นเจ้าของ ผู้ว่าจ้างอาจยังถูกเรียกร้องในฐานะผู้ครอบครองตามมาตรา 437 ได้ เพราะมาตรา 1368 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ยอมให้บุคคลได้มาซึ่งสิทธิครอบครองโดยผู้อื่นยึดถือไว้ให้กำหนดจุดส่งมอบการครอบครองเพียงจุดเดียวในสัญญา ให้กรรมสิทธิ์และการครอบครองในกากโอนไปยังผู้รับจ้าง ณ จุดเดียวกันนั้น พร้อมบันทึกผลการตรวจวัดรังสีและการลงนามรับมอบในเอกสารรายการกาก (Waste Transfer Manifest) และตรวจมาตรฐานภาชนะบรรจุและรถขนส่งก่อนรับมอบ
C-CC-33-04พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 4 และมาตรา 96มลพิษตามมาตรา 4 รวมถึงรังสีที่เกิดหรือถูกปล่อยออกจากแหล่งกำเนิดมลพิษ และแหล่งกำเนิดมลพิษรวมถึงโรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะ สถานที่ประกอบกิจการใด ๆ หรือสิ่งอื่นใดซึ่งเป็นแหล่งที่มาของมลพิษ เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษต้องรับผิดตามมาตรา 96 ไม่ว่าการรั่วไหลจะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่ามลพิษเกิดจาก (1) เหตุสุดวิสัยหรือการสงคราม (2) การกระทำตามคำสั่งของรัฐบาลหรือเจ้าพนักงานของรัฐ หรือ (3) การกระทำหรือละเว้นการกระทำของผู้ที่ได้รับอันตรายหรือความเสียหายเอง หรือของบุคคลอื่นซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงหรือโดยอ้อมในการรั่วไหลหรือการแพร่กระจายของมลพิษนั้นค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 96 วรรคสองรวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ทางราชการต้องรับภาระจ่ายจริงในการขจัดมลพิษ ส่วนความรับผิดเฉพาะต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์และรังสี และผู้ที่ต้องรับผิด (ผู้ครอบครอง ผู้ก่อกำเนิดกาก หรือผู้รับใบอนุญาต) เป็นไปตามพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 [ต้องยืนยันมาตรา]ให้ข้อสัญญาชดใช้ค่าเสียหายครอบคลุมค่าขจัดมลพิษที่ทางราชการเรียกเก็บ ระบุเวลาที่กรรมสิทธิ์ในกากโอน และกำหนดหน้าที่ของแต่ละฝ่ายเมื่อหน่วยงานของรัฐเรียกร้อง
C-CC-33-05ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 220 และมาตรา 373; พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 และมาตรา 8ความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเป็นข้อความยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนเป็นโมฆะตามมาตรา 373 ส่วนมาตรา 220 ให้ลูกหนี้ต้องรับผิดในความผิดของตัวแทนและของบุคคลที่ตนใช้ในการชำระหนี้เสมือนเป็นความผิดของตนเอง แต่ไม่ให้นำมาตรา 373 มาใช้แก่กรณีนี้ ข้อตกลงยกเว้นความรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของลูกจ้าง ตัวแทน หรือผู้รับจ้างช่วงของผู้รับจ้างจึงไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 373 ข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลงหรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลงต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างไม่ได้ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง ข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดในกรณีอื่นที่ไม่เป็นโมฆะมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามมาตรา 8 วรรคสอง และในสัญญาสำเร็จรูป ข้อตกลงที่ทำให้ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามมาตรา 4เพดานความรับผิดตามสัญญาที่ร่างให้ครอบคลุมทุกกรณีอาจนำมาอ้างไม่ได้ หรือใช้บังคับได้เพียงบางส่วน และเพดานตามสัญญาเป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา มิใช่เพดานความรับผิดตามกฎหมาย จึงไม่จำกัดสิทธิของบุคคลภายนอกกำหนดข้อยกเว้นของเพดานความรับผิด (Carve-out) สำหรับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย กลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้รับจ้างเองและของลูกจ้าง ตัวแทน หรือผู้รับจ้างช่วงของผู้รับจ้าง การจงใจฝ่าฝืนกฎหมาย และค่าขจัดมลพิษ

การจำแนกประเภทกากกัมมันตรังสี และการถ่ายโอนการครอบครองกาก

การจำแนกประเภทกากกัมมันตรังสี

  1. Very Low Level Waste (VLLW): กากกัมมันตรังสีระดับรังสีต่ำมาก เช่น เศษวัสดุ เครื่องแต่งกาย หรืออุปกรณ์ป้องกันที่ปนเปื้อนรังสีระดับต่ำ
  2. Low Level Waste (LLW): กากกัมมันตรังสีระดับรังสีต่ำ เช่น ตัวกรอง อุปกรณ์การแพทย์ สารเคมีที่มีไอโซโทปรังสีอายุสั้น
  3. Intermediate Level Waste (ILW): กากกัมมันตรังสีระดับรังสีปานกลาง เช่น แท่งรังสีใช้แล้วในภาคอุตสาหกรรม (Co-60, Cs-137) ที่ต้องใช้การบังรังสี (Shielding) อย่างหนาแน่น

การจำแนกประเภทกากในหัวข้อนี้เป็นแนวทางสากล และตัวอย่างที่ยกมาเป็นเพียงตัวอย่างทั่วไป การจำแนกที่ใช้บังคับในประเทศไทยให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] สัญญาจึงควรอ้างอิงประเภทของกากตามผลการตรวจวัดและตามเกณฑ์ที่ใช้บังคับในขณะส่งมอบ มิใช่ตามชื่อประเภทในแนวทางสากลเพียงอย่างเดียว

การถ่ายโอนการครอบครองกากและการแบ่งหน้าที่ในสัญญา

การถ่ายโอนการครอบครองกากกัมมันตรังสีต้องเป็นไปตามที่พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 กำหนด ทั้งผู้มีหน้าที่ยื่นคำขอ เอกสารประกอบ การตรวจของเจ้าหน้าที่ และผู้มีอำนาจอนุญาต [ต้องยืนยันมาตรา] บทความนี้จึงไม่วางขั้นตอนตามกฎหมายเป็นลำดับตายตัว แต่เสนอประเด็นที่สัญญาควรกำหนดให้ชัด ดังนี้

ข้อกำหนดมาตรฐานตู้คอนเทนเนอร์ขนส่ง และระบบ GPS Real-Time Tracking

เพื่อความปลอดภัยในการขนส่งบนทางสาธารณะ สัญญาควรกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคไว้เป็นหน้าที่ตามสัญญาของผู้รับจ้าง โดยอ้างอิงข้อกำหนดการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสีอย่างปลอดภัยของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ส่วนมาตรฐานที่กฎหมายไทยบังคับให้ใช้ต้องตรวจจากกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ประเด็นที่สัญญาควรกำหนด มีดังนี้

การจัดสรรความเสี่ยงระหว่างคู่สัญญาภายใต้ความรับผิดโดยเคร่งครัด (Strict Liability): จุดโอนความเสี่ยง

คำว่า ความรับผิดโดยเคร่งครัด (Strict Liability) ในบทความนี้ หมายถึงความรับผิดที่ผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ว่าผู้ต้องรับผิดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ แต่ผู้ต้องรับผิดยังพ้นความรับผิดได้หากพิสูจน์เหตุยกเว้นที่กฎหมายกำหนด ฐานความรับผิดลักษณะนี้ที่ตรวจได้จากตัวบทมีสองฐาน ดังนี้

  1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437: บุคคลผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น และบทบัญญัตินี้ใช้บังคับตลอดถึงบุคคลผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ หรือโดยความมุ่งหมายที่จะใช้ หรือโดยอาการกลไกของทรัพย์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง
  2. พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96: เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษซึ่งก่อให้เกิดหรือเป็นแหล่งกำเนิดของการรั่วไหลหรือแพร่กระจายของมลพิษ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพอนามัย หรือเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นหรือของรัฐเสียหาย ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหาย ไม่ว่าการรั่วไหลหรือแพร่กระจายนั้นจะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่ามลพิษเกิดจาก (1) เหตุสุดวิสัยหรือการสงคราม (2) การกระทำตามคำสั่งของรัฐบาลหรือเจ้าพนักงานของรัฐ หรือ (3) การกระทำหรือละเว้นการกระทำของผู้ที่ได้รับอันตรายหรือความเสียหายเอง หรือของบุคคลอื่นซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงหรือโดยอ้อมในการรั่วไหลหรือการแพร่กระจายของมลพิษนั้น และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันนิยามมลพิษให้รวมถึงรังสีที่เกิดหรือถูกปล่อยออกจากแหล่งกำเนิดมลพิษ

ความรับผิดเฉพาะต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์และรังสีตามพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 ผู้ที่ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัตินั้น (ผู้ครอบครอง ผู้ก่อกำเนิดกาก หรือผู้รับใบอนุญาต) และเหตุยกเว้นความรับผิด ยังต้องตรวจกับตัวบท [ต้องยืนยันมาตรา] ประเด็นสำคัญของการร่างสัญญา คือ ความรับผิดตามมาตรา 437 ผูกอยู่กับผู้ที่มีทรัพย์ไว้ในครอบครองในขณะเกิดเหตุ และความรับผิดตามมาตรา 96 ผูกอยู่กับเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษ ข้อความในสัญญาจึงเปลี่ยนตัวผู้ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกไม่ได้ แต่กำหนดได้ว่าคู่สัญญาฝ่ายใดแบกรับความเสียหายนั้นในท้ายที่สุด สัญญาควรใช้จุดโอนความเสี่ยงเพียงจุดเดียวตลอดทั้งฉบับ ดังนี้

  1. ก่อนจุดโอนความเสี่ยง: กากยังอยู่ในความครอบครองของผู้ว่าจ้าง ความเสี่ยงระหว่างคู่สัญญาอยู่กับผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างในฐานะผู้มีทรัพย์ไว้ในครอบครองต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่กากนั้นตามมาตรา 437 เว้นแต่พิสูจน์เหตุยกเว้นได้
  2. จุดโอนความเสี่ยง: เมื่อครบทั้งสองเงื่อนไข คือ (1) ได้รับอนุญาตให้ถ่ายโอนการครอบครองตามที่กฎหมายกำหนดแล้วจริง และ (2) ผู้รับจ้างตรวจวัดระดับรังสีและลงนามรับมอบในเอกสารรายการกาก (Waste Transfer Manifest)
  3. หลังจุดโอนความเสี่ยง: ระหว่างการขนส่ง การเก็บรักษา และการกำจัด ความเสี่ยงระหว่างคู่สัญญาอยู่กับผู้รับจ้าง และผู้รับจ้างในฐานะผู้ครอบครองกากและผู้ควบคุมรถขนส่งต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามมาตรา 437 ในลักษณะเดียวกัน แต่ผู้ว่าจ้างยังอาจต้องรับผิดตามมาตรา 428 หากผิดในการเลือกหาผู้รับจ้าง ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ นอกจากนี้ หากกากหรือแหล่งกำเนิดรังสีนั้นเองอาจถือเป็นสิ่งอื่นใดซึ่งเป็นแหล่งที่มาของมลพิษตามนิยามคำว่า แหล่งกำเนิดมลพิษ ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ผู้ว่าจ้างซึ่งยังเป็นเจ้าของกากอาจถูกเรียกร้องในฐานะเจ้าของแหล่งกำเนิดมลพิษตามมาตรา 96 ได้ จึงควรประเมินความเสี่ยงนี้ด้วย แต่มาตรา 96 ผูกความรับผิดไว้กับเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษ มิใช่เจ้าของมลพิษ การเป็นเจ้าของกากเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่ทำให้ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดตามมาตรานั้น อย่างไรก็ดี มาตรา 437 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ใช้บังคับแก่บุคคลผู้มีไว้ในครอบครองของตนซึ่งทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ และมาตรา 1368 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ยอมให้บุคคลได้มาซึ่งสิทธิครอบครองโดยผู้อื่นยึดถือไว้ให้ หากผู้รับจ้างยึดถือกากไว้แทนผู้ว่าจ้างซึ่งยังเป็นเจ้าของ ผู้ว่าจ้างอาจยังถูกเรียกร้องในฐานะผู้ครอบครองตามมาตรา 437 ได้ สัญญาจึงควรกำหนดเวลาที่กรรมสิทธิ์และการครอบครองในกากโอนไปยังผู้รับจ้างให้ตรงกับจุดโอนความเสี่ยง

LAS Practice Note: การออกแบบข้อสัญญา Nuclear Strict Indemnity และแผนฉุกเฉิน

แนวปฏิบัติของ LAS ในหัวข้อนี้แบ่งเป็นสามส่วน คือ ข้อสัญญาชดใช้ค่าเสียหาย ประกันภัยความรับผิด และแผนฉุกเฉินทางรังสี หลักที่ใช้ร่วมกันทั้งสามส่วน คือ ต้องแยกความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอกหรือต่อรัฐ ออกจากการจัดสรรความเสียหายระหว่างคู่สัญญา ความรับผิดตามมาตรา 428 และมาตรา 437 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และตามมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เกิดขึ้นตามกฎหมาย ส่วนข้อสัญญาเป็นเครื่องมือกำหนดว่าคู่สัญญาฝ่ายใดแบกรับความเสียหายนั้นในท้ายที่สุดและไล่เบี้ยกันอย่างไร ในทำนองเดียวกัน เพดานความรับผิดตามสัญญาเป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา และต้องไม่สับสนกับเพดานความรับผิดหรือหน้าที่จัดให้มีประกันภัยตามกฎหมาย ซึ่งยังต้องตรวจจากพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]

การออกแบบข้อสัญญา Nuclear Strict Indemnity

สัญญากำจัดกากกัมมันตรังสีควรมีข้อสัญญาชดใช้ค่าเสียหาย (Indemnity Clause) ที่ให้ผู้รับจ้างชดใช้ ต่อสู้คดีแทน และปกป้องผู้ว่าจ้างจากความเสียหาย (Indemnify, Defend and Hold Harmless) สำหรับค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายแก่บุคคลภายนอก ค่าใช้จ่ายในการขจัดมลพิษที่ทางราชการเรียกเก็บตามมาตรา 96 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย ที่เกิดจากการรั่วไหลของรังสีในระหว่างที่กากอยู่ในความครอบครองของผู้รับจ้าง ข้อสัญญานี้มีผลระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น ผู้เสียหายยังฟ้องผู้ว่าจ้างได้หากผู้ว่าจ้างต้องรับผิดตามมาตรา 428 หรือมาตรา 437 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และในกรณีนั้นผู้ว่าจ้างใช้ข้อสัญญานี้ไล่เบี้ยเอาแก่ผู้รับจ้างได้ตามขอบเขตที่ตกลงกัน ผู้ตรวจสัญญาควรตรวจสามเรื่อง คือ ขอบเขตของความเสียหายที่ข้อสัญญาครอบคลุม ระยะเวลาที่ข้อสัญญายังมีผลหลังสัญญาสิ้นสุด และความสัมพันธ์ระหว่างข้อสัญญานี้กับเพดานความรับผิดในสัญญา (ดูรายการตรวจข้อ 10)

ข้อกำหนดให้ผู้รับจ้างทำประกันภัยความรับผิด (Liability Insurance)

แผนฉุกเฉินทางรังสี Radiological Emergency Response Plan

ข้อต่อสู้ระหว่างผู้รับจ้างจัดการกากกัมมันตรังสีกับองค์กรผู้ว่าจ้าง Devil's Advocate

ข้อแย้งฝั่งผู้รับจ้าง (Contractor's Perspective)

ข้อต่อสู้ทางกฎหมายของผู้ว่าจ้าง (Principal's Counter-Arguments)

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

สถานการณ์

บริษัท A ประกอบกิจการโรงงานแปรรูปอาหาร และว่าจ้างบริษัท B ซึ่งได้รับอนุญาตตามกฎหมายสำหรับงานที่รับจ้าง ให้ขนย้ายแท่งรังสี Co-60 ที่หมดอายุเพื่อนำไปกำจัด รถขนส่งของบริษัท B ชนท้ายรถบรรทุกบนทางหลวง ทำให้ภาชนะบรรจุเสียหาย และสาร Co-60 รั่วไหลลงสู่พื้นดินและแหล่งน้ำข้างทาง เหตุเกิดหลังจากได้รับอนุญาตให้ถ่ายโอนการครอบครองแล้วจริง และบริษัท B ลงนามรับมอบในเอกสารรายการกากแล้ว

Walkthrough การจัดการเหตุฉุกเฉินและการบังคับใช้สัญญา

  1. การแจ้งเหตุ: บริษัท B แจ้งบริษัท A ทันทีตามแผนฉุกเฉินแนบท้ายสัญญา และผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายแจ้งเหตุต่อสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ตามที่กฎหมายและเงื่อนไขใบอนุญาตกำหนด [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
  2. การเข้าควบคุมพื้นที่: ทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินกั้นพื้นที่ ตรวจวัดอัตราปริมาณรังสี และเก็บดินที่ปนเปื้อนใส่ภาชนะปิด
  3. ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก: บริษัท B ซึ่งครอบครองกากและควบคุมรถขนส่งในขณะเกิดเหตุต้องรับผิดต่อผู้เสียหายตามมาตรา 437 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายเอง และในฐานะผู้ครอบครองรถขนส่ง ซึ่งเป็นยานพาหนะอันนับเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และเป็นแหล่งกำเนิดของการรั่วไหลในกรณีนี้ ต้องรับผิดตามมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัตินั้น รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ทางราชการต้องจ่ายจริงในการขจัดมลพิษ เว้นแต่พิสูจน์เหตุยกเว้นตามมาตรานั้นได้ ส่วนบริษัท A ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 428 เว้นแต่จะผิดในการเลือกหาผู้รับจ้าง ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในกรณีที่กรรมสิทธิ์ในกากยังเป็นของบริษัท A หากกากหรือแหล่งกำเนิดรังสีนั้นเองอาจถือเป็นสิ่งอื่นใดซึ่งเป็นแหล่งที่มาของมลพิษตามนิยามคำว่า แหล่งกำเนิดมลพิษ ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 บริษัท A อาจถูกเรียกร้องในฐานะเจ้าของแหล่งกำเนิดมลพิษตามมาตรา 96 ได้ จึงควรประเมินความเสี่ยงนี้ด้วย แต่มาตรา 96 ผูกความรับผิดไว้กับเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษ มิใช่เจ้าของมลพิษ การเป็นเจ้าของกากเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่ทำให้บริษัท A ต้องรับผิดตามมาตรานั้น นอกจากนี้ หากบริษัท B ยึดถือกากไว้แทนบริษัท A ซึ่งยังเป็นเจ้าของ บริษัท A อาจยังถูกเรียกร้องในฐานะผู้ครอบครองตามมาตรา 437 ได้ เพราะมาตรา 1368 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ยอมให้บุคคลได้มาซึ่งสิทธิครอบครองโดยผู้อื่นยึดถือไว้ให้ ความรับผิดตามพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 ต้องตรวจจากตัวบท [ต้องยืนยันมาตรา]
  4. การบังคับตามสัญญาและประกันภัย: บริษัท A ซึ่งถูกเรียกร้องหรือต้องเสียค่าใช้จ่าย ใช้ข้อสัญญาชดใช้ค่าเสียหายไล่เบี้ยเอาแก่บริษัท B ส่วนผู้เสียหายเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยค้ำจุนของบริษัท B ได้โดยตรงภายในวงเงินตามสัญญาประกันภัยตามมาตรา 887 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากบริษัท B อ้างเพดานความรับผิดตามสัญญา ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอกอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของบริษัท B หรือของพนักงานขับรถซึ่งบริษัท B ต้องรับผิดด้วย อยู่ในขอบเขตของมาตรา 8 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ส่วนความรับผิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิดตามมาตรา 437 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งไม่ปรากฏว่าเกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ รวมทั้งความเสียหายต่อทรัพย์สินและค่าขจัดมลพิษ เพดานความรับผิดมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามมาตรา 8 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 และแม้ความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือค่าขจัดมลพิษนั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของพนักงานขับรถ ข้อจำกัดความรับผิดก็ไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 373 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะมาตรา 220 ไม่ให้นำมาตรา 373 มาใช้แก่ความผิดของบุคคลที่ลูกหนี้ใช้ในการชำระหนี้ ทั้งนี้ การนำมาตรา 8 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาใช้กับเงินที่บริษัท A เรียกคืนจากบริษัท B ยังเป็นประเด็นที่ต้องวิเคราะห์ตามข้อเท็จจริง สัญญาจึงควรระบุให้ชัดว่าความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย การรั่วไหลของรังสี และค่าขจัดมลพิษ อยู่นอกเพดานความรับผิด

Checklist 10 จุดตรวจสัญญา Radioactive Waste Management Services Agreement

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

หากผู้ว่าจ้างมอบกากกัมมันตรังสีให้ผู้รับจ้างไปแล้ว แต่ผู้รับจ้างนำไปแอบทิ้งในที่สาธารณะ ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดชอบหรือไม่?
สำหรับความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ให้ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง ผู้ว่าจ้างที่เลือกผู้รับจ้างซึ่งไม่มีใบอนุญาตหรือขาดความสามารถจึงเสี่ยงต่อการต้องรับผิด ส่วนผู้รับจ้างที่นำกากไปทิ้งในที่สาธารณะจนเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เป็นผู้กระทำละเมิดโดยจงใจและต้องรับผิดตามมาตรา 420 สำหรับมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ผูกความรับผิดไว้กับเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษ มิใช่เจ้าของมลพิษ การเป็นเจ้าของกากเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่ทำให้ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดตามมาตรานั้น แต่หากกรรมสิทธิ์ในกากยังไม่โอนไปยังผู้รับจ้าง และกากหรือแหล่งกำเนิดรังสีนั้นเองอาจถือเป็นสิ่งอื่นใดซึ่งเป็นแหล่งที่มาของมลพิษตามนิยามคำว่า แหล่งกำเนิดมลพิษ ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ผู้ว่าจ้างอาจถูกเรียกร้องในฐานะเจ้าของแหล่งกำเนิดมลพิษตามมาตรา 96 ได้ จึงควรประเมินความเสี่ยงนี้ด้วย ในกรณีเช่นนั้น ผู้ว่าจ้างอาจพ้นความรับผิดได้หากพิสูจน์ได้ว่ามลพิษเกิดจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของบุคคลอื่นซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงหรือโดยอ้อมในการรั่วไหลหรือการแพร่กระจายของมลพิษนั้น ตามมาตรา 96 (3) นอกจากนี้ มาตรา 437 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ใช้บังคับแก่บุคคลผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ และมาตรา 1368 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ยอมให้บุคคลได้มาซึ่งสิทธิครอบครองโดยผู้อื่นยึดถือไว้ให้ หากผู้รับจ้างยังยึดถือกากไว้แทนผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นเจ้าของ ผู้ว่าจ้างจึงอาจยังถูกเรียกร้องในฐานะผู้ครอบครองตามมาตรา 437 ได้ ส่วนคำถามว่าพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 ยังให้ผู้ก่อกำเนิดกากต้องรับผิดจนกว่าการถ่ายโอนการครอบครองจะได้รับอนุญาตหรือไม่ ต้องตรวจจากตัวบท [ต้องยืนยันมาตรา] ข้อสัญญาชดใช้ค่าเสียหายไม่เปลี่ยนความรับผิดต่อบุคคลภายนอก แต่ให้ผู้ว่าจ้างไล่เบี้ยเอาแก่ผู้รับจ้างได้ตามที่ตกลงกัน
สามารถกำหนด Cap of Liability (การจำกัดความรับผิด) ไว้เท่ากับมูลค่าสัญญาได้หรือไม่?
ไม่แนะนำอย่างยิ่ง ความเสียหายจากการรั่วไหลของรังสีต่อชีวิต สุขภาพของประชาชน และสิ่งแวดล้อม มักสูงกว่ามูลค่าสัญญาอย่างมาก และกฎหมายจำกัดผลของข้อตกลงเช่นนี้ไว้แล้วสามระดับ (1) ความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเป็นข้อความยกเว้นมิให้ผู้รับจ้างต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนเองเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 ทั้งนี้ มาตรา 220 ให้ผู้รับจ้างต้องรับผิดในความผิดของบุคคลที่ตนใช้ในการชำระหนี้เสมือนเป็นความผิดของตนเอง แต่ไม่ให้นำมาตรา 373 มาใช้แก่กรณีนี้ ข้อตกลงยกเว้นความรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของลูกจ้าง พนักงานขับรถ ตัวแทน หรือผู้รับจ้างช่วงของผู้รับจ้างจึงไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 373 และสัญญาควรระบุกรณีเหล่านี้ไว้นอกเพดานความรับผิดอย่างชัดแจ้ง (2) ข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ตกลงหรือของบุคคลอื่นซึ่งผู้ตกลงต้องรับผิดด้วย จะนำมาอ้างไม่ได้ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 (3) ข้อจำกัดความรับผิดอื่นที่ไม่เป็นโมฆะมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามมาตรา 8 วรรคสอง และหากอยู่ในสัญญาสำเร็จรูป ข้อตกลงที่ทำให้ผู้กำหนดสัญญาได้เปรียบเกินสมควรมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมตามมาตรา 4 การนำมาตรา 8 วรรคหนึ่งมาใช้กับเงินที่ผู้ว่าจ้างจ่ายให้ผู้เสียหายแล้วเรียกคืนจากผู้รับจ้าง ยังเป็นประเด็นที่ต้องวิเคราะห์ตามข้อเท็จจริง สัญญาจึงควรระบุให้กรณีการปนเปื้อนรังสีและความรับผิดต่อบุคคลภายนอกอยู่นอกเพดานความรับผิด (Carve-out from Liability Cap) อย่างชัดแจ้ง การไม่จำกัดความรับผิดในกรณีเหล่านี้เป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา มิใช่เพดานความรับผิดตามกฎหมาย
เจ้าหน้าที่ RSO ของผู้รับจ้าง สามารถทำหน้าที่แทน RSO ของผู้ว่าจ้างได้หรือไม่?
บทความนี้ไม่สรุปว่ากฎหมายห้ามหรือยอมให้ทำหน้าที่แทนกัน เพราะหน้าที่จัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี คุณสมบัติ และขอบเขตหน้าที่ เป็นไปตามพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 และเงื่อนไขของใบอนุญาตแต่ละฉบับ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ในทางสัญญา ควรกำหนดให้แต่ละฝ่ายจัดให้มีเจ้าหน้าที่ของตนสำหรับงานในความรับผิดชอบของตน คือ ฝ่ายผู้ว่าจ้างสำหรับการเตรียมและส่งมอบกากในสถานที่ของผู้ว่าจ้าง และฝ่ายผู้รับจ้างสำหรับการขนส่ง การขนถ่าย และการบำบัดกำจัด และให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายลงนามในเอกสารรายการกาก ณ จุดส่งมอบ

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ