คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR
  1. กระบวนการและมติพิเศษ (Special Resolution & Conversion Procedure): บริษัทจำกัดจะแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดได้เมื่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษ (พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 180) โดยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1194) โดยคำบอกกล่าวเรียกประชุมต้องส่งก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าสิบสี่วันและระบุข้อความที่จะเสนอให้ลงมติ (ป.พ.พ. มาตรา 1175) และในการประชุมเดียวกัน คณะกรรมการต้องจัดให้ที่ประชุมพิจารณาหนังสือบริคณห์สนธิที่ต้องแก้ไข ข้อบังคับ การเลือกตั้งกรรมการ และการเลือกตั้งผู้สอบบัญชี (มาตรา 181)
  2. การส่งมอบกิจการ การจดทะเบียน และสถานะของเจ้าหนี้ (Handover, Registration & Creditors): คณะกรรมการบริษัทเอกชนต้องส่งมอบกิจการ ทรัพย์สิน บัญชีและเอกสารให้คณะกรรมการชุดใหม่ภายในเจ็ดวันนับแต่วันเสร็จสิ้นการประชุมผู้ถือหุ้น (มาตรา 182) และคณะกรรมการชุดใหม่ต้องขอจดทะเบียนการแปรสภาพต่อนายทะเบียนภายในสิบสี่วัน (มาตรา 183) ส่วนจุดเริ่มนับระยะเวลาสิบสี่วันนั้น ตัวบทมาตรา 183 ใช้ถ้อยคำว่า “นับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุมตามมาตรา 179” แต่มาตรา 179 เป็นบทบัญญัติในหมวดการชำระบัญชี บทความนี้จึงอ่านว่าหมายถึงวันที่เสร็จสิ้นการประชุมผู้ถือหุ้นตามมาตรา 180 และมาตรา 181 เช่นเดียวกับระยะเวลาเจ็ดวัน ซึ่งเป็นการตีความของผู้เขียน [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] บทบัญญัติว่าด้วยการแปรสภาพในมาตรา 180 ถึงมาตรา 185 ไม่มีขั้นตอนบอกกล่าวเจ้าหนี้หรือให้เจ้าหนี้คัดค้าน ขั้นตอนดังกล่าวเป็นของการควบรวมบริษัทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1240 ส่วนข้อสัญญาเงินกู้ที่กำหนดให้ต้องขอความยินยอมจากเจ้าหนี้ก่อนแปรสภาพเป็นภาระตามสัญญาซึ่งต้องตรวจเป็นรายฉบับ มิใช่สิทธิคัดค้านตามกฎหมาย
  3. การชำระค่าหุ้นและผลของการจดทะเบียน (Full Payment & Effect under Sections 184 and 185): ภายใต้บังคับมาตรา 35 (5) และมาตรา 52 หุ้นทุกหุ้นของบริษัทมหาชนจำกัดต้องใช้เป็นเงินครั้งเดียวจนเต็มมูลค่า (มาตรา 54) บริษัทจำกัดที่มีหุ้นค้างชำระจึงควรเรียกชำระให้ครบก่อนหรือพร้อมกับการแปรสภาพ [ต้องยืนยันมาตรา] เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนแล้ว บริษัทเอกชนเดิมหมดสภาพจากการเป็นบริษัทจำกัด (มาตรา 184) และบริษัทมหาชนจำกัดได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของบริษัทเอกชนเดิมทั้งหมดโดยผลของกฎหมาย (มาตรา 185) สัญญาเดิมจึงไม่ต้องทำใหม่หรือทำสัญญาโอนสิทธิ แต่ต้องปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ให้ผลเมื่อบริษัทแปรสภาพหรือเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น

สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง

  1. เหตุการณ์: บริษัทจำกัดที่กำลังเติบโตและเตรียมเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ต้องแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดก่อน แต่ยังมีหุ้นที่ชำระค่าหุ้นไม่เต็มมูลค่า และมีสัญญาเงินกู้กับธนาคารซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องได้รับความยินยอมจากธนาคารก่อนเปลี่ยนแปลงรูปแบบนิติบุคคล
  2. ความเข้าใจผิด: ผู้บริหารมักเข้าใจว่าการแปรสภาพต้องผ่านขั้นตอนบอกกล่าวเจ้าหนี้และรอให้เจ้าหนี้คัดค้านเช่นเดียวกับการควบรวมบริษัท หรือในทางกลับกัน เข้าใจว่าเมื่อกฎหมายให้บริษัทมหาชนจำกัดได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดของบริษัทเดิมแล้ว ก็ไม่ต้องตรวจสัญญาใดอีก ความเข้าใจทั้งสองแบบไม่ตรงกับพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 180 ถึงมาตรา 185
  3. จุดพลิก: ความเสี่ยงที่แท้จริงอยู่ที่ระยะเวลาตามกฎหมายซึ่งสั้นมาก คือการส่งมอบกิจการภายในเจ็ดวันและการขอจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุมผู้ถือหุ้น (มาตรา 182 และมาตรา 183) ซึ่งการไม่ปฏิบัติตามแต่ละกรณีเป็นความผิดทางพินัยตามมาตรา 196 และมาตรา 195 ตามลำดับ ทั้งนี้ ตัวบทมาตรา 183 ใช้ถ้อยคำว่านับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุมตามมาตรา 179 การนับระยะเวลาสิบสี่วันจากวันที่เสร็จสิ้นการประชุมผู้ถือหุ้นจึงเป็นการตีความของผู้เขียนซึ่งเป็นทางที่ปลอดภัย [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ความเสี่ยงอีกประการหนึ่งอยู่ที่ข้อสัญญาซึ่งกำหนดให้ต้องขอความยินยอมจากคู่สัญญาก่อนแปรสภาพ หากละเลยข้อสัญญาเช่นนี้ คู่สัญญาอาจถือเป็นเหตุผิดสัญญาได้ตามที่สัญญากำหนด แม้กฎหมายจะไม่ได้ให้สิทธิคัดค้านการแปรสภาพแก่เจ้าหนี้ก็ตาม
  4. สิ่งที่ได้จากบทความ: ขั้นตอนการแปรสภาพตามตัวบท ตั้งแต่การเรียกประชุม การลงมติพิเศษ เรื่องที่ต้องพิจารณาในการประชุมเดียวกัน การส่งมอบกิจการ ไปจนถึงการจดทะเบียน การจัดการหุ้นที่ยังชำระไม่เต็มมูลค่า สถานะของเจ้าหนี้ และการตรวจสัญญาและใบอนุญาตก่อนแปรสภาพ

ทำไมธุรกิจเติบโตสูงจึงต้องแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และความแตกต่างเชิงโครงสร้างกฎหมายระหว่างบริษัทจำกัดกับบริษัทมหาชนจำกัด

การเติบโตขององค์กรธุรกิจจนถึงระดับที่ต้องการระดมทุนจากประชาชนทั่วไป (Initial Public Offering: IPO) จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบองค์กรจากบริษัทจำกัด ซึ่งตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และห้ามชี้ชวนประชาชนให้ซื้อหุ้น (ป.พ.พ. มาตรา 1102) ไปเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประเภทที่ตั้งขึ้นด้วยความประสงค์ที่จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชน (พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 15) พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดวิธีการเฉพาะให้บริษัทจำกัดที่มีอยู่แล้วแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดได้ในมาตรา 180 ถึงมาตรา 185 ซึ่งไม่มีขั้นตอนเลิกบริษัทและชำระบัญชีบริษัทเดิม แต่ให้บริษัทเดิมหมดสภาพจากการเป็นบริษัทจำกัดเมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการแปรสภาพ (มาตรา 184) และให้บริษัทมหาชนจำกัดได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของบริษัทเดิมทั้งหมด (มาตรา 185)

ข้อแตกต่างเชิงโครงสร้างทางกฎหมายที่สำคัญระหว่างบริษัทจำกัดกับบริษัทมหาชนจำกัด มีดังต่อไปนี้ (ในบทความนี้ มาตราที่ไม่ระบุชื่อกฎหมายหมายถึงมาตราแห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ส่วนมาตราแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะระบุว่า ป.พ.พ. ทุกครั้ง)

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

การดำเนินการแปรสภาพที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงตามที่กฎหมายกำหนด ส่งผลกระทบต่อองค์กรทั้งในทางธุรกิจและในทางกฎหมาย ดังต่อไปนี้

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

ตาราง Claim Ledger สรุปหลักกฎหมายที่ตรวจกับตัวบท

Claim IDประเด็นข้อกฎหมาย / หลักการอ้างอิงฐานกฎหมายสาระสำคัญทางกฎหมาย
C-SH-25-01การอนุมัติแปรสภาพด้วยมติพิเศษพ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 180 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 1194 และมาตรา 1175บริษัทเอกชนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดได้เมื่อมีมติพิเศษ คือคะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน โดยคำบอกกล่าวเรียกประชุมต้องส่งก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าสิบสี่วันและระบุข้อความที่จะเสนอให้ลงมติ
C-SH-25-02เรื่องที่ต้องพิจารณาในการประชุม การส่งมอบกิจการ และการจดทะเบียนพ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 181 มาตรา 182 และมาตรา 183ในการประชุมเดียวกัน คณะกรรมการต้องจัดให้พิจารณาหนังสือบริคณห์สนธิที่ต้องแก้ไข ข้อบังคับ การเลือกตั้งกรรมการ การเลือกตั้งผู้สอบบัญชี และเรื่องอื่นที่จำเป็นในการแปรสภาพ คณะกรรมการบริษัทเอกชนส่งมอบกิจการให้คณะกรรมการชุดใหม่ภายในเจ็ดวันนับแต่วันเสร็จสิ้นการประชุมตามมาตรา 181 และคณะกรรมการชุดใหม่ขอจดทะเบียนภายในสิบสี่วัน ทั้งนี้ ตัวบทมาตรา 183 ตามฉบับรวมของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาใช้ถ้อยคำว่า “นับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุมตามมาตรา 179” แต่มาตรา 179 เป็นบทบัญญัติในหมวดการชำระบัญชีซึ่งให้ผู้ชำระบัญชีขออนุมัติหรือขอความเห็นชอบต่อนายทะเบียนเมื่อไม่อาจจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นได้ เมื่ออ่านประกอบกับข้อความในมาตราเดียวกันที่อ้างถึงที่ประชุมตามมาตรา 181 และกับมาตรา 182 ซึ่งนับแต่วันเสร็จสิ้นการประชุมตามมาตรา 181 ระยะเวลาสิบสี่วันจึงควรนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุมผู้ถือหุ้นตามมาตรา 180 และมาตรา 181 ซึ่งเป็นการตีความของผู้เขียนและเป็นทางที่ปลอดภัยในทางปฏิบัติ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] บทบัญญัติว่าด้วยการแปรสภาพไม่มีขั้นตอนบอกกล่าวเจ้าหนี้หรือให้เจ้าหนี้คัดค้าน ซึ่งเป็นขั้นตอนของการควบรวมบริษัทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1240
C-SH-25-03การชำระค่าหุ้นพ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 54 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 1121ภายใต้บังคับมาตรา 35 (5) และมาตรา 52 หุ้นทุกหุ้นของบริษัทมหาชนจำกัดต้องใช้เป็นเงินครั้งเดียวจนเต็มมูลค่า และผู้จองหุ้นหรือผู้ซื้อหุ้นจะขอหักกลบลบหนี้กับบริษัทไม่ได้ บริษัทจำกัดที่มีหุ้นค้างชำระจึงควรเรียกชำระให้ครบก่อนหรือพร้อมกับการแปรสภาพ [ต้องยืนยันมาตรา] โดยคำบอกกล่าวเรียกเงินค่าหุ้นแต่ละคราวต้องส่งล่วงหน้าไม่ต่ำกว่ายี่สิบเอ็ดวันด้วยจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์
C-SH-25-04ผลของการจดทะเบียนแปรสภาพพ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 184 และมาตรา 185บริษัทเอกชนที่จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้วย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของบริษัทเอกชนเดิมทั้งหมด (มาตรา 185) และบริษัทเอกชนเดิมหมดสภาพจากการเป็นบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียน (มาตรา 184)
C-SH-25-05สิทธิและความรับผิดในคดีที่ค้างอยู่พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 184 และมาตรา 185สิทธิและความรับผิดของบริษัทเอกชนเดิมซึ่งเป็นมูลของคดีที่ค้างอยู่ตกเป็นของบริษัทมหาชนจำกัดตามมาตรา 185 ส่วนวิธีการเข้าดำเนินคดีแทนบริษัทเดิมในคดีที่ค้างพิจารณา ให้ตรวจตามกฎหมายวิธีพิจารณาความและแนวปฏิบัติของศาล [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] บทความนี้ไม่อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาในประเด็นดังกล่าว
C-SH-25-06ความรับผิดเกี่ยวกับเอกสารที่ยื่นต่อนายทะเบียนพ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 94 (2) และมาตรา 216กรรมการต้องรับผิดร่วมกันเพื่อความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัท หากแสดงข้อความหรือลงรายการเท็จหรือไม่ตรงกับบัญชี ทะเบียนหรือเอกสารของบริษัทในเอกสารที่ยื่นต่อนายทะเบียน เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำนั้น และผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทที่ลงข้อความเท็จในบัญชีหรือเอกสารของบริษัทเพื่อลวงให้บริษัทหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ มีโทษทางอาญา

ขั้นตอนและไทม์ไลน์การแปรสภาพตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 Step-by-Step Statutory Process

พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 วางขั้นตอนการแปรสภาพไว้ในมาตรา 180 ถึงมาตรา 185 โดยอาศัยหลักเรื่องการประชุมผู้ถือหุ้นและมติพิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ขั้นตอนตั้งแต่การลงมติจนถึงการยื่นขอจดทะเบียนผูกอยู่กับการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งเดียว และระยะเวลาตามกฎหมายนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุมนั้น (สำหรับระยะเวลาตามมาตรา 183 ซึ่งตัวบทอ้างถึงการประชุมตามมาตรา 179 โปรดดูข้อสังเกตในขั้นตอนที่ 4) ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1: การตรวจทุนและหุ้นที่ยังชำระไม่เต็มมูลค่า (Capital Check)

ภายใต้บังคับมาตรา 35 (5) และมาตรา 52 หุ้นทุกหุ้นของบริษัทมหาชนจำกัดต้องใช้เป็นเงินครั้งเดียวจนเต็มมูลค่า และผู้จองหุ้นหรือผู้ซื้อหุ้นจะขอหักกลบลบหนี้กับบริษัทไม่ได้ (มาตรา 54) ขณะที่หุ้นของบริษัทจำกัดอาจชำระค่าหุ้นคราวแรกเพียงไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของมูลค่าหุ้นที่ตั้งไว้ (ป.พ.พ. มาตรา 1105) บริษัทจำกัดที่มีหุ้นค้างชำระจึงควรเรียกชำระให้ครบก่อนหรือพร้อมกับการแปรสภาพ ทั้งนี้ คำบอกกล่าวเรียกเงินค่าหุ้นแต่ละคราวต้องส่งล่วงหน้าไม่ต่ำกว่ายี่สิบเอ็ดวันด้วยจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ (ป.พ.พ. มาตรา 1121) อย่างไรก็ดี มาตรา 180 ถึงมาตรา 185 ไม่ได้กำหนดลำดับเวลาว่าต้องเรียกชำระค่าหุ้นให้ครบก่อนการประชุมแปรสภาพ ลำดับเวลาที่บทความแนะนำจึงเป็นแนวปฏิบัติที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม [ต้องยืนยันมาตรา]

ขั้นตอนที่ 2: การเรียกประชุมผู้ถือหุ้นและการลงมติพิเศษ (Notice & Special Resolution)

บริษัทเอกชนอาจแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดได้เมื่อมีมติพิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้กระทำได้ (มาตรา 180) กรรมการจะเรียกประชุมวิสามัญเมื่อใดก็ได้ตามที่เห็นสมควร (ป.พ.พ. มาตรา 1172) คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่เพื่อลงมติพิเศษต้องส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนของบริษัทก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน และต้องระบุสถานที่ วัน เวลา สภาพแห่งกิจการที่จะประชุมปรึกษากัน และข้อความที่จะนำเสนอให้ลงมติ (ป.พ.พ. มาตรา 1175) การประชุมจะลงมติได้เมื่อมีผู้ถือหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าสองคนและมีจำนวนหุ้นนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่แห่งทุนของบริษัท (ป.พ.พ. มาตรา 1178 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565) และมติพิเศษต้องได้คะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน (ป.พ.พ. มาตรา 1194)

การนับคะแนนเสียงขึ้นอยู่กับวิธีลงคะแนนด้วย ข้อมติให้ตัดสินด้วยวิธีชูมือ เว้นแต่ก่อนหรือในเวลาที่แสดงผลการชูมือ มีผู้ถือหุ้นอย่างน้อยสองคนร้องขอให้ลงคะแนนลับ (ป.พ.พ. มาตรา 1190) ในการชูมือ ผู้ถือหุ้นที่มาประชุมเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นมาประชุมแทนมีคนละหนึ่งเสียง ส่วนในการลงคะแนนลับ ผู้ถือหุ้นมีหนึ่งเสียงต่อหนึ่งหุ้นที่ตนถือ (ป.พ.พ. มาตรา 1182)

ขั้นตอนที่ 3: เรื่องที่ต้องพิจารณาในการประชุมเดียวกัน (Matters under Section 181)

เมื่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติให้แปรสภาพแล้ว คณะกรรมการต้องจัดให้ที่ประชุมเดียวกันพิจารณาเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย (มาตรา 181 วรรคหนึ่ง)

ในการพิจารณาเรื่องเหล่านี้ ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับบริษัทมหาชนจำกัดว่าด้วยเรื่องนั้น ๆ มาใช้บังคับโดยอนุโลม (มาตรา 181 วรรคสอง) หนังสือบริคณห์สนธิที่แก้ไขจึงควรมีรายการตามมาตรา 18 เช่น ชื่อบริษัทซึ่งมีคำว่า “บริษัท” นำหน้าและ “จำกัด (มหาชน)” ต่อท้ายตามมาตรา 11 (1) และความประสงค์ของบริษัทที่จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชน ข้อบังคับต้องไม่มีข้อจำกัดการโอนหุ้นเกินกว่าที่มาตรา 57 อนุญาต และคณะกรรมการที่เลือกตั้งต้องประกอบด้วยกรรมการอย่างน้อยห้าคน โดยกรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดต้องมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร (มาตรา 67) ส่วนหนังสือชี้ชวนมิใช่วาระของการประชุมแปรสภาพ แต่เป็นเอกสารในขั้นตอนการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนในภายหลัง ซึ่งมาตรา 24 กำหนดให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

ขั้นตอนที่ 4: การส่งมอบกิจการและการจดทะเบียนแปรสภาพ (Handover & Registration)

คณะกรรมการบริษัทเอกชนต้องส่งมอบกิจการ ทรัพย์สิน บัญชี เอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ของบริษัทเอกชนให้แก่คณะกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งใหม่ภายในเจ็ดวันนับแต่วันเสร็จสิ้นการประชุม (มาตรา 182) และคณะกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งใหม่ต้องขอจดทะเบียนการแปรสภาพพร้อมยื่นรายงานการประชุม หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับที่ที่ประชุมอนุมัติ ต่อนายทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุมผู้ถือหุ้น (มาตรา 183) โดยให้นำมาตรา 39 ว่าด้วยรายการที่ต้องแสดงในการขอจดทะเบียนบริษัท เช่น ทุนชำระแล้ว จำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด ชื่อกรรมการ และกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัท มาใช้บังคับโดยอนุโลม นายทะเบียนในที่นี้หมายถึงอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายด้วย (มาตรา 4)

ข้อสังเกตเรื่องจุดเริ่มนับระยะเวลาสิบสี่วันตามมาตรา 183: ตัวบทมาตรา 183 ตามฉบับรวมของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาใช้ถ้อยคำว่า “นับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุมตามมาตรา 179” แต่มาตรา 179 เป็นบทบัญญัติในหมวดการชำระบัญชีซึ่งให้ผู้ชำระบัญชีขออนุมัติหรือขอความเห็นชอบต่อนายทะเบียนเมื่อไม่อาจจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นได้ จึงไม่มีการประชุมตามมาตรา 179 ในกระบวนการแปรสภาพ เมื่ออ่านประกอบกับข้อความในมาตราเดียวกันที่อ้างถึงที่ประชุมตามมาตรา 181 และกับมาตรา 182 ซึ่งนับแต่วันเสร็จสิ้นการประชุมตามมาตรา 181 ระยะเวลาสิบสี่วันจึงควรนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุมผู้ถือหุ้นตามมาตรา 180 และมาตรา 181 ซึ่งเป็นการตีความของผู้เขียนและเป็นทางที่ปลอดภัยในทางปฏิบัติ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] การตีความเช่นนี้มีผลในทางปฏิบัติ เพราะคณะกรรมการที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 183 มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองหมื่นบาท (มาตรา 195) และคณะกรรมการที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 182 มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสี่หมื่นบาท (มาตรา 196)

ในการรับจดทะเบียน นายทะเบียนมีอำนาจสอบถามข้อเท็จจริงและให้ผู้ขอจดทะเบียนส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ตามความจำเป็น (มาตรา 186) หากคำขอถูกต้องและครบถ้วน นายทะเบียนรับจดทะเบียนและประกาศรายการย่อในราชกิจจานุเบกษา หากคำขอมีรายการไม่ถูกต้อง แนบเอกสารไม่ครบถ้วน หรือมีข้อความขัดต่อกฎหมาย นายทะเบียนจะแจ้งให้แก้ไขก่อน และคำสั่งไม่รับจดทะเบียนอาจอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่ง (มาตรา 187) เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการแปรสภาพแล้ว บริษัทเอกชนเดิมหมดสภาพจากการเป็นบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และนายทะเบียนหมายเหตุไว้ในทะเบียน (มาตรา 184) ส่วนบริษัทมหาชนจำกัดย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของบริษัทเอกชนเดิมทั้งหมด (มาตรา 185)

ลำดับเวลาตามตัวบทสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้

ช่วงเวลาการดำเนินการผู้มีหน้าที่ฐานกฎหมาย
ก่อนส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุม (แนวปฏิบัติที่แนะนำ) [ต้องยืนยันมาตรา]ส่งคำบอกกล่าวเรียกเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระล่วงหน้าไม่ต่ำกว่ายี่สิบเอ็ดวันด้วยจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ เพื่อให้หุ้นทุกหุ้นชำระเต็มมูลค่าคณะกรรมการบริษัทเอกชนป.พ.พ. มาตรา 1121 และ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 54
ก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าสิบสี่วันส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมทางไปรษณีย์ตอบรับ ระบุข้อความที่จะเสนอให้ลงมติคณะกรรมการบริษัทเอกชนป.พ.พ. มาตรา 1175
วันประชุมลงมติพิเศษให้แปรสภาพ และพิจารณาหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อบังคับ การเลือกตั้งกรรมการและผู้สอบบัญชีที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยคณะกรรมการจัดให้มีการพิจารณามาตรา 180 มาตรา 181 และ ป.พ.พ. มาตรา 1194
ภายในเจ็ดวันนับแต่วันเสร็จสิ้นการประชุมส่งมอบกิจการ ทรัพย์สิน บัญชี เอกสารและหลักฐานคณะกรรมการบริษัทเอกชน ส่งมอบแก่คณะกรรมการชุดใหม่มาตรา 182 (การไม่ปฏิบัติตามเป็นความผิดทางพินัยตามมาตรา 196)
ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุม (ตัวบทมาตรา 183 อ้างถึงการประชุมตามมาตรา 179 บทความอ่านว่าเป็นการประชุมผู้ถือหุ้นตามมาตรา 180 และมาตรา 181 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา])ขอจดทะเบียนการแปรสภาพ พร้อมรายงานการประชุม หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับคณะกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งใหม่มาตรา 183 (การไม่ปฏิบัติตามเป็นความผิดทางพินัยตามมาตรา 195)
เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนบริษัทเอกชนเดิมหมดสภาพจากการเป็นบริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัดได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดนายทะเบียน ซึ่งประกาศรายการย่อในราชกิจจานุเบกษามาตรา 184 มาตรา 185 และมาตรา 187

สถานะของเจ้าหนี้ในการแปรสภาพและข้อสัญญาที่ให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ Creditors' Position

บทบัญญัติว่าด้วยการแปรสภาพในพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 180 ถึงมาตรา 185 ไม่มีขั้นตอนบอกกล่าวเจ้าหนี้ ไม่มีการโฆษณามติ ไม่มีระยะเวลาให้เจ้าหนี้คัดค้าน และไม่มีข้อห้ามจดทะเบียนจนกว่าจะชำระหนี้หรือให้ประกัน ขั้นตอนเหล่านี้เป็นของการควบรวมบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีโครงสร้างต่างจากการแปรสภาพดังตารางต่อไปนี้ (รายละเอียดของการควบรวมบริษัท ดูใน การควบรวมกิจการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใหม่)

ประเด็นการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด (พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 180 ถึงมาตรา 185)การควบรวมบริษัทจำกัด (ป.พ.พ. มาตรา 1240 และมาตรา 1243)
การบอกกล่าวเจ้าหนี้และการโฆษณาไม่มีบทบัญญัติให้บอกกล่าวเจ้าหนี้หรือโฆษณามติบริษัทต้องมีหนังสือบอกกล่าวมติไปยังเจ้าหนี้ตามรายชื่อที่ปรากฏในบัญชีของบริษัท ณ วันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติ ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่มีมติ และโฆษณามติทางหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายภายในกำหนดเวลาเดียวกัน
ระยะเวลาคัดค้านไม่มีหนึ่งเดือนนับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รับหนังสือบอกกล่าวมติ
ผลเมื่อมีการคัดค้านไม่มีบทบัญญัติบริษัทจะควบรวมมิได้จนกว่าจะได้ชำระหนี้หรือได้ให้ประกันเพื่อหนี้นั้นแล้ว
หนี้เดิมของบริษัทบริษัทมหาชนจำกัดได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของบริษัทเอกชนเดิมทั้งหมด (มาตรา 185)บริษัทที่ควบรวมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของบริษัทเดิมทั้งสิ้น (ป.พ.พ. มาตรา 1243)

ความคุ้มครองของเจ้าหนี้และข้อสัญญาที่กำหนดให้ขอความยินยอม

แม้เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิคัดค้านการแปรสภาพตามตัวบท สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ก็ยังคงอยู่ เพราะบริษัทมหาชนจำกัดได้ไปทั้งหนี้และความรับผิดของบริษัทเอกชนเดิมทั้งหมด (มาตรา 185) เจ้าหนี้จึงเรียกให้บริษัทมหาชนจำกัดชำระหนี้เดิมได้ต่อไปโดยไม่ต้องทำสัญญาใหม่ ความคุ้มครองที่มากกว่านั้นมาจากสัญญา กล่าวคือ สัญญาเงินกู้ สัญญาสินเชื่อ หรือสัญญากับคู่ค้ารายใหญ่อาจกำหนดให้บริษัทต้องแจ้งหรือขอความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าหนี้ก่อนเปลี่ยนรูปแบบนิติบุคคลหรือโครงสร้างผู้ถือหุ้น ข้อกำหนดเช่นนี้เป็นภาระตามสัญญาซึ่งต้องตรวจเป็นรายฉบับ มิใช่สิทธิคัดค้านตามกฎหมาย และผลของการไม่ปฏิบัติตามย่อมเป็นไปตามที่สัญญากำหนด เช่น การถือเป็นเหตุผิดสัญญา (Event of Default) หรือการเรียกให้ชำระหนี้คืนก่อนกำหนด

  1. ตรวจสัญญา: บริษัทควรจัดทำรายการสัญญาที่มีข้อกำหนดเรื่องการแปรสภาพ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบนิติบุคคล หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น (Change of Control) ตั้งแต่ก่อนส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุม
  2. ขอความยินยอมหรือแจ้งตามข้อสัญญา: บริษัทควรขอหนังสือยินยอมหรือหนังสือสละสิทธิ (Consent or Waiver Letter) จากเจ้าหนี้ หรือแจ้งตามแบบและกำหนดเวลาที่สัญญาระบุให้เสร็จก่อนวันประชุมผู้ถือหุ้น เพราะเมื่อมีมติแล้ว ระยะเวลาส่งมอบกิจการและขอจดทะเบียนเหลือเพียงเจ็ดวันและสิบสี่วันตามมาตรา 182 และมาตรา 183 (ระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุมผู้ถือหุ้นตามการตีความของผู้เขียน เพราะตัวบทมาตรา 183 อ้างถึงการประชุมตามมาตรา 179 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา])

การจัดโครงสร้างทุน Capital Restructuring

ในการเตรียมความพร้อมก่อนเสนอขายหุ้นต่อประชาชน (IPO Readiness) บริษัทควรจัดโครงสร้างทุนให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 และกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ดังต่อไปนี้

  1. การเรียกชำระค่าหุ้นที่ค้างชำระ (Call on Shares): หุ้นของบริษัทมหาชนจำกัดต้องใช้เป็นเงินครั้งเดียวจนเต็มมูลค่า (มาตรา 54) บริษัทจำกัดที่มีหุ้นค้างชำระจึงควรเรียกชำระให้ครบก่อนหรือพร้อมกับการแปรสภาพ ทั้งนี้ คำบอกกล่าวเรียกเงินค่าหุ้นแต่ละคราวต้องส่งล่วงหน้าไม่ต่ำกว่ายี่สิบเอ็ดวันด้วยจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ (ป.พ.พ. มาตรา 1121) ส่วนลำดับเวลาที่ให้เรียกชำระให้ครบก่อนการประชุมแปรสภาพนั้น ไม่ปรากฏในมาตรา 180 ถึงมาตรา 185 [ต้องยืนยันมาตรา]
  2. การเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (Par Split / Par Consolidation): เพื่อปรับจำนวนหุ้นให้เหมาะสมกับการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทจำกัดอาจแก้ไขมูลค่าหุ้นที่ตั้งไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิโดยมติพิเศษ (ป.พ.พ. มาตรา 1145) แต่มูลค่าของหุ้นหนึ่งต้องไม่ต่ำกว่าห้าบาท (ป.พ.พ. มาตรา 1117) เช่น เปลี่ยนมูลค่าหุ้นจากหุ้นละ 100 บาทเป็นหุ้นละ 10 บาท และควรยื่นจดทะเบียนการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิภายในสิบสี่วันนับแต่วันลงมติพิเศษ ทั้งนี้ ป.พ.พ. มาตรา 1146 ใช้ถ้อยคำเฉพาะกรณีข้อบังคับ ฐานกฎหมายของกำหนดเวลาสำหรับการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิจึงต้องยืนยันกับแนวปฏิบัติของนายทะเบียน [ต้องยืนยันมาตรา] ส่วนการกำหนดมูลค่าหุ้นต่ำกว่าห้าบาท เช่น หุ้นละ 0.50 บาท ควรพิจารณาดำเนินการภายหลังจากบริษัทจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว ซึ่งไม่พบบทบัญญัติกำหนดมูลค่าหุ้นขั้นต่ำไว้ในพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 [ต้องยืนยันมาตรา] สำหรับเงื่อนไขเพิ่มเติมของการแบ่งหรือรวมหุ้นที่ไม่ทำให้ทุนจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม [ต้องยืนยันมาตรา]
  3. การเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายหุ้นต่อประชาชน: ในการประชุมแปรสภาพ การแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิจะรวมการแก้ไขเพิ่มทุนของบริษัทภายหลังการแปรสภาพด้วยก็ได้ (มาตรา 181 (1)) เมื่อเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว การเพิ่มทุนโดยออกหุ้นใหม่ทำได้เมื่อหุ้นทั้งหมดได้ออกจำหน่ายและได้รับชำระเงินค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว เว้นแต่หุ้นที่เหลือเป็นหุ้นที่ออกเพื่อรองรับหุ้นกู้แปลงสภาพหรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น และต้องได้รับมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน แล้วนำมติไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ที่ประชุมลงมติ (มาตรา 136) ที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะกำหนดให้เสนอขายหุ้นที่เพิ่มขึ้นแก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วน หรือเสนอขายต่อประชาชนหรือบุคคลอื่นก็ได้ (มาตรา 137) การเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด (พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 33) และการเสนอขายต่อประชาชนจะทำได้ต่อเมื่อแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนที่ยื่นต่อสำนักงานมีผลใช้บังคับแล้ว (พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 65) ส่วนหลักเกณฑ์ในรายละเอียด เช่น การจัดสรรหุ้นให้กรรมการหรือพนักงาน (ESOP) และเกณฑ์การกระจายการถือหุ้นรายย่อย (Free Float) อยู่ในประกาศของหน่วยงานกำกับดูแลและข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]

LAS Practice Note: สัญญาทางธุรกิจและการสืบสิทธิ Succession of Contracts

บริษัทเอกชนที่จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้วย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของบริษัทเอกชนเดิมทั้งหมด (มาตรา 185) และบริษัทเอกชนเดิมหมดสภาพจากการเป็นบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียน (มาตรา 184) การได้ไปเช่นนี้เป็นผลของกฎหมาย มิใช่การโอนสิทธิตามสัญญา บริษัทจึงไม่ต้องทำสัญญาโอนสิทธิหรือแปลงหนี้ใหม่กับคู่สัญญาแต่ละราย อย่างไรก็ดี ที่ปรึกษากฎหมายควรตรวจสัญญาและใบอนุญาตเป็นรายฉบับตามตารางต่อไปนี้

กรณีผลตามกฎหมายสิ่งที่ควรดำเนินการ
สัญญาที่ไม่มีข้อกำหนดพิเศษสิทธิและความรับผิดตกเป็นของบริษัทมหาชนจำกัดโดยผลของกฎหมาย (มาตรา 185)แจ้งชื่อบริษัทที่เปลี่ยนเป็น “บริษัท … จำกัด (มหาชน)” และข้อมูลสำหรับการติดต่อแก่คู่สัญญา เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติตามสัญญา
สัญญาที่มีข้อกำหนดเมื่อบริษัทแปรสภาพหรือเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น (Change of Control)ข้อสัญญาผูกพันคู่สัญญาตามสัญญา การไม่ปฏิบัติตามอาจเป็นเหตุผิดสัญญาตามที่สัญญากำหนดขอความยินยอมหรือแจ้งคู่สัญญาตามแบบและกำหนดเวลาที่สัญญาระบุ ก่อนวันประชุมผู้ถือหุ้น
สัญญาที่ห้ามโอนสิทธิโดยไม่ได้รับความยินยอม (Assignment Restrictions)สิทธิและความรับผิดตกเป็นของบริษัทมหาชนจำกัดโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 185 โดยไม่ต้องทำสัญญาโอนสิทธิตรวจถ้อยคำว่าข้อห้ามนั้นครอบคลุมการแปรสภาพหรือการได้ไปโดยผลของกฎหมายหรือไม่ และหากสัญญากำหนดให้ขอความยินยอมหรือแจ้งคู่สัญญา ให้ปฏิบัติตามข้อสัญญานั้น
ใบอนุญาตประกอบกิจการใบอนุญาตทางปกครองจะตกเป็นของบริษัทมหาชนจำกัด หรือต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงหรือขอรับใบอนุญาตใหม่ ขึ้นอยู่กับกฎหมายเฉพาะที่ออกใบอนุญาตนั้น [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]ตรวจกับหน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตแต่ละฉบับก่อนยื่นขอจดทะเบียนแปรสภาพ
คดีที่ค้างพิจารณาสิทธิและความรับผิดอันเป็นมูลของคดีตกเป็นของบริษัทมหาชนจำกัดตามมาตรา 185 บทความนี้ไม่อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาในประเด็นการเข้าเป็นคู่ความแทนบริษัทเดิมแจ้งศาลและคู่ความถึงการแปรสภาพในแต่ละคดีตามวิธีการที่กฎหมายวิธีพิจารณาความและแนวปฏิบัติของศาลกำหนด [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]

นอกจากนี้ บริษัทควรประสานงานกับที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor) เพื่อจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและโครงสร้างการถือหุ้นให้รองรับเกณฑ์การกระจายการถือหุ้นรายย่อย (Free Float) และคุณสมบัติที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]

ข้อต่อสู้ของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยกับฝ่ายบริหารบริษัท Devil's Advocate: Minority Shareholders' Rights

ประเด็นพิจารณามุมมองฝ่ายบริหารบริษัท (Management)ข้อต่อสู้ของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย (Minority Shareholders)
การลงมติแปรสภาพต้องการระดมทุนจากประชาชนเพื่อขยายธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้องค์กร โดยอาศัยมติพิเศษซึ่งต้องได้คะแนนเสียงไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน (ป.พ.พ. มาตรา 1194)กังวลว่าสัดส่วนการถือหุ้นจะลดลงเมื่อมีการเพิ่มทุนและเสนอขายหุ้นต่อประชาชน (Dilution Effect) ผู้ถือหุ้นที่มีคะแนนเสียงรวมกันเกินกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน สามารถออกเสียงไม่ให้มติพิเศษผ่านได้
การโอนหุ้นบริษัทมหาชนจำกัดจะกำหนดข้อจำกัดใด ๆ ในการโอนหุ้นมิได้ เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นของมาตรา 57 ซึ่งช่วยให้หุ้นมีสภาพคล่องในตลาดข้อบังคับเดิมที่กำหนดให้การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อต้องได้รับความยินยอมของบริษัท (ป.พ.พ. มาตรา 1129) หรือให้สิทธิซื้อหุ้นก่อน (Right of First Refusal) ไม่อาจคงไว้ในข้อบังคับของบริษัทมหาชนจำกัดได้ เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นของมาตรา 57
มาตรการแก้ไขหรือเยียวยาส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมให้ถูกต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1175 และชี้แจงแผนธุรกิจและประโยชน์ระยะยาวของการเข้าตลาดหลักทรัพย์ออกเสียงคัดค้านในที่ประชุม และหากการนัดเรียก การประชุม หรือการลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติลักษณะหุ้นส่วนและบริษัทในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือข้อบังคับของบริษัท กรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งอาจร้องขอให้ศาลเพิกถอนมตินั้นได้ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมติ (ป.พ.พ. มาตรา 1195)

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

บริบทของสถานการณ์

บริษัท A จำกัด มีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท แบ่งเป็น 2,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นแล้วหุ้นละ 75 บาท (ค้างชำระหุ้นละ 25 บาท รวมเป็นเงินค้างชำระ 50 ล้านบาท) บริษัทเตรียมแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดเพื่อเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก และมีธนาคาร B เป็นเจ้าหนี้เงินกู้ 100 ล้านบาท ตามสัญญาเงินกู้ซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากธนาคารก่อนเปลี่ยนแปลงรูปแบบนิติบุคคล ส่วน C เป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยรายหนึ่งซึ่งไม่เห็นด้วยกับการแปรสภาพ

การแก้ไขปัญหาตามขั้นตอนกฎหมาย (Walkthrough)

  1. การเรียกชำระค่าหุ้นที่ค้าง: คณะกรรมการส่งคำบอกกล่าวเรียกเงินค่าหุ้นที่ค้างอีกหุ้นละ 25 บาท ด้วยจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ล่วงหน้าไม่ต่ำกว่ายี่สิบเอ็ดวัน (ป.พ.พ. มาตรา 1121) โดยส่งก่อนส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อให้ผู้ถือหุ้นชำระครบก่อนวันประชุม และหุ้นทุกหุ้นได้ใช้เป็นเงินจนเต็มมูลค่าตามที่พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 54 กำหนดสำหรับบริษัทมหาชนจำกัด ลำดับเวลานี้เป็นแนวปฏิบัติที่ LAS แนะนำ เพราะมาตรา 180 ถึงมาตรา 185 ไม่ได้กำหนดไว้ [ต้องยืนยันมาตรา]
  2. ความยินยอมของธนาคารเจ้าหนี้: ธนาคาร B ไม่มีสิทธิคัดค้านการแปรสภาพตามกฎหมาย เพราะมาตรา 180 ถึงมาตรา 185 ไม่มีขั้นตอนดังกล่าว แต่สัญญาเงินกู้กำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมก่อน บริษัท A จึงขอหนังสือยินยอมจากธนาคาร B ก่อนส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุม เพื่อมิให้การแปรสภาพเป็นเหตุผิดสัญญาตามสัญญาเงินกู้
  3. การเรียกประชุมและการลงมติ: บริษัท A ส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน และระบุข้อความที่จะเสนอให้ลงมติ (ป.พ.พ. มาตรา 1175) ในวันประชุม ที่ประชุมลงมติให้แปรสภาพด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 92 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน ซึ่งไม่ต่ำกว่าสามในสี่ มติพิเศษจึงผ่านแม้ C จะออกเสียงไม่เห็นด้วย (พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 180 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 1194) ที่ประชุมเดียวกันอนุมัติหนังสือบริคณห์สนธิที่แก้ไขซึ่งใช้ชื่อ “บริษัท A จำกัด (มหาชน)” และข้อบังคับ เลือกตั้งกรรมการห้าคนซึ่งสามคนมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร และเลือกตั้งผู้สอบบัญชี (มาตรา 181 และมาตรา 67)
  4. การส่งมอบกิจการและการจดทะเบียน: คณะกรรมการชุดเดิมส่งมอบกิจการ ทรัพย์สิน บัญชีและเอกสารให้คณะกรรมการชุดใหม่ภายในเจ็ดวันนับแต่วันเสร็จสิ้นการประชุม (มาตรา 182) และคณะกรรมการชุดใหม่ยื่นขอจดทะเบียนการแปรสภาพพร้อมรายงานการประชุม หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับที่ที่ประชุมอนุมัติ ต่อนายทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุม (มาตรา 183) บริษัท A นับระยะเวลาสิบสี่วันจากวันที่เสร็จสิ้นการประชุมผู้ถือหุ้นตามการตีความของผู้เขียน แม้ตัวบทมาตรา 183 จะใช้ถ้อยคำว่านับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุมตามมาตรา 179 เพราะเป็นทางที่ปลอดภัยและหลีกเลี่ยงความผิดทางพินัยตามมาตรา 195 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
  5. ผลหลังจดทะเบียน: เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียน บริษัท A จำกัด หมดสภาพจากการเป็นบริษัทจำกัด (มาตรา 184) และบริษัท A จำกัด (มหาชน) ได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของบริษัทเดิมทั้งหมด (มาตรา 185) รวมทั้งหนี้ตามสัญญาเงินกู้กับธนาคาร B ซึ่งยังมีผลต่อไปโดยไม่ต้องทำสัญญาใหม่

Checklist 10 จุดตรวจการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด Conversion Checklist

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

ธนาคารเจ้าหนี้มีสิทธิคัดค้านการแปรสภาพจนบริษัทจดทะเบียนแปรสภาพไม่ได้หรือไม่?
ไม่มีสิทธิคัดค้านตามกฎหมาย บทบัญญัติว่าด้วยการแปรสภาพในพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 180 ถึงมาตรา 185 ไม่มีขั้นตอนบอกกล่าวเจ้าหนี้ ระยะเวลาคัดค้าน หรือข้อห้ามจดทะเบียนก่อนชำระหนี้ ขั้นตอนดังกล่าวเป็นของการควบรวมบริษัทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1240 ซึ่งกำหนดเวลาคัดค้านหนึ่งเดือน สำหรับการแปรสภาพ สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ยังคงอยู่ เพราะบริษัทมหาชนจำกัดได้ไปทั้งหนี้และความรับผิดของบริษัทเอกชนเดิมทั้งหมด (มาตรา 185) อย่างไรก็ดี หากสัญญาเงินกู้กำหนดให้บริษัทต้องได้รับความยินยอมจากธนาคารก่อนแปรสภาพ ข้อกำหนดนั้นเป็นภาระตามสัญญา การแปรสภาพโดยไม่ได้รับความยินยอมอาจเป็นเหตุผิดสัญญาตามที่สัญญากำหนด บริษัทจึงควรขอความยินยอมให้เสร็จก่อนวันประชุมผู้ถือหุ้น
สัญญาเงินกู้เดิมที่บริษัทจำกัดทำไว้กับธนาคาร ต้องทำสัญญาใหม่หรือทำสัญญาโอนสิทธิหลังจากแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดหรือไม่?
ไม่ต้อง บริษัทเอกชนที่จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้วย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของบริษัทเอกชนเดิมทั้งหมด (พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 185) และบริษัทเอกชนเดิมหมดสภาพจากการเป็นบริษัทจำกัดเมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียน (มาตรา 184) สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเดิมจึงตกเป็นของบริษัทมหาชนจำกัดโดยผลของกฎหมาย มิใช่โดยการโอนสิทธิ แต่บริษัทควรตรวจข้อสัญญาที่ให้ผลเมื่อบริษัทแปรสภาพหรือเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น และหากสัญญากำหนดให้ขอความยินยอมหรือแจ้งคู่สัญญา ให้ปฏิบัติตามข้อสัญญานั้น
ใครมีหน้าที่ยื่นขอจดทะเบียนแปรสภาพ และต้องยื่นภายในกี่วัน?
คณะกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งใหม่ในการประชุมแปรสภาพมีหน้าที่ขอจดทะเบียนการแปรสภาพพร้อมยื่นรายงานการประชุม หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับที่ที่ประชุมอนุมัติ ต่อนายทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุมผู้ถือหุ้น (พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 183) มิใช่นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาคัดค้านของเจ้าหนี้ ซึ่งไม่มีในการแปรสภาพ ทั้งนี้ ตัวบทมาตรา 183 ใช้ถ้อยคำว่า “นับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประชุมตามมาตรา 179” แต่มาตรา 179 เป็นบทบัญญัติในหมวดการชำระบัญชี บทความนี้จึงอ่านว่าหมายถึงวันที่เสร็จสิ้นการประชุมผู้ถือหุ้นตามมาตรา 180 และมาตรา 181 ซึ่งเป็นการตีความของผู้เขียนและเป็นทางที่ปลอดภัยในทางปฏิบัติ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] คณะกรรมการที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 183 มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองหมื่นบาท (มาตรา 195) ส่วนก่อนการยื่นขอจดทะเบียน คณะกรรมการบริษัทเอกชนต้องส่งมอบกิจการ ทรัพย์สิน บัญชีและเอกสารให้คณะกรรมการชุดใหม่ภายในเจ็ดวันนับแต่วันเสร็จสิ้นการประชุม (มาตรา 182) ซึ่งการไม่ปฏิบัติตามมีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสี่หมื่นบาท (มาตรา 196)

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ