คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR
  1. การตรวจสอบห่วงโซ่ใบอนุญาต อย. และทะเบียนตำรับยา (FDA Licensing & Marketing Authorization Dossiers): ใบอนุญาตผลิตยาแผนปัจจุบันและใบอนุญาตนำหรือสั่งยาแผนปัจจุบันเข้ามาในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ใช้ได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่ออกใบอนุญาต (มาตรา 17) ส่วนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยาซึ่งเป็นทรัพย์สินหลักของบริษัทยามีอายุเจ็ดปีนับแต่วันที่ออกใบสำคัญ (มาตรา 86/2) ผู้ซื้อจึงต้องตรวจประวัติการต่ออายุทั้งใบอนุญาตและทะเบียนตำรับยาทุกรายการ ผู้รับใบสำคัญที่ประสงค์จะต่ออายุต้องยื่นคำขอก่อนวันสิ้นอายุ ผู้ที่ใบสำคัญสิ้นอายุไม่เกินหนึ่งเดือนยังยื่นคำขอต่ออายุพร้อมขอผ่อนผันได้ แต่ต้องระวางโทษปรับเป็นรายวันวันละไม่เกินห้าร้อยบาทตามมาตรา 123 จัตวา นอกจากนี้ต้องตรวจมาตรฐานสถานที่ผลิตตามเกณฑ์ GMP PIC/S ด้วย ในการซื้อแบบ Asset Deal ทะเบียนตำรับยาไม่ย้ายไปยังผู้ซื้อโดยอัตโนมัติ เพราะผู้ขอขึ้นทะเบียนตำรับยาต้องเป็นผู้รับอนุญาตผลิตยาหรือผู้รับอนุญาตให้นำหรือสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักร (มาตรา 79) ผู้ซื้อสินทรัพย์จึงต้องมีใบอนุญาตของตนเองก่อน และต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์การโอนทะเบียนตำรับยาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] หรือเลือกโครงสร้าง Share Deal เพื่อคงสิทธิการจำหน่ายยาอย่างต่อเนื่อง
  2. การตรวจสอบสิทธิบัตรและการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (Patent Due Diligence & Bolar Provision): ต้องสืบค้นสิทธิบัตรยาและสูตรผสมว่าติดสิทธิบัตรยาต้นแบบหรือไม่ และตรวจสอบว่าการกระทำเกี่ยวกับการขอขึ้นทะเบียนยาชื่อสามัญ (Generic Drugs) อยู่ในข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 36 วรรคสอง (4) (Bolar Exception) ซึ่งใช้แก่การขอขึ้นทะเบียนยาโดยผู้ขอมีวัตถุประสงค์ที่จะผลิต จำหน่าย หรือนำเข้าหลังสิทธิบัตรสิ้นอายุ และการทดลองหรือวิจัยทั่วไปอยู่ภายใต้เงื่อนไขของมาตรา 36 วรรคสอง (1) หรือไม่ เพื่อป้องกันการถูกฟ้องร้องละเมิดสิทธิบัตรและคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการวางจำหน่าย
  3. ความรับผิดต่อยาที่ไม่ปลอดภัยและคดีผู้บริโภค (Product Liability & Pharmacovigilance Audit): ต้องตรวจสอบบันทึกการรายงานผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา (Pharmacovigilance / ADR Reporting) ประวัติการถูกสั่งเรียกคืนยา (Drug Recall) และภาระหนี้ที่อาจเกิดขึ้นจากคดีละเมิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการ ได้แก่ ผู้ผลิตหรือผู้ว่าจ้างให้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ขายที่ไม่อาจระบุตัวผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าได้ และผู้ที่ใช้ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของตนในลักษณะที่ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ต้องร่วมกันรับผิดโดยไม่ต้องพิสูจน์ความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ (Strict Liability) ตามมาตรา 5 ศาลอาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษเพิ่มได้ไม่เกินสองเท่า (มาตรา 11 (2)) และสิทธิเรียกร้องขาดอายุความเมื่อพ้นสามปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบการ หรือพ้นสิบปีนับแต่วันขายสินค้า ส่วนความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยที่เกิดจากผลของสารที่สะสมอยู่ในร่างกายของผู้เสียหาย หรือที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ ผู้เสียหายต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในสามปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบการที่ต้องรับผิด แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย (มาตรา 12)

สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง

  1. เหตุการณ์: นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นและกิจการผลิตยาแผนปัจจุบันและยาชื่อสามัญโดยเชื่อว่าทรัพย์สินและใบอนุญาตทั้งหมดจะถูกส่งมอบและดำเนินการต่อได้ทันทีหลังปิดดีล แต่กลับพบในภายหลังว่าใบอนุญาตผลิตยาและทะเบียนตำรับยาหลักบางรายการมีข้อบกพร่อง ไม่ตรงตามเกณฑ์มาตรฐาน GMP PIC/S หรือขาดการต่ออายุตามรอบเวลา
  2. ความเข้าใจผิด: หักลบความเสี่ยงโดยเข้าใจว่าใบอนุญาต อย. และทะเบียนตำรับยา (Marketing Authorization) เป็นสิทธิคงทนที่โอนย้ายได้ง่ายเหมือนสินทรัพย์ทั่วไป และเข้าใจผิดว่าการขึ้นทะเบียนยาสำเร็จแล้วจะได้รับการคุ้มครองจากการฟ้องร้องละเมิดสิทธิบัตรโดยอัตโนมัติ
  3. จุดพลิก: การถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต การถูกเรียกคืนยาออกจากท้องตลาด (Drug Recall) หรือถูกบริษัทยาต้นแบบข้ามชาติฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเนื่องจากละเมิดสิทธิบัตรยา ส่งผลให้สายการผลิตต้องหยุดชะงัก มูลค่ากิจการลดลงทันที
  4. สิ่งที่ได้จากบทความ: โครงสร้างและแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบสถานะความเสี่ยง (Due Diligence Architecture) ครอบคลุมห่วงโซ่ใบอนุญาต อย., มาตรฐาน GMP PIC/S, การวิเคราะห์ Freedom to Operate (FTO), ข้อยกเว้น Bolar Exception, และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยกลยุทธ์การร่างสัญญา M&A

ภาพรวมการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมยาและชีวเภสัชภัณฑ์ Pharma M&A in Southeast Asia

การเข้าซื้อกิจการในอุตสาหกรรมยาและชีวเภสัชภัณฑ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย มีความซับซ้อนเฉพาะตัวเนื่องจากอุตสาหกรรมนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวดของรัฐ (Highly Regulated Industry) มูลค่าของกิจการมิได้ขึ้นอยู่กับทรัพย์สินที่มีตัวตน เช่น ที่ดิน หรือเครื่องจักรเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับ "ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ" (Regulatory Licenses) และ "ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยา" (Drug Registration Dossier / Marketing Authorization - MA)

การตรวจสอบสถานะความเสี่ยง (Due Diligence) ในการควบรวมกิจการยามีความท้าทายหลัก 3 ประการ:

  1. Regulatory Continuity: ความต่อเนื่องของใบอนุญาตผลิตยา (ผ.ย.๑) ใบอนุญาตนำเข้ายา (น.ย.๑) และทะเบียนตำรับยา (ย.๒) [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: รหัสแบบ ผ.ย.๑ น.ย.๑ และ ย.๒]
  2. Quality Compliance: การดำรงมาตรฐานการผลิตตามหลักเกณฑ์ GMP PIC/S และมาตรฐานการกระจายยา (GDP)
  3. Intellectual Property Shielding: การตรวจสอบการละเมิดสิทธิบัตรยาต้นแบบ และการใช้ข้อยกเว้นเพื่อการวิจัยพัฒนายาชื่อสามัญ (Bolar Exception)

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

หากการทำ Due Diligence ล้มเหลวหรือไม่รอบคอบ ผู้ซื้อหรือนักลงทุนอาจต้องเผชิญกับผลกระทบเชิงธุรกิจที่ร้ายแรง 3 ประการ ดังนี้:

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

Claim IDหัวข้อข้อกล่าวอ้าง / ประเด็นทางกฎหมายฐานกฎหมายอ้างอิงผลกระทบและภาระทางกฎหมาย
C-INV-22-01การสิ้นอายุและการต่ออายุใบอนุญาตผลิตและนำเข้ายาพ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 มาตรา 15 มาตรา 17 มาตรา 101 และมาตรา 104 และกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 12 และมาตรา 17 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ชื่อและปีของกฎกระทรวง]ใบอนุญาตผลิตหรือนำเข้ายาแผนปัจจุบันใช้ได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่ออก หากยื่นคำขอต่ออายุก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ ผู้รับอนุญาตประกอบกิจการต่อไปได้จนกว่าผู้อนุญาตจะสั่งไม่ต่ออายุ (มาตรา 17) หากผลิตหรือนำเข้าหลังใบอนุญาตสิ้นอายุโดยมิได้ยื่นคำขอต่ออายุ ต้องระวางโทษปรับเป็นรายวันวันละหนึ่งร้อยบาทตลอดเวลาที่ใบอนุญาตขาดอายุ (มาตรา 104) และการขอต่ออายุเมื่อล่วงพ้นหนึ่งเดือนนับแต่วันสิ้นอายุจะกระทำมิได้ ส่วนการผลิตหรือนำเข้าโดยไม่มีใบอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีและปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท (มาตรา 12 และมาตรา 101)
C-INV-22-02การโอนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยา (MA Transfer)พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 72 (4) มาตรา 79 มาตรา 81 และมาตรา 86/2 และหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาว่าด้วยการโอนทะเบียนตำรับยา [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยามีอายุเจ็ดปีนับแต่วันที่ออกใบสำคัญ (มาตรา 86/2) ผู้รับอนุญาตผลิตยาหรือผู้รับอนุญาตให้นำหรือสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักรต้องนำตำรับยามาขอขึ้นทะเบียนและได้รับใบสำคัญก่อนจึงจะผลิตหรือนำเข้าได้ (มาตรา 79) และห้ามผลิต ขาย หรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา (มาตรา 72 (4)) การแก้รายการทะเบียนตำรับยากระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา 81) พระราชบัญญัติไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการโอนทะเบียนตำรับยาโดยตรง ทะเบียนจึงไม่ย้ายไปยังผู้ซื้อโดยอัตโนมัติในการทำ Asset Deal และขั้นตอนการโอนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
C-INV-22-03การปฏิบัติตามมาตรฐานการผลิต GMP PIC/Sพ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 77 เบญจ มาตรา 95 มาตรา 96 และมาตรา 99 และประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิตยาแผนปัจจุบัน [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ชื่อ เลขที่ และปีของประกาศ]หากผู้รับอนุญาตผลิตยาไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 หรือกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้อนุญาตโดยคำแนะนำของคณะกรรมการยาอาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตครั้งละไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน (มาตรา 95) และอาจสั่งเพิกถอนได้เมื่อผู้รับอนุญาตขาดคุณสมบัติตามมาตรา 14 (มาตรา 96) ผู้ถูกสั่งอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภายในสามสิบวัน (มาตรา 99) และต้องหยุดผลิตตลอดเวลาที่ถูกพักใช้
C-INV-22-04ข้อยกเว้นการละเมิดสิทธิบัตรเพื่อการขึ้นทะเบียนยา (Bolar Exception)พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 36 วรรคสอง (1) และ (4)สิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรไม่ใช้บังคับแก่การกระทำใด ๆ เกี่ยวกับการขอขึ้นทะเบียนยา โดยผู้ขอมีวัตถุประสงค์ที่จะผลิต จำหน่าย หรือนำเข้าซึ่งผลิตภัณฑ์ยาตามสิทธิบัตรหลังจากสิทธิบัตรนั้นสิ้นอายุ (มาตรา 36 วรรคสอง (4)) ส่วนการทดลองหรือวิจัยทั่วไปอาศัยมาตรา 36 วรรคสอง (1) ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องไม่ขัดต่อการใช้ประโยชน์ตามปกติของผู้ทรงสิทธิบัตรและไม่ทำให้เสื่อมเสียต่อประโยชน์อันชอบธรรมของผู้ทรงสิทธิบัตรเกินสมควร การผลิตเพื่อจำหน่ายก่อนสิทธิบัตรสิ้นอายุไม่อยู่ในข้อยกเว้นทั้งสองข้อ
C-INV-22-05ความรับผิดเด็ดขาดจากยาที่ไม่ปลอดภัยและคดีละเมิดพ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 7 มาตรา 11 และมาตรา 12ผู้ประกอบการ ได้แก่ ผู้ผลิตหรือผู้ว่าจ้างให้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ขายที่ไม่อาจระบุตัวผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าได้ และผู้ที่ใช้ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของตนในลักษณะที่ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า (มาตรา 4) ต้องร่วมกันรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากยาที่ไม่ปลอดภัยซึ่งได้มีการขายให้แก่ผู้บริโภคแล้ว โดยไม่ต้องพิสูจน์ความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ (มาตรา 5) และอาจพ้นความรับผิดได้เมื่อพิสูจน์ข้อยกเว้นตามมาตรา 7 ศาลอาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษเพิ่มได้ไม่เกินสองเท่า (มาตรา 11 (2)) และสิทธิเรียกร้องขาดอายุความเมื่อพ้นสามปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบการ หรือพ้นสิบปีนับแต่วันขายสินค้า ส่วนความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยที่เกิดจากผลของสารที่สะสมอยู่ในร่างกายของผู้เสียหาย หรือที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ ผู้เสียหายต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในสามปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบการที่ต้องรับผิด แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย (มาตรา 12)

ด่านตรวจใบอนุญาต ผ.ย.๑ / น.ย.๑ และการตรวจสอบทะเบียนตำรับยา Drug Dossier & e-Submission

ในการตรวจสอบ Due Diligence ผู้ลงทุนต้องเข้าสืบค้นและตรวจสอบเอกสารในฝั่งการกำกับดูแลกฎหมายยาอย่างเป็นระบบ ชื่อเอกสารที่ยืนยันได้จากตัวบท คือ ใบอนุญาตผลิตยาแผนปัจจุบันและใบอนุญาตนำหรือสั่งยาแผนปัจจุบันเข้ามาในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 15 และใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยาตามมาตรา 79 ส่วนรหัสแบบ ผ.ย.๑ น.ย.๑ และ ย.๒ ที่บทความนี้ใช้เรียกเอกสารดังกล่าว [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยา FDA Operating Licenses

ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยา Marketing Authorization - MA

การตรวจสอบมาตรฐานโรงงานผลิตยา GMP PIC/S และรายงานการตรวจประเมินของ อย.

พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 77 เบญจ เปิดให้รัฐมนตรีประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับมาตรฐานสำหรับการผลิตยา การขายยา หรือการนำหรือสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักร โดยอาจกำหนดให้ใช้หรืออ้างอิงมาตรฐานของต่างประเทศหรือมาตรฐานระหว่างประเทศได้ ส่วนชื่อ เลขที่ และปีของประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่นำหลักเกณฑ์ PIC/S มาใช้ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]

การประเมินสถานะโรงงานผลิตยาไม่ได้พิจารณาเพียงแค่สภาพกายภาพ แต่ต้องตรวจสอบระบบบริหารจัดการคุณภาพ (Quality Management System - QMS) ตามเกณฑ์ PIC/S (Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme):

  1. CAPA Audit (Corrective and Preventive Action): ตรวจสอบรายงานการตรวจประเมินโรงงานครั้งล่าสุดโดยเจ้าหน้าที่ อย. หรือหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศ ตรวจดูข้อบกพร่องที่พบ (Critical, Major, Minor Deficiencies) และดูว่าบริษัทได้ทำแผนแก้ไขและป้องกัน (CAPA) ส่งและได้รับการอนุมัติจาก อย. แล้วหรือยัง
  2. Validation Status: ตรวจสอบเอกสารการรับรองความถูกต้องของกระบวนการผลิต (Process Validation), การทำความสะอาด (Cleaning Validation), และระบบสาธารณูปโภค (Utility Validation เช่น ระบบน้ำ PW/WFI, ระบบอากาศ HVAC)
  3. Data Integrity & Laboratory Controls: ตรวจสอบผลการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ QC/QA บันทึกการทดสอบความเสถียรของยา (Stability Testing) ย้อนหลัง หากพบการแก้ไขข้อมูลผลการวิเคราะห์ (Data Integrity Breach) อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสรรพคุณหรือความปลอดภัยของยา ซึ่งรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการยาอาจสั่งแก้ไขหรือทบทวนทะเบียนตำรับยา (พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 86/1) หรือสั่งเพิกถอนทะเบียนตำรับยาเมื่อเข้าเหตุตามมาตรา 86 โดยการเพิกถอนต้องกระทำโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ในกรณีที่บริษัทเป้าหมายไม่ได้ผลิตยาเองทั้งหมด แต่ว่าจ้างผู้รับอนุญาตผลิตยารายอื่นผลิตแทน หรือรับจ้างผลิตยาให้ผู้อื่น ผู้ซื้อควรตรวจสัญญาจ้างผลิตยาที่มีอยู่ด้วย ประเด็นเฉพาะของสัญญาประเภทนี้ ได้แก่ การแยกสัญญาพาณิชย์ออกจากข้อตกลงด้านคุณภาพ สิทธิตรวจโรงงาน การจัดการรุ่นการผลิตที่ไม่ผ่านเกณฑ์ การเรียกคืนยา และการจัดสรรความรับผิดระหว่างผู้ว่าจ้างผลิตกับผู้รับจ้างผลิต ผู้อ่านที่สนใจโปรดดูบทความเรื่อง สาระสำคัญในสัญญาจ้างผลิตและบรรจุยาตามสัญญาจ้าง (Pharmaceutical Contract Development and Manufacturing Organization: CDMO / CMO Agreement)

การวิเคราะห์สถานะสิทธิบัตรยา (Freedom to Operate - FTO Analysis) และ Bolar Exception

Freedom to Operate (FTO) Analysis

ผู้ซื้อต้องทำการสืบค้นฐานข้อมูลสิทธิบัตร (Patent Search) สำหรับยาชื่อสามัญทุกตัวที่บริษัทผลิตหรือมีแผนจะผลิต เพื่อให้แน่ใจว่า:

ไม่ละเมิดสิทธิบัตรที่ยังคุ้มครองอยู่ของบุคคลอื่นในประเทศไทย

บทความนี้ใช้คำว่า Patent Linkage ในความหมายของการตรวจความสัมพันธ์ระหว่างสถานะสิทธิบัตรกับการขึ้นทะเบียนตำรับยา ตามตัวบท พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 83 ไม่ปรากฏเหตุปฏิเสธการขึ้นทะเบียนตำรับยาเพราะสิทธิบัตรของบุคคลอื่น และมาตรา 80 (6/1) กำหนดเพียงให้ผู้ขอขึ้นทะเบียนแจ้งเอกสารแสดงเลขที่คำขอรับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรที่ประกาศโฆษณาแล้ว ผู้ซื้อจึงต้องตรวจสถานะสิทธิบัตรแยกต่างหาก ส่วนหลักเกณฑ์ลำดับรองที่อาจเชื่อมโยงสถานะสิทธิบัตรกับการขึ้นทะเบียนตำรับยา [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]

การปรับใช้ Bolar Exception ในประเทศไทย

ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 36 วรรคสอง (4) ได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตยาชื่อสามัญดำเนินการเกี่ยวกับการขอขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้ล่วงหน้าก่อนที่สิทธิบัตรยาต้นแบบจะสิ้นอายุ (Bolar Provision) ส่วนการวิจัยและพัฒนาทั่วไปเป็นข้อยกเว้นอีกข้อหนึ่งตามมาตรา 36 วรรคสอง (1)

LAS Practice Note: กลยุทธ์การร่างสัญญาซื้อขายหุ้นบริษัทยา Pharma SPA

ในการจัดทำสัญญาซื้อขายหุ้น (Share Purchase Agreement - SPA) หรือสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ (Asset Purchase Agreement - APA) ของบริษัทยา ทีมกฎหมายต้องใช้ข้อกำหนดเฉพาะเพื่อปิดความเสี่ยง:[ตัวอย่างข้อความสัญญา - Specific Indemnity Clause for Regulatory & Product Liability]

"The Seller agrees to unconditionally indemnify, defend, and hold harmless the Buyer from and against any and all losses, liabilities, damages, fines, penalties, costs, and expenses (including reasonable legal fees) arising out of or resulting from:

(a) Any breach of GMP PIC/S standards, pending CAPA commitments, or regulatory non-compliance relating to the Manufacturing License or Drug Registrations occurring prior to the Closing Date;

(b) Any third-party product liability claims, Adverse Drug Reaction (ADR) events, or drug recall orders issued by the Thai FDA or relevant authorities pertaining to any pharmaceutical products manufactured, imported, or distributed by the Company on or before the Closing Date; and

(c) Any patent infringement claims or legal proceedings initiated by third parties in relation to the Company's generic drug products developed, tested, or registered prior to the Closing Date, notwithstanding whether such claim was disclosed in the Disclosure Letter."

การเปลี่ยนผู้ถือหุ้น กรรมการ และผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการภายหลังการซื้อหุ้น

ข้อต่อสู้ของผู้ขายบริษัทยากับนักลงทุน/บริษัทยาข้ามชาติ Devil's Advocate

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

บริบทของสถานการณ์

กลุ่มทุนเฮลท์แคร์ เข้าซื้อหุ้น 80% ในบริษัทผู้ผลิตยาชื่อสามัญชั้นนำในประเทศไทย มูลค่าธุรกรรม 1,200 ล้านบาท ระหว่างการทำ Regulatory Due Diligence ตรวจพบปัญหา 2 ประการ:

  1. ทะเบียนตำรับยาเม็ดลดความดัน ซึ่งเป็นตัวทำกำไร 30% ของบริษัท มีสูตรตำรับในการผลิตจริงไม่ตรงกับเอกสารขึ้นทะเบียนเดิมที่เคยยื่นไว้กับ อย. เมื่อ 8 ปีก่อน
  2. มีรายงานผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ (ADR) จากโรงพยาบาล 2 แห่ง เกี่ยวกับการปนเปื้อนในล็อตการผลิตย้อนหลัง 6 เดือน ซึ่งบริษัทยังไม่ได้รายงานต่อระบบ Pharmacovigilance ของ อย.

ขั้นตอนการแก้ไขและการจัดทำโครงสร้างสัญญา (Walkthrough Framework)

[ตรวจพบข้อบกพร่อง] -> [ทำแผน CAPA & ประสาน อย.] -> [ปรับโครงสร้าง SPA & Escrow] -> [Closing]

  1. การทำแผน CAPA และประสานงาน อย.:
  1. การปรับโครงสร้างราคาและเงื่อนไขในสัญญา SPA:

Checklist 10 จุดตรวจสถานะความเสี่ยงธุรกิจผลิตและจำหน่ายยา Pharma Legal Due Diligence Checklist

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

หากเข้าซื้อกิจการแบบ Asset Deal สามารถโอนใบอนุญาตผลิตยาหรือใบอนุญาตนำหรือสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักรได้เลยหรือไม่?
Ans: ไม่ได้ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยาเป็นใบอนุญาตเฉพาะตัวนิติบุคคล ผู้รับโอนสินทรัพย์จะต้องดำเนินการขอใบอนุญาตผลิตหรือนำเข้ายาฉบับใหม่ในนามของตนเอง โดยต้องจัดเตรียมสถานที่ผลิต/เก็บรักษายาให้ผ่านการตรวจประเมินมาตรฐาน GMP/GDP จาก อย. ก่อน จึงจะได้รับใบอนุญาต และเนื่องจากผู้ขอขึ้นทะเบียนตำรับยาต้องเป็นผู้รับอนุญาตผลิตยาหรือผู้รับอนุญาตนำหรือสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักร (พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 79) ผู้ซื้อสินทรัพย์จึงต้องมีใบอนุญาตของตนเองก่อนจึงจะถือทะเบียนตำรับยาได้ ส่วนหลักเกณฑ์การโอนทะเบียนตำรับยา [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
การทำวิจัยพัฒนายาชื่อสามัญเพื่อเตรียมยื่น อย. หากสิทธิบัตรยาต้นแบบยังไม่หมดอายุ ถือเป็นการละเมิดสิทธิบัตรหรือไม่?
Ans: ไม่ถือเป็นการละเมิด หากการกระทำดังกล่าวอยู่ภายใต้ขอบเขตมาตรา 36 วรรคสอง (4) แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 (Bolar Exception) ซึ่งยกเว้นการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับการขอขึ้นทะเบียนยา โดยผู้ขอมีวัตถุประสงค์ที่จะผลิต จำหน่าย หรือนำเข้าซึ่งผลิตภัณฑ์ยาตามสิทธิบัตรหลังจากสิทธิบัตรนั้นสิ้นอายุ ส่วนการทดลองหรือวิจัยทั่วไปอาศัยมาตรา 36 วรรคสอง (1) ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องไม่ขัดต่อการใช้ประโยชน์ตามปกติของผู้ทรงสิทธิบัตรและไม่ทำให้เสื่อมเสียต่อประโยชน์อันชอบธรรมของผู้ทรงสิทธิบัตรเกินสมควร ทั้งนี้ ต้องไม่ทำการผลิตเพื่อจำหน่ายหรือวางตลาดก่อนสิทธิบัตรสิ้นอายุ
หากเกิดความเสียหายจากยาที่ไม่ปลอดภัย ผลิตขึ้นก่อนวันปิดดีลซื้อขายหุ้น ใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย?
Ans: ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 นิติบุคคลผู้ผลิตหรือนำเข้ายาซึ่งเป็นผู้ประกอบการยังคงต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้เสียหายกับผู้ประกอบการอื่น ได้แก่ ผู้ว่าจ้างให้ผลิต ผู้ขายที่ไม่อาจระบุตัวผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าได้ และผู้ที่ใช้ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของตนในลักษณะที่ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า โดยไม่ต้องพิสูจน์ความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ (Strict Liability ตามมาตรา 5) ศาลอาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษเพิ่มได้ไม่เกินสองเท่า (มาตรา 11 (2)) และสิทธิเรียกร้องขาดอายุความเมื่อพ้นสามปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบการ หรือพ้นสิบปีนับแต่วันขายสินค้า ส่วนความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยที่เกิดจากผลของสารที่สะสมอยู่ในร่างกายของผู้เสียหาย หรือที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ ผู้เสียหายต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในสามปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบการที่ต้องรับผิด แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย (มาตรา 12) อย่างไรก็ดี ในทางสัญญาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย (SPA) ผู้ซื้อสามารถใช้ข้อสัญญา Specific Indemnity เพื่อเรียกร้องให้ผู้ขายเดิมชดใช้ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นคืนแก่บริษัทได้

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ