- อำนาจอนุมัติการโอนกิจการ: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่มีบทบัญญัติที่บังคับโดยตรงให้การขายหรือโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนของบริษัทจำกัดต้องใช้มติพิเศษ มาตรา 1194 กำหนดเพียงว่า การใดที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำโดยมติพิเศษ ที่ประชุมใหญ่ต้องลงมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน กรรมการต้องจัดการตามข้อบังคับของบริษัทและอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นตามมาตรา 1144 จึงต้องตรวจหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อบังคับ สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น และขอบเขตอำนาจกรรมการของบริษัทผู้โอนเป็นรายกรณี มติพิเศษจำเป็นเมื่อบริษัทผู้โอนจะเลิกบริษัทภายหลังโอนกิจการทั้งหมด (มาตรา 1236 (4)) เมื่อเป็นการควบรวมบริษัท (มาตรา 1238) หรือเมื่อต้องแก้ไขข้อบังคับหรือหนังสือบริคณห์สนธิ (มาตรา 1145) ส่วนบริษัทมหาชนจำกัด การขายหรือโอนกิจการของบริษัททั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่บุคคลอื่นต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 107 (2) (ก)
- ผลต่อสิทธิเรียกร้อง หนี้ และลูกจ้าง (Assignment, Novation and Employees): การโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนไม่ทำให้สัญญา หนี้ และลูกจ้างไปยังบริษัทผู้รับโอนโดยอัตโนมัติ การโอนสิทธิเรียกร้องต้องทำเป็นหนังสือจึงสมบูรณ์ และจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ต่อเมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้ยินยอม โดยคำบอกกล่าวหรือความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือ แต่ลูกหนี้ที่ทำให้พอแก่ใจผู้โอนด้วยการใช้เงินหรือด้วยประการอื่นก่อนได้รับบอกกล่าวหรือก่อนได้ตกลงให้โอนย่อมหลุดพ้นจากหนี้ ผู้รับโอนจึงควรบอกกล่าวลูกหนี้โดยเร็ว (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306) การโอนหนี้ต้องใช้การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ซึ่งทำเป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ได้ แต่จะทำโดยขืนใจลูกหนี้เดิมไม่ได้ (มาตรา 350) และการไปเป็นลูกจ้างของบริษัทผู้รับโอนต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างแต่ละคน (พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568) มาตรา 13 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577) ในการควบรวมบริษัท บริษัทที่ควบรวมย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของบริษัทเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 แต่การไปเป็นลูกจ้างของบริษัทที่ควบรวมยังต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างแต่ละคนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 และผลต่อใบอนุญาตต้องตรวจกฎหมายเฉพาะของใบอนุญาตแต่ละประเภท [ต้องยืนยันมาตรา]
- เงื่อนไขทางภาษีตามประมวลรัษฎากร: ประมวลรัษฎากร มาตรา 74 (1) (ค) กำหนดวิธีตีราคาทรัพย์สินในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อบริษัทผู้โอนต้องจดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการ บทบัญญัตินี้มิใช่บทยกเว้นภาษี และการเลิกบริษัทผู้โอนต้องใช้มติพิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 (4) ส่วนการโอนกิจการบางส่วน บริษัทผู้โอนยังคงดำเนินกิจการส่วนที่เหลือต่อไปได้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 (1) ให้ตราพระราชกฤษฎีกาลดอัตราหรือยกเว้นรัษฎากรได้ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์สำหรับการโอนกิจการทั้งหมดและการโอนกิจการบางส่วน รวมทั้งเงื่อนไขและขั้นตอนต่อกรมสรรพากร จึงเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาที่ใช้บังคับและแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร ซึ่งต้องตรวจเป็นรายกรณีก่อนอ้างสิทธิ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง
- เหตุการณ์ (ข้อเท็จจริงสมมติ): กลุ่มบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ต้องการปรับโครงสร้างก่อนนำบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยให้บริษัท A จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โอนสายการผลิตแม่พิมพ์ทั้งหมดมูลค่า 450 ล้านบาทไปยังบริษัท B จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ข้อบังคับของบริษัท A กำหนดให้การโอนกิจการส่วนที่สำคัญต้องได้รับมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น แต่คณะกรรมการอนุมัติและลงนามในสัญญาโอนกิจการเองโดยไม่เรียกประชุมผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นร้อยละ 26 ของบริษัท A จึงโต้แย้งผลผูกพันของการโอนและเรียกให้กรรมการรับผิด
- ความเข้าใจผิด: ฝ่ายบริหารเข้าใจว่าการโอนทรัพย์สินระหว่างบริษัทในเครือเดียวกัน (Intra-group Transfer) เป็นอำนาจจัดการตามปกติของกรรมการในทุกกรณีโดยไม่ต้องตรวจข้อบังคับ และเข้าใจว่าจะได้รับยกเว้นภาษีโดยอัตโนมัติ ขณะเดียวกันก็มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอีกด้านหนึ่งว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1194 บังคับให้การโอนกิจการของบริษัทจำกัดทุกกรณีต้องใช้มติพิเศษ ซึ่งไม่ตรงกับตัวบท เพราะมาตรา 1194 กำหนดเพียงคะแนนเสียงของมติพิเศษในเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำโดยมติพิเศษ
- จุดพลิก: ประเด็นชี้ขาดจึงอยู่ที่ข้อบังคับของบริษัท A ไม่ใช่มาตรา 1194 เมื่อข้อบังคับกำหนดให้การโอนกิจการส่วนที่สำคัญต้องได้รับมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น และกรรมการกระทำเกินอำนาจ ผลผูกพันของนิติกรรมต่อบริษัทต้องพิจารณาตามหลักตัวแทน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167) มิใช่ตกเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ และกรรมการอาจต้องรับผิดต่อบริษัท (มาตรา 1168 และมาตรา 1169) เมื่อข้อบังคับใช้คำว่ามติพิเศษโดยมิได้กำหนดคะแนนเสียงไว้เป็นอย่างอื่น ย่อมตีความตามมาตรา 1194 ผู้ถือหุ้นร้อยละ 26 จึงขัดขวางมติได้เมื่อผู้ถือหุ้นมาประชุมครบ (ข้อสรุปนี้เป็นผลจากการตีความ) ซึ่งทำให้ผู้ถือหุ้นกลุ่มนี้มีน้ำหนักในการเจรจา ส่วนด้านภาษี เมื่อการโอนไม่เข้าเงื่อนไขของพระราชกฤษฎีกาที่ให้ยกเว้นภาษี การโอนทรัพย์สินอาจต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไร ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่ใช้บังคับในขณะนั้น (มาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดอัตราร้อยละ 10 และอนุญาตให้ลดอัตราด้วยพระราชกฤษฎีกา) [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] และอากรแสตมป์ พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งเมื่อมูลค่าการโอนเท่ากับ 450 ล้านบาท อาจรวมกันเป็นจำนวนหลายสิบล้านบาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับกำไรจากการโอน อัตราภาษีที่ใช้บังคับในขณะโอน และระยะเวลาที่ชำระภาษีล่าช้า
- สิ่งที่ได้จากบทความ: กรณีที่การโอนกิจการต้องใช้มติพิเศษและกรณีที่ไม่ต้องใช้ ขั้นตอนการโอนกิจการทั้งหมดและบางส่วนตามกฎหมายแพ่งและภาษีอากร ตารางเปรียบเทียบการโอนกิจการทั้งหมดกับการโอนกิจการบางส่วน สรุปความแตกต่างจากการควบรวมบริษัท และแนวทางการจัดประชุมผู้ถือหุ้นและการคุ้มครองผู้ถือหุ้นส่วนน้อย
กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework
อำนาจอนุมัติการโอนกิจการของบริษัทจำกัด
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1194 บัญญัติว่า การใดที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำโดยมติพิเศษ ที่ประชุมใหญ่ต้องลงมติในเรื่องนั้นโดยคะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน บทบัญญัตินี้จึงเป็นบทกำหนดจำนวนคะแนนเสียงในเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้ต้องใช้มติพิเศษ มิใช่บทบังคับว่าการขายหรือโอนกิจการต้องใช้มติพิเศษ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่มีบทบัญญัติที่บังคับโดยตรงเช่นนั้นสำหรับบริษัทจำกัด หลักที่ใช้แทนคือมาตรา 1144 ซึ่งบัญญัติให้กรรมการจัดการตามข้อบังคับของบริษัทและอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นทั้งปวง กรรมการจึงอาจโอนกิจการได้เมื่ออยู่ภายในวัตถุที่ประสงค์ของบริษัทที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ (มาตรา 1098 (3)) และภายในข้อบังคับ เว้นแต่ที่ประชุมใหญ่จะมีมติเป็นอย่างอื่น (ข้อสรุปนี้เป็นผลจากการตีความ) ทั้งนี้ ข้อบังคับหรือสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นอาจสงวนการตัดสินใจเรื่องนี้ไว้ให้ที่ประชุมใหญ่ ผู้วางแผนจึงต้องตรวจหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อบังคับ สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น และขอบเขตอำนาจกรรมการของบริษัทผู้โอนเป็นรายกรณี
มติพิเศษเป็นเงื่อนไขในกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ ซึ่งมักเกิดขึ้นพร้อมกับการโอนกิจการ ประการแรก บริษัทผู้โอนจะเลิกบริษัทภายหลังโอนกิจการทั้งหมด ซึ่งบริษัทจำกัดย่อมเลิกกันเมื่อมีมติพิเศษให้เลิก (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 (4)) ประการที่สอง การควบรวมบริษัท ซึ่งต้องใช้มติพิเศษตามมาตรา 1238 ประการที่สาม การตั้งข้อบังคับใหม่ หรือเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงข้อบังคับหรือข้อความในหนังสือบริคณห์สนธิ เช่น การเปลี่ยนวัตถุที่ประสงค์ให้รองรับโครงสร้างใหม่ (มาตรา 1145) ในกรณีเหล่านี้ คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ต้องส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนของบริษัทก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน และหากบริษัทมีหุ้นชนิดที่มีใบหุ้นออกให้แก่ผู้ถือ ต้องโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งครั้งหรือในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงด้วย โดยคำบอกกล่าวต้องระบุสถานที่ วัน เวลา สภาพแห่งกิจการที่จะประชุมปรึกษากัน และข้อความที่จะนำเสนอให้ลงมติ (มาตรา 1175)
หากกรรมการโอนกิจการเกินอำนาจที่ข้อบังคับหรือมติของที่ประชุมใหญ่กำหนด ความเกี่ยวพันระหว่างกรรมการ บริษัท และบุคคลภายนอกให้บังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167) นิติกรรมจึงไม่ตกเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ การที่ตัวแทนทำนอกทำเหนือขอบอำนาจย่อมไม่ผูกพันตัวการ เว้นแต่ตัวการจะให้สัตยาบันแก่การนั้น (มาตรา 823) และหากทางปฏิบัติของตัวการทำให้บุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการนั้นอยู่ภายในขอบอำนาจของตัวแทน ต้องพิจารณาตามมาตรา 822 ด้วย ส่วนกรรมการที่ทำให้บริษัทเสียหายอาจต้องรับผิดต่อบริษัท (มาตรา 1168 และมาตรา 1169)
สำหรับบริษัทมหาชนจำกัด พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 107 (2) (ก) กำหนดให้การขายหรือโอนกิจการของบริษัททั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่บุคคลอื่น ต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน และมาตรา 107 (2) (ข) ใช้คะแนนเสียงเดียวกันกับการซื้อหรือรับโอนกิจการของบริษัทอื่นหรือบริษัทเอกชนมาเป็นของบริษัท ซึ่งต้องตรวจเมื่อบริษัทผู้รับโอนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด บทบัญญัตินี้ใช้กับบริษัทมหาชนจำกัดเท่านั้น ส่วนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังต้องตรวจหลักเกณฑ์ของผู้กำกับดูแลตลาดทุนว่าด้วยการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สินและรายการที่เกี่ยวโยงกัน รวมทั้งกรณีที่ต้องแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
การโอนสิทธิเรียกร้อง การแปลงหนี้ใหม่ และการโอนลูกจ้าง
การโอนกิจการไม่ใช่การสืบสิทธิโดยผลของกฎหมาย ทรัพย์สิน สัญญา หนี้ และลูกจ้างแต่ละรายการจึงต้องโอนตามแบบและเงื่อนไขของกฎหมายที่ใช้กับรายการนั้น การโอนสิทธิเรียกร้องต้องทำเป็นหนังสือจึงสมบูรณ์ และจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ต่อเมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้ยินยอม โดยคำบอกกล่าวหรือความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306) บทบัญญัตินี้ใช้กับการโอนสิทธิเรียกร้องที่ต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง และลูกหนี้ที่ทำให้พอแก่ใจผู้โอนด้วยการใช้เงินหรือด้วยประการอื่นก่อนได้รับบอกกล่าวหรือก่อนได้ตกลงให้โอนย่อมหลุดพ้นจากหนี้ ผู้รับโอนจึงควรบอกกล่าวลูกหนี้โดยเร็ว ส่วนการโอนหนี้ต้องใช้การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ซึ่งทำเป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ได้ แต่จะทำโดยขืนใจลูกหนี้เดิมไม่ได้ (มาตรา 350) ในทางปฏิบัติ สัญญาทางการค้าที่มีทั้งสิทธิและหน้าที่จึงมักโอนด้วยสัญญาสามฝ่ายระหว่างบริษัทผู้โอน บริษัทผู้รับโอน และคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนใบอนุญาตประกอบกิจการต้องตรวจกฎหมายเฉพาะของใบอนุญาตแต่ละประเภทว่าโอนได้หรือต้องขอใหม่ [ต้องยืนยันมาตรา]
การไปเป็นลูกจ้างของบริษัทผู้รับโอนต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างแต่ละคน และสิทธิที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมคงมีต่อไป โดยนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ (พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568) มาตรา 13) และนายจ้างจะโอนสิทธิของตนให้แก่บุคคลภายนอกได้เมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577) ตัวบทมิได้บังคับให้ความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือ แต่ควรทำเป็นหนังสือเพื่อเป็นหลักฐานในทางปฏิบัติ ลูกจ้างที่ไม่ยินยอมย่อมไม่ไปเป็นลูกจ้างของบริษัทผู้รับโอน หากบริษัทผู้โอนเลิกจ้างลูกจ้างดังกล่าว ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างที่มีสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 นอกจากนี้ บริษัทผู้รับโอนซึ่งเป็นนายจ้างใหม่ที่มีลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 33 มีหน้าที่ตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ส่วนแบบรายการและกำหนดเวลาสำหรับลูกจ้างที่โอนมาจากนายจ้างเดิมต้องตรวจตามประกาศของสำนักงานประกันสังคม [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
ภาระภาษีตามประมวลรัษฎากร
ประมวลรัษฎากร มาตรา 74 (1) (ค) กำหนดว่า ในกรณีที่มีการโอนกิจการระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลด้วยกัน โดยที่ผู้โอนกิจการต้องจดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการนั้น ให้ตีราคาทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่จดทะเบียนเลิก และให้นำความในมาตรา 74 (1) (ข) มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมีผลว่าไม่ให้ถือว่าราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของผู้โอน และให้ผู้รับโอนถือราคาทรัพย์สินตามราคาที่ปรากฏในบัญชีของผู้โอน ทั้งนี้ มาตรา 74 (1) (ข) ยังจำกัดการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาไว้เพียงเท่าที่ระยะเวลาและมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินนั้นเหลืออยู่ และห้ามนำผลขาดทุนสุทธิของบริษัทเดิมมาถือเป็นรายจ่าย ส่วนมาตรา 74 (2) กำหนดให้นำเงินสำรองหรือเงินกำไรยกมาจากรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ เฉพาะส่วนที่ยังมิได้เสียภาษีเงินได้ มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้าย (ข้อสรุปนี้เป็นผลจากการตีความ) อย่างไรก็ดี มาตรา 74 (1) (ค) เป็นบทกำหนดวิธีตีราคาทรัพย์สินในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อภาษีเงินได้นิติบุคคลของผู้โอนและผู้รับโอน มิใช่บทยกเว้นภาษี และมิได้กล่าวถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ หรืออากรแสตมป์ นอกจากนี้ ตัวบทใช้ถ้อยคำว่าผู้โอนกิจการต้องจดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการนั้น มิได้ใช้ถ้อยคำว่าชำระบัญชีให้เสร็จ ปัญหาว่าการชำระบัญชีต้องเสร็จสิ้นภายในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันหรือไม่ จึงต้องตรวจแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ส่วนการเลิกบริษัทผู้โอนต้องใช้มติพิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 (4)
ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 (1) ให้ตราพระราชกฤษฎีกาลดอัตราหรือยกเว้นรัษฎากรได้ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์สำหรับการโอนกิจการทั้งหมดและการโอนกิจการบางส่วน รวมทั้งเงื่อนไขของแต่ละกรณีและขั้นตอนการแจ้งหรือยื่นเอกสารต่อกรมสรรพากร เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาที่ใช้บังคับและแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร ซึ่งต้องตรวจฉบับที่ใช้บังคับในขณะโอนเป็นรายกรณีก่อนอ้างสิทธิ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] หากไม่เข้าเงื่อนไข การโอนทรัพย์สินอาจต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่ใช้บังคับในขณะนั้น (มาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดอัตราร้อยละ 10 และอนุญาตให้ลดอัตราด้วยพระราชกฤษฎีกา) [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ทั้งนี้ ในด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (8) (ฉ) ให้ถือว่าการมีสินค้าคงเหลือหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการเป็นการขาย แต่ไม่รวมถึงสินค้าคงเหลือและทรัพย์สินดังกล่าวของผู้ประกอบการซึ่งได้โอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน โดยผู้รับโอนกิจการต้องอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม บทบัญญัตินี้กล่าวถึงการโอนกิจการทั้งหมดเท่านั้น มิได้กล่าวถึงการโอนกิจการบางส่วน และมีผลเฉพาะต่อการขายที่ถือว่าเกิดขึ้นจากการมีสินค้าคงเหลือหรือทรัพย์สิน ณ วันเลิกประกอบกิจการ ส่วนการโอนสินค้าหรือทรัพย์สินให้แก่ผู้รับโอนเข้าบทนิยามคำว่า "ขาย" ในมาตรา 77/1 (8) ซึ่งหมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ ผลทางภาษีมูลค่าเพิ่มของการโอนดังกล่าวจึงยังต้องพิจารณาตามพระราชกฤษฎีกาที่ใช้บังคับและแนวปฏิบัติของกรมสรรพากรที่กล่าวข้างต้น
การคุ้มครองผู้ถือหุ้นส่วนน้อย
การประเมินมูลค่ายุติธรรมโดยผู้ประเมินอิสระก่อนโอนกิจการเป็นแนวปฏิบัติที่ควรทำ เพื่อเป็นหลักฐานว่ากรรมการได้ใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวังตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 แต่มิใช่ข้อบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากการโอนในราคาต่ำกว่าที่ควรทำให้บริษัทเสียหาย บริษัทฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการได้ และในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่ากล่าวแทนบริษัทก็ได้ (มาตรา 1169) ส่วนเมื่อมีการประชุมใหญ่ หากการนัดเรียกประชุม การประชุม หรือการลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัทหรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัท กรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดร้องขอให้ศาลเพิกถอนมตินั้นได้ แต่ต้องร้องขอภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมติ (มาตรา 1195)
Claim Ledger
| รหัสอ้างอิง | ข้อกฎหมาย / สาระสำคัญ | ฐานทางกฎหมาย | สถานะการตรวจสอบ |
|---|---|---|---|
| C-SH-33-01 | ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่มีบทบัญญัติที่บังคับโดยตรงให้การขายหรือโอนกิจการของบริษัทจำกัดต้องใช้มติพิเศษ มาตรา 1194 กำหนดเพียงคะแนนเสียงของมติพิเศษในเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้ต้องใช้มติพิเศษ ส่วนกรรมการต้องจัดการตามข้อบังคับของบริษัทและอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้น | ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1144 และมาตรา 1194 | แก้ไขแล้ว — LAS Audit |
| C-SH-33-02 | การโอนสิทธิเรียกร้องต้องทำเป็นหนังสือจึงสมบูรณ์ และจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ต่อเมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้ยินยอม โดยคำบอกกล่าวหรือความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือ แต่ลูกหนี้ที่ทำให้พอแก่ใจผู้โอนด้วยการใช้เงินหรือด้วยประการอื่นก่อนได้รับบอกกล่าวหรือก่อนได้ตกลงให้โอนย่อมหลุดพ้นจากหนี้ | ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 | แก้ไขแล้ว — LAS Audit |
| C-SH-33-03 | การโอนหนี้ต้องใช้การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ซึ่งทำเป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ได้ แต่จะทำโดยขืนใจลูกหนี้เดิมไม่ได้ | ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 | แก้ไขแล้ว — LAS Audit |
| C-SH-33-04 | ในการโอนกิจการทั้งหมดที่ผู้โอนต้องจดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการ ให้ตีราคาทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่จดทะเบียนเลิกเพื่อคำนวณกำไรสุทธิสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล ส่วนการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์เป็นไปตามเงื่อนไขของพระราชกฤษฎีกาที่ใช้บังคับและแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร | ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 (1) และมาตรา 74 (1) (ค) พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการโอนกิจการทั้งหมดและการโอนกิจการบางส่วน) [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] | แก้ไขแล้ว — LAS Audit (พระราชกฤษฎีกา [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]) |
| C-SH-33-05 | การยกเว้นภาษีสำหรับการโอนกิจการบางส่วน ซึ่งบริษัทผู้โอนยังคงดำเนินกิจการส่วนที่เหลือต่อไป เป็นไปตามเงื่อนไขของพระราชกฤษฎีกาที่ใช้บังคับและแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร | พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการโอนกิจการทั้งหมดและการโอนกิจการบางส่วน) [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] | แก้ไขแล้ว — LAS Audit (พระราชกฤษฎีกา [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]) |
| C-SH-33-06 | มติพิเศษจำเป็นเมื่อบริษัทผู้โอนจะเลิกบริษัท เมื่อเป็นการควบรวมบริษัท หรือเมื่อต้องแก้ไขข้อบังคับหรือหนังสือบริคณห์สนธิ และคำบอกกล่าวเรียกประชุมเพื่อลงมติพิเศษต้องส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนของบริษัทก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน และหากบริษัทมีหุ้นชนิดที่มีใบหุ้นออกให้แก่ผู้ถือ ต้องโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่หรือในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ตามกฎกระทรวงด้วย พร้อมระบุข้อความที่จะนำเสนอให้ลงมติ | ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1145 มาตรา 1175 มาตรา 1236 (4) และมาตรา 1238 | แก้ไขแล้ว — LAS Audit |
| C-SH-33-07 | บริษัทมหาชนจำกัดต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน สำหรับการขายหรือโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญ และสำหรับการซื้อหรือรับโอนกิจการของบริษัทอื่นหรือบริษัทเอกชน | พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 107 (2) (ก) และ (ข) | ตรวจตรงตัวบท — LAS Audit |
| C-SH-33-08 | การไปเป็นลูกจ้างของบริษัทผู้รับโอนต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างแต่ละคน และนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ | พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568) มาตรา 13 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 | แก้ไขแล้ว — LAS Audit |
| C-SH-33-09 | กรรมการที่กระทำเกินอำนาจ ผลผูกพันต่อบริษัทพิจารณาตามหลักตัวแทน กรรมการที่ทำให้บริษัทเสียหายต้องรับผิด และผู้ถือหุ้นฟ้องแทนบริษัทได้เมื่อบริษัทไม่ยอมฟ้อง ส่วนมติที่ประชุมใหญ่ที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับ ผู้ถือหุ้นร้องขอให้ศาลเพิกถอนได้ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมติ | ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 มาตรา 1168 มาตรา 1169 และมาตรา 1195 | แก้ไขแล้ว — LAS Audit |
4 ขั้นตอนสำคัญในการดำเนินกระบวนการ EBT / PBT
- ตรวจอำนาจอนุมัติ จัดทำแผนโอนกิจการ และประเมินมูลค่ายุติธรรม (Fair Market Valuation): ตรวจหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อบังคับ สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น และขอบเขตอำนาจกรรมการของบริษัทผู้โอน ว่าการโอนกิจการอยู่ในอำนาจของกรรมการหรือต้องนำเข้าที่ประชุมใหญ่ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1144) และควรจัดให้มีการประเมินมูลค่ายุติธรรมโดยผู้ประเมินอิสระเพื่อเป็นหลักฐานว่ากรรมการได้ใช้ความระมัดระวังตามมาตรา 1168 (เป็นแนวปฏิบัติ มิใช่ข้อบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) และหากการโอนทำให้บริษัทเสียหาย ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดเรียกให้กรรมการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแทนบริษัทได้เมื่อบริษัทไม่ยอมฟ้องตามมาตรา 1169 ส่วนการแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินอิสระเป็นเรื่องที่ต้องตรวจตามหลักเกณฑ์ของผู้กำกับดูแลตลาดทุนสำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
- การขอมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นในกรณีที่ต้องลงมติ (Shareholder Approval): ในกรณีที่ต้องลงมติพิเศษ เช่น การลงมติเลิกบริษัทผู้โอนตามมาตรา 1236 (4) หรือการแก้ไขข้อบังคับหรือหนังสือบริคณห์สนธิตามมาตรา 1145 ต้องส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนของบริษัทก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน และหากบริษัทมีหุ้นชนิดที่มีใบหุ้นออกให้แก่ผู้ถือ ต้องโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งครั้งหรือในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงด้วย โดยคำบอกกล่าวต้องระบุสถานที่ วัน เวลา สภาพแห่งกิจการที่จะประชุม และข้อความที่จะนำเสนอให้ลงมติ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1175) และมติต้องได้คะแนนเสียงข้างมากไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน (มาตรา 1194) ส่วนการอนุมัติโอนกิจการนั้นเอง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของบริษัทและมติของที่ประชุมใหญ่ตามมาตรา 1144 หากผู้โอนหรือผู้รับโอนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ต้องได้คะแนนเสียงตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 107 (2) (ก) หรือ (ข) แล้วแต่กรณี
- การจัดการภาระทางภาษีต่อกรมสรรพากร: กรณีการโอนกิจการทั้งหมดที่บริษัทผู้โอนต้องจดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการ ให้ตีราคาทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่จดทะเบียนเลิกเพื่อคำนวณกำไรสุทธิสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล (ประมวลรัษฎากร มาตรา 74 (1) (ค)) และการเลิกบริษัทต้องใช้มติพิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 (4) เมื่อเลิกบริษัทแล้ว ภายในสิบสี่วันนับแต่วันเลิก ผู้ชำระบัญชีต้องประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราวว่าบริษัทได้เลิกกันแล้วและให้เจ้าหนี้ยื่นคำทวงหนี้ และส่งคำบอกกล่าวอย่างเดียวกันเป็นจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ไปยังเจ้าหนี้ทุกคนที่มีชื่อปรากฏในสมุดบัญชีหรือเอกสารของบริษัท (มาตรา 1253) ส่วนเงื่อนไขการยกเว้นภาษีของการโอนกิจการทั้งหมดและบางส่วน รวมทั้งขั้นตอนการแจ้งหรือยื่นเอกสารต่อกรมสรรพากร ต้องตรวจพระราชกฤษฎีกาที่ใช้บังคับและแนวปฏิบัติของกรมสรรพากรเป็นรายกรณี [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
- การโอนสิทธิ การแปลงหนี้ใหม่ และการโอนลูกจ้าง: ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเป็นหนังสือและบอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือไปยังลูกหนี้โดยเร็ว เพราะลูกหนี้ที่ทำให้พอแก่ใจผู้โอนด้วยการใช้เงินหรือด้วยประการอื่นก่อนได้รับบอกกล่าวหรือก่อนได้ตกลงให้โอนย่อมหลุดพ้นจากหนี้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306) ทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่ (Novation Agreement) กับเจ้าหนี้และคู่ค้าหลักสำหรับหนี้และภาระที่ต้องการให้บริษัทผู้รับโอนรับไป (มาตรา 350) และขอความยินยอมจากลูกจ้างแต่ละคน เพราะการไปเป็นลูกจ้างของบริษัทผู้รับโอนต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างแต่ละคน (พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568) มาตรา 13 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577) และสิทธิที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมคงมีต่อไป โดยนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ ควรทำความยินยอมเป็นหนังสือเพื่อเป็นหลักฐานในทางปฏิบัติ ซึ่งมิใช่เงื่อนไขตามตัวบท จากนั้นบริษัทผู้รับโอนที่มีลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 โดยตรวจแบบรายการและกำหนดเวลาสำหรับลูกจ้างที่รับโอนตามประกาศของสำนักงานประกันสังคม [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] และตรวจกฎหมายเฉพาะของใบอนุญาตแต่ละประเภทที่ต้องใช้ในส่วนของกิจการที่โอน [ต้องยืนยันมาตรา]
ตารางเปรียบเทียบ: การโอนกิจการทั้งหมด (EBT) กับการโอนกิจการบางส่วน (PBT) Entire and Partial Business Transfer
การควบรวมบริษัทเป็นกระบวนการที่แตกต่างจากการโอนกิจการ และได้อธิบายไว้โดยละเอียดแล้วในบทความ การควบรวมกิจการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใหม่ (LAS Share EP08) ทั้งลักษณะของการควบรวมสองแบบ สิทธิของผู้ถือหุ้นที่คัดค้าน การคุ้มครองเจ้าหนี้ การประชุมร่วมของผู้ถือหุ้น และผลทางภาษี ตารางด้านล่างจึงเปรียบเทียบเฉพาะการโอนกิจการทั้งหมดกับการโอนกิจการบางส่วน และสรุปความแตกต่างจากการควบรวมบริษัทไว้ท้ายตาราง
| มิติทางกฎหมายและภาษี | การโอนกิจการทั้งหมด (EBT) | การโอนกิจการบางส่วน (PBT) |
|---|---|---|
| อำนาจอนุมัติของบริษัทจำกัด | ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่บังคับให้การโอนกิจการเองต้องใช้มติพิเศษ กรรมการจัดการตามข้อบังคับและอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1144) แต่หากบริษัทผู้โอนจะเลิกบริษัทภายหลังโอน การเลิกบริษัทต้องใช้มติพิเศษ (มาตรา 1236 (4)) | กรรมการจัดการตามข้อบังคับและอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1144) มติพิเศษจำเป็นเมื่อต้องแก้ไขข้อบังคับหรือหนังสือบริคณห์สนธิ (มาตรา 1145) หรือเมื่อข้อบังคับกำหนดไว้ |
| บริษัทมหาชนจำกัด | ต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน (พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 107 (2) (ก)) | ใช้คะแนนเสียงเดียวกันเมื่อส่วนที่โอนเป็นกิจการบางส่วนที่สำคัญ (พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 107 (2) (ก)) |
| สถานะของบริษัทผู้โอน | หากบริษัทผู้โอนต้องจดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการ ให้ตีราคาทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่จดทะเบียนเลิกเพื่อคำนวณกำไรสุทธิสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล (ประมวลรัษฎากร มาตรา 74 (1) (ค)) และการเลิกบริษัทต้องใช้มติพิเศษ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 (4)) | คงอยู่และดำเนินกิจการส่วนที่เหลือต่อไปได้ |
| การโอนสัญญา หนี้ ลูกจ้าง และใบอนุญาต | โอนแยกเป็นรายการ: สิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 หนี้ด้วยการแปลงหนี้ใหม่ตามมาตรา 350 ลูกจ้างด้วยความยินยอมของลูกจ้างแต่ละคนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 และใบอนุญาตตามกฎหมายเฉพาะ [ต้องยืนยันมาตรา] | เช่นเดียวกับการโอนกิจการทั้งหมด แต่จำกัดเฉพาะรายการที่อยู่ในส่วนของกิจการที่โอน |
| สิทธิประโยชน์ทางภาษี | การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์เป็นไปตามเงื่อนไขของพระราชกฤษฎีกาที่ใช้บังคับ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] และการตีราคาทรัพย์สินเพื่อคำนวณกำไรสุทธิสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นไปตามประมวลรัษฎากร มาตรา 74 (1) (ค) ส่วนสินค้าคงเหลือและทรัพย์สิน ณ วันเลิกประกอบกิจการของผู้โอนกิจการทั้งหมดไม่ถือเป็นการขายเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อผู้รับโอนกิจการอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (8) (ฉ)) | การยกเว้นเป็นไปตามเงื่อนไขของพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการโอนกิจการทั้งหมดและการโอนกิจการบางส่วน) และแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] |
| การคุ้มครองเจ้าหนี้ | หนี้ที่ไม่ได้แปลงหนี้ใหม่ยังคงเป็นหนี้ของบริษัทผู้โอน และเมื่อเลิกบริษัท ผู้ชำระบัญชีต้องบอกกล่าวการเลิกบริษัทแก่เจ้าหนี้ภายในสิบสี่วันนับแต่วันเลิก (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1253) | การโอนหนี้ต้องทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่ซึ่งเจ้าหนี้เป็นคู่สัญญา (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350) และหนี้ที่ไม่ได้โอนยังคงเป็นหนี้ของบริษัทผู้โอน |
การควบรวมบริษัทจำกัดต้องใช้มติพิเศษ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1238) และบริษัทที่ควบรวมกันอาจเกิดเป็นบริษัทใหม่และบริษัทเดิมทุกบริษัทหมดสภาพการเป็นนิติบุคคล หรือบริษัทหนึ่งยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคลและบริษัทอื่นหมดสภาพ (มาตรา 1238 (1) และ (2)) เมื่อมีผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมคัดค้านการควบรวม บริษัทต้องจัดให้มีผู้ซื้อหุ้นของผู้ถือหุ้นนั้น (มาตรา 1239/1) บริษัทต้องมีหนังสือบอกกล่าวมติถึงเจ้าหนี้และโฆษณามติทางหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายภายในสิบสี่วันนับแต่วันลงมติ เจ้าหนี้ส่งคำคัดค้านได้ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว และหากมีการคัดค้าน บริษัทจะควบรวมมิได้จนกว่าจะได้ชำระหนี้หรือให้ประกันเพื่อหนี้นั้น (มาตรา 1240) บริษัทที่ควบรวมย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของบริษัทเดิมตามมาตรา 1243 แต่การไปเป็นลูกจ้างของบริษัทที่ควบรวมยังต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างแต่ละคนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 13 และผลต่อใบอนุญาตต้องตรวจกฎหมายเฉพาะของใบอนุญาตแต่ละประเภท [ต้องยืนยันมาตรา]
ในด้านภาษี ประมวลรัษฎากร มาตรา 73 ให้ถือว่าแต่ละบริษัทที่ควบเข้ากันเลิกกันเพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี และมาตรา 74 (1) (ข) ให้ตีราคาทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากันโดยไม่ถือว่าราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่าย นอกจากนี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (8) (ฉ) ไม่ถือว่าสินค้าคงเหลือและทรัพย์สิน ณ วันเลิกประกอบกิจการของผู้ประกอบการซึ่งได้ควบเข้ากันเป็นการขายเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หากผู้ประกอบการใหม่อันได้ควบเข้ากันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ต้องตรวจพระราชกฤษฎีกาและแนวปฏิบัติของกรมสรรพากรเป็นรายกรณี [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ทั้งนี้ มาตรา 73 มาตรา 74 (1) (ข) และมาตรา 77/1 (8) (ฉ) ใช้ถ้อยคำว่า "ใหม่อันได้ควบเข้ากัน" ซึ่งตรงกับการควบรวมโดยเป็นบริษัทขึ้นใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1238 (1) ส่วนการควบรวมที่บริษัทหนึ่งยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 1238 (2) ตัวบทมิได้กล่าวถึงโดยตรง จึงต้องตรวจแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
อ้างอิง — References
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 มาตรา 350 มาตรา 577 มาตรา 822 มาตรา 823 มาตรา 1098 มาตรา 1144 มาตรา 1145 มาตรา 1167 มาตรา 1168 มาตรา 1169 มาตรา 1175 มาตรา 1194 มาตรา 1195 มาตรา 1236 มาตรา 1238 มาตรา 1239/1 มาตรา 1240 มาตรา 1243 และมาตรา 1253
- พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 107
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 มาตรา 73 มาตรา 74 มาตรา 77/1 และมาตรา 80
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568) มาตรา 13 และมาตรา 118
- พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34
- พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการโอนกิจการทั้งหมดและการโอนกิจการบางส่วน) [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
- LAS Share EP08 — การควบรวมกิจการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใหม่
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา — ระบบสืบค้นกฎหมาย (OCS)