สารบัญ
1. บทนำ — สัญญาทุกฉบับมีภาษาเดียวกันIntroduction — Every Contract Speaks the Same Language
ผู้ประกอบการจำนวนมากรู้สึกหวาดหวั่นเมื่อต้องเผชิญกับสัญญาที่หนาเป็นปึก เต็มไปด้วยภาษากฎหมายที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ บ้างก็เซ็นสัญญาโดยไม่ได้อ่านให้ละเอียด บ้างก็เชื่อคำพูดปากเปล่าของคู่สัญญาโดยไม่ตรวจว่าข้อความในสัญญาตรงกับที่ตกลงกันไว้หรือไม่ ผลลัพธ์คือข้อพิพาทที่เกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งหลายครั้งป้องกันได้ตั้งแต่ก่อนเซ็นชื่อ
ความจริงที่สำคัญคือ สัญญาทุกฉบับไม่ว่าจะเป็นสัญญาซื้อขาย สัญญาเช่า สัญญาจ้างทำของ สัญญาร่วมทุน หรือสัญญาแฟรนไชส์ ล้วนมีโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน เมื่อเข้าใจโครงสร้างนี้แล้ว สัญญาทุกฉบับจะอ่านง่ายขึ้นทันที เปรียบเสมือนการเรียนรู้ไวยากรณ์ของภาษา เมื่อรู้หลักแล้วจะอ่านได้ทุกประโยค
"สัญญาที่ดีไม่ใช่สัญญาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบ แต่คือสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันว่าใครมีสิทธิ หน้าที่ และความเสี่ยงอะไร"
บทความนี้จะพาผู้ประกอบการไปรู้จักโครงสร้างสัญญา เรียนรู้จุดสำคัญที่ต้องตรวจก่อนเซ็น และเข้าใจเทคนิคพื้นฐานที่ทนายธุรกิจใช้ในการตรวจสัญญาทุกวัน ทั้งหมดนี้อ้างอิงหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ว่าด้วยนิติกรรมและสัญญา
มาตรา ๑๔๙ นิติกรรม หมายความว่า การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือ ระงับซึ่งสิทธิ
มาตรา ๓๕๔ คำเสนอจะทำสัญญาอันบ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองนั้น ท่านว่าไม่อาจจะถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้
อ่านมาตรา ๑๔๙ และมาตรา ๓๕๔ ในกล่องด้านบน คนละฐาน มาตรา ๓๕๔ เป็นบทคำเสนอที่บ่งระยะเวลาไม่อาจถอนได้ภายในกำหนด ไม่ใช่บทนิยามว่าสัญญาเกิดเมื่อคำเสนอคำสนองตรงกัน
2. โครงสร้างสัญญาที่ต้องรู้จักAnatomy of a Contract
สัญญาธุรกิจทุกฉบับ ไม่ว่าจะบาง 5 หน้า หรือหนา 100 หน้า ล้วนประกอบด้วยส่วนสำคัญ 8 ส่วน ดังนี้
2.1 ส่วนนำ (Recitals / Preamble)
ส่วนนำเป็นส่วนแรกของสัญญา ทำหน้าที่บอกว่า "ใครเป็นใคร ทำอะไร" โดยระบุชื่อคู่สัญญา ที่อยู่ ผู้มีอำนาจลงนาม และวัตถุประสงค์ของการทำสัญญา ส่วนนี้มีความสำคัญมากเพราะหากระบุคู่สัญญาผิด อาจทำให้สัญญามีปัญหาในการบังคับใช้ได้
มาตรา ๑๑๖๗ ความเกี่ยวพันกันในระหว่างกรรมการและบริษัทและบุคคลภายนอกนั้น ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยตัวแทน
มาตรา ๑๑๖๘ ในอันที่จะประกอบกิจการของบริษัทนั้น กรรมการต้องใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง
ว่าโดยเฉพาะ กรรมการต้องรับผิดชอบร่วมกันในประการต่าง ๆ ดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
(๑) การใช้เงินค่าหุ้นนั้น ได้ใช้กันจริง
(๒) จัดให้มีและรักษาไว้ให้เรียบร้อย ซึ่งบรรดาสมุดบัญชีและเอกสารที่กฎหมายกำหนดไว้
(๓) การแจกเงินปันผลหรือดอกเบี้ยให้เป็นไปโดยถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้
(๔) บังคับการให้เป็นไปโดยถูกต้องตามมติของที่ประชุมใหญ่
อนึ่ง ท่านห้ามมิให้ผู้เป็นกรรมการประกอบการค้าขายใด ๆ อันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของบริษัทนั้น ไม่ว่าทำเพื่อประโยชน์ตนหรือเพื่อประโยชน์ผู้อื่น หรือไปเข้าหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดในห้างค้าขายอื่นซึ่งประกอบกิจการมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและแข่งขันกับกิจการของบริษัท โดยมิได้รับความยินยอมของที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น
บทบัญญัติที่กล่าวมาข้างบนนี้ให้ใช้บังคับตลอดถึงบุคคลซึ่งเป็นผู้แทนของกรรมการด้วย
อ่านมาตรา ๑๑๖๗ และมาตรา ๑๑๖๘ ในกล่องด้านบน ความเกี่ยวพันกับบุคคลภายนอกใช้บทตัวแทน ส่วนความระมัดระวังของกรรมการอยู่ที่มาตรา ๑๑๖๘
2.2 คำนิยาม (Definitions)
"หัวใจของสัญญาอยู่ที่คำนิยาม"
คำนิยามคือส่วนที่ผู้ประกอบการมักข้ามไป แต่กลับเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะคำนิยามเป็นตัวกำหนดขอบเขตของทุกข้อสัญญาที่ตามมา ตัวอย่างเช่น คำว่า "สินค้า" ถ้านิยามแคบ อาจไม่ครอบคลุมอะไหล่หรือส่วนประกอบ หรือคำว่า "เหตุสุดวิสัย" (Force Majeure) ถ้านิยามไม่รวมโรคระบาด ก็อาจอ้างเหตุนี้ไม่ได้ในกรณีที่เกิดโรคระบาดซ้ำอีก
ข้อแนะนำ: อ่านคำนิยามทุกคำให้ครบ แล้วตรวจว่าครอบคลุมสิ่งที่ตกลงกันไว้ด้วยวาจาหรือไม่ หากไม่ครอบคลุม ต้องแก้ไขก่อนเซ็น
2.3 ข้อกำหนดหลัก (Operative Clauses)
ส่วนนี้คือ "เนื้อหาหลัก" ของสัญญา กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาทุกฝ่าย ประกอบด้วย
- ขอบเขตงาน / สินค้า (Scope of Work / Goods) — อะไรที่ต้องทำหรือส่งมอบ
- ราคาและการชำระเงิน (Price & Payment Terms) — จำนวนเงิน งวด กำหนดชำระ
- กำหนดเวลา (Timeline / Milestones) — เมื่อไหร่ต้องทำอะไรเสร็จ
- มาตรฐานการปฏิบัติงาน (Performance Standards) — คุณภาพที่ต้องได้
ข้อกำหนดหลักต้องชัดเจน วัดผลได้ และไม่คลุมเครือ สัญญาที่เขียนว่า "ส่งมอบตามที่ตกลง" โดยไม่ระบุรายละเอียด จะเป็นปัญหาทันทีเมื่อเกิดข้อพิพาท
2.4 เงื่อนไขบังคับก่อน (Conditions Precedent)
เงื่อนไขบังคับก่อนคือเงื่อนไขที่ต้องเกิดขึ้นก่อน สัญญาจึงจะมีผลบังคับหรือก่อนที่จะต้องปฏิบัติตามข้อสัญญาบางข้อ ตัวอย่างเช่น สัญญาซื้อขายหุ้นอาจกำหนดว่าต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทก่อน หรือสัญญาเช่าอาจกำหนดว่าต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการก่อนจึงจะเริ่มชำระค่าเช่า
ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบว่าเงื่อนไขบังคับก่อนเป็นสิ่งที่ทำได้จริง มีกำหนดเวลาชัดเจน และกำหนดผลของการไม่สำเร็จตามเงื่อนไข (เช่น สัญญาสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ หรือมีสิทธิบอกเลิก)
2.5 คำรับรองและรับประกัน (Representations & Warranties)
คำรับรองและรับประกันคือข้อความที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายยืนยันว่าเป็นจริง ณ วันทำสัญญา เช่น "บริษัทมีอำนาจในการทำสัญญานี้" "ไม่มีคดีความค้างอยู่ที่มีผลกระทบต่อสัญญา" หรือ "สินค้าเป็นไปตามมาตรฐาน" ข้อสัญญาส่วนนี้มีความสำคัญเพราะหากคำรับรองไม่เป็นจริง อีกฝ่ายมีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือเลิกสัญญาได้
2.6 ข้อจำกัดความรับผิด (Limitation of Liability)
ข้อจำกัดความรับผิดกำหนดเพดานสูงสุดของค่าเสียหายที่ฝ่ายผิดสัญญาต้องชดใช้ เช่น "ความรับผิดรวมของผู้รับจ้างไม่เกินมูลค่าสัญญา" หรือ "ผู้ขายไม่รับผิดต่อค่าเสียหายที่เป็นผลสืบเนื่อง (Consequential Damages)" ข้อสัญญาเหล่านี้มีผลกระทบมากในทางปฏิบัติ หากความเสียหายจริงเกินเพดาน ผู้เสียหายจะเรียกค่าเสียหายเกินเพดานไม่ได้
ข้อควรระวัง
อย่าเซ็นสัญญาที่มี Cap ต่ำเกินไป โดยเฉพาะในสัญญาที่ความเสียหายอาจสูงมาก เช่น สัญญาก่อสร้าง สัญญา IT หรือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ ข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อยกเว้นความรับผิดในกรณีกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๓ ดังนั้น Cap จึงไม่ควรครอบคลุมกรณีดังกล่าว
2.7 การเลิกสัญญา (Termination)
ข้อสัญญาเรื่องการเลิกสัญญากำหนดว่าใครมีสิทธิเลิกสัญญาได้ ในกรณีใด และต้องแจ้งล่วงหน้ากี่วัน โดยปกติจะแบ่งเป็น
- เลิกสัญญาเมื่อผิดสัญญา (Termination for Cause) — ฝ่ายผิดสัญญาและไม่แก้ไขภายในเวลาที่กำหนด (สอดคล้องกับหลักบอกกล่าวให้ชำระหนี้ภายในระยะเวลาพอสมควรก่อนเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๗)
- เลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุ (Termination for Convenience) — เลิกได้เมื่อต้องการ โดยแจ้งล่วงหน้า
มาตรา ๓๙๑ เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คูสัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังทเป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นทเสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้
ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น
การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่
อ่านมาตรา ๓๙๑ ในกล่องด้านบนตามตัวอักษรใน PDF รวมคำว่าคูสัญญา และดังทเป็นอยู่เดิม
2.8 ข้อกำหนดทั่วไป (Boilerplate Clauses)
ข้อกำหนดทั่วไปมักอยู่ท้ายสัญญาและถูกมองข้ามบ่อย แต่มีผลกระทบมากในทางปฏิบัติ
| ข้อสัญญา | ความสำคัญ |
|---|---|
| กฎหมายที่ใช้บังคับ (Governing Law) | กำหนดว่าใช้กฎหมายของประเทศใดในการตีความสัญญา — มีผลมากหากคู่สัญญาเป็นต่างชาติ |
| การระงับข้อพิพาท (Dispute Resolution) | กำหนดว่าเมื่อเกิดข้อพิพาทจะใช้ศาลหรืออนุญาโตตุลาการ ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายและระยะเวลาการดำเนินคดี |
| เหตุสุดวิสัย (Force Majeure) | กำหนดเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่ต้องรับผิดจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญา เช่น ภัยธรรมชาติ สงคราม โรคระบาด |
| สัญญาเบ็ดเสร็จ (Entire Agreement) | กำหนดว่าสัญญาฉบับนี้เป็นข้อตกลงทั้งหมด ข้อตกลงด้วยวาจาหรือหนังสือก่อนหน้าถูกยกเลิก |
| การแก้ไขเพิ่มเติม (Amendment) | กำหนดว่าการแก้ไขสัญญาต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรและลงนามโดยคู่สัญญาทุกฝ่าย |
3. Checklist 10 ข้อที่ต้องตรวจก่อนเซ็น10-Point Pre-Signing Checklist
ก่อนเซ็นสัญญาทุกฉบับ ให้ตรวจ 10 ข้อนี้เป็นอย่างน้อย หากข้อใดไม่ชัดเจนหรือไม่ครบถ้วน ต้องแก้ไขก่อนลงนาม
1คู่สัญญามีอำนาจลงนามจริงไหม?
ตรวจหนังสือรับรองบริษัท (ไม่เกิน 3 เดือน) ว่ากรรมการผู้มีอำนาจลงนามเป็นใคร ต้องลงนามร่วมกี่คน ประทับตราบริษัทหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 บัญญัติว่าความเกี่ยวพันกันในระหว่างกรรมการและบริษัท และบุคคลภายนอกนั้น ให้บังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทน และมาตรา 1168 กำหนดเรื่องอำนาจกรรมการ หากผู้ลงนามไม่มีอำนาจ สัญญาอาจไม่ผูกพันบริษัท
2Definitions ครอบคลุมหรือไม่?
อ่านคำนิยามทุกคำ ตรวจว่าขอบเขตตรงกับที่ตกลง โดยเฉพาะคำว่า "สินค้า" "บริการ" "เหตุสุดวิสัย" "ข้อมูลความลับ" หากคำนิยามแคบเกินไป อาจถูกตีความในทางที่เสียเปรียบ
3ขอบเขตงาน/สินค้าชัดเจนไหม?
Scope of Work ต้องระบุชัดเจนว่าอะไรรวม อะไรไม่รวม หากเป็นสัญญาจ้างทำของต้องระบุรายละเอียดงาน มาตรฐาน และผลงานที่ส่งมอบ (Deliverables) ให้ครบถ้วน
4ราคา + เงื่อนไขการชำระเงิน
ตรวจจำนวนเงิน สกุลเงิน รวมหรือไม่รวม VAT งวดการชำระ กำหนดวันชำระ และผลของการชำระล่าช้า (ดอกเบี้ยหรือเบี้ยปรับ) ในสัญญาระหว่างประเทศต้องระบุอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ด้วย
5กำหนดส่งมอบ + ผลของความล่าช้า
วันส่งมอบชัดเจนหรือไม่ หากส่งมอบล่าช้ามีเบี้ยปรับเท่าใดต่อวัน มีระยะเวลาผ่อนผัน (Grace Period) หรือไม่ และล่าช้าเกินกี่วันจึงมีสิทธิเลิกสัญญา
6การรับประกัน — ระยะเวลา ขอบเขต
สินค้า/งานมีการรับประกันกี่ปี ครอบคลุมอะไรบ้าง มีข้อยกเว้นอะไร และเมื่อเกิดปัญหาในช่วงรับประกัน ผู้ขาย/ผู้รับจ้างต้องทำอย่างไร ภายในกี่วัน
7ข้อจำกัดความรับผิด — มี Cap ไหม?
มีเพดานค่าเสียหายสูงสุดหรือไม่ ยกเว้นค่าเสียหายประเภทใด (เช่น Indirect, Consequential, Loss of Profit) และ Cap นั้นเหมาะสมกับมูลค่าความเสี่ยงจริงหรือไม่ หาก Cap ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ต้องเจรจาใหม่
8เงื่อนไขการเลิกสัญญา — ใครเลิกได้ เมื่อไหร่?
ตรวจว่าการเลิกสัญญาเป็นแบบสมดุลหรือไม่ (ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิเลิกเท่าเทียมกัน) ต้องแจ้งล่วงหน้ากี่วัน มีค่าชดเชยหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม
9การระงับข้อพิพาท — ศาลหรืออนุญาโตตุลาการ?
ศาลไทยหรือศาลต่างประเทศ ใช้กฎหมายประเทศใด หากเป็นอนุญาโตตุลาการ ใช้สถาบันใด (เช่น THAC, SIAC, ICC) ภาษาที่ใช้ และใครเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายเบื้องต้น เรื่องนี้ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการแก้ไขข้อพิพาทโดยตรง
10ค่าปรับ + เบี้ยปรับ (Liquidated Damages)
มาตรา ๓๘๓ ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป
นอกจากกรณีที่กล่าวไว้ในมาตรา ๓๗๙ และมาตรา ๓๘๒ ท่านให้ใช้วิธีเดียวกันนี้บังคับ ในเมื่อบุคคลสัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนกระทำหรืองดเว้นกระทำการอันหนึ่งอันใดนั้นด้วย
อ่านมาตรา ๓๘๓ ในกล่องด้านบนทั้งวรรค ศาลลดเบี้ยปรับได้เมื่อสูงเกินส่วน
4. เทคนิคจากทนายธุรกิจTips from a Business Lawyer
4.1 "Mark-up สัญญา" คืออะไร ทำไมต้องทำ
Mark-up คือกระบวนการอ่านร่างสัญญาแล้วทำเครื่องหมายหรือเสนอแก้ไขในส่วนที่ไม่เห็นด้วย โดยใช้ระบบ Track Changes ใน Microsoft Word เพื่อให้คู่สัญญาอีกฝ่ายเห็นว่าต้องการแก้ไขอะไร ตรงไหน เพราะอะไร การ Mark-up เป็นเครื่องมือมาตรฐานในการเจรจาสัญญา ไม่ใช่เรื่องของการ "จับผิด" แต่เป็นการสื่อสารจุดยืนของตนเองอย่างมืออาชีพ
ผู้ประกอบการที่ส่ง Mark-up กลับไปจะได้รับความเคารพจากคู่สัญญามากกว่าผู้ที่รับสัญญามาแล้วเซ็นทันที เพราะแสดงให้เห็นว่าอ่านอย่างละเอียดและเข้าใจสิทธิของตนเอง
4.2 สัญญาฉบับแรกมักเอียงเข้าหาฝ่ายที่ร่าง
นี่เป็นเรื่องปกติในทางปฏิบัติ สัญญาที่อีกฝ่ายส่งมาให้เซ็นมักร่างขึ้นโดยทนายของฝ่ายนั้น ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องลูกความของตน ดังนั้นร่างแรกจึงมักเอียงไปทางฝ่ายที่ร่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อจำกัดความรับผิด เงื่อนไขการเลิกสัญญา หรือเบี้ยปรับ
ผู้ประกอบการไม่ควรตกใจหรือรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ แต่ควรอ่านให้ละเอียด Mark-up ในส่วนที่ไม่เป็นธรรม แล้วส่งกลับไปเจรจา กระบวนการนี้อาจต้องผ่านร่างหลายเวอร์ชันก่อนจะตกลงกันได้
4.3 "ไม่มีสัญญาฉบับไหนสมบูรณ์แบบ"
สัญญาที่ดีไม่ใช่สัญญาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบทุกข้อ แต่คือสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ (balanced) และแบ่งความเสี่ยงอย่างเป็นธรรม เป้าหมายของการเจรจาสัญญาคือจุดสมดุลที่ทั้งสองฝ่ายสามารถดำเนินธุรกิจร่วมกันได้อย่างมั่นใจ
ในทางปฏิบัติ ทนายธุรกิจจะเจรจาอย่างหนักในข้อที่มีผลกระทบสูง (เช่น ข้อจำกัดความรับผิด การเลิกสัญญา Indemnity) แต่จะยืดหยุ่นในข้อที่มีผลกระทบต่ำ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจและเร่งให้การเจรจาจบลงด้วยดี
4.4 แยก "ข้อตกลงด้วยวาจา" ออกจาก "ข้อสัญญา"
สิ่งที่ตกลงกันด้วยวาจาแต่ไม่ปรากฏในสัญญา มีค่าเท่ากับศูนย์ในทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสัญญามีข้อ Entire Agreement ที่กำหนดว่าสัญญาฉบับนี้เป็นข้อตกลงทั้งหมด หากมีข้อตกลงใดที่สำคัญ ต้องเขียนไว้ในสัญญาเสมอ
4.5 อ่าน "สิ่งที่ไม่ได้เขียน" ด้วย
มาตรา ๒๑๙ ถ้าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบนั้นไซร้ ท่านว่าลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้นั้น
ถ้าภายหลังที่ได้ก่อหนี้ขึ้นแล้วนั้น ลูกหนี้กลายเป็นคนไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ไซร้ ท่านให้ถือเสมือนว่าเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้การชำระหนี้ตกเป็นอันพ้นวิสัยฉะนั้น
อ่านมาตรา ๒๑๙ ในกล่องด้านบนทั้งวรรค บทพ้นวิสัยหลังก่อหนี้ ไม่ใช่บทนิยาม Force Majeure ในสัญญา
5. เมื่อไหร่ควรปรึกษาทนาย?When Should You Consult a Lawyer?
ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องปรึกษาทนายทุกสัญญา แต่มีสถานการณ์ที่ควรปรึกษาทนายอย่างยิ่ง ได้แก่
| สถานการณ์ | เหตุผล |
|---|---|
| สัญญามูลค่าเกิน 1 ล้านบาท | ค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นสูง ค่าทนายเทียบกับความเสี่ยงถือว่าคุ้มค่ามาก |
| สัญญาระยะยาวเกิน 1 ปี | ต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เช่น อัตราเงินเฟ้อ การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย สภาพตลาด |
| มี Non-compete / IP Assignment / Indemnity | ข้อสัญญาเหล่านี้มีผลผูกพันระยะยาวและอาจจำกัดเสรีภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างมาก |
| คู่สัญญาเป็นต่างประเทศ | ต้องพิจารณาเรื่องกฎหมายที่ใช้บังคับ เขตอำนาจศาล สกุลเงิน และข้อจำกัดเรื่องการถือหุ้นของต่างชาติ |
| สัญญาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ | ต้องตรวจโฉนด ภาระผูกพัน ผังเมือง และแบบของนิติกรรม การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง มิฉะนั้นตกเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๕๒ (อ่านข้อความในกล่องด้านล่าง) รวมทั้งตรวจความสามารถของคู่สัญญาตามมาตรา ๑๕๓ ซึ่งเป็นบทว่าด้วยความสามารถของบุคคล ไม่ใช่บทจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ |
| พบข้อสัญญาที่ไม่เข้าใจ | หากไม่เข้าใจข้อสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง ไม่ควรเซ็น ควรถามทนายก่อน |
มาตรา ๑๕๒ การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ การนั้นเป็นโมฆะ
มาตรา ๑๕๐ การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ
มาตรา ๑๕๙ การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ
การถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น
ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอก การแสดงเจตนานั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น
มาตรา ๑๖๔ การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ
การข่มขู่ที่จะทำให้การใดตกเป็นโมฆียะนั้น จะต้องเป็นการข่มขู่ที่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว ซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้น การนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น
มาตรา ๑๕๓ การใดมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยความสามารถของบุคคล การนั้นเป็นโมฆียะ
มาตรา ๑๕๑ การใดเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นไม่เป็นโมฆะ
อ่านมาตรา ๑๕๐ ๑๕๑ ๑๕๓ ๑๕๙ และ ๑๖๔ ในกล่องด้านบน คนละฐาน มาตรา ๑๕๑ ไม่ใช่บทโมฆียะกลุ่มกลฉ้อฉลหรือข่มขู่
6. ติดต่อ Legal Advance SolutionContact LAS
Legal Advance Solution Co., Ltd. (LAS) เป็นสำนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจ สัญญา อสังหาริมทรัพย์ และ AI LegalTech ก่อตั้งโดย ธันย์ธรณ์เทพ แย้มอุทัย, Ph.D. ทนายความที่มีประสบการณ์ด้านกฎหมายธุรกิจมากกว่า 19 ปี
บริการที่เกี่ยวข้อง
- ตรวจสัญญา (Contract Review) — ตรวจสอบสัญญาทุกประเภท พร้อม Mark-up และรายงานความเสี่ยง
- ร่างสัญญา (Contract Drafting) — ร่างสัญญาที่ปกป้องผลประโยชน์ของลูกความ
- ที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจ (Business Legal Advisory) — ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายธุรกิจครบวงจร
- เจรจาสัญญา (Contract Negotiation) — เจรจาสัญญาแทนลูกความเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นความเห็นทางกฎหมายหรือคำแนะนำเฉพาะเจาะจง ผู้อ่านควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการใด ๆ ผู้เขียนและ Legal Advance Solution Co., Ltd. ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้
This article is published for educational purposes only and does not constitute legal advice. Readers should consult qualified legal counsel before taking any action. The author and Legal Advance Solution Co., Ltd. accept no liability for any loss arising from reliance on this content.