- การกำกับดูแลใบอนุญาตจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนและเขตปลอดอากร (Bonded Warehouse & Free Zone Licensing): คลังสินค้าทัณฑ์บนต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมศุลกากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 112 และดำเนินการได้เฉพาะวัตถุประสงค์ตามมาตรา 116 ส่วนเขตปลอดอากรต้องมีใบอนุญาตจัดตั้งเขตปลอดอากรตามมาตรา 136 และผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากรต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการตามมาตรา 146 ผู้ซื้อจึงต้องตรวจใบอนุญาตครบทุกฉบับและหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียมรายปี ส่วนการเปลี่ยนตัวผู้ถือหุ้นใหญ่หรือกรรมการ (Change of Control) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ไม่มีบทบัญญัติให้พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตเพราะเหตุเปลี่ยนผู้ถือหุ้นหรือกรรมการโดยตรง ผู้ซื้อต้องตรวจกฎกระทรวง ประกาศของอธิบดี และเงื่อนไขในใบอนุญาตว่ากำหนดให้แจ้งหรือขออนุญาตหรือไม่ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] หากกำหนดไว้และผู้ได้รับใบอนุญาตไม่ปฏิบัติตาม อธิบดีต้องมีหนังสือเตือนก่อนจึงสั่งพักใช้ใบอนุญาตได้ตามมาตรา 132 ส่วนการเพิกถอนต้องมีเหตุตามที่ตัวบทกำหนด เช่น เหตุตามมาตรา 134
- ความเสี่ยงอากรย้อนหลัง กำหนดเวลาประเมิน และอายุความเรียกเก็บอากร (Retroactive Customs Duty under Sections 19 and 21): พนักงานศุลกากรประเมินอากรได้ภายในสามปีนับแต่วันที่ได้ยื่นใบขนสินค้า ขอขยายระยะเวลาต่ออธิบดีได้อีกไม่เกินสองปี และประเมินได้อีกภายในห้าปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 19 วรรคสอง เมื่อปรากฏหลักฐานที่อธิบดีเชื่อได้ว่าผู้มีหน้าที่เสียอากรมีเจตนาฉ้ออากร (มาตรา 19) ส่วนสิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกเก็บอากรที่ไม่ได้เสียหรือเสียไม่ครบถ้วนมีอายุความสิบปีนับแต่วันที่ได้ยื่นใบขนสินค้า เว้นแต่อากรที่ขาดเกิดจากการคำนวณอากรผิด ซึ่งมีอายุความสองปี (มาตรา 21) เมื่อของขาดหรือสูตรการผลิตไม่ตรงกับความเป็นจริง พนักงานศุลกากรประเมินอากรที่ขาดและเรียกเงินเพิ่มร้อยละหนึ่งต่อเดือนของอากรที่ต้องเสียเพิ่มโดยไม่คิดทบต้น (เศษของเดือนนับเป็นหนึ่งเดือน) แต่ไม่เกินอากรที่ต้องเสียเพิ่ม และเรียกเบี้ยปรับร้อยละยี่สิบของอากรหากไม่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับแบบแจ้งการประเมินอากร (มาตรา 22) ส่วนโทษปรับทางอาญาเป็นเรื่องแยกต่างหาก ซึ่งเป็นไปตามฐานความผิดที่ศาลวินิจฉัย เช่น มาตรา 243 ปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าถึงสี่เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือมาตรา 242 ปรับสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากร และอาจเปรียบเทียบได้ตามมาตรา 256 และมาตรา 257 ในเขตปลอดอากร ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อนำเข้าไปในเขตปลอดอากรได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามกรณีที่มาตรา 151 กำหนด ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้าไปในเขตปลอดอากรมีฐานยกเว้นแยกต่างหาก เฉพาะสินค้าที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า (ประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (2) (ข)) และภาษีสรรพสามิตต้องตรวจตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 [ต้องยืนยันมาตรา]
- การตรวจนับสต็อกสินค้าจริงและภาระหนังสือค้ำประกันธนาคาร (Stock Reconciliation & Customs Bank Guarantee): ของในคลังสินค้าทัณฑ์บนที่มีปริมาณแตกต่างจากที่ผู้ได้รับใบอนุญาตแจ้งไว้เมื่อนำเข้าเก็บ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ถือว่าส่วนที่แตกต่างเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร (มาตรา 125) ผู้ซื้อจึงต้องทำ Physical Stock Count เปรียบเทียบกับบัญชีควบคุมสินค้าและรายงานที่ผู้ประกอบการต้องจัดทำตามประกาศของอธิบดี [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] การทำลายของที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] อธิบดีอาจเรียกประกันค่าอากรหรือค่าใช้จ่ายจากผู้ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนโดยให้ทำทัณฑ์บนหรือให้ประกันอย่างอื่นตามมาตรา 117 ซึ่งในทางปฏิบัติอาจเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคาร (Bank Guarantee) ผู้ซื้อจึงต้องตรวจวงเงินและเงื่อนไขของประกัน แล้วกำหนดการเปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันหรือการปลดประกันไว้ในสัญญาซื้อขายหุ้น (SPA)
สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง
- เหตุการณ์: นิติบุคคลต่างชาติหรือกองทุน Private Equity เข้าทำธุรกรรม M&A ซื้อหุ้น 100% ในบริษัทผู้ประกอบกิจการคลังสินค้าทัณฑ์บนและผู้ประกอบการเขตปลอดอากรในประเทศไทย โดยมิได้ตรวจสอบความถูกต้องของระบบบัญชีสต็อกสินค้าทางศุลกากรและสูตรการผลิตย้อนหลัง
- ความเข้าใจผิด: ผู้ซื้อสันนิษฐานว่าเมื่อบริษัทได้รับใบอนุญาตจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนและเขตปลอดอากรแล้ว และผ่านการตรวจบัญชีประจำปีโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ภาระภาษีอากรรวมถึงสิทธิประโยชน์ทางศุลกากรย่อมไม่มีความเสี่ยง ตลอดจนเข้าใจว่าการเปลี่ยนตัวผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ต้องตรวจเงื่อนไขของใบอนุญาตและประกาศของอธิบดีเลย ทั้งที่ใบอนุญาตเป็นของนิติบุคคลผู้ได้รับอนุญาตและการโอนหุ้นไม่เปลี่ยนตัวผู้ได้รับใบอนุญาตโดยตัวบทเอง แต่เงื่อนไขในใบอนุญาตหรือประกาศอาจกำหนดให้แจ้งหรือขออนุญาต [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
- จุดพลิก: ภายหลังการโอนหุ้นสำเร็จ กรมศุลกากรเข้าตรวจสอบหลังการตรวจปล่อย (Post-Clearance Audit) พบวัตถุดิบนำเข้าสูญหายจากบัญชีควบคุมสินค้า สูตรการผลิตไม่ตรงกับความจริง และพบของที่เก็บไว้ในคลังเกินระยะเวลาตามประกาศของอธิบดี พนักงานศุลกากรจึงประเมินอากรย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับเป็นจำนวนมาก เรียกให้ชำระตามประกันหรือหนังสือค้ำประกันธนาคาร (Bank Guarantee) และตรวจสอบว่าบริษัทปฏิบัติตามเงื่อนไขในใบอนุญาตและประกาศของอธิบดีเมื่อมีการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นหรือไม่ หากไม่ปฏิบัติตาม อธิบดีต้องมีหนังสือเตือนก่อนจึงสั่งพักใช้ใบอนุญาตตามขั้นตอนของตัวบท
- สิ่งที่ได้จากบทความ: สถาปัตยกรรมและกระบวนการตรวจสอบสถานะความเสี่ยงด้านกฎหมายและใบอนุญาต (Due Diligence Architecture) ครอบคลุมกรอบกฎหมายพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 19 มาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 112 มาตรา 116 มาตรา 125 มาตรา 132 มาตรา 134 มาตรา 136 มาตรา 146 และมาตรา 242 เทคนิคการตรวจนับสต็อกจริง การตรวจว่าการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่ (Change of Control) ต้องแจ้งหรือขออนุญาตต่อกรมศุลกากรหรือไม่ การจัดทำ Specific Indemnity และบัญชีดูแลผลประโยชน์ (Escrow Account) เพื่อคุ้มครองเงินลงทุนของผู้ซื้อ
ภาพรวมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์คลังสินค้าทัณฑ์บนและเขตปลอดอากรในฐานะศูนย์กลางการค้าอาเซียน
ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ศูนย์กลางการค้าและการจัดส่งสินค้าของภูมิภาคอาเซียน ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะคลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouse) และเขตปลอดอากร (Free Zone) กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงและเป็นเป้าหมายสำคัญในการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ของนักลงทุนข้ามชาติและกองทุน Private Equity
สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับอากรตามกฎหมายศุลกากรถือเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจประเภทนี้ ของที่ปล่อยออกไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บนเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและอากรขาออก (พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 126) และของที่นำเข้าไปในเขตปลอดอากรได้รับยกเว้นหรือคืนอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ (มาตรา 137) ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิตมีฐานกฎหมายและเงื่อนไขของตนเอง ซึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อคลังสินค้าทัณฑ์บนและเขตปลอดอากรด้านล่าง การจัดการสิทธิประโยชน์เหล่านี้ให้ถูกต้องช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและบริหารสภาพคล่องทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ดี สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรดังกล่าวมาพร้อมกับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด การบริหารจัดการที่ขาดระบบการควบคุมทางศุลกากร (Customs Control System) ที่รัดกุม อาจแปรเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ให้กลายเป็นภาระหนี้ภาษีศุลกากรและโทษทางอาญาที่แฝงอยู่ในบริษัทเป้าหมาย การตรวจสอบสถานะความเสี่ยงด้านกฎหมายและศุลกากร (Customs Legal Due Diligence) จึงเป็นขั้นตอนที่ผู้ลงทุนไม่สามารถละเลยได้
ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences
การละเลยการตรวจสอบสถานะความเสี่ยงทางศุลกากรในการเข้าซื้อกิจการคลังสินค้าและเขตปลอดอากร อาจก่อให้เกิดความเสียหายเชิงธุรกิจในระดับรุนแรง ได้แก่:
- การถูกประเมินเรียกเก็บอากรร่วมกับเงินเพิ่มและเบี้ยปรับย้อนหลังเป็นจำนวนมาก หากพบว่าของที่ได้รับสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับอากรสูญหายหรือมีปริมาณแตกต่างจากที่แจ้งไว้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ถูกนำไปจำหน่ายในประเทศโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร หรือมีการตัดบัญชีวัตถุดิบผิดพลาด
- การถูกเรียกให้ชำระตามประกันหรือหนังสือค้ำประกันของธนาคาร (Customs Bank Guarantee) ที่วางไว้ต่อกรมศุลกากร ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและวงเงินสินเชื่อของบริษัท
- การถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนหรือใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 เมื่อไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ประกาศของอธิบดี หรือเงื่อนไขในใบอนุญาต ซึ่งอาจรวมถึงเงื่อนไขเมื่อมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] อธิบดีต้องมีหนังสือเตือนก่อนจึงสั่งพักใช้ได้ตามมาตรา 132 และเพิกถอนได้เมื่อมีเหตุตามที่ตัวบทกำหนด เช่น ถูกพักใช้ตั้งแต่สองครั้งขึ้นไป (มาตรา 134) ทำให้กิจการหยุดชะงักและอาจเสียสิทธิประโยชน์เมื่อใบอนุญาตถูกพักใช้หรือเพิกถอนตามขั้นตอนของตัวบท
กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework
กฎเกณฑ์เรื่องใบอนุญาตและความรับผิดของคลังสินค้าทัณฑ์บนและเขตปลอดอากรที่ดำเนินกิจการอยู่ ได้แก่ ใบอนุญาตตามมาตรา 112 และมาตรา 136 ความรับผิดต่อสินค้าสูญหายหรือขาดจำนวน ประกันค่าอากร และการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต อธิบายไว้ในบทความเรื่อง ดักจุดตายสัญญาให้บริการคลังสินค้าทัณฑ์บนและศูนย์กระจายสินค้าเขตปลอดอากร ซึ่งว่าด้วยสัญญาระหว่างผู้ประกอบการคลังสินค้ากับผู้ฝากสินค้า ส่วนบทความนี้เน้นการตรวจสอบสถานะเมื่อมีการซื้อกิจการหรือซื้อหุ้นของบริษัทผู้ประกอบการ
การประเมินความเสี่ยงอ้างอิงกรอบกฎหมายหลัก ได้แก่ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, ประมวลรัษฎากร และประกาศของอธิบดีกรมศุลกากรที่ออกตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการนำของเข้า การปล่อยของออก การเก็บของ และการควบคุมของในคลังสินค้าทัณฑ์บน (มาตรา 123) และในเขตปลอดอากร (มาตรา 156) ผู้ตรวจสอบสถานะต้องขอประกาศฉบับที่ใช้บังคับจากผู้ประกอบการ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
| Claim ID | ฐานกฎหมาย อ้างอิง | เงื่อนไขและสาระสำคัญตามกฎหมาย | ผลกระทบและความเสี่ยงทางกฎหมาย |
|---|---|---|---|
| C-INV-24-01 | พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 112 มาตรา 116 มาตรา 136 มาตรา 146 มาตรา 132 และมาตรา 134 | คลังสินค้าทัณฑ์บนต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมศุลกากร (มาตรา 112) และดำเนินการได้เฉพาะวัตถุประสงค์ตามมาตรา 116 เขตปลอดอากรต้องมีใบอนุญาตจัดตั้งเขตปลอดอากร (มาตรา 136) และผู้ประกอบกิจการต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการ (มาตรา 146) ซึ่งเป็นคนละฉบับ | หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศ หรือเงื่อนไขในใบอนุญาต อธิบดีต้องมีหนังสือเตือนก่อนจึงสั่งพักใช้ใบอนุญาตได้ (มาตรา 132) และเพิกถอนได้เมื่อมีเหตุตามมาตรา 134 เช่น ถูกพักใช้ตั้งแต่สองครั้งขึ้นไป หรือไม่ชำระค่าธรรมเนียมรายปีภายในระยะเวลาที่อธิบดีกำหนด |
| C-INV-24-02 | พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 19 มาตรา 20 มาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 242 และมาตรา 243 | พนักงานศุลกากรประเมินอากรได้ภายในสามปีนับแต่วันที่ได้ยื่นใบขนสินค้า ขยายได้อีกไม่เกินสองปี และประเมินได้อีกภายในห้าปีเมื่อมีหลักฐานเจตนาฉ้ออากร (มาตรา 19) สิทธิเรียกเก็บอากรมีอายุความสิบปี เว้นแต่อากรที่ขาดเกิดจากการคำนวณอากรผิดซึ่งมีอายุความสองปี (มาตรา 21) | พนักงานศุลกากรประเมินอากรที่ขาดและเรียกเงินเพิ่มร้อยละหนึ่งต่อเดือนโดยไม่คิดทบต้น แต่ไม่เกินอากร และเบี้ยปรับร้อยละยี่สิบของอากรหากไม่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับแบบแจ้งการประเมินอากร (มาตรา 22 และมาตรา 20) ส่วนโทษปรับทางอาญา (มาตรา 242 และมาตรา 243) ศาลเป็นผู้กำหนดหรืออาจเปรียบเทียบได้ |
| C-INV-24-03 | พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 123 มาตรา 125 มาตรา 156 มาตรา 242 มาตรา 252 และประกาศของอธิบดี [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] | การควบคุมสต็อกสินค้าและสูตรการผลิต (Formula Yield) ต้องตัดบัญชีตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนดให้ตรงกับความเป็นจริง | ของในคลังสินค้าทัณฑ์บนที่มีปริมาณแตกต่างจากที่แจ้งไว้เมื่อนำเข้าเก็บโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ถือว่าส่วนที่แตกต่างเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร (มาตรา 125) และอาจเข้าฐานความผิดตามมาตรา 242 หากมีการเคลื่อนย้ายของออกจากคลังโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งผู้กระทำต้องรับผิดแม้ไม่มีเจตนา (มาตรา 252) |
| C-INV-24-04 | ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 มาตรา 693 และมาตรา 698 ประกอบพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 117 | อธิบดีอาจเรียกประกันจากผู้ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนโดยให้ทำทัณฑ์บนหรือให้ประกันอย่างอื่น (มาตรา 117) หนังสือค้ำประกันของธนาคารเป็นสัญญาค้ำประกันซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน (ป.พ.พ. มาตรา 680) ส่วนการที่ภาระค้ำประกันผูกพันจนกว่าจะได้รับหนังสือปลดจากกรมศุลกากรเป็นเรื่องข้อตกลงและวิธีปฏิบัติ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] และผู้ค้ำประกันหลุดพ้นเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับ (ป.พ.พ. มาตรา 698) | ธนาคารผู้ค้ำประกันซึ่งได้ชำระหนี้แล้วมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากผู้ขอให้ออกหนังสือค้ำประกัน (บริษัทเป้าหมาย) ตามมาตรา 693 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งนี้ ผลของหนังสือค้ำประกันอธิบายจากตัวบท และบทความนี้ไม่อ้างคำพิพากษาในประเด็นนี้ |
| C-INV-24-05 | พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 132 และมาตรา 134 (การพักใช้และการเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน) มาตรา 145 และมาตรา 148 (นำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้กับใบอนุญาตจัดตั้งเขตปลอดอากรและใบอนุญาตประกอบกิจการในเขตปลอดอากรโดยอนุโลม) ประกอบกฎกระทรวง ประกาศของอธิบดี และเงื่อนไขในใบอนุญาต [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 (แบบการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น) | การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ (Change of Control) ไม่ทำให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเปลี่ยนไปโดยตัวบทเอง แต่ต้องตรวจว่ากฎกระทรวง ประกาศของอธิบดี หรือเงื่อนไขในใบอนุญาตกำหนดให้แจ้งหรือขออนุญาตหรือไม่ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] | หากกฎกระทรวง ประกาศ หรือเงื่อนไขในใบอนุญาตกำหนดให้แจ้งหรือขออนุญาตแล้วไม่ปฏิบัติ อธิบดีต้องมีหนังสือเตือนก่อนจึงสั่งพักใช้ใบอนุญาตได้ และเพิกถอนได้เมื่อมีเหตุตามที่ตัวบทกำหนด เช่น ถูกพักใช้ใบอนุญาตตั้งแต่สองครั้งขึ้นไป หรือฝ่าฝืนคำสั่งพักใช้ใบอนุญาต (มาตรา 134) |
ด่านตรวจประเภทใบอนุญาต: คลังสินค้าทัณฑ์บนกับเขตปลอดอากร Free Zone
ในการ Due Diligence ผู้ซื้อต้องจำแนกประเภทสิทธิประโยชน์และใบอนุญาตของบริษัทเป้าหมายให้ชัดเจน เนื่องจากเงื่อนไขทางกฎหมายและการกำกับดูแลมีความแตกต่างกัน:
คลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouse) ตามมาตรา 112 และมาตรา 116
- ผู้ใดประสงค์จะจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมศุลกากร (มาตรา 112) และผู้ได้รับใบอนุญาตต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปีทุกปี
- คลังสินค้าทัณฑ์บนดำเนินการได้เพื่อ (1) เก็บของ (2) แสดงและขายของที่เก็บ และ (3) ผลิต ผสม ประกอบ บรรจุหรือดำเนินการด้วยวิธีอื่นใดกับของที่เก็บ (มาตรา 116) ตัวบทกำหนดวัตถุประสงค์ที่ดำเนินการได้ ไม่ได้แบ่งคลังสินค้าทัณฑ์บนเป็นประเภทตามชื่อที่เรียกกัน หากต้องการใช้ชื่อประเภทตามประกาศ ต้องตรวจประกาศที่ใช้บังคับ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
- ของที่ปล่อยออกไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บนเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและอากรขาออก ไม่ว่าจะปล่อยออกไปในสภาพเดิมที่นำเข้าหรือในสภาพอื่น (มาตรา 126)
- ในด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อนำสินค้าเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บน ผู้นำเข้าอาจวางเงินประกัน หลักประกัน หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันแทนการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ซึ่งเป็นการวางประกัน มิใช่การยกเว้นภาษี (ประมวลรัษฎากร มาตรา 83/8) และเมื่อปล่อยของออกจากคลังโดยมิใช่เพื่อส่งออก ผู้นำเข้าที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มต้องยื่นใบขนสินค้าและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากร (ประมวลรัษฎากร มาตรา 83/9)
สาระสำคัญ: ระยะเวลาเก็บของในคลังสินค้าทัณฑ์บนและผลเมื่อพ้นกำหนดเป็นไปตามประกาศของอธิบดีกรมศุลกากรที่ออกตามมาตรา 123 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ผู้ซื้อจึงต้องขอประกาศฉบับที่ใช้บังคับจากผู้ประกอบการ และตรวจว่าบริษัทเป้าหมายปฏิบัติตามประกาศนั้นครบถ้วนหรือไม่
เขตปลอดอากร (Free Zone) ตามมาตรา 136 และมาตรา 146
- เขตปลอดอากรจัดตั้งเพื่อประโยชน์ทางอากรศุลกากรในการประกอบอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือกิจการอื่นที่เป็นประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ (มาตรา 136) ใบอนุญาตมีสองฉบับที่แยกจากกัน คือ ใบอนุญาตจัดตั้งเขตปลอดอากรตามมาตรา 136 และใบอนุญาตประกอบกิจการในเขตปลอดอากรตามมาตรา 146 ซึ่งผู้ขอต้องเป็นนิติบุคคลที่ได้รับความยินยอมให้ประกอบกิจการจากผู้ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งตามมาตรา 147 (2)
- ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อนำเข้าไปในเขตปลอดอากรได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามกรณีที่มาตรา 151 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 กำหนด และได้รับยกเว้นกฎหมายควบคุมมาตรฐานหรือคุณภาพตามเงื่อนไขของมาตรา 152
- ในด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม ประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (2) (ข) ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้าไปในเขตปลอดอากร เฉพาะสินค้าที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และมาตรา 80/1 (6) ให้ใช้อัตราร้อยละ 0 กับการขายสินค้าหรือการให้บริการระหว่างผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการอยู่ในเขตปลอดอากร ระหว่างคลังสินค้าทัณฑ์บนด้วยกัน หรือระหว่างคลังสินค้าทัณฑ์บนกับผู้ประกอบการในเขตปลอดอากร ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
- สำหรับภาษีสรรพสามิตของเขตปลอดอากร ให้ตรวจตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 [ต้องยืนยันมาตรา]
- เขตประกอบการเสรีในนิคมอุตสาหกรรมเป็นระบอบแยกต่างหากจากเขตปลอดอากร พระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 มาตรา 36 แบ่งนิคมอุตสาหกรรมออกเป็นสองประเภท คือ เขตอุตสาหกรรมทั่วไปและเขตประกอบการเสรี และมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันให้ของที่นำเข้าไปในเขตประกอบการเสรีได้รับสิทธิประโยชน์ทางอากรเช่นเดียวกับของที่นำเข้าไปในเขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร รวมทั้งได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตในกรณีที่มาตรานั้นกำหนด ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือผู้ว่าการกำหนด ผู้ซื้อจึงต้องตรวจว่ากิจการของบริษัทเป้าหมายตั้งอยู่ในเขตปลอดอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 หรือในเขตประกอบการเสรี เพราะฐานและเงื่อนไขของสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน
ข้อควรระวัง: การนำของออกจากเขตปลอดอากรเพื่อใช้หรือจำหน่ายภายในราชอาณาจักรถือเป็นการนำเข้ามาในราชอาณาจักรและเป็นการนำเข้าสำเร็จในเวลาที่นำของนั้นออกจากเขตปลอดอากร (มาตรา 155) โดยคำนวณอากรตามสภาพแห่งของ ราคาศุลกากร และพิกัดอัตราศุลกากรที่เป็นอยู่ในเวลาที่ปล่อยของออกไป (มาตรา 154) และผู้นำเข้าที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มต้องยื่นใบขนสินค้าและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/9
หากบริษัทเป้าหมายเป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่มีเขตประกอบการเสรีอยู่ภายในนิคม การตรวจสอบสถานะต้องครอบคลุมสัญญาร่วมดำเนินงานกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสิทธิในที่ดินของคนต่างด้าว ซึ่งอธิบายไว้ในบทความเรื่อง ตรวจสอบสถานะความเสี่ยงด้านกฎหมายและใบอนุญาตในการเข้าซื้อกิจการนิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการอุตสาหกรรม
การตรวจสอบความเสี่ยงอากรย้อนหลังและระบบควบคุมสต็อกทางศุลกากร Stock Balance / Control Records
กำหนดเวลาประเมินอากรและอายุความเรียกเก็บอากรตามมาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560
พนักงานศุลกากรประเมินอากรที่ไม่ได้เสียหรือเสียไม่ครบถ้วนได้ภายในสามปีนับแต่วันที่ได้ยื่นใบขนสินค้า หากมีเหตุจำเป็นไม่อาจประเมินอากรได้ภายในกำหนดดังกล่าว ให้ขอขยายระยะเวลาต่ออธิบดีได้อีกไม่เกินสองปี และหากปรากฏหลักฐานที่อธิบดีเชื่อได้ว่าผู้มีหน้าที่เสียอากรมีเจตนาในการฉ้ออากร พนักงานศุลกากรประเมินอากรได้อีกภายในห้าปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 19 วรรคสอง (มาตรา 19) ผู้ซื้อจึงต้องนับกำหนดเวลาแยกตามใบขนสินค้าแต่ละฉบับ
เมื่อประเมินอากรแล้ว พนักงานศุลกากรต้องส่งแบบแจ้งการประเมินอากรภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ประเมินอากรเสร็จ และผู้นำของเข้าต้องเสียอากรให้ครบถ้วนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแบบแจ้งการประเมินอากร (มาตรา 20) ส่วนสิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกเก็บอากรที่ไม่ได้เสียหรือเสียไม่ครบถ้วนมีอายุความสิบปีนับแต่วันที่ได้ยื่นใบขนสินค้า เว้นแต่อากรที่ขาดเกิดจากการคำนวณอากรผิด ซึ่งมีอายุความสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นใบขนสินค้า (มาตรา 21) กำหนดเวลาประเมินตามมาตรา 19 กับอายุความเรียกเก็บตามมาตรา 21 จึงเป็นคนละเรื่องและต้องตรวจแยกกัน
เมื่อมีอากรที่ขาด พนักงานศุลกากรเรียกเงินเพิ่มร้อยละหนึ่งต่อเดือนของอากรที่ต้องเสียเพิ่มโดยไม่คิดทบต้น (เศษของเดือนนับเป็นหนึ่งเดือน) แต่เงินเพิ่มต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียเพิ่ม และเรียกเบี้ยปรับร้อยละยี่สิบของอากรหากไม่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับแบบแจ้งการประเมินอากร (มาตรา 22) ส่วนโทษปรับทางอาญาเป็นเรื่องแยกต่างหาก ซึ่งเป็นไปตามฐานความผิดที่ศาลวินิจฉัย เช่น มาตรา 243 ปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าถึงสี่เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือมาตรา 242 ปรับสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากร และอาจเปรียบเทียบได้ตามมาตรา 256 และมาตรา 257 โทษปรับทางอาญามิใช่จำนวนที่กรมศุลกากรประเมินได้เอง
กระบวนการตรวจนับและพิสูจน์สต็อกสินค้า (Physical Stock Reconciliation)
ผู้ซื้อต้องดำเนินการตรวจสอบเปรียบเทียบ 3 ฝ่าย (Three-Way Reconciliation):
- ฝ่ายที่ 1: รายงานสินค้าคงเหลือจริงจากการตรวจนับ ณ สถานที่จริง (Physical Count)
- ฝ่ายที่ 2: บัญชีควบคุมสินค้าคงเหลือที่ผู้ประกอบการต้องจัดทำและรายงานต่อกรมศุลกากรตามประกาศของอธิบดี [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
- ฝ่ายที่ 3: บัญชีงบการเงินและระบบ ERP ของบริษัท
ความผิดปกติที่มักพบและเป็นสาระสำคัญความเสี่ยง:
- สินค้าสูญหาย (Shortage): ของในคลังสินค้าทัณฑ์บนที่มีปริมาณแตกต่างจากที่ผู้ได้รับใบอนุญาตแจ้งไว้เมื่อนำเข้าเก็บ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ถือว่าส่วนที่แตกต่างเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร (มาตรา 125) และอาจเข้าฐานความผิดตามมาตรา 242 หากมีการเคลื่อนย้ายของออกจากคลังโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งผู้กระทำต้องรับผิดแม้ไม่มีเจตนาตามมาตรา 252 พนักงานศุลกากรประเมินอากรที่ขาดและเรียกเงินเพิ่มกับเบี้ยปรับตามมาตรา 22 ส่วนโทษปรับทางอาญาเป็นเรื่องที่ศาลกำหนดหรืออาจเปรียบเทียบได้ตามมาตรา 256 และมาตรา 257 และเมื่อของถูกปล่อยออกจากคลังโดยมิใช่เพื่อส่งออก ผู้นำเข้าที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/9
- สินค้าชำรุดหรือเสื่อมสภาพ: การนำของที่เสียหายหรือใช้ไม่ได้ออกจากเขตปลอดอากรเพื่อกำจัดหรือทำลายต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด (มาตรา 155 วรรคสอง) ส่วนการทำลายของที่ชำรุดในคลังสินค้าทัณฑ์บนต้องปฏิบัติตามประกาศของอธิบดี [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] หากอ้างว่าทำลายเองโดยไม่มีหลักฐานการอนุญาต อาจไม่สามารถตัดบัญชีควบคุมสินค้าได้
- สูตรการผลิต (Formula Yield) ไม่ตรงกับความจริง: สำหรับโรงงานผลิตในคลังทัณฑ์บน หากสูตรการผลิตที่แจ้งไว้กับกรมศุลกากรไม่ได้รับการปรับปรุง ส่งผลให้การตัดบัญชีวัตถุดิบนำเข้าผิดพลาด พนักงานศุลกากรประเมินอากรที่ขาดย้อนหลังได้ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 โดยนับแยกตามใบขนสินค้าแต่ละฉบับ และหากมีเจตนาฉ้ออากรอาจเป็นความผิดตามมาตรา 243
การตรวจสอบภาระผูกพันหนังสือค้ำประกันธนาคาร (Customs Bank Guarantee) และเงื่อนไข Change of Control
ภาระผูกพันหนังสือค้ำประกันธนาคาร (Bank Guarantee)
ในการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน อธิบดีอาจเรียกประกันค่าอากรหรือค่าใช้จ่ายอย่างอื่นซึ่งกรมศุลกากรอาจเรียกร้องได้ตามกฎหมายหรือข้อตกลงจากผู้ได้รับใบอนุญาต โดยให้ทำทัณฑ์บนหรือให้ประกันอย่างอื่น (มาตรา 117) ซึ่งในทางปฏิบัติอาจเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ส่วนเขตปลอดอากรให้ตรวจประกาศและเงื่อนไขในใบอนุญาตว่ากำหนดให้วางประกันหรือไม่ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ผู้ซื้อต้องตรวจสอบ:
- ยอดวงเงินค้ำประกันสะสมที่ค้ำไว้กับกรมศุลกากร
- มีการนำภาระภาษีอากรที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์มาใช้วาง Bank Guarantee แทนการชำระเงินสดหรือไม่
- เงื่อนไขการปลดภาระค้ำประกัน: การที่หนังสือค้ำประกันผูกพันจนกว่ากรมศุลกากรจะออกหนังสือปลดเป็นเรื่องข้อตกลงและวิธีปฏิบัติ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ผู้ซื้อจึงต้องขอข้อความของหนังสือค้ำประกันและหนังสือยืนยันจากกรมศุลกากรว่าบริษัทไม่มีภาระหนี้ภาษีอากรค้างชำระ
ในทางกฎหมายแพ่ง หนังสือค้ำประกันเป็นสัญญาค้ำประกัน ซึ่งผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ และต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันจึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680) ผู้ค้ำประกันซึ่งได้ชำระหนี้แล้วย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ (มาตรา 693) และย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในขณะเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ (มาตรา 698) บทความนี้อธิบายประเด็นดังกล่าวจากตัวบท และไม่อ้างคำพิพากษาของศาลในประเด็นนี้
เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ (Change of Control)
พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ไม่มีบทบัญญัติให้พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตเพราะเหตุเปลี่ยนผู้ถือหุ้นหรือกรรมการโดยตรง ผู้ซื้อจึงต้องวิเคราะห์ตามลำดับดังนี้:
- ใบอนุญาตตามมาตรา 112 และมาตรา 136 เป็นของนิติบุคคลผู้ได้รับอนุญาต การโอนหุ้นไม่ได้เปลี่ยนตัวผู้ได้รับใบอนุญาตโดยตัวบทเอง
- ผู้ซื้อต้องตรวจประกาศของอธิบดี เงื่อนไขในใบอนุญาต และข้อตกลงกับผู้ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งเขตปลอดอากรว่ากำหนดให้แจ้งหรือขออนุญาตเมื่อเปลี่ยนผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือผู้มีอำนาจลงนามหรือไม่ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
- หากกฎกระทรวง ประกาศของอธิบดี หรือเงื่อนไขในใบอนุญาตกำหนดเช่นนั้นและผู้ได้รับใบอนุญาตไม่ปฏิบัติตาม อธิบดีต้องมีหนังสือเตือนให้ปฏิบัติหรือปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนดก่อน หากยังไม่ปฏิบัติ อธิบดีจึงสั่งพักใช้ใบอนุญาตได้ตามมาตรา 132
- การเพิกถอนใบอนุญาตต้องมีเหตุตามมาตรา 134 ได้แก่ ไม่ดำเนินการภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาตหรือหยุดดำเนินการติดต่อกันเกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันโดยไม่แจ้งอธิบดี ถูกพักใช้ใบอนุญาตตั้งแต่สองครั้งขึ้นไป ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพักใช้ใบอนุญาต หรือไม่ชำระค่าธรรมเนียมรายปีภายในระยะเวลาที่อธิบดีกำหนด นอกจากนี้ยังมีเหตุเพิกถอนเมื่อแจ้งเลิกการดำเนินการแล้วไม่จัดการกับของตามที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 131 สำหรับคลังสินค้าทัณฑ์บน และมาตรา 144 สำหรับเขตปลอดอากร)
- บทบัญญัติเรื่องการพักใช้และการเพิกถอนดังกล่าวใช้กับใบอนุญาตจัดตั้งเขตปลอดอากรโดยอนุโลมตามมาตรา 145 และใช้กับใบอนุญาตประกอบกิจการในเขตปลอดอากรโดยอนุโลมตามมาตรา 148
ภาคผนวก: เงื่อนไขเปลี่ยนผู้ควบคุมกิจการในสัญญาสัมปทานพื้นที่ และกรอบห้าด่านตรวจ
นอกจากเงื่อนไขในใบอนุญาตและประกาศของอธิบดี สิทธิใช้พื้นที่ของคลังสินค้าทัณฑ์บนหรือร้านค้าปลอดอากรอาจขึ้นอยู่กับสัญญาสัมปทานหรือสัญญาเช่าที่ทำไว้กับผู้ให้สัมปทานพื้นที่หรือเจ้าของพื้นที่เชิงพาณิชย์รายอื่น สัญญาเช่นนั้นอาจห้ามเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น (Change of Control) หรือให้ผู้ให้สัมปทานบอกเลิกสัญญาเมื่อเปลี่ยนตัวผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งเป็นสิทธิตามสัญญา มิใช่ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ตัวอย่างสมมติ C ซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท B จำกัด จาก A การโอนหุ้นไม่เปลี่ยนตัวผู้ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 112 แต่ C ต้องตรวจสัญญาสัมปทานของบริษัท B จำกัด และควรกำหนดให้ A นำส่งหนังสือยินยอมของผู้ให้สัมปทานก่อนวันปิดธุรกรรมเป็นเงื่อนไขบังคับก่อน
ในการซื้อหุ้น ใบอนุญาตยังเป็นของนิติบุคคลเดิม ส่วนในการซื้อสินทรัพย์ ผู้ซื้อต้องตรวจว่าต้องขอรับใบอนุญาตตามมาตรา 112 ใหม่หรือไม่ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] และในทั้งสองกรณีต้องตรวจเงื่อนไขในใบอนุญาตและประกาศของอธิบดีว่ากำหนดให้แจ้งหรือขออนุญาตเมื่อเปลี่ยนผู้ถือหุ้นหรือกรรมการหรือไม่ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ในเขตปลอดอากร ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการต้องได้รับความยินยอมจากผู้ได้รับใบอนุญาตจัดตั้ง (มาตรา 147 (2)) จึงควรตรวจหนังสือยินยอมนั้นด้วย [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
- ด่านที่ 1 ใบอนุญาต: ตรวจว่าใบอนุญาตตามมาตรา 112 ครอบคลุมกิจการตามมาตรา 116 ที่ทำอยู่จริง และชำระค่าธรรมเนียมรายปีแล้ว ส่วนชื่อประเภทคลังเป็นการแบ่งตามประกาศของกรมศุลกากร มิใช่ตัวพระราชบัญญัติ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
- ด่านที่ 2 การกระทบยอดสินค้าคงคลัง: เทียบการตรวจนับจริงกับบัญชีควบคุมสินค้า [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] เพราะส่วนที่แตกต่างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรถือเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร (มาตรา 125) ควรตรวจย้อนหลังอย่างน้อยห้าปีตามหน้าที่เก็บรักษาบัญชีและเอกสารไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่นำของเข้า (มาตรา 63) ซึ่งตกแก่ผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออก ผู้ขนส่ง และบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องตามที่อธิบดีประกาศกำหนด [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] และกำหนดข้อสัญญาคุ้มครองให้ครอบคลุมอายุความเรียกเก็บอากรสิบปีนับแต่วันที่ได้ยื่นใบขนสินค้าตามมาตรา 21
- ด่านที่ 3 หนังสือค้ำประกัน: ตรวจวงเงินและเงื่อนไขของประกันที่อธิบดีเรียกจากผู้ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 117 และกำหนดการเปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันหรือการปลดประกันไว้ในสัญญาซื้อขายหุ้น
- ด่านที่ 4 ระบบกล้องวงจรปิด: ตรวจกล้องวงจรปิด ระยะเวลาเก็บภาพย้อนหลัง และระบบควบคุมสินค้าคงคลังตามประกาศของกรมศุลกากรสำหรับประเภทคลังนั้นและตามเงื่อนไขในใบอนุญาต [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
- ด่านที่ 5 สัญญาพื้นที่: ตรวจข้อห้ามเปลี่ยนผู้ถือหุ้น สิทธิบอกเลิกสัญญาของผู้ให้สัมปทาน และหนังสือยินยอมที่ต้องได้ก่อนวันปิดธุรกรรม
LAS Practice Note: กลยุทธ์การร่างสัญญาซื้อขายหุ้น Logistics M&A SPA
ทีมกฎหมายผู้ซื้อต้องนำข้อพบเห็นจากการ Due Diligence มาแปลงเป็นข้อกำหนดทางสัญญาใน Share Purchase Agreement (SPA) ดังนี้:
การกำหนด Representations and Warranties (คำรับรองและคำยืนยัน)
ผู้ขายต้องรับรองว่า:
- บริษัทเป้าหมายได้รับใบอนุญาตครบทุกฉบับที่กิจการต้องมี ได้แก่ ใบอนุญาตจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน (มาตรา 112) หรือใบอนุญาตจัดตั้งเขตปลอดอากรและใบอนุญาตประกอบกิจการในเขตปลอดอากร (มาตรา 136 และมาตรา 146) แล้วแต่กรณี ใบอนุญาตมีผลสมบูรณ์ และชำระค่าธรรมเนียมครบถ้วน
- บัญชีควบคุมสินค้าที่บริษัทจัดทำและรายงานต่อกรมศุลกากรตรงกับสต็อกสินค้าจริง
- ไม่มีภาระหนี้ภาษีศุลกากร ค่าปรับ หรือเงินเพิ่มค้างชำระ และไม่มีคดีพิพาทศุลกากรที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบหรือการประเมิน
การกำหนด Specific Indemnity (ข้อตกลงชดใช้ความเสียหายเฉพาะกรณี)
กำหนดให้ผู้ขายต้องชดใช้ความเสียหายแบบ Baht-for-Baht (ไม่มีการจำกัดความรับผิด หรือ Deductible) สำหรับ:
- ภาระอากร เงินเพิ่ม เบี้ยปรับ และการที่กรมศุลกากรเรียกชำระตามประกันหรือหนังสือค้ำประกันธนาคาร (Bank Guarantee) ที่เกิดจากเหตุการณ์ก่อนวันปิดธุรกรรม (Closing Date) แม้พนักงานศุลกากรจะประเมินภายหลังภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 หรือเรียกเก็บภายในอายุความตามมาตรา 21 ก็ตาม
การจัดทำ Escrow Account และ Holdback Amount
หักเงินค่าซื้อขายหุ้นส่วนหนึ่งฝากไว้ที่บัญชีดูแลผลประโยชน์ (Escrow Account) เพื่อสำรองไว้ชำระอากร เงินเพิ่ม เบี้ยปรับ และภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังหากกรมศุลกากรประเมิน โดยกำหนดวงเงินจากความเสี่ยงที่คำนวณได้จากการตรวจสอบสถานะ (ดูการคำนวณในตัวอย่างสถานการณ์จำลอง) และกำหนดระยะเวลาให้สอดคล้องกับกำหนดเวลาประเมินตามมาตรา 19 คือสามปีและขยายได้อีกไม่เกินสองปี รวมไม่เกินห้าปี ส่วนที่เกินกว่านั้น เช่น กรณีมีหลักฐานเจตนาฉ้ออากรซึ่งประเมินได้อีกภายในห้าปี ให้คุ้มครองด้วยข้อตกลงชดใช้ความเสียหายเฉพาะกรณีตามหัวข้อก่อนหน้า วงเงินและระยะเวลาของบัญชีดูแลผลประโยชน์เป็นข้อเสนอเชิงพาณิชย์ที่ต้องเจรจา มิใช่อัตราหรือระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
เงื่อนไขบังคับก่อน Conditions Precedent - CPs
กำหนดให้ผู้ขายต้องนำส่งหนังสือจากกรมศุลกากรยืนยันว่าไม่ต้องขออนุญาตเมื่อเปลี่ยนตัวผู้ถือหุ้นใหญ่ (Change of Control) หรือหนังสืออนุญาต หากกฎกระทรวง ประกาศของอธิบดี หรือเงื่อนไขในใบอนุญาตมีข้อกำหนดเช่นนั้น [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ให้เสร็จสิ้นก่อนวันปิดธุรกรรม
ข้อต่อสู้ของผู้ขายกิจการคลังสินค้ากับผู้ซื้อ/กองทุน Private Equity Devil's Advocate
มุมมองของผู้ขาย (Seller's Perspective)
- อ้างว่าบัญชีควบคุมสินค้ามีความคลาดเคลื่อนทางเทคนิค (Technical Variance) เล็กน้อยเป็นเรื่องปกติในธุรกิจโลจิสติกส์
- เสนอให้ใช้ Basket และ Cap ในการจำกัดความรับผิดชอบ (Limitation of Liability) และตัดความรับผิดชอบเมื่อพ้นกำหนดเวลา 1-2 ปี หลังปิดธุรกรรม
- อ้างว่าการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นในระดับ Holding Company ไม่มีผลกระทบต่อใบอนุญาตของบริษัทเป้าหมายที่เป็น Operating Company
มุมมองของผู้ซื้อ / กองทุน Private Equity (Buyer's Perspective)
- ยืนยันว่ากำหนดเวลาประเมินอากรตามมาตรา 19 คือสามปีและขยายได้อีกไม่เกินสองปี และประเมินได้อีกห้าปีเมื่อมีหลักฐานเจตนาฉ้ออากร ส่วนสิทธิเรียกเก็บอากรมีอายุความสิบปีตามมาตรา 21 ดังนั้นระยะเวลาการรับประกันเรื่องอากรต้องไม่สั้นกว่ากำหนดเวลาและอายุความดังกล่าว
- ไม่ยินยอมให้มี Basket หรือ Cap สำหรับความรับผิดด้านภาษีศุลกากรย้อนหลัง เนื่องจากภาระอากร เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับที่อาจถูกประเมินย้อนหลัง รวมทั้งความรับผิดทางอาญาซึ่งเป็นเรื่องแยกต่างหาก ไม่สามารถประเมินขอบเขตล่วงหน้าได้
- ยืนยันให้ตรวจประกาศของอธิบดีและเงื่อนไขในใบอนุญาตว่ากำหนดให้แจ้งหรือขออนุญาตเมื่อเปลี่ยนผู้ถือหุ้นหรือไม่ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] และให้ผู้ขายนำส่งหนังสือจากกรมศุลกากรยืนยันว่าไม่ต้องขออนุญาต หรือหนังสืออนุญาต หากมีข้อกำหนดเช่นนั้น ก่อนปิดธุรกรรม เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ใบอนุญาตจะถูกพักใช้หรือเพิกถอน
ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example
บริบทของธุรกรรม
กองทุน Private Equity ข้ามชาติ (C) ตกลงซื้อหุ้นร้อยละ 100 ในบริษัท B จำกัด (บริษัทเป้าหมาย) จาก A (ผู้ถือหุ้นเดิมและผู้ขาย) บริษัท B จำกัด ประกอบกิจการคลังสินค้าทัณฑ์บนที่ใช้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากวัตถุดิบนำเข้าที่เก็บในคลัง (มาตรา 116 (3)) มูลค่าธุรกรรม 500 ล้านบาท การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อต้องทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานอย่างน้อยหนึ่งคนลงชื่อรับรองลายมือชื่อนั้น มิฉะนั้นเป็นโมฆะ และตราสารต้องแถลงเลขหมายของหุ้นที่โอน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129)
ผลการตรวจพบจากการ Due Diligence
- ตรวจพบว่าวัตถุดิบเหล็กม้วนนำเข้าจากต่างประเทศมีปริมาณจริงน้อยกว่าที่แจ้งไว้ต่อกรมศุลกากรตามบัญชีควบคุมสินค้า จำนวน 500 ตัน โดยไม่ปรากฏเหตุผลอันสมควร ราคาศุลกากรประมาณ 25 ล้านบาท
- สูตรการผลิต (Formula Yield) ที่ใช้ตัดบัญชีศุลกากรไม่ได้อัปเดตมาเป็นเวลา 4 ปี ทำให้ตัดวัตถุดิบน้อยกว่าที่ใช้จริง
- บริษัทวาง Bank Guarantee ไว้กับกรมศุลกากรจำนวน 15 ล้านบาท
- โครงสร้างการซื้อขายเป็นการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นร้อยละ 100 โดยผู้ขายและบริษัทเป้าหมายยังไม่ได้ตรวจว่าประกาศของอธิบดีหรือเงื่อนไขในใบอนุญาตกำหนดให้แจ้งหรือขออนุญาตหรือไม่
การคำนวณภาระความเสี่ยงทางอากรและภาษี (Customs Risk Calculation)
สมมติฐานของการคำนวณ (ตัวเลขเป็นข้อเท็จจริงสมมติเพื่อการสอน มิใช่อัตราหรือผลของกรณีจริง): (1) ราคาศุลกากรของเหล็กม้วนที่ขาดเท่ากับ 25,000,000 บาท และถือว่าเท่ากับราคา ซี.ไอ.เอฟ. ส่วนราคาของสำหรับกำหนดค่าปรับตามมาตรา 242 นั้น พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 254 ให้ถือตามราคาแห่งของชนิดเดียวกันซึ่งได้เสียอากรครบถ้วนแล้วตามที่ซื้อขายในเวลาหรือใกล้เวลาที่กระทำความผิด ตัวอย่างนี้สมมติว่าราคาดังกล่าวเท่ากับราคาศุลกากรรวมอากรขาเข้าตามสมมติฐานข้อ (2) คือ 27,500,000 บาท (2) อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 10 ของราคาศุลกากร (3) ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 คำนวณจากฐานภาษีเท่ากับราคา ซี.ไอ.เอฟ. บวกอากรขาเข้า (ประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 (1)) โดยอัตราร้อยละ 7 เป็นอัตราตามพระราชกฤษฎีกาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้บังคับในวันที่ตรวจตัวบทของบทความนี้ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ซึ่งต่างจากอัตราร้อยละ 10 ที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 80 กำหนดไว้ก่อนลดโดยพระราชกฤษฎีกา (4) ของขาดบัญชีและยังมิได้ชำระมาเป็นเวลา 36 เดือน (5) ถือว่าของที่ขาดถูกปล่อยออกจากคลังโดยมิใช่เพื่อส่งออก
ส่วนที่ 1 เหล็กม้วนที่ขาดจากคลังสินค้าทัณฑ์บน ส่วนที่ขาดถือเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร (พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 125) และผู้นำของเข้าเป็นผู้เสียอากร (มาตรา 13) ส่วนอัตราอากรเป็นสมมติฐาน:
| รายการ | วิธีคำนวณ | จำนวน (บาท) | ฐานตามตัวบทและสมมติฐาน |
|---|---|---|---|
| อากรขาเข้า | 25,000,000 × ร้อยละ 10 | 2,500,000 | มาตรา 125 และมาตรา 13 ส่วนอัตราร้อยละ 10 เป็นสมมติฐาน |
| เงินเพิ่มของอากร | 2,500,000 × ร้อยละ 1 × 36 เดือน | 900,000 | มาตรา 22 ร้อยละหนึ่งต่อเดือนโดยไม่คิดทบต้น และไม่เกินอากร (900,000 ไม่เกิน 2,500,000) |
| เบี้ยปรับ | 2,500,000 × ร้อยละ 20 | 500,000 | มาตรา 22 ร้อยละยี่สิบของอากร หากไม่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับแบบแจ้งการประเมินอากรตามมาตรา 20 |
| ภาษีมูลค่าเพิ่ม | (25,000,000 + 2,500,000) × ร้อยละ 7 | 1,925,000 | อัตราตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80 ฐานภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 (1) และการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อปล่อยของออกจากคลังโดยมิใช่เพื่อส่งออกตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/9 ส่วนอัตราร้อยละ 7 เป็นสมมติฐานตามที่ระบุข้างต้น |
| เงินเพิ่มของภาษีมูลค่าเพิ่ม | 1,925,000 × ร้อยละ 1.5 × 36 เดือน | 1,039,500 | ประมวลรัษฎากร มาตรา 89/1 ร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน และไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: วิธีที่กรมศุลกากรเรียกเก็บเงินเพิ่มของภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้านำเข้า] |
| รวมส่วนที่ 1 | 2,500,000 + 900,000 + 500,000 + 1,925,000 + 1,039,500 | 6,864,500 | จำนวนที่อาจถูกประเมินเรียกเก็บ |
ส่วนที่ 2 สูตรการผลิตที่ไม่ได้ปรับปรุงมาสี่ปี สมมติให้วัตถุดิบที่ตัดบัญชีขาดไปมีราคาศุลกากรปีละ 10,000,000 บาท รวมสี่ปี 40,000,000 บาท ใช้อัตราอากรและอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามสมมติฐานข้างต้น และปฏิบัติต่อส่วนที่ตัดบัญชีขาดเช่นเดียวกับของขาดบัญชี โดยสมมติว่าบริษัทพิสูจน์ไม่ได้ว่าส่วนที่แตกต่างนั้นมีเหตุผลอันสมควรตามมาตรา 125 เช่น พิสูจน์ไม่ได้ว่าวัตถุดิบส่วนนั้นได้ใช้ผลิตของที่ปล่อยออกไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บนเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและอากรขาออกตามมาตรา 126 หากพิสูจน์ได้ ยอดความเสี่ยงในส่วนนี้ย่อมลดลง ให้นับกำหนดเวลาแยกตามใบขนสินค้าแต่ละฉบับ โดยใบขนสินค้าของสามปีล่าสุดอยู่ในกำหนดสามปีตามมาตรา 19 วรรคสอง ส่วนใบขนสินค้าของปีที่สี่ย้อนหลังพ้นกำหนดสามปีแล้ว จึงประเมินได้ต่อเมื่อมีการขยายระยะเวลาตามมาตรา 19 วรรคสอง หรือมีหลักฐานเจตนาฉ้ออากรตามมาตรา 19 วรรคสาม (อากรส่วนนี้ 1,000,000 บาท) ผู้ซื้อรวมไว้ในยอดเพื่อความรอบคอบ และสมมติให้ใบขนสินค้ากระจายสม่ำเสมอตลอดสี่ปี จึงนับเงินเพิ่มเฉลี่ย 24 เดือน:
| รายการ | วิธีคำนวณ | จำนวน (บาท) | ฐานตามตัวบทและสมมติฐาน |
|---|---|---|---|
| อากรที่ขาด | 40,000,000 × ร้อยละ 10 | 4,000,000 | มาตรา 19 และมาตรา 125 ส่วนอัตราร้อยละ 10 เป็นสมมติฐาน |
| เงินเพิ่มของอากร | 4,000,000 × ร้อยละ 1 × 24 เดือน | 960,000 | มาตรา 22 และไม่เกินอากร |
| เบี้ยปรับ | 4,000,000 × ร้อยละ 20 | 800,000 | มาตรา 22 หากไม่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับแบบแจ้งการประเมินอากร |
| ภาษีมูลค่าเพิ่ม | (40,000,000 + 4,000,000) × ร้อยละ 7 | 3,080,000 | ประมวลรัษฎากร มาตรา 80 และมาตรา 79/2 (1) |
| เงินเพิ่มของภาษีมูลค่าเพิ่ม | 3,080,000 × ร้อยละ 1.5 × 24 เดือน | 1,108,800 | ประมวลรัษฎากร มาตรา 89/1 และไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ |
| รวมส่วนที่ 2 | 4,000,000 + 960,000 + 800,000 + 3,080,000 + 1,108,800 | 9,948,800 | จำนวนที่อาจถูกประเมินเรียกเก็บ |
ยอดความเสี่ยงที่กรมศุลกากรอาจประเมินเรียกเก็บรวมทั้งสองส่วนเท่ากับ 6,864,500 + 9,948,800 = 16,813,300 บาท (ประมาณ 16.81 ล้านบาท) หนังสือค้ำประกันจำนวน 15,000,000 บาทเป็นหลักประกันของหนี้ที่ประเมินได้ จึงไม่นำมารวมเป็นภาระเพิ่ม
โทษปรับทางอาญาเป็นเรื่องแยกต่างหาก ศาลเป็นผู้กำหนด หรืออาจเปรียบเทียบได้ตามมาตรา 256 และมาตรา 257 มิใช่จำนวนที่กรมศุลกากรประเมินได้เอง จึงไม่รวมในยอด 16,813,300 บาท แต่แสดงไว้เพื่อประกอบการเจรจา:
| ข้อเท็จจริง | มาตรา | วิธีคำนวณตามตัวบท | จำนวน (บาท) |
|---|---|---|---|
| เหล็กม้วนที่ขาด หากมีการเคลื่อนย้ายออกจากคลังโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้กระทำต้องรับผิดแม้ไม่มีเจตนา | มาตรา 242 มาตรา 252 และมาตรา 254 | ปรับสี่เท่าของราคาของซึ่งรวมค่าอากรแล้ว 4 × (25,000,000 + 2,500,000) หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งจำทั้งปรับ | 110,000,000 |
| สูตรการผลิตที่แจ้งไว้ไม่ตรงกับความจริง หากมีเจตนาฉ้ออากร | มาตรา 243 | ปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกินสี่เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม 4,000,000 หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งจำทั้งปรับ | 2,000,000 ถึง 16,000,000 |
ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาและการเจรจา (Walkthrough Solution)
- การตั้ง Escrow Account: ผู้ซื้อต่อรองหักเงินค่าซื้อขายหุ้นจำนวน 17,000,000 บาท (ปัดยอด 16,813,300 บาทข้างต้นขึ้นเป็นจำนวนเต็มล้านบาท) เข้า Escrow Account เป็นเวลา 5 ปีนับแต่วันปิดธุรกรรม ให้สอดคล้องกับกำหนดเวลาประเมินสามปีและขยายได้อีกไม่เกินสองปีตามมาตรา 19 วรรคสอง
- การปรับปรุงเงื่อนไข SPA: ระบุ Specific Indemnity ให้ผู้ขายรับผิดชอบภาระอากรและภาษีที่เกี่ยวข้องย้อนหลังก่อนวันปิดธุรกรรม โดยไม่จำกัดวงเงิน (Uncapped Indemnity) ซึ่งครอบคลุมส่วนที่เกินกว่าบัญชีดูแลผลประโยชน์ รวมถึงกรณีมีหลักฐานเจตนาฉ้ออากรซึ่งประเมินได้อีกภายในห้าปี
- การจัดการ Bank Guarantee: ตกลงให้ผู้ขายคง Bank Guarantee เดิมจำนวน 15,000,000 บาทไว้จนกว่ากรมศุลกากรจะตรวจสอบสต็อกและยืนยันว่าไม่มีภาระค้างชำระ หรือผู้ซื้อนำ Bank Guarantee ฉบับใหม่มาเปลี่ยนแทนหลังตรวจแล้วว่าไม่ต้องขออนุญาตเมื่อเปลี่ยนผู้ถือหุ้น หรือได้รับหนังสืออนุญาตหากมีข้อกำหนดเช่นนั้น ผู้ซื้อต้องระวังว่าธนาคารผู้ค้ำประกันซึ่งได้ชำระหนี้แล้วมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากบริษัท B ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693
- การตรวจเรื่องการแจ้งหรือขออนุญาตเมื่อเปลี่ยนผู้ถือหุ้น: กำหนดเป็น Condition Precedent ให้ผู้ขายนำส่งหนังสือจากกรมศุลกากรยืนยันว่าไม่ต้องขออนุญาต หรือหนังสืออนุญาต หากกฎกระทรวง ประกาศของอธิบดี หรือเงื่อนไขในใบอนุญาตมีข้อกำหนดเช่นนั้น [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ก่อนการโอนหุ้นและชำระเงิน และจัดทำการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อให้ถูกต้องตามแบบของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129
Checklist 10 จุดตรวจสถานะความเสี่ยงคลังสินค้าทัณฑ์บนและเขตปลอดอากร Customs Due Diligence Checklist
- ใบอนุญาตทุกฉบับ: ตรวจสอบความถูกต้องของใบอนุญาตจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน (มาตรา 112) และหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียมรายปี สำหรับเขตปลอดอากรต้องตรวจทั้งใบอนุญาตจัดตั้งเขตปลอดอากร (มาตรา 136) และใบอนุญาตประกอบกิจการในเขตปลอดอากร (มาตรา 146) ซึ่งเป็นคนละฉบับ พร้อมหนังสือยินยอมให้ประกอบกิจการจากผู้ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งตามมาตรา 147 (2) นอกจากนี้ หากเป็นกิจการรับเก็บรักษาสินค้าเพื่อบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติ ต้องตรวจใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น พ.ศ. 2558 มาตรา 18 และการแจ้งอธิบดีภายในสิบห้าวันเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนายคลังสินค้า สถานที่ทำการ หรือลักษณะ สภาพ จำนวนหรือขนาดของคลังสินค้าตามมาตรา 36 ส่วนกรณีเขตประกอบการเสรีในนิคมอุตสาหกรรม ให้ตรวจสถานะตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 มาตรา 36
- Physical Stock Count: ทำการตรวจนับสต็อกสินค้าจริงเปรียบเทียบกับบัญชีควบคุมสินค้าที่รายงานต่อกรมศุลกากรและงบการเงิน
- สูตรการผลิต (Formula Yield): ตรวจสอบการอนุมัติสูตรการผลิตจากกรมศุลกากร และความถูกต้องตรงกันกับสายการผลิตจริง
- ของที่เก็บเกินระยะเวลาและของชำรุด: ตรวจสอบว่ามีของที่เก็บไว้ในคลังเกินระยะเวลาตามประกาศของอธิบดีที่ออกตามมาตรา 123 หรือไม่ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] และตรวจหลักฐานการอนุญาตให้ทำลายของชำรุดหรือของที่ใช้ไม่ได้ ทั้งในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามประกาศของอธิบดี และในเขตปลอดอากรตามมาตรา 155 วรรคสอง
- ประวัติการถูกตรวจสอบ (Audit History): ตรวจสอบรายงานการเข้าตรวจหลังการตรวจปล่อย (Post-Clearance Audit) ของกรมศุลกากรย้อนหลังสิบปีตามอายุความเรียกเก็บอากรในมาตรา 21 โดยตรวจแยกตามใบขนสินค้าและกำหนดเวลาประเมินตามมาตรา 19
- ภาระคดีพิพาท: ตรวจสอบว่ามีคดีความ คดีอาญาศุลกากร หรือการเปรียบเทียบปรับที่อยู่ระหว่างการพิจารณาหรือไม่
- Bank Guarantee Ledger: ตรวจสอบวงเงินหนังสือค้ำประกันธนาคาร เงื่อนไขผูกพัน และสถานะภาระค้ำประกันค้างชำระ
- สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการส่งออก: ตรวจสอบสิทธิคืนอากรหรือวางประกันแทนการเสียอากรสำหรับของที่นำเข้ามาใช้ผลิตเพื่อส่งออก (พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 29 และมาตรา 30) และสิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 รวมทั้งการใช้สิทธิประโยชน์ซ้ำซ้อนหรือการตัดบัญชีวัตถุดิบร่วมกับมาตรการอื่น
- เงื่อนไข Change of Control: ตรวจสอบประกาศของอธิบดี เงื่อนไขในใบอนุญาต และข้อตกลงกับผู้ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งเขตปลอดอากรว่ากำหนดให้แจ้งหรือขออนุญาตเมื่อเปลี่ยนผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือผู้มีอำนาจลงนามหรือไม่ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
- ระบบความปลอดภัยและไอที: ตรวจสอบระบบ CCTV และระบบควบคุมการเข้า-ออก คลังสินค้าตามมาตรฐานข้อกำหนดของกรมศุลกากร
คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions
อ้างอิง — References
- พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 13 มาตรา 19 มาตรา 20 มาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 29 มาตรา 30 มาตรา 63 มาตรา 112 มาตรา 116 มาตรา 117 มาตรา 123 มาตรา 125 มาตรา 126 มาตรา 128 มาตรา 131 มาตรา 132 มาตรา 134 มาตรา 136 มาตรา 137 มาตรา 144 มาตรา 145 มาตรา 146 มาตรา 147 มาตรา 148 มาตรา 151 มาตรา 152 มาตรา 154 มาตรา 155 มาตรา 156 มาตรา 242 มาตรา 243 มาตรา 252 มาตรา 254 มาตรา 256 และมาตรา 257
- ประกาศของอธิบดีกรมศุลกากรเกี่ยวกับคลังสินค้าทัณฑ์บนที่ออกตามมาตรา 123 และเกี่ยวกับเขตปลอดอากรที่ออกตามมาตรา 156 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 มาตรา 693 มาตรา 698 และมาตรา 1129
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 มาตรา 80 มาตรา 80/1 มาตรา 81 และมาตรา 89/1 (ฐานภาษี อัตรา การยกเว้น และเงินเพิ่มของภาษีมูลค่าเพิ่ม)
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 83/8 และมาตรา 83/9 (การวางประกันและการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าในคลังสินค้าทัณฑ์บนและเขตปลอดอากร)
- พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 [ต้องยืนยันมาตรา]
- พระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 มาตรา 36 และมาตรา 48
- พระราชบัญญัติคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น พ.ศ. 2558 มาตรา 18 และมาตรา 36
- พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา — ระบบสืบค้นกฎหมาย (OCS)