Table of Contents / สารบัญ
- บทนำ — ปัญหาฮั๊วประมูลในประเทศไทย
- กรอบกฎหมาย — พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542
- รูปแบบการกระทำผิด 4 ประเภท (Four Categories of Offenses)
- บทลงโทษ (Penalties)
- บทบาท ปปช. ในการสอบสวน (Role of NACC in Investigation)
- ข้อเสนอเชิงป้องกัน (Preventive Recommendations)
- บทสรุป (Conclusion)
- เอกสารอ้างอิง (References)
1. บทนำ — ปัญหาฮั๊วประมูลในประเทศไทย Introduction — The Problem of Bid Rigging in Thailand
การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Public Procurement) ถือเป็นกลไกสำคัญในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน โดยในแต่ละปีงบประมาณ หน่วยงานของรัฐทั่วประเทศดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเป็นมูลค่ารวมกันนับแสนล้านบาท ปัญหาการทุจริตในกระบวนการเสนอราคา โดยเฉพาะ "การฮั๊วประมูล" (Bid Rigging / Collusive Bidding) จึงเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบราชการ
การฮั๊วประมูล คือ การสมคบกันระหว่างผู้เสนอราคาตั้งแต่สองรายขึ้นไป หรือระหว่างผู้เสนอราคากับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้ผลการเสนอราคาเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดราคาร่วมกัน การแบ่งงานกัน หรือการกีดกันไม่ให้ผู้เสนอราคารายอื่นเข้าแข่งขัน การกระทำเหล่านี้ทำลายหลักการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม (Free and Fair Competition) ซึ่งเป็นหัวใจของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
ก่อนปี พ.ศ. 2542 การบังคับใช้กฎหมายกับพฤติกรรมฮั๊วประมูลต้องอาศัยบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาทั่วไป ซึ่งมีข้อจำกัดหลายประการ อาทิ องค์ประกอบความผิดไม่ครอบคลุมพฤติกรรมเฉพาะ และบทลงโทษไม่รุนแรงเพียงพอที่จะยับยั้ง รัฐสภาจึงได้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือทางกฎหมายเฉพาะในการปราบปรามการทุจริตในกระบวนการเสนอราคา
พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ถือเป็น "กฎหมาย ปปช." ฉบับหนึ่ง เนื่องจากมอบอำนาจให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เป็นผู้มีอำนาจหลักในการไต่สวนข้อเท็จจริง
2. กรอบกฎหมาย Legal Framework — Anti-Bid Rigging Act B.E. 2542 (1999)
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา โดยมีสาระสำคัญดังนี้:
2.1 นิยาม "หน่วยงานของรัฐ"
คำว่า "หน่วยงานของรัฐ" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัตินี้ หมายความครอบคลุมอย่างกว้างขวาง ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานอื่นของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การคุ้มครองครอบคลุมการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐในทุกระดับ
2.2 นิยาม "การเสนอราคา"
คำว่า "การเสนอราคา" ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 3 มิได้จำกัดเฉพาะการประมูลแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่รวมถึงการเสนอราคาทุกรูปแบบที่หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการสอบราคา การประกวดราคา การประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) หรือวิธีพิเศษอื่นใด
2.3 หลักเจตนารมณ์ของกฎหมาย
เจตนารมณ์หลักของพระราชบัญญัตินี้คือ การปกป้องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ โดยกำหนดฐานความผิดเฉพาะสำหรับพฤติกรรมที่ทำลายการแข่งขัน พร้อมบทลงโทษที่รุนแรงเพื่อเป็นบทยับยั้ง (Deterrent Effect) รวมถึงมอบอำนาจไต่สวนให้แก่ ปปช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีทั้งความเชี่ยวชาญและความเป็นกลาง
3. รูปแบบการกระทำผิด 4 ประเภท Four Categories of Offenses
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 กำหนดรูปแบบการกระทำผิดไว้ 4 ประเภทหลัก ซึ่งครอบคลุมพฤติกรรมทุจริตทั้งฝ่ายเอกชนและฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนี้:
สมยอมราคา
ตกลงร่วมกันในการเสนอราคาเพื่อวัตถุประสงค์ให้มีการลดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม หรือเพื่อให้ได้ราคาสูงเกินสมควร หรือผิดปกติ
แบ่งงานกัน
ตกลงแบ่งงานกันระหว่างผู้เสนอราคา โดยแต่ละรายจะได้สิทธิ์ในโครงการหรือพื้นที่ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
กีดกันผู้เสนอราคา
กระทำการใดๆ เพื่อมิให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม หรือเพื่อกีดกันไม่ให้ผู้เสนอราคารายใดรายหนึ่งเข้าแข่งขัน
เจ้าหน้าที่รัฐช่วยเหลือ
เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งเพื่อช่วยเหลือให้ผู้เสนอราคารายใดรายหนึ่งได้รับการคัดเลือก
3.1 การสมยอมราคา (Collusive Price Fixing)
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 บัญญัติว่า ผู้ใดตกลงร่วมกันในการเสนอราคา เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยการกำหนดราคาร่วมกัน หรือใช้กลไกใดๆ ที่ทำให้ราคาที่เสนอไม่เป็นไปตามปกติของการแข่งขัน ถือเป็นความผิด
ในทางปฏิบัติ รูปแบบที่พบบ่อย ได้แก่ กรณีที่ผู้เสนอราคาหลายรายนัดหมายกันกำหนดว่าใครจะเสนอราคาต่ำสุด โดยรายอื่นจะเสนอราคาสูงกว่าเพื่อให้ดูเหมือนมีการแข่งขัน (Cover Bidding) ตัวอย่างเช่น ในการประมูลจัดซื้อวัสดุของหน่วยงาน ก. หากบริษัท A บริษัท B และบริษัท C ตกลงกันล่วงหน้าว่าบริษัท A จะเสนอราคาต่ำสุดที่ 9.8 ล้านบาท ส่วนบริษัท B และบริษัท C จะเสนอ 10.2 และ 10.5 ล้านบาท ตามลำดับ เพื่อให้บริษัท A ชนะประมูล ทั้งสามรายมีความผิดตามมาตรา 4
3.2 การแบ่งงานกัน (Market / Bid Allocation)
การแบ่งงานกัน (Bid Rotation / Market Allocation) เป็นรูปแบบหนึ่งของการสมคบที่ผู้เสนอราคาตกลงแบ่งโครงการกันอย่างเป็นระบบ เช่น ผู้เสนอราคา A จะได้โครงการในปีนี้ ส่วนผู้เสนอราคา B จะได้โครงการในปีหน้า หรืออาจแบ่งตามพื้นที่ โดย A ได้งานในเขตภาคเหนือ และ B ได้งานในเขตภาคใต้ เป็นต้น
การกระทำลักษณะนี้แม้จะดูเหมือนมีการแข่งขันในแต่ละโครงการ แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมจะพบว่าเป็นการลดการแข่งขันอย่างเป็นระบบ ทำให้หน่วยงานของรัฐไม่ได้รับราคาที่เป็นธรรมและคุ้มค่าที่สุด ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4
3.3 การกีดกันผู้เสนอราคา (Bid Suppression / Exclusion)
ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 การกระทำใดๆ อันเป็นการขัดขวาง หรือกีดกัน หรือห้ามมิให้บุคคลใดเข้าเสนอราคา หรือเข้าแข่งขัน ถือเป็นความผิด รูปแบบที่พบ ได้แก่:
- การข่มขู่: ใช้กำลังหรือข่มขู่ผู้ที่ประสงค์จะเสนอราคามิให้เข้าแข่งขัน
- การให้สินบน: จ่ายเงินหรือผลประโยชน์อื่นให้แก่ผู้เสนอราคารายอื่นเพื่อให้ถอนตัว
- การกำหนดเงื่อนไขกีดกัน: ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนดคุณสมบัติเฉพาะที่มีลักษณะเป็นการล็อกสเปก (Lock Spec) ทำให้มีเพียงผู้เสนอราคาบางรายเท่านั้นที่ผ่านคุณสมบัติ
- การใช้อิทธิพลทางธุรกิจ: ใช้ความสัมพันธ์ทางธุรกิจบังคับให้คู่ค้าหรือบริษัทในเครือไม่เข้าเสนอราคา
3.4 เจ้าหน้าที่รัฐช่วยเหลือ (Official Facilitation)
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10, มาตรา 11 และมาตรา 12 กำหนดฐานความผิดเฉพาะสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยแยกเป็น:
- มาตรา 10: เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใด กระทำการใดๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ
- มาตรา 11: เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใด กระทำความผิดตามมาตรา 10 เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐต้องรับราคาที่สูงกว่าราคาที่ควรจะเป็น หรือทำให้เสียหายแก่ทางราชการ
- มาตรา 12: เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใด ร่วมกระทำการเสนอราคาโดยทุจริต หรือกระทำการใดๆ โดยทุจริต อันเกี่ยวกับการเสนอราคา
การ "ล็อกสเปก" (Lock Spec) ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐกำหนด TOR (Terms of Reference) ให้เอื้อประโยชน์แก่ผู้เสนอราคาเฉพาะราย ถือเป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดรูปแบบหนึ่งของการกระทำผิดตามมาตรา 10 และ 12 แม้จะมิได้มีการติดต่อตกลงราคากันโดยตรงก็ตาม
4. บทลงโทษ Penalties
บทลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มีความรุนแรง เพื่อให้เกิดผลในการยับยั้ง (Deterrent Effect) สรุปได้ดังนี้:
| มาตรา | ฐานความผิด | โทษจำคุก | โทษปรับ | ระดับ |
|---|---|---|---|---|
| มาตรา 4 | ผู้เสนอราคาสมยอม / แบ่งงาน / กีดกัน | 1-3 ปี | ร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุดในครั้งนั้น หรือของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญา | สูง |
| มาตรา 5 | ผู้ใดข่มขู่ / ใช้กำลังกีดกันผู้เสนอราคา | 1-5 ปี | ร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุด หรือตามที่กำหนด | สูง |
| มาตรา 10 | เจ้าหน้าที่รัฐกระทำการเอื้ออำนวย | 1-5 ปี | ร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญา | สูง |
| มาตรา 11 | เจ้าหน้าที่รัฐเอื้ออำนวย + เกิดความเสียหาย | 5-20 ปี | ร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญา | สูง |
| มาตรา 12 | เจ้าหน้าที่รัฐร่วมทุจริตในการเสนอราคา | 1-7 ปี | ร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญา | สูง |
ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นนิติบุคคล หากการกระทำผิดของนิติบุคคลเกิดจากการสั่งการ หรือการกระทำของกรรมการ หรือผู้จัดการ หรือบุคคลผู้มีอำนาจในนิติบุคคลนั้น บุคคลดังกล่าวต้องรับโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นด้วย (พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 9)
5. บทบาท ปปช. ในการสอบสวน Role of NACC in Investigation
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 15 มอบอำนาจให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เป็นผู้มีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัตินี้ โดยมีกลไกที่สำคัญดังนี้:
5.1 อำนาจในการไต่สวน
- การรับเรื่องร้องเรียน: ปปช. สามารถรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีอำนาจหยิบยกเรื่องขึ้นพิจารณาเองได้หากพบเบาะแสการทุจริต
- การไต่สวนข้อเท็จจริง: ปปช. มีอำนาจเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำ เรียกเอกสารหลักฐาน และเข้าตรวจค้นสถานที่ได้
- การชี้มูลความผิด: เมื่อไต่สวนเสร็จสิ้นและเห็นว่ามีมูลความผิด ปปช. จะส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีในศาลต่อไป
5.2 การประสานงานกับหน่วยงานอื่น
ในการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัตินี้ ปปช. อาจประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ:
- สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.): ในฐานะหน่วยงานตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน สตง. มักเป็นผู้พบเบาะแสเบื้องต้นของการฮั๊วประมูลจากการตรวจสอบงบประมาณ
- กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI): สำหรับคดีที่มีความซับซ้อน มูลค่าความเสียหายสูง หรือเกี่ยวพันกับเครือข่ายทุจริตขนาดใหญ่
- กรมบัญชีกลาง: ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
5.3 ศาลที่มีเขตอำนาจ
คดีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 หากผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 สำหรับกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นเอกชน คดีจะอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาทั่วไป
คดีฮั๊วประมูลมักมีปัญหาเรื่องพยานหลักฐาน เนื่องจากการสมคบกันมักกระทำเป็นการลับ ไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ปปช. จึงต้องอาศัยพยานแวดล้อม (Circumstantial Evidence) เช่น ความผิดปกติของราคาที่เสนอ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เสนอราคา และรูปแบบการชนะประมูลที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นความท้าทายในเชิงการพิสูจน์
6. ข้อเสนอเชิงป้องกัน Preventive Recommendations
การป้องกันการฮั๊วประมูลต้องอาศัยมาตรการทั้งในระดับนโยบาย ระดับสถาบัน และระดับปฏิบัติ ดังนี้:
6.1 มาตรการเชิงสถาบัน (Institutional Measures)
- เสริมสร้างความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง: เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอนผ่านระบบ e-GP (Electronic Government Procurement) ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
- พัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ (Data Analytics): ใช้เทคโนโลยี AI และ Big Data ในการตรวจจับรูปแบบการเสนอราคาที่ผิดปกติ เช่น ราคาที่ใกล้เคียงกันอย่างผิดสังเกต หรือรูปแบบการชนะที่เป็นระบบ (Bid Pattern Analysis)
- สร้างกลไกแจ้งเบาะแส (Whistleblower Mechanism): จัดให้มีช่องทางแจ้งเบาะแสที่ปลอดภัยและมีการคุ้มครองผู้แจ้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต [ต้องยืนยันมาตรา]
6.2 มาตรการเชิงกฎหมาย (Legal Measures)
- ปรับปรุงบทลงโทษ: พิจารณาเพิ่มโทษปรับในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อให้เกิดผลยับยั้งที่มากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับนิติบุคคลขนาดใหญ่ที่มูลค่าโทษปรับในปัจจุบันอาจไม่สร้างแรงกดดันเพียงพอ
- นำระบบ Leniency Program มาใช้: เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมกระทำผิดที่แจ้งเบาะแสก่อนได้รับการลดโทษ ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้ได้ผลในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น
- เชื่อมโยงกฎหมายแข่งขันทางการค้า: ประสานการบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ร่วมกับพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 เพื่อให้ครอบคลุมการสมคบในตลาดเอกชนด้วย
6.3 มาตรการเชิงปฏิบัติ (Practical Measures)
- อบรมเจ้าหน้าที่จัดซื้อจัดจ้าง: จัดอบรมให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสามารถระบุสัญญาณเตือน (Red Flags) ของการฮั๊วประมูลได้ เช่น ผู้เสนอราคาหลายรายมีที่อยู่เดียวกัน ราคาที่เสนอมีรูปแบบซ้ำๆ หรือผู้แพ้ประมูลกลายเป็นผู้รับเหมาช่วง
- ตรวจสอบความเชื่อมโยงของผู้เสนอราคา: ก่อนดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ควรตรวจสอบว่าผู้เสนอราคาแต่ละรายมีความเป็นอิสระจากกันจริง ไม่ใช่บริษัทในเครือเดียวกันหรือมีกรรมการร่วมกัน
- กำหนด TOR อย่างเป็นกลาง: จัดให้มีคณะกรรมการร่าง TOR ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงาน เพื่อป้องกันการล็อกสเปก
- ใช้ระบบประมูลอิเล็กทรอนิกส์: ส่งเสริมการใช้ระบบ e-bidding อย่างเข้มงวด เพื่อลดโอกาสในการติดต่อสมคบกันระหว่างผู้เสนอราคา
7. บทสรุป Conclusion
การฮั๊วประมูลเป็นปัญหาทุจริตเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณ ประชาชนไม่ได้รับบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ และบั่นทอนการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในภาคเอกชน
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ถือเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่สำคัญในการปราบปรามการฮั๊วประมูล โดยกำหนดฐานความผิดที่ครอบคลุมพฤติกรรมทุจริตทั้ง 4 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสมยอมราคา การแบ่งงานกัน การกีดกันผู้เสนอราคา หรือเจ้าหน้าที่รัฐช่วยเหลือ พร้อมบทลงโทษที่รุนแรงทั้งจำคุกและปรับ และมอบอำนาจไต่สวนให้แก่ ปปช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีความเชี่ยวชาญ
อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยมาตรการเชิงป้องกันอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านการเสริมสร้างความโปร่งใส การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจจับ การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และการพิจารณานำ Leniency Program มาปรับใช้ เพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน
เอกสารอ้างอิง / References
- พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (Anti-Bid Rigging Act, B.E. 2542 (1999))
- พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 (Organic Act on Counter Corruption, B.E. 2561 (2018))
- พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (Public Procurement and Supplies Administration Act, B.E. 2560 (2017))
- พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 (Trade Competition Act, B.E. 2560 (2017))
- พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 (Act on Establishment of Criminal Court for Corruption and Misconduct Cases, B.E. 2559 (2016))
- สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) — www.nacc.go.th
- ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) — www.gprocurement.go.th
- OECD, Guidelines for Fighting Bid Rigging in Public Procurement (2012)
Disclaimer / ข้อจำกัดความรับผิด
ภาษาไทย: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการและให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น มิใช่ความเห็นทางกฎหมายเฉพาะเรื่องสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง ผู้อ่านควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจ ผู้เขียนและ Legal Advance Solution Co., Ltd. ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเนื้อหาในบทความนี้ไปใช้โดยไม่ได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
English: This article is prepared solely for academic and general informational purposes. It does not constitute legal advice for any specific matter. Readers should consult qualified legal counsel before acting on any information contained herein. The author and Legal Advance Solution Co., Ltd. disclaim all liability for any loss or damage arising from reliance on the contents of this article without professional consultation.
© 2026 Thundthornthep Yamoutai, Ph.D. — Legal Advance Solution Co., Ltd. (LAS) — All Rights Reserved.