คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR
  1. การกำกับดูแลใบอนุญาตจัดตั้งสถานศึกษาและโครงสร้างดีล (Educational Licensing & Deal Structuring): ธุรกิจโรงเรียนเอกชนและสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเป็นธุรกิจที่มีกฎหมายกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ ผู้ซื้อจึงต้องตรวจใบอนุญาตจัดตั้งสถานศึกษา โครงสร้างผู้ถือหุ้น สิทธิในที่ดินและอาคารเรียน และสถานะของครูควบคู่กันก่อนกำหนดโครงสร้างดีล ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 [ต้องยืนยันมาตรา] ใบอนุญาตจัดตั้งสถานศึกษาเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้รับใบอนุญาต จึงโอนแบบ Asset Deal โดยตรงไม่ได้ และการเปลี่ยนตัวผู้รับใบอนุญาตต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจตามกฎหมายดังกล่าว ส่วนโครงสร้าง Share Deal ที่ซื้อหุ้นในนิติบุคคลผู้รับใบอนุญาตอาจไม่ใช่การซื้อนิติบุคคลที่เป็นโรงเรียนโดยตรง เพราะโรงเรียนในระบบอาจมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกจากผู้รับใบอนุญาต [ต้องยืนยันมาตรา: ฐานะนิติบุคคลของโรงเรียนในระบบและบทบาทของผู้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน] ผู้ซื้อจึงต้องตรวจว่านิติบุคคลที่เป็นนายจ้างของครู ผู้ถือทรัพย์สินของโรงเรียน และผู้รับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคลเดียวกันหรือไม่ และหากมีการเปลี่ยนตัวกรรมการหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ต้องตรวจว่าต้องขออนุมัติหรือแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) หรือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ล่วงหน้าหรือไม่
  2. ข้อจำกัดคนต่างด้าวและกรรมสิทธิ์ที่ดินโรงเรียน (Foreign Equity Caps & Campus Land Protections): พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 กำหนดคุณสมบัติด้านสัญชาติของนิติบุคคลผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนเอกชนในระบบ ซึ่งบทความนี้ใช้เกณฑ์เบื้องต้นว่าบุคคลสัญชาติไทยต้องถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของทุน และจำนวนผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด [ต้องยืนยันมาตรา] ผู้ซื้อต้องตรวจสถานะการถือที่ดินควบคู่กันด้วย เพราะประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 97 ให้บริษัทจำกัดที่มีหุ้นอันเป็นทุนจดทะเบียนถือโดยคนต่างด้าวเกินกว่าร้อยละ 49 ของทุนจดทะเบียน หรือมีผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างด้าวเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้น มีสิทธิในที่ดินได้เสมือนกับคนต่างด้าว และมาตรา 98 ให้ถือว่านิติบุคคลอื่นที่บริษัทดังกล่าวเข้าถือหุ้นตามนัยเดียวกันเป็นคนต่างด้าวด้วย อีกทั้งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ห้ามนำที่ดินและอาคารเรียนที่ใช้จัดตั้งโรงเรียนไปจำนอง ก่อภาระติดพัน หรือเป็นประกันหนี้ส่วนตัวของผู้รับใบอนุญาตโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจตามกฎหมาย [ต้องยืนยันมาตรา]
  3. ภาระหนี้กองทุนสงเคราะห์ครูและคดีแรงงานครูต่างชาติ (Teacher Welfare Fund & Expatriate Faculty): ข้อที่ว่าสัญญาจ้างครูโรงเรียนเอกชนไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ต้องพิจารณาจากตัวบท กล่าวคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568) มาตรา 4 วรรคหนึ่งบัญญัติมิให้ใช้บังคับพระราชบัญญัตินั้นแก่ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ส่วนนายจ้างประเภทอื่นจะได้รับยกเว้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนได้ก็แต่โดยกฎกระทรวงตามมาตรา 4 วรรคสอง ผู้ซื้อจึงต้องตรวจให้ได้ความว่ามีกฎกระทรวงยกเว้นโรงเรียนเอกชนในส่วนที่เกี่ยวกับครูหรือไม่ และยกเว้นในเรื่องใดบ้าง ก่อนสรุปว่าการเลิกจ้าง ค่าชดเชย และสวัสดิการของครูเป็นไปตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 แทนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน และระหว่างที่ยังไม่ได้ยืนยัน ให้ตรวจสถานะตามกฎหมายทั้งสองฉบับควบคู่กัน นอกจากนี้ ผู้ซื้อต้องตรวจยอดค้างส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ครูเอกชนอย่างละเอียด พร้อมทั้งตรวจสถานะใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) วีซ่าประเภทที่ถูกต้อง (Non-B Visa) และหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาจากคุรุสภาของครูต่างชาติทุกคน

สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง

  1. เหตุการณ์: นักลงทุนและกองทุนเข้าซื้อกิจการโรงเรียนนานาชาติและสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบงบการเงินและรายได้จากค่าธรรมเนียมการศึกษา แต่ไม่ได้เข้าตรวจสอบเชิงลึกในรายละเอียดใบอนุญาตจัดตั้งสถานศึกษา ข้อจำกัดการถือหุ้นของคนต่างด้าว สิทธิในที่ดิน และสถานะการจ้างงานบุคลากร
  2. ความเข้าใจผิด: เชื่อว่าการซื้อขายหุ้น (Share Deal) 100% สามารถทำได้โดยอิสระเหมือนบริษัทเอกชนทั่วไป โดยเข้าใจว่าใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนจะติดมากับนิติบุคคลโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล และคิดว่าที่ดินของโรงเรียนสามารถนำไปจำนองเป็นหลักประกันธนาคารได้ตามปกติ
  3. จุดพลิก: หลังปิดดีลและชำระเงินเรียบร้อย ตรวจพบว่าโครงสร้างผู้ถือหุ้นขัดต่อกฎหมายสัดส่วนคนต่างด้าว ที่ดินและอาคารเรียนติดจำนองส่วนบุคคลของผู้ขายโดยขัดต่อพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 จนถูก สช. สั่งเพิกถอนใบอนุญาต อีกทั้งพบภาระหนี้ค้างส่งกองทุนสงเคราะห์ครูและคดีแรงงานครูต่างชาติที่ไม่มี Work Permit และหนังสืออนุญาตจากคุรุสภา
  4. สิ่งที่ได้จากบทความ: แนวทางการตรวจสอบสถานะความเสี่ยงด้านกฎหมายและใบอนุญาต (Legal Due Diligence) ที่ถูกต้อง ครอบคลุมกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โครงสร้างสัญญารับรองความเสี่ยง และ Checklist สำหรับการเข้าซื้อกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชนและโรงเรียนนานาชาติ

ภาพรวมการลงทุนและการควบรวมกิจการในธุรกิจการศึกษา Education M&A Landscape in Thailand

การเติบโตของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติและสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในประเทศไทยส่งผลให้เกิดการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) โดยกองทุน Private Equity และกลุ่มทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ธุรกิจการศึกษาจัดเป็นธุรกิจที่มีกฎหมายกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ (Highly Regulated Sector) ซึ่งมีการควบคุมทั้งในระดับโครงสร้างองค์กร ผู้ถือหุ้น ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการ บุคลากรทางการศึกษา และมาตรฐานวิชาการ

การทำ Legal Due Diligence ในธุรกิจการศึกษาจึงมีความแตกต่างจากการเข้าซื้อกิจการพาณิชย์ทั่วไป เนื่องจากต้องทำการแยกแยะสิทธิและใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และ พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 รวมทั้งพิจารณากฎระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), คุรุสภา และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

ความล้มเหลวในการตรวจสอบสถานะความเสี่ยงด้านกฎหมายและใบอนุญาตในการเข้าซื้อกิจการสถานศึกษา อาจนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรงต่อการดำเนินธุรกิจ ได้แก่:

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

Claim IDประเด็นข้อกฎหมายหลักบทบัญญัติกฎหมายสาระสำคัญทางกฎหมาย
C-INV-20-01คุณสมบัติผู้รับใบอนุญาตและข้อจำกัดคนต่างด้าวพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 [ต้องยืนยันมาตรา]ผู้รับใบอนุญาตนิติบุคคลต้องมีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 50% และจำนวนผู้ถือหุ้นไทยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
C-INV-20-02สถานะใบอนุญาตและการเปลี่ยนตัวผู้รับใบอนุญาตพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 [ต้องยืนยันมาตรา]ใบอนุญาตเป็นสิทธิเฉพาะตัว การโอนสิทธิหรือเปลี่ยนโครงสร้างควบคุมต้องได้รับอนุญาตหรือแจ้งต่อผู้อนุญาต (สช./อว.)
C-INV-20-03ข้อจำกัดและภาระผูกพันในที่ดินและอาคารเรียนพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 [ต้องยืนยันมาตรา] / ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150ที่ดินและอาคารโรงเรียนห้ามนำไปจำนองหรือก่อภาระติดพันที่กระทบการศึกษา เว้นแต่ได้รับอนุมัติตามกฎหมาย หากข้อห้ามดังกล่าวเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย นิติกรรมที่ฝ่าฝืนอาจเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ซึ่งต้องพิจารณาเมื่อยืนยันถ้อยคำของข้อห้ามแล้ว
C-INV-20-04ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูต่างชาติกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ชื่อทางการ]ครูผู้สอนต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือหนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาตจากคุรุสภา ส่วนขอบเขตของหน้าที่และข้อยกเว้นต้องตรวจจากตัวบทฉบับทางการก่อนสรุปว่าใช้กับครูทุกคน [ต้องยืนยันมาตรา]
C-INV-20-05สัญญาจ้างและกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชนพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ส่วนที่ว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ [ต้องยืนยันมาตรา] / พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568) มาตรา 4ข้อที่ว่าครูโรงเรียนเอกชนไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ต้องตรวจจากกฎกระทรวงตามมาตรา 4 วรรคสอง เพราะมาตรา 4 วรรคหนึ่งยกเว้นเฉพาะราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ส่วนนิติบุคคลผู้รับใบอนุญาตต้องส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550

ด่านตรวจใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนเอกชนและมหาวิทยาลัยเอกชน Licensing Chain & Statutory Approvals

การตรวจสอบใบอนุญาตจัดตั้งสถานศึกษา (Licensing Due Diligence) จะต้องแยกพิจารณารายประเภทของสถานศึกษาตามกฎหมาย:

  1. โรงเรียนเอกชนในระบบและโรงเรียนนานาชาติ (พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550):
  1. สถาบันอุดมศึกษาเอกชน (พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546):

การตรวจสอบสิทธิในที่ดินและอาคารเรียน Campus Real Estate, Zoning & Land Dedication Restrictions

อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในกิจการโรงเรียนมีข้อจำกัดทางกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองประโยชน์ทางการศึกษาของผู้เรียน:

การตรวจสอบสถานะแรงงานครูไทยและครูต่างชาติ Faculty Due Diligence, Kurusapa Licenses, & Teacher Welfare Fund

บุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนเอกชนมีกฎหมายควบคุมเฉพาะที่แตกต่างจากลูกจ้างในบริษัทเอกชนทั่วไป ดังแผนผังต่อไปนี้

[ครูและบุคลากรทางการศึกษา]

│

├── สถานะกฎหมาย ──► พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และการยกเว้นตามกฎกระทรวงภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (ต้องตรวจทั้งสองฉบับควบคู่กัน) [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]

│

├── ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ──► คุรุสภา (ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หรือหนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาต)

│

├── ครูต่างชาติ (Expatriate Faculty) ──► Work Permit + Non-B Visa + หนังสืออนุญาตคุรุสภา (ตรวจ 100%)

│

└── สิทธิประโยชน์/สวัสดิการ ──► กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน (ตรวจเช็กเงินสะสมและเงินสมทบค้างชำระ)

  1. สถานะสัญญาจ้างและกฎหมายคุ้มครอง: ครูโรงเรียนเอกชนได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ตราสารจัดตั้ง และข้อบังคับของโรงเรียน ส่วนข้อที่ว่าสัญญาจ้างครูโรงเรียนเอกชนไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ในกรณีเลิกจ้างหรือสวัสดิการ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ต้องพิจารณาจากตัวบท กล่าวคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568) มาตรา 4 วรรคหนึ่งบัญญัติมิให้ใช้บังคับพระราชบัญญัตินั้นแก่ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ส่วนนายจ้างประเภทอื่นจะได้รับยกเว้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนได้ก็แต่โดยกฎกระทรวงตามมาตรา 4 วรรคสอง ผู้ซื้อจึงต้องตรวจให้ได้ความว่ามีกฎกระทรวงยกเว้นโรงเรียนเอกชนในส่วนที่เกี่ยวกับครูหรือไม่ และยกเว้นในเรื่องใดบ้าง ก่อนสรุปว่าการเลิกจ้าง ค่าชดเชย และสวัสดิการของครูเป็นไปตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 แทนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน และระหว่างที่ยังไม่ได้ยืนยัน ให้ตรวจสถานะตามกฎหมายทั้งสองฉบับควบคู่กัน รวมทั้งตรวจว่านิติบุคคลใดเป็นนายจ้างของครู
  2. การตรวจสอบสิทธิการประกอบวิชาชีพ (Kurusapa Licensing): ครูไทยและครูต่างชาติที่ทำหน้าที่สอนต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หรือหนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากคุรุสภา ตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งต้องตรวจชื่อทางการ ขอบเขต และข้อยกเว้นของหน้าที่ดังกล่าวจากตัวบทฉบับทางการ [ต้องยืนยันมาตรา]
  3. การตรวจสอบครูต่างชาติ (Expatriate Faculty Compliance): ตรวจสอบหนังสือเดินทาง (Passport), วีซ่าทำงาน (Non-Immigrant B Visa) และใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ของครูต่างชาติทุกคนให้ครบถ้วน 100% การจ้างครูต่างชาติโดยไม่มี Work Permit หรือผิดประเภทวีซ่ามีความเสี่ยงต่อโทษทางอาญาและคำสั่งให้หยุดการสอน ซึ่งต้องตรวจฐานจากกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวและกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ทั้งชื่อทางการและบทบัญญัติที่ใช้บังคับ [ต้องยืนยันมาตรา]
  4. กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน (Teacher Welfare Fund): ตรวจสอบประวัติการหักเงินสะสมของครูและการส่งเงินสมทบของโรงเรียนเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ชื่อทางการของกองทุน] เพื่อป้องกันภาระหนี้ค้างชำระและค่าปรับย้อนหลัง และตรวจว่าโรงเรียนมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของลูกจ้างแยกต่างหากอีกกองทุนหนึ่งหรือไม่

LAS Practice Note: กลยุทธ์การร่างสัญญาซื้อขายหุ้น (SPA) สำหรับธุรกิจโรงเรียน

ในการทำสัญญาซื้อขายหุ้น (Share Purchase Agreement - SPA) สำหรับธุรกิจสถานศึกษา ควรมีข้อกำหนดเฉพาะดังนี้:

  1. การกำหนดเงื่อนไขบังคับก่อน (Conditions Precedent - CPs):
  1. คำรับรองและคำยืนยันของผู้ขาย (Reps & Warranties):
  1. กลไกการชดใช้ความเสียหายเฉพาะกรณี (Specific Indemnity):

ข้อต่อสู้ของผู้ขายกิจการโรงเรียนกับนักลงทุนหรือกองทุนการศึกษา Devil's Advocate

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

  1. โครงสร้างผู้ถือหุ้นเดิมมีนิติบุคคลต่างประเทศ B และผู้ถือหุ้นต่างด้าวอีก 2 ราย ถือหุ้นรวมกันร้อยละ 49 และมีนอมินีไทย 2 คนถือหุ้นรวมกันร้อยละ 51 จำนวนผู้ถือหุ้นไทยจึงมีเพียง 2 คนจากทั้งหมด 5 คน ซึ่งขัดต่อเกณฑ์จำนวนผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 [ต้องยืนยันมาตรา] และเมื่อผู้ถือหุ้นที่เป็นคนต่างด้าวมีจำนวน 3 รายจาก 5 ราย ซึ่งเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้น บริษัท A จึงมีสิทธิในที่ดินได้เสมือนกับคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 97 นอกจากนี้ หากการถือหุ้นของนอมินีเป็นการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ผู้เกี่ยวข้องอาจต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36 คือ ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งให้เลิกการถือหุ้นนั้น เมื่อธุรกิจนั้นเป็นธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว [ต้องยืนยันมาตรา: ธุรกิจการศึกษาอยู่ในบัญชีใดหรือไม่] และที่ดินที่ได้มาในฐานะเป็นเจ้าของแทนคนต่างด้าวอาจถูกอธิบดีจำหน่ายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 96
  2. โฉนดที่ดินแปลงขยายวิทยาเขตของโรงเรียนถูกนำไปจำนองไว้กับบุคคลภายนอกเพื่อประกันหนี้ส่วนตัวของผู้ถือหุ้นเดิม โดยไม่ได้ขอหนังสือยินยอมจากผู้มีอำนาจตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550
  1. ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น (Shareholding Restructuring): กำหนดเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนให้ยกเลิกการถือหุ้นแทนและจัดโครงสร้างใหม่ก่อนปิดดีล โดยปรับให้หุ้นที่ถือโดยคนต่างด้าวไม่เกินร้อยละ 49 ของทุนจดทะเบียน ซึ่งทำให้หุ้นที่ถือโดยผู้ที่มิใช่คนต่างด้าวมีไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 และให้จำนวนผู้ถือหุ้นที่เป็นคนต่างด้าวไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด ผ่านโครงสร้าง Joint Venture ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และยื่นแจ้งเปลี่ยนแปลงรายการต่อ สช. ทั้งนี้ หากยืนยันจากพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ได้ว่าเกณฑ์ของโรงเรียนเข้มงวดกว่านี้ ต้องใช้เกณฑ์ที่เข้มงวดกว่า [ต้องยืนยันมาตรา]
  2. ปลดจำนองที่ดิน (Mortgage Discharge): กำหนดเป็น Condition Precedent ให้ผู้ขายนำเงินไปชำระหนี้และถอนจำนองที่ดินแปลงขยายวิทยาเขต พร้อมยื่นเรื่องแจ้งต่อ สช. เพื่อให้ที่ดินปลอดภาระผูกพัน 100% ก่อนการโอนหุ้นและชำระเงินงวดสุดท้าย

Checklist 10 จุดตรวจสถานะความเสี่ยงธุรกิจการศึกษา Education Legal Due Diligence Checklist

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

การซื้อขายโรงเรียนเอกชน สามารถทำแบบ Asset Transfer โอนใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนได้หรือไม่?
ไม่สามารถโอนใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนโดยตรงได้ เนื่องจากใบอนุญาตจัดตั้งสถานศึกษาเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้รับใบอนุญาต หากต้องการเปลี่ยนนิติบุคคลผู้รับใบอนุญาต ต้องยื่นคำขออนุมัติเปลี่ยนตัวผู้รับใบอนุญาตต่อผู้มีอำนาจตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 หรือพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 แล้วแต่กรณี [ต้องยืนยันมาตรา] จึงนิยมใช้วิธี Share Deal ในนิติบุคคลเดิม แต่ผู้ซื้อยังต้องตรวจว่าการเปลี่ยนตัวกรรมการหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ต้องขออนุมัติหรือแจ้งต่อหน่วยงานกำกับดูแลหรือไม่ และบริษัทที่ผู้ซื้อเข้าซื้อหุ้นเป็นนิติบุคคลเดียวกับนายจ้างของครูและผู้ถือทรัพย์สินของโรงเรียนหรือไม่
หากโรงเรียนนำที่ดินไปจำนองธนาคารโดยไม่ได้รับอนุมัติจาก สช. จะมีผลอย่างไร?
การนำที่ดินหรืออาคารเรียนไปจำนองโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 [ต้องยืนยันมาตรา] มีผลสองด้าน ด้านแรกเป็นผลทางปกครอง คือ สช. มีอำนาจสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตแก้ไขให้ถูกต้อง หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกดำเนินการทางปกครอง สั่งระงับการรับนักเรียน หรือเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน ด้านที่สองเป็นผลต่อความสมบูรณ์ของสัญญาจำนอง ซึ่งต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ที่บัญญัติว่าการใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย การนั้นเป็นโมฆะ เมื่อได้ยืนยันถ้อยคำของข้อห้ามในพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนแล้ว ผลดังกล่าวกระทบสิทธิของผู้รับจำนองและเงื่อนไขการปลดจำนองในสัญญาซื้อขายหุ้นด้วย
ครูโรงเรียนเอกชนสามารถฟ้องร้องคดีต่อศาลแรงงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ได้หรือไม่?
ข้อที่ว่าสัญญาจ้างระหว่างโรงเรียนเอกชนกับครูไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ต้องพิจารณาจากตัวบท กล่าวคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568) มาตรา 4 วรรคหนึ่งบัญญัติมิให้ใช้บังคับพระราชบัญญัตินั้นแก่ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ส่วนนายจ้างประเภทอื่นจะได้รับยกเว้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนได้ก็แต่โดยกฎกระทรวงตามมาตรา 4 วรรคสอง ผู้ซื้อจึงต้องตรวจว่ามีกฎกระทรวงยกเว้นโรงเรียนเอกชนในส่วนที่เกี่ยวกับครูหรือไม่ และยกเว้นในเรื่องใดบ้าง ก่อนสรุปว่าสิทธิหน้าที่และการเลิกจ้างเป็นไปตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ตราสารจัดตั้ง และข้อบังคับของโรงเรียนแทน และระหว่างที่ยังไม่ได้ยืนยัน ให้ตรวจสถานะตามกฎหมายทั้งสองฉบับควบคู่กัน

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ