คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR
  1. เงื่อนไขการแปรสภาพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246/1 และมาตรา 1246/2: ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดจะแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดได้ต้องได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน (มาตรา 1246/1) ทุนเรือนหุ้นของบริษัทต้องเท่ากับส่วนลงหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนในห้างหุ้นส่วน และต้องกำหนดจำนวนหุ้นที่ตกได้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคน (มาตรา 1246/2 (2)) โดยเงินที่ชำระแล้วในแต่ละหุ้นต้องไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของมูลค่าหุ้น (มาตรา 1246/2 (3))
  2. การคุ้มครองเจ้าหนี้และผลของการจดทะเบียนตามมาตรา 1246/1 (2) มาตรา 1246/5 และมาตรา 1246/6: ห้างต้องประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราวและมีหนังสือบอกกล่าวไปยังบรรดาผู้ซึ่งรู้ว่าเป็นเจ้าหนี้ของห้าง เจ้าหนี้ผู้คัดค้านต้องส่งคำคัดค้านภายในสามสิบวันนับแต่วันที่บอกกล่าว และหากมีการคัดค้าน ห้างจะแปรสภาพมิได้จนกว่าจะได้ชำระหนี้หรือให้ประกันเพื่อหนี้นั้นแล้ว (มาตรา 1246/1 (2)) เมื่อจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดแล้ว ห้างเดิมหมดสภาพการเป็นห้างหุ้นส่วน (มาตรา 1246/5) และบริษัทย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของห้างเดิมทั้งหมด (มาตรา 1246/6) ซึ่งเป็นการรับช่วงโดยผลของกฎหมาย (Universal Succession)
  3. ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมตามมาตรา 1246/7: หากบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ที่รับมาจากห้างเดิมได้ เจ้าหนี้บังคับชำระหนี้เอาจากผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตามที่ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนต้องรับผิดในหนี้ของห้าง กล่าวคือ ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด (ไม่เฉพาะหุ้นส่วนผู้จัดการ) รับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวน (มาตรา 1246/7 ประกอบมาตรา 1077 (2) สำหรับห้างหุ้นส่วนจำกัด และมาตรา 1025 สำหรับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน) ส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดมีจำกัดความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้น (มาตรา 1077 (1)) และต้องพิจารณาประกอบกับมาตรา 1095 ซึ่งให้เจ้าหนี้ของห้างฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้ต่อเมื่อห้างเลิกกันแล้ว และได้เพียงจำนวนที่มาตรานั้นกำหนด ทั้งนี้ตัวบทมิได้บัญญัติไว้โดยตรงว่ามาตรา 1095 จะนำมาใช้กับการแปรสภาพซึ่งไม่ต้องเลิกห้างอย่างไร นอกจากนี้ ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่ยินยอมให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็นชื่อห้างต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด (มาตรา 1082) และผู้ที่สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างโดยไม่จำกัดจำนวน (มาตรา 1088) มาตรา 1246/7 มิได้กำหนดระยะเวลาสองปีไว้ ส่วนจะนำหลักที่จำกัดความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนไว้เพียงสองปีนับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วนตามมาตรา 1068 มาใช้กับกรณีแปรสภาพได้หรือไม่ ตัวบทมิได้บัญญัติไว้โดยตรง และ ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 LAS ยังมิได้ยืนยันแนวคำพิพากษาในประเด็นนี้ อย่างไรก็ดี แม้มาตรา 1246/7 มิได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของความรับผิด การเรียกให้ชำระหนี้ก็ยังอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยอายุความ (มาตรา 193/30) ส่วนจะใช้อายุความของหนี้เดิมและเริ่มนับเมื่อใด ตัวบทมิได้บัญญัติไว้โดยตรง

สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง

  1. ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มต้นธุรกิจในรูปแบบห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) เนื่องจากมีความเรียบง่ายในการจัดการ แต่เมื่อธุรกิจขยายตัวและต้องการความน่าเชื่อถือหรือต้องการจำกัดความรับผิดทางกฎหมาย จึงเลือกแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัด ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ "การคิดว่าเมื่อเป็นบริษัทแล้ว หนี้เก่าของ หจก. จะกลายเป็นหนี้ที่จำกัดความรับผิดทันที" หรือ "การกังวลว่าต้องทำสัญญาโอนทรัพย์สินใหม่ทุกรายการ" จุดพลิกสำคัญอยู่ที่มาตรา 1246/6 และมาตรา 1246/7 กล่าวคือ บริษัทรับไปทั้งหนี้ของห้าง แต่หากบริษัทไม่สามารถชำระหนี้นั้นได้ เจ้าหนี้ยังบังคับเอาจากผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมได้ตามความรับผิดที่แต่ละคนมีต่อหนี้ของห้าง ซึ่งมิได้จำกัดเฉพาะหุ้นส่วนผู้จัดการ บทความนี้จะช่วยให้ท่านเข้าใจกลไกการสวมสิทธิและความรับผิดที่ยังคงอยู่เพื่อการวางแผนที่ถูกต้อง

ภูมิทัศน์กฎหมายการแปรสภาพนิติบุคคลธุรกิจของไทย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 22 หมวด 4 ส่วนที่ 12)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติเรื่องการแปรสภาพห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นบริษัทจำกัดไว้ในลักษณะ 22 หมวด 4 บริษัทจำกัด ส่วนที่ 12 (มาตรา 1246/1 ถึงมาตรา 1246/7) เพื่อให้ธุรกิจเปลี่ยนรูปแบบองค์กรเป็นบริษัทจำกัดได้โดยไม่ต้องเลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีก่อนแล้วจัดตั้งบริษัทขึ้นใหม่ เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการแปรสภาพแล้ว ห้างเดิมหมดสภาพการเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด (มาตรา 1246/5) และบริษัทย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของห้างเดิมทั้งหมด (มาตรา 1246/6) ผลดังกล่าวเป็นการรับช่วงสิทธิและหน้าที่โดยผลของกฎหมาย มิใช่การที่ห้างเดิมดำรงอยู่ต่อไปในรูปแบบเดิม

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

ตารางต่อไปนี้สรุปข้อความทางกฎหมายที่เป็นแกนของบทความ พร้อมมาตราที่รองรับตามตัวบทประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับปัจจุบัน และสถานะการตรวจของแต่ละข้อความ

Claim IDหัวข้อทางกฎหมายการอ้างอิง ป.พ.พ.คำอธิบายโดยสรุปสถานะ
C-SHARE-14-01ความยินยอมและทุนเรือนหุ้นมาตรา 1246/1 และมาตรา 1246/2 (2) และ (3)การแปรสภาพต้องได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน ทุนเรือนหุ้นของบริษัทต้องเท่ากับส่วนลงหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน และเงินที่ชำระแล้วในแต่ละหุ้นต้องไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของมูลค่าหุ้นแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHARE-14-02การแจ้งนายทะเบียนและการบอกกล่าวเจ้าหนี้มาตรา 1246/1 (1) และ (2)แจ้งความยินยอมเป็นหนังสือต่อนายทะเบียนภายในสิบสี่วัน ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราว และมีหนังสือบอกกล่าวไปยังบรรดาผู้ซึ่งรู้ว่าเป็นเจ้าหนี้ของห้างแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHARE-14-03สิทธิคัดค้านของเจ้าหนี้มาตรา 1246/1 (2)เจ้าหนี้ส่งคำคัดค้านได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่บอกกล่าว หากมีการคัดค้าน ห้างจะแปรสภาพมิได้จนกว่าจะได้ชำระหนี้หรือให้ประกันเพื่อหนี้นั้นแล้วแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHARE-14-04การได้ไปซึ่งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดมาตรา 1246/6เมื่อจดทะเบียนแปรสภาพแล้ว บริษัทย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของห้างเดิมทั้งหมด (Universal Succession)แก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHARE-14-05ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมมาตรา 1246/7 ประกอบมาตรา 1077 มาตรา 1082 มาตรา 1088 มาตรา 1095 และมาตรา 193/30หากบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ที่รับมาจากห้างได้ เจ้าหนี้บังคับเอาจากผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตามที่แต่ละคนต้องรับผิดในหนี้ของห้าง ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวน ส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดต้องพิจารณามาตรา 1095 ซึ่งผูกสิทธิฟ้องร้องของเจ้าหนี้ไว้กับการที่ห้างเลิกกัน โดยตัวบทมิได้บัญญัติไว้โดยตรงว่าจะนำมาใช้กับการแปรสภาพอย่างไร แต่ผู้ที่เข้ากรณีตามมาตรา 1082 หรือมาตรา 1088 ต้องรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวน มาตรา 1246/7 มิได้กำหนดระยะเวลาสองปี การนำมาตรา 1068 มาใช้กับกรณีแปรสภาพยังไม่มีตัวบทบัญญัติไว้โดยตรง และการเรียกให้ชำระหนี้ยังอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยอายุความแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHARE-14-06การประชุม การส่งมอบกิจการ และการขอจดทะเบียนมาตรา 1246/2 ถึงมาตรา 1246/4ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนประชุมดำเนินการตามมาตรา 1246/2 หุ้นส่วนผู้จัดการเดิมส่งมอบกิจการภายในสิบสี่วัน หากผู้เป็นหุ้นส่วนยังไม่ได้ชำระเงินค่าหุ้นหรือชำระไม่ครบร้อยละยี่สิบห้าของมูลค่าหุ้น หรือยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินหรือทำเอกสารหลักฐานการใช้สิทธิ คณะกรรมการมีหนังสือแจ้งให้ดำเนินการ และผู้เป็นหุ้นส่วนต้องดำเนินการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง และคณะกรรมการขอจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่ดำเนินการตามมาตรา 1246/3 ครบถ้วนแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHARE-14-07ห้างเดิมหมดสภาพมาตรา 1246/5เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการแปรสภาพแล้ว ห้างเดิมหมดสภาพการเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด และนายทะเบียนหมายเหตุไว้ในทะเบียนแก้ไขแล้ว — LAS Audit

ข้อความทุกแถวได้ตรวจเทียบกับตัวบทมาตรา 1246/1 ถึงมาตรา 1246/7 และมาตราอื่นที่อ้างในตารางแล้ว ส่วนประเด็นที่ตัวบทมิได้บัญญัติไว้โดยตรง ได้แก่ ระยะเวลาสิ้นสุดความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนเดิม และวิธีพิสูจน์ว่าบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ได้ อธิบายไว้ในหัวข้อที่ 6 และหัวข้อที่ 8 และการนำมาตรา 1095 มาใช้กับผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในกรณีแปรสภาพ อธิบายไว้ในหัวข้อที่ 6 และหัวข้อที่ 9

วิเคราะห์ขั้นตอนมติและข้อตกลงของผู้เป็นหุ้นส่วน

ตามมาตรา 1246/1 หัวใจสำคัญคือ ความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน ซึ่งตัวบทมิได้บัญญัติข้อยกเว้นให้สัญญาจัดตั้งห้างกำหนดให้ใช้เสียงข้างมากหรือวิธีอื่นแทนได้ และเมื่อพ้นขั้นตอนคุ้มครองเจ้าหนี้แล้ว ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนยังต้องประชุมเพื่อให้ความยินยอมและดำเนินการตามมาตรา 1246/2 อีกชั้นหนึ่ง ประเด็นที่ต้องระวังคือการแปลง "ส่วนลงหุ้น" (Capital Contribution) ของห้างหุ้นส่วน ซึ่งอาจเป็นเงินสดหรือทรัพย์สิน ให้กลายเป็น "จำนวนหุ้น" และ "มูลค่าหุ้น" (Par Value) ของบริษัทจำกัด ทุนเรือนหุ้นของบริษัทต้องเท่ากับส่วนลงหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนในห้างหุ้นส่วน และต้องกำหนดจำนวนหุ้นที่ตกได้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคน (มาตรา 1246/2 (2)) โดยมูลค่าหุ้นแต่ละหุ้นต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท (มาตรา 1117 ซึ่งมาตรา 1246/2 ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับบริษัทจำกัดมาใช้บังคับโดยอนุโลม)

นอกจากนี้ ในการแปรสภาพต้องกำหนดเงินที่ได้ชำระแล้วในแต่ละหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของมูลค่าหุ้น (มาตรา 1246/2 (3)) หากผู้เป็นหุ้นส่วนยังไม่ได้ชำระเงินค่าหุ้นหรือชำระไม่ครบร้อยละยี่สิบห้าของมูลค่าหุ้น หรือยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินหรือทำเอกสารหลักฐานการใช้สิทธิต่าง ๆ ให้แก่คณะกรรมการ คณะกรรมการบริษัทต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้เป็นหุ้นส่วนดำเนินการดังกล่าว และผู้เป็นหุ้นส่วนต้องดำเนินการให้แก่คณะกรรมการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง (มาตรา 1246/3)

สิทธิการคัดค้านของเจ้าหนี้และข้อห้ามดำเนินการ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246/1 (2) กำหนดกลไกคุ้มครองเจ้าหนี้ไว้ว่า ห้างต้องประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราว และมีหนังสือบอกกล่าวไปยังบรรดาผู้ซึ่งรู้ว่าเป็นเจ้าหนี้ของห้าง เพื่อแจ้งว่าห้างประสงค์จะแปรสภาพเป็นบริษัทและขอให้เจ้าหนี้ผู้มีข้อคัดค้านส่งคำคัดค้านภายในสามสิบวันนับแต่วันที่บอกกล่าวนั้น ตัวบทมิได้ระบุว่าวันที่บอกกล่าวหมายถึงวันที่ส่งหนังสือ วันที่เจ้าหนี้ได้รับหนังสือ หรือวันที่ลงประกาศโฆษณา ในทางปฏิบัติ LAS แนะนำให้ส่งหนังสือบอกกล่าวทางไปรษณีย์ตอบรับเพื่อใช้เป็นหลักฐาน และนับกำหนดสามสิบวันอย่างระมัดระวังตามหมายเหตุในหัวข้อที่ 7 ห้างจะดำเนินการขั้นต่อไปตามมาตรา 1246/2 ได้ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนี้

  1. ไม่มีเจ้าหนี้รายใดส่งคำคัดค้านภายในสามสิบวันนับแต่วันที่บอกกล่าว
  2. มีการคัดค้าน แต่ห้างได้ชำระหนี้หรือให้ประกันเพื่อหนี้รายนั้นแล้ว เพราะหากมีการคัดค้าน ห้างจะแปรสภาพมิได้จนกว่าจะได้ชำระหนี้หรือให้ประกันเพื่อหนี้นั้นแล้ว (มาตรา 1246/1 (2) และมาตรา 1246/2)

ขั้นตอนนี้เป็นเงื่อนไขก่อนการแปรสภาพเท่านั้น ส่วนการที่บริษัทได้ไปซึ่งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของห้างเป็นผลของการจดทะเบียนแปรสภาพตามมาตรา 1246/6 มิใช่ผลของการที่ไม่มีเจ้าหนี้คัดค้าน

เจาะลึกมาตรา 1246/6 และมาตรา 1246/7: ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมต่อหนี้ที่บริษัทรับมาจากห้าง

นี่คือจุดที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างที่แปรสภาพ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แยกผลของการจดทะเบียนแปรสภาพไว้สองมาตรา มาตรา 1246/6 บัญญัติว่าเมื่อจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดแล้ว บริษัทย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของห้างเดิมทั้งหมด บริษัทจึงเป็นผู้ต้องชำระหนี้ที่ห้างก่อไว้ ส่วนความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมต่อหนี้เหล่านั้นอยู่ในมาตรา 1246/7 ซึ่งบัญญัติว่า

มาตรา 1246/7 เมื่อจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดแล้ว หากบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ที่รับมาจากห้างหุ้นส่วนที่แปรสภาพได้ ให้เจ้าหนี้บังคับชำระหนี้เอาจากผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนที่แปรสภาพได้ตามที่ผู้เป็นหุ้นส่วนจะต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วน

ถ้อยคำของมาตรา 1246/7 ทำให้ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมมีลักษณะสำคัญสามประการ ดังนี้

ระยะเวลาของความรับผิด: สิ่งที่ตัวบทบัญญัติและสิ่งที่ตัวบทมิได้บัญญัติไว้โดยตรง

มาตรา 1246/7 มิได้กำหนดระยะเวลาสองปีหรือระยะเวลาอื่นใดไว้ ข้อความที่ว่าผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมรับผิดต่อไปเพียงสองปีนับแต่วันจดทะเบียนแปรสภาพจึงไม่มีฐานจากบทบัญญัติมาตรา 1246/1 ถึงมาตรา 1246/7 ระยะเวลาสองปีที่ปรากฏในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นบทบัญญัติสำหรับกรณีอื่น ได้แก่ มาตรา 1068 ซึ่งจำกัดความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนอันเกี่ยวแก่หนี้ที่ห้างก่อขึ้นก่อนตนออกจากหุ้นส่วนไว้เพียงสองปีนับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วน และมาตรา 1272 ซึ่งห้ามฟ้องคดีเรียกหนี้สินซึ่งห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นลูกหนี้อยู่ในฐานเช่นนั้นเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ขณะที่กระบวนการตามมาตรา 1246/1 ถึงมาตรา 1246/7 ไม่มีขั้นตอนการชำระบัญชี

จะนำหลักตามมาตรา 1068 มาใช้กับผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างที่แปรสภาพได้หรือไม่ ตัวบทมิได้บัญญัติไว้โดยตรง และ ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 LAS ยังมิได้ยืนยันแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหรือตำราที่วินิจฉัยประเด็นนี้ LAS จึงยังไม่อาจสรุปได้ ทั้งในทางที่ว่าความรับผิดสิ้นสุดเมื่อครบสองปีตามมาตรา 1068 และในทางที่ว่าความรับผิดไม่สิ้นสุดลงตามกำหนดสองปีของมาตรา 1068 ข้อโต้แย้งของแต่ละฝ่ายอธิบายไว้ในหัวข้อที่ 8

อย่างไรก็ดี แม้จะถือว่ามาตรา 1068 ไม่ใช้บังคับ สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ต่อผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมก็ยังอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยอายุความ ซึ่งหากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ย่อมมีกำหนดสิบปี (มาตรา 193/30) ทั้งนี้ ตัวบทมิได้บัญญัติไว้โดยตรงว่าสิทธิเรียกร้องตามมาตรา 1246/7 ต้องใช้อายุความเดียวกับหนี้เดิมหรือไม่ และเริ่มนับเมื่อใด ซึ่งมาตรา 193/12 ให้อายุความเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ และ ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 LAS ยังมิได้ยืนยันแนวคำพิพากษาในประเด็นนี้ อายุความเฉพาะของหนี้แต่ละประเภทและวิธีนับอายุความจึงต้องพิจารณาเป็นรายกรณี

LAS Practice Note: ไทม์ไลน์และขั้นตอน 8 ขั้นตอน

ตัวบทกำหนดลำดับที่แน่นอนตั้งแต่การประชุมผู้เป็นหุ้นส่วนตามมาตรา 1246/2 เป็นต้นไป กล่าวคือ การประชุมตามมาตรา 1246/2 จะทำได้เมื่อไม่มีการคัดค้าน หรือมีการคัดค้านแต่ห้างได้ชำระหนี้หรือให้ประกันเพื่อหนี้นั้นแล้ว กำหนดสิบสี่วันตามมาตรา 1246/3 เริ่มนับเมื่อดำเนินการตามมาตรา 1246/2 เสร็จสิ้น และกำหนดสิบสี่วันตามมาตรา 1246/4 เริ่มนับเมื่อดำเนินการตามมาตรา 1246/3 ครบถ้วน ส่วนกำหนดสิบสี่วันในการแจ้งนายทะเบียนตามมาตรา 1246/1 (1) นับจากวันที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนให้ความยินยอม มิใช่นับจากการเสร็จสิ้นของขั้นตอนอื่น และตัวบทมิได้กำหนดลำดับระหว่างการแจ้งนายทะเบียนกับการประกาศโฆษณาและบอกกล่าวเจ้าหนี้ตามมาตรา 1246/1 (2) การเรียงขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 ด้านล่างจึงเป็นการเรียงเพื่อความสะดวกในการอธิบาย มิใช่ลำดับที่ตัวบทบังคับ ขั้นตอนทั้งแปดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246/1 ถึงมาตรา 1246/4 และข้อแนะนำทางปฏิบัติของ LAS มีดังต่อไปนี้

  1. ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนให้ความยินยอมและแจ้งนายทะเบียน: เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนให้ความยินยอมให้แปรสภาพแล้ว ต้องแจ้งความยินยอมนั้นเป็นหนังสือต่อนายทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนให้ความยินยอม (มาตรา 1246/1 (1))
  2. ประกาศโฆษณาและบอกกล่าวเจ้าหนี้: ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราว และมีหนังสือบอกกล่าวไปยังบรรดาผู้ซึ่งรู้ว่าเป็นเจ้าหนี้ของห้าง แจ้งว่าห้างประสงค์จะแปรสภาพเป็นบริษัทและขอให้เจ้าหนี้ผู้มีข้อคัดค้านส่งคำคัดค้าน (มาตรา 1246/1 (2)) ในทางปฏิบัติ LAS แนะนำให้ส่งหนังสือบอกกล่าวทางไปรษณีย์ตอบรับเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
  3. รอกำหนดเวลาคัดค้าน: เจ้าหนี้ผู้คัดค้านต้องส่งคำคัดค้านภายในสามสิบวันนับแต่วันที่บอกกล่าว (มาตรา 1246/1 (2))
  4. จัดการข้อคัดค้าน (ถ้ามี): หากมีการคัดค้าน ห้างจะแปรสภาพมิได้จนกว่าจะได้ชำระหนี้หรือให้ประกันเพื่อหนี้นั้นแล้ว (มาตรา 1246/1 (2))
  5. ประชุมผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน: เมื่อไม่มีการคัดค้าน หรือมีการคัดค้านแต่ห้างได้ชำระหนี้หรือให้ประกันแล้ว ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องประชุมเพื่อให้ความยินยอมและจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับ (ถ้ามี) กำหนดทุนเรือนหุ้นซึ่งต้องเท่ากับส่วนลงหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน กำหนดจำนวนหุ้นที่ตกได้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคน กำหนดเงินที่ได้ชำระแล้วในแต่ละหุ้นซึ่งต้องไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของมูลค่าหุ้น กำหนดชนิดของหุ้น แต่งตั้งกรรมการและกำหนดอำนาจของกรรมการ และแต่งตั้งผู้สอบบัญชี (มาตรา 1246/2)
  6. ส่งมอบกิจการและเรียกให้ชำระค่าหุ้น: หุ้นส่วนผู้จัดการเดิมต้องส่งมอบกิจการ ทรัพย์สิน บัญชี เอกสาร และหลักฐานต่าง ๆ ของห้างให้แก่คณะกรรมการบริษัทภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ดำเนินการตามมาตรา 1246/2 เสร็จสิ้น หากผู้เป็นหุ้นส่วนรายใดยังมิได้ชำระค่าหุ้นหรือชำระไม่ครบร้อยละยี่สิบห้าของมูลค่าหุ้น หรือยังมิได้โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินหรือทำเอกสารหลักฐานการใช้สิทธิ คณะกรรมการต้องมีหนังสือแจ้งให้ดำเนินการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง (มาตรา 1246/3)
  7. ขอจดทะเบียนการแปรสภาพ: คณะกรรมการบริษัทต้องขอจดทะเบียนการแปรสภาพต่อนายทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการตามมาตรา 1246/3 ครบถ้วน โดยยื่นรายงานการประชุมตามมาตรา 1246/2 หนังสือบริคณห์สนธิ ข้อบังคับ และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นพร้อมคำขอ (มาตรา 1246/4) เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนแล้ว ห้างเดิมหมดสภาพการเป็นห้างหุ้นส่วน (มาตรา 1246/5) และบริษัทได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของห้างเดิม (มาตรา 1246/6)
  8. จัดการเลขประจำตัวผู้เสียภาษี: แจ้งเปลี่ยนแปลงสถานะต่อนายทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ตารางต่อไปนี้สรุปกำหนดเวลาที่ตัวบทบัญญัติไว้พร้อมจุดเริ่มนับของแต่ละกำหนด ซึ่งเป็นจุดที่มักคลาดเคลื่อนในทางปฏิบัติ

ขั้นตอนกำหนดเวลาเริ่มนับจากฐานกฎหมาย
แจ้งความยินยอมต่อนายทะเบียนภายในสิบสี่วันวันที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนให้ความยินยอมมาตรา 1246/1 (1)
เจ้าหนี้ส่งคำคัดค้านภายในสามสิบวันวันที่บอกกล่าว (ตัวบทใช้ถ้อยคำว่า "นับแต่วันที่บอกกล่าวนั้น" โปรดดูหมายเหตุใต้ตาราง)มาตรา 1246/1 (2)
หุ้นส่วนผู้จัดการเดิมส่งมอบกิจการแก่คณะกรรมการภายในสิบสี่วันวันที่ดำเนินการตามมาตรา 1246/2 เสร็จสิ้นมาตรา 1246/3
ผู้เป็นหุ้นส่วนชำระค่าหุ้น โอนกรรมสิทธิ์ หรือทำเอกสารหลักฐานการใช้สิทธิภายในสามสิบวันวันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากคณะกรรมการมาตรา 1246/3
คณะกรรมการขอจดทะเบียนการแปรสภาพภายในสิบสี่วันวันที่ดำเนินการตามมาตรา 1246/3 ครบถ้วนมาตรา 1246/4

หมายเหตุเรื่องจุดเริ่มนับกำหนดคัดค้าน: มาตรา 1246/1 (2) บัญญัติให้เจ้าหนี้ส่งคำคัดค้านไปภายในสามสิบวัน "นับแต่วันที่บอกกล่าวนั้น" โดยมิได้ระบุว่าหมายถึงวันที่ส่งหนังสือบอกกล่าว วันที่เจ้าหนี้ได้รับหนังสือ หรือวันที่ลงประกาศโฆษณา และเมื่อมีเจ้าหนี้หลายราย วันที่บอกกล่าวแก่เจ้าหนี้แต่ละรายอาจไม่ตรงกัน ข้อแนะนำทางปฏิบัติของ LAS คือ ควรรอให้พ้นสามสิบวันนับจากวันที่หลังสุดระหว่างวันที่ลงประกาศโฆษณากับวันที่เจ้าหนี้รายสุดท้ายได้รับหนังสือบอกกล่าว และควรสอบถามแนวปฏิบัติของนายทะเบียนก่อนดำเนินการตามมาตรา 1246/2

กำหนดเวลาทั้งห้ารายการในตารางเป็นบทบัญญัติของกฎหมาย ส่วนขั้นตอนที่ 8 เรื่องภาษีเป็นข้อแนะนำทางปฏิบัติของ LAS ซึ่งต้องตรวจตามกฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย

ข้อต่อสู้ระหว่างฝ่ายบริษัทที่เกิดจากการแปรสภาพและผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมกับเจ้าหนี้เดิมของห้าง Devil's Advocate

ข้อพิพาทหลังการแปรสภาพมักเกิดในสามประเด็น คือ ขอบเขตของสิ่งที่บริษัทรับมาจากห้าง เงื่อนไขที่เจ้าหนี้จะบังคับเอาจากผู้เป็นหุ้นส่วนเดิม และระยะเวลาความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนเดิม ตัวบทตอบประเด็นแรกได้ชัดเจน แต่ประเด็นที่สองและที่สามยังต้องอาศัยการวินิจฉัยของศาล

เมื่อชั่งน้ำหนักข้อโต้แย้งทั้งสองด้าน และเนื่องจาก ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 LAS ยังมิได้ยืนยันแนวคำพิพากษาที่วินิจฉัยประเด็นนี้โดยตรง LAS เห็นว่าผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมควรวางแผนบนสมมติฐานที่ระมัดระวังว่าความรับผิดตามมาตรา 1246/7 อาจยังมีอยู่เกินกว่าสองปี จนกว่าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้จะขาดอายุความ

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

ห้างหุ้นส่วนจำกัด D (ผู้รับเหมาก่อสร้าง) มีส่วนลงหุ้นรวม 10 ล้านบาท และมีหนี้กับสถาบันการเงิน 25 ล้านบาท ผู้เป็นหุ้นส่วนมีสามคน คือ A ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ B ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดซึ่งมิได้เป็นผู้จัดการ และ C ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดซึ่งรับจะลงหุ้น 2 ล้านบาท ต่อมาผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งสามคนตกลงแปรสภาพห้างเป็น บริษัท D จำกัด

Checklist 12 จุดตรวจการแปรสภาพห้างหุ้นส่วนเป็นบริษัทจำกัด

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

ต้องเลิกห้างหุ้นส่วนก่อนหรือไม่?
ไม่ต้อง เพราะกฎหมายให้แปรสภาพได้โดยไม่ต้องเลิกและชำระบัญชี เมื่อจดทะเบียนแล้วห้างเดิมหมดสภาพการเป็นห้างหุ้นส่วน (มาตรา 1246/5) และบริษัทย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดของห้างเดิมทั้งหมด (มาตรา 1246/6)
เจ้าหนี้ใหม่หลังแปรสภาพ ฟ้องผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมให้รับผิดโดยไม่จำกัดจำนวนได้หรือไม่?
ไม่ได้โดยอาศัยมาตรา 1246/7 เพราะมาตรา 1246/7 ให้เจ้าหนี้บังคับเอาจากผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมได้เฉพาะหนี้ที่บริษัทรับมาจากห้างหุ้นส่วนที่แปรสภาพ และเฉพาะเมื่อบริษัทไม่สามารถชำระหนี้นั้นได้ หนี้ที่เกิดขึ้นหลังจดทะเบียนแปรสภาพเป็นหนี้ของบริษัทเอง ซึ่งผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ (มาตรา 1096) เว้นแต่ผู้นั้นจะเข้าผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เป็นการส่วนตัว เช่น ในฐานะผู้ค้ำประกัน
ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมต่อหนี้ของห้างสิ้นสุดเมื่อครบสองปีนับแต่วันจดทะเบียนแปรสภาพหรือไม่?
มาตรา 1246/7 มิได้กำหนดระยะเวลาสองปีหรือระยะเวลาอื่นใดไว้ ระยะเวลาสองปีตามมาตรา 1068 เป็นบทบัญญัติสำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนที่ออกจากห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน และจะนำมาใช้กับกรณีแปรสภาพได้หรือไม่ ตัวบทมิได้บัญญัติไว้โดยตรง และ ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 LAS ยังมิได้ยืนยันแนวคำพิพากษาในประเด็นนี้ ผู้เป็นหุ้นส่วนเดิมจึงไม่ควรวางแผนโดยถือว่าความรับผิดสิ้นสุดเมื่อครบสองปี อย่างไรก็ดี แม้มาตรา 1246/7 มิได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของความรับผิด การเรียกให้ชำระหนี้ยังอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยอายุความ ซึ่งหากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ย่อมมีกำหนดสิบปี (มาตรา 193/30)

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ