คำตอบสั้น — Quick Answer / TL;DR

การเลิกบริษัทจำกัดและการชำระบัญชี (Dissolution & Liquidation) มีขั้นตอนตามกฎหมายและหน้าที่บังคับเด็ดขาดที่ผู้ชำระบัญชี (Liquidator) ต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1247 ถึงมาตรา 1273 รวม 3 ประการสำคัญ: (1) การตั้งผู้ชำระบัญชีและการจดทะเบียนเลิก: เว้นแต่ข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กรรมการทุกคนจะเป็นผู้ชำระบัญชีโดยผลของกฎหมาย (มาตรา 1251) และต้องนำมติพิเศษเลิกบริษัทไป จดทะเบียนเลิกต่อนายทะเบียน ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 14 วัน (มาตรา 1254) (2) หน้าที่ประกาศโฆษณาและแจ้งเตือนเจ้าหนี้: ผู้ชำระบัญชีต้องกระทำภายใน 14 วันนับแต่วันที่เลิกบริษัท (หรือนับแต่วันที่ศาลตั้งผู้ชำระบัญชี) คือ ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราว และส่งคำบอกกล่าวอย่างเดียวกันเป็นจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ไปยังเจ้าหนี้ทุกคนที่ปรากฏชื่อในสมุดบัญชีหรือเอกสารของบริษัท เพื่อให้เจ้าหนี้ยื่นคำทวงหนี้ (มาตรา 1253) (3) ลำดับการชำระหนี้และการห้ามจ่ายเงินคืนผู้ถือหุ้นก่อนเคลียร์หนี้: ตามมาตรา 1269 ทรัพย์สินของบริษัทแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัท หากผู้ชำระบัญชีฝ่าฝืนหน้าที่ อาจต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายตามหน้าที่ของผู้ชำระบัญชี (มาตรา 1250) และหลักว่าด้วยตัวแทนซึ่งใช้แก่กรรมการ (มาตรา 1167 และมาตรา 812) นอกจากนี้ อาจมีความผิดทางพินัยตาม พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 37 ซึ่งกำหนดค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองหมื่นบาทแก่ผู้ชำระบัญชีที่แบ่งคืนทรัพย์สินโดยฝ่าฝืนมาตรา 1269 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

สถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมักพบจริง

  1. เหตุการณ์: กรรมการและผู้ถือหุ้นตกลงเลิกบริษัทที่หยุดประกอบกิจการ โดยจัดประชุมมีมติพิเศษเลิกบริษัท และตั้งกรรมการผู้จัดการเป็นผู้ชำระบัญชี บริษัทมีเงินสดคงเหลือ 10 ล้านบาท และมีหนี้ค้างชำระค่าภาษีและค่าสินค้าคู่ค้า 4 ล้านบาท
  2. ความเข้าใจผิด: ผู้ชำระบัญชีคิดว่าเงินในบัญชีบริษัทเป็นของตนและผู้ถือหุ้น จึงสั่งโอนเงินสด 10 ล้านบาทแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นทันที แล้วค่อยนำทรัพย์สินอื่นไปทยอยจ่ายเจ้าหนี้ในภายหลัง
  3. จุดพลิก: เจ้าหนี้คู่ค้าไม่ได้รับชำระหนี้ และกรมสรรพากรเข้าตรวจสอบพบภาษีค้างชำระ เจ้าหนี้จึงฟ้องร้องผู้ชำระบัญชีเป็นคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย และแจ้งเรื่องต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ดำเนินการปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 37 หากศาลวินิจฉัยว่าผู้ชำระบัญชีแบ่งทรัพย์สินคืนผู้ถือหุ้นโดยไม่กันเงินไว้ชำระหนี้และเป็นเหตุให้เจ้าหนี้เสียหาย ผู้ชำระบัญชีอาจต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นการส่วนตัวเพียงเท่าที่ศาลกำหนด ซึ่งไม่จำเป็นต้องเท่ากับหนี้ 4 ล้านบาทของบริษัท ส่วนความรับผิดทางพินัยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 37 ซึ่งกำหนดค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองหมื่นบาท (ผลในสถานการณ์นี้เป็นข้อสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย มิใช่คำพิพากษาที่เกิดขึ้นจริง)
  4. สิ่งที่ได้จากบทความ: แผนผังขั้นตอนการเลิกและชำระบัญชี 6 ขั้นตอน, ลำดับการจัดสรรหนี้สินตามกฎหมาย, ขอบเขตความรับผิดส่วนตัวของผู้ชำระบัญชี, กำหนดเวลาสองปีที่ห้ามฟ้องคดีเรียกหนี้ซึ่งบริษัท ผู้ถือหุ้น หรือผู้ชำระบัญชีเป็นลูกหนี้ นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชีตามมาตรา 1272, และ Checklist 13 จุดตรวจการชำระบัญชี

แกนหลักของกฎหมายการเลิกบริษัท

การเลิกบริษัทไม่ได้ทำให้สภาพนิติบุคคลสิ้นสุดลงในทันที ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 บัญญัติว่า "ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้ว่าจะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี" ทั้งนี้ เมื่อบริษัทเลิก หน้าที่ของกรรมการเปลี่ยนเป็นหน้าที่ชำระบัญชีตามมาตรา 1250 ซึ่งได้แก่การชำระสะสางการงานของบริษัทให้เสร็จไป การจัดการใช้หนี้เงิน และการแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัท โดยเมื่อบริษัทเลิกกันเพราะเหตุอื่นนอกจากล้มละลาย กรรมการย่อมเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1251 เว้นแต่ข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และยังคงมีอำนาจโดยตำแหน่งเดิมตามมาตรา 1252

ผลกระทบเชิงธุรกิจ Business Consequences

กรอบกฎหมายและ Claim Ledger Legal Framework

Claim IDข้อความทางกฎหมายที่ยืนยันฐานกฎหมายปฐมภูมิตำแหน่งในแหล่งสถานะ
C-SHARE-09-01เว้นแต่ข้อบังคับจะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กรรมการทุกคนย่อมเป็นผู้ชำระบัญชีป.พ.พ. มาตรา 1251ลักษณะ 22 หมวด 5 การชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัดตรวจตรงตัวบท — LAS Audit
C-SHARE-09-02ผู้ชำระบัญชีต้องกระทำภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่เลิกบริษัท (หรือนับแต่วันที่ศาลตั้งผู้ชำระบัญชี) คือ (1) ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราว เพื่อให้เจ้าหนี้ยื่นคำทวงหนี้ และ (2) ส่งคำบอกกล่าวอย่างเดียวกันเป็นจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ไปยังเจ้าหนี้ทุกคนที่ปรากฏชื่อในสมุดบัญชีหรือเอกสารของบริษัทป.พ.พ. มาตรา 1253ลักษณะ 22 หมวด 5 การชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัดแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHARE-09-03ผู้ชำระบัญชีต้องนำมติเลิกบริษัทและชื่อผู้ชำระบัญชีไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่เลิกบริษัทป.พ.พ. มาตรา 1254ลักษณะ 22 หมวด 5 การชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัดตรวจตรงตัวบท — LAS Audit
C-SHARE-09-04ทรัพย์สินของบริษัทแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทป.พ.พ. มาตรา 1269ลักษณะ 22 หมวด 5 การชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัดแก้ไขแล้ว — LAS Audit
C-SHARE-09-05ในคดีฟ้องเรียกหนี้ซึ่งบริษัท ผู้ถือหุ้น หรือผู้ชำระบัญชีเป็นลูกหนี้อยู่ในฐานเช่นนั้น ห้ามฟ้องเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี และวันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชีคือวันที่จดทะเบียนผลการประชุมอนุมัติรายงานการชำระบัญชีป.พ.พ. มาตรา 1272 และมาตรา 1270ลักษณะ 22 หมวด 5 การชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัดแก้ไขแล้ว — LAS Audit

แผนผัง 6 ขั้นตอนกระบวนการชำระบัญชีตาม ป.พ.พ.

  1. ขั้นตอนที่ 1: ลงมติพิเศษเลิกบริษัท: ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษให้เลิกบริษัทด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน (มาตรา 1236 (4) และมาตรา 1194) เว้นแต่ข้อบังคับกำหนดเป็นอย่างอื่น กรรมการย่อมเข้าเป็นผู้ชำระบัญชี (มาตรา 1251)
  2. ขั้นตอนที่ 2: จดทะเบียนเลิก ณ DBD ภายใน 14 วัน: ผู้ชำระบัญชียื่นจดทะเบียนเลิกบริษัทต่อนายทะเบียน (นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) (มาตรา 1254)
  3. ขั้นตอนที่ 3: ประกาศในหนังสือพิมพ์และส่งคำบอกกล่าวถึงเจ้าหนี้: ภายใน 14 วันนับแต่วันที่เลิกบริษัท (หรือนับแต่วันที่ศาลตั้งผู้ชำระบัญชี) ผู้ชำระบัญชีประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราว และส่งคำบอกกล่าวอย่างเดียวกันเป็นจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ไปยังเจ้าหนี้ทุกคนที่ปรากฏชื่อในสมุดบัญชีหรือเอกสารของบริษัท (มาตรา 1253)
  4. ขั้นตอนที่ 4: จัดทำงบดุลและเรียกประชุมใหญ่: ผู้ชำระบัญชีทำงบดุลโดยเร็วที่สุดที่เป็นวิสัยจะทำได้ ส่งให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบลงสำคัญว่าถูกต้อง แล้วเรียกประชุมใหญ่ (มาตรา 1255) ซึ่งที่ประชุมรับรองผู้ชำระบัญชีหรือเลือกตั้งผู้ชำระบัญชีใหม่ และอนุมัติงบดุล (มาตรา 1256)
  5. ขั้นตอนที่ 5: ชำระหนี้และเคลียร์ภาษีสรรพากร: ทยอยสะสางหนี้สิน เรียกเก็บลูกหนี้ จำหน่ายทรัพย์สิน (มาตรา 1250 และมาตรา 1259) และปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีต่อกรมสรรพากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 72 ซึ่งให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่ร่วมกันแจ้งการเลิกต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิก และยื่นรายการและเสียภาษีภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 68 และมาตรา 69 โดยอนุโลม หากบริษัทเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องแจ้งการเลิกประกอบกิจการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ และคืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการแจ้ง (ประมวลรัษฎากร มาตรา 85/15) ส่วนหน้าที่ทางภาษีอื่นต้องตรวจแยกต่างหาก [ต้องยืนยันแหล่งที่มา]
  6. ขั้นตอนที่ 6: ประชุมอนุมัติเสร็จสิ้นการชำระบัญชีและจดทะเบียนเสร็จ: เรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อแถลงรายงานการชำระบัญชี และยื่นจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ณ DBD ภายใน 14 วัน (มาตรา 1270 และมาตรา 1271)

ลำดับสิทธิการได้รับชำระหนี้ Distribution Hierarchy

ผู้ชำระบัญชีต้องจัดสรรเงินสดที่ได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินตามลำดับบุริมสิทธิตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด:

ลำดับประเภทหนี้และสิทธิเรียกร้องฐานกฎหมาย
ลำดับที่ 1ค่าใช้จ่ายในการชำระบัญชี (ค่าทนายความ ค่าสอบบัญชี ค่าธรรมเนียม DBD)ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1263 ประกอบมาตรา 253 (1) และมาตรา 254 (บุริมสิทธิในค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์อันร่วมกัน ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการชำระบัญชี)
ลำดับที่ 2ค่าภาษีอากรค้างชำระ (สรรพากร ศุลกากร สรรพสามิต) และเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเพื่อการงานที่ได้ทำให้แก่นายจ้าง (ค่าจ้างแรงงานและค่าชดเชย) ซึ่งมีบุริมสิทธิสามัญในลำดับเดียวกัน หากทรัพย์สินไม่พอ ผู้ทรงบุริมสิทธิในลำดับเสมอกันได้รับชำระเฉลี่ยตามส่วนค่าภาษีอากรและเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเพื่อการงานที่ได้ทำให้แก่นายจ้างมีบุริมสิทธิสามัญในลำดับเดียวกัน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 253 (3) ประกอบมาตรา 277) บุริมสิทธิในค่าภาษีอากรใช้สำหรับภาษีอากรที่ค้างชำระในปีปัจจุบันและก่อนนั้นขึ้นไปอีกปีหนึ่ง (มาตรา 256) บุริมสิทธิของลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ครอบคลุมเงินนับถอยหลังขึ้นไปสี่เดือนและรวมไม่เกินหนึ่งแสนบาทต่อลูกจ้างหนึ่งคน (มาตรา 257) ส่วนหนี้เงินที่นายจ้างต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568) มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของนายจ้างในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในค่าภาษีอากร (พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11) โดยตัวบทมาตรานี้มิได้กำหนดเพดานอย่างมาตรา 257 หากทรัพย์สินไม่พอ เจ้าหนี้ผู้ทรงบุริมสิทธิในลำดับเสมอกันได้รับชำระเฉลี่ยตามส่วน (มาตรา 280)
ลำดับที่ 3เจ้าหนี้สามัญไม่มีหลักประกัน (คู่ค้าทางการค้า, ผู้ให้กู้)เจ้าหนี้สามัญซึ่งไม่มีหลักประกันได้รับชำระหลังเจ้าหนี้ผู้ทรงบุริมสิทธิ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 251)
ลำดับสุดท้ายผู้ถือหุ้น: คืนทุนตามมูลค่าหุ้นที่ชำระแล้ว และแบ่งกำไรสะสมส่วนที่เหลือทรัพย์สินของบริษัทจะแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัท (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1269) ส่วนวิธีแบ่งระหว่างผู้ถือหุ้นแต่ละชนิดนั้น มาตรา 1269 มิได้บัญญัติไว้ จึงเป็นไปตามข้อบังคับของบริษัทและสิทธิของหุ้นแต่ละชนิด (เช่น หุ้นบุริมสิทธิตามมาตรา 1142)

เจ้าหนี้มีหลักประกัน (พิจารณาแยกจากตารางข้างต้น): ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เจ้าหนี้มีหลักประกันได้รับชำระจากทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันก่อนเจ้าหนี้ผู้ทรงบุริมสิทธิสามัญ กล่าวคือ ผู้รับจำนำมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้ทรงบุริมสิทธิในลำดับที่หนึ่งตามมาตรา 278 (มาตรา 282) ซึ่งอยู่ในลำดับก่อนบุริมสิทธิสามัญ เว้นแต่บุริมสิทธิในค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์อันร่วมกันต่อเจ้าหนี้ผู้ได้รับประโยชน์ (มาตรา 277) ส่วนบุริมสิทธิสามัญจะยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้ลงทะเบียนสิทธิไว้ เช่น ผู้รับจำนอง ไม่ได้ (มาตรา 284) และผู้ทรงบุริมสิทธิสามัญต้องรับชำระหนี้จากสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ก่อน เมื่อยังไม่พอจึงรับชำระจากอสังหาริมทรัพย์ได้ โดยในส่วนอสังหาริมทรัพย์ต้องรับชำระจากอสังหาริมทรัพย์ที่มิได้ตกอยู่ในฐานเป็นหลักประกันพิเศษเสียก่อน (มาตรา 283) ผู้รับจำนองได้รับชำระจากเงินสุทธิที่ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองตามลำดับ (มาตรา 732) หากบังคับหลักประกันแล้วยังขาด กรณีจำนำลูกหนี้ยังต้องรับผิดในส่วนที่ขาด (มาตรา 767) กรณีจำนองลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตามมาตรา 733 ส่วนหลักประกันทางธุรกิจให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 มาตรา 29 ซึ่งให้ผู้รับหลักประกันมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันก่อนเจ้าหนี้สามัญ

LAS Practice Note — หนี้ที่เจ้าหนี้มิได้มาทวง หรือหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนด

หากมีเจ้าหนี้ซึ่งมิได้มาทวงถามให้ใช้หนี้ ผู้ชำระบัญชี จะถือว่าหนี้นั้นระงับไปไม่ได้ และต้อง วางเงินเท่าจำนวนหนี้นั้นตามบทบัญญัติว่าด้วยการวางทรัพย์สินแทนการชำระหนี้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1264 มาตรา 331 และมาตรา 333) โดยหลักต้องวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ประจำตำบลที่จะต้องชำระหนี้ และต้องบอกกล่าวให้เจ้าหนี้ทราบการที่ได้วางทรัพย์นั้นโดยพลัน (มาตรา 333) ส่วนหนี้ที่ยังพิพาทอยู่ในศาลหรือยังไม่ถึงกำหนดชำระนั้น มาตรา 1269 อนุญาตให้แบ่งคืนแก่ผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัท จึงไม่ควรรีบแบ่งเงินคืนผู้ถือหุ้นโดยมิได้กันเงินไว้สำหรับหนี้ดังกล่าว [ต้องยืนยันมาตรา: วิธีการกันเงินสำหรับหนี้ที่ยังพิพาทหรือยังไม่ถึงกำหนด]

ข้อต่อสู้ของเจ้าหนี้กับผู้ชำระบัญชี Devil's Advocate

ข้ออ้างของผู้ชำระบัญชีข้อต่อสู้ของเจ้าหนี้ตามกฎหมายไทยหลักฐานที่ชี้ขาด
เจ้าหนี้ไม่มายื่นทวงหนี้ตามประกาศในหนังสือพิมพ์ จึงหมดสิทธิการไม่ยื่นทวงหนี้ตามประกาศในหนังสือพิมพ์ไม่ทำให้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ระงับไป และผู้ชำระบัญชีรู้อยู่แล้วว่ามีหนี้นี้ตามบัญชีบริษัท จึงต้องวางเงินเท่าจำนวนหนี้นั้นตามมาตรา 1264งบการเงินและทะเบียนเจ้าหนี้ในระบบบัญชี
บริษัทไม่มีทรัพย์สินเหลือแล้ว ผู้ชำระบัญชีไม่ต้องรับผิดชอบส่วนตัวกรรมการโอนทรัพย์สินราคาถูกก่อนหรือระหว่างการเลิกบริษัท อาจมีความรับผิดทางอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หากโอนหรือซ่อนเร้นทรัพย์เพื่อมิให้เจ้าหนี้ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลได้รับชำระหนี้ [ต้องยืนยันแหล่งที่มา: ตัวบทจากแหล่งทางการ]รายงานการเดินบัญชีธนาคาร (Bank Statement) ย้อนหลัง
พ้นกำหนดสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 แล้ว จึงห้ามฟ้องกำหนดสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี คือวันที่จดทะเบียนผลการประชุมอนุมัติรายงานการชำระบัญชี (มาตรา 1270 และมาตรา 1272) ตราบใดที่ยังมิได้จดทะเบียนตามมาตรา 1270 ยังไม่ถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1270 และมาตรา 1272

ตัวอย่างสถานการณ์จำลอง Worked Example

ข้อเท็จจริงสมมติ: บริษัท A จำกัด (ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์) เลิกกิจการ มีเงินสดเหลือ 5 ล้านบาท มีเจ้าหนี้การค้า 3 ล้านบาท และหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่ม 1 ล้านบาท

การชำระบัญชีที่ปลอดภัย: (1) ผู้ชำระบัญชีนำเงิน 1 ล้านบาทไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มที่ค้างชำระต่อกรมสรรพากร ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีพร้อมกับชำระภาษีเป็นรายเดือนภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83 และแจ้งการเลิกประกอบกิจการภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการตามมาตรา 85/15, (2) ส่งหนังสือบอกกล่าวเจ้าหนี้การค้าและจ่ายเงินชำระหนี้ครบ 3 ล้านบาทพร้อมขอใบเสร็จ, (3) จัดทำงบเสร็จสิ้นการชำระบัญชี เงินสดคงเหลือสุทธิ 1 ล้านบาท นำเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วน, (4) ยื่นจดทะเบียนเสร็จสิ้นการชำระบัญชี ณ DBD ซึ่งทำให้ถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี แต่ยังไม่ตัดสิทธิเจ้าหนี้ที่จะฟ้องเรียกหนี้ ซึ่งมาตรา 1272 ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันดังกล่าว (มาตรา 1270 และมาตรา 1272) ส่วนความรับผิดทางอาญาไม่อยู่ในกำหนดสองปีตามมาตรา 1272 เพราะมาตรานั้นใช้กับคดีฟ้องเรียกหนี้สิน แต่อยู่ในบังคับของอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 351 อยู่ในบังคับของอายุความตามมาตรา 95 และกำหนดเวลาร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามมาตรา 96 ส่วนความรับผิดทางแพ่งจากการกระทำโดยทุจริตต้องพิจารณาตามบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

Checklist 13 จุดตรวจการเลิกบริษัทและชำระบัญชี

คำถามที่พบบ่อย Frequently Asked Questions

หากบริษัทมี "หนี้สินล้นพ้นตัว" (Insolvent) ผู้ชำระบัญชีต้องทำอย่างไร?
คำตอบ: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1266 หากผู้ชำระบัญชีพิจารณาเห็นว่าเมื่อเงินลงทุนหรือเงินค่าหุ้นได้ใช้เสร็จหมดแล้ว สินทรัพย์ก็ยังไม่พอกับหนี้สิน (ทั้งนี้ ผู้ชำระบัญชีมีอำนาจเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้เงินค่าหุ้นที่ยังค้างชำระได้ตามมาตรา 1265) ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้อง ร้องขอต่อศาลทันทีเพื่อให้มีคำสั่งว่าบริษัทล้มละลาย โดยยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจตามที่ตั้งสำนักงานของบริษัท [ต้องยืนยันแหล่งที่มา] ผู้ชำระบัญชีไม่มีอำนาจชำระบัญชีต่อเองเด็ดขาด
การเลิกบริษัทโดยไม่จดทะเบียนชำระบัญชี ปล่อยให้ถูกขีดชื่อเป็น "บริษัทร้าง" มีผลเสียอย่างไร?
คำตอบ: เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/3 บริษัทสิ้นสภาพนิติบุคคล แต่ความรับผิดของกรรมการ ผู้จัดการ และผู้ถือหุ้นที่มีอยู่เท่าใดก็คงมีอยู่เท่านั้นและเรียกบังคับได้ เสมือนบริษัทยังมิได้สิ้นสภาพนิติบุคคล การปล่อยให้เป็นบริษัทร้างจึงไม่ได้ปลดเปลื้องหนี้สิน นอกจากนี้ ศาลอาจสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนได้ตามมาตรา 1273/4 เมื่อมีผู้ร้องขอตามเงื่อนไขที่มาตรานั้นกำหนด
สมุดบัญชีและเอกสารของบริษัท ต้องเก็บรักษาไว้นานเท่าใดหลังเสร็จการชำระบัญชี?
คำตอบ: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1271 ให้ผู้ชำระบัญชีมอบสมุด บัญชี และเอกสารทั้งหลายแก่นายทะเบียนภายในสิบสี่วัน และให้นายทะเบียนรักษาไว้เป็นเวลา สิบปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ซึ่งตามมาตรา 1270 คือวันที่จดทะเบียนแล้ว
เจ้าหนี้สามารถฟ้องร้องผู้ชำระบัญชีได้ภายในกี่ปี?
คำตอบ: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 ในคดีฟ้องเรียกหนี้ซึ่งผู้ชำระบัญชีเป็นลูกหนี้อยู่ในฐานเช่นนั้น ห้ามฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ซึ่งได้แก่วันที่จดทะเบียนผลการประชุมอนุมัติรายงานการชำระบัญชี (มาตรา 1270)

อ้างอิง — References

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข้อสงวน (Disclaimer): บทความนี้จัดทำโดย Legal Advance Solution Co., Ltd. เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปด้านกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทนาย-ลูกความ กฎหมายอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรึกษาทนายความที่มีใบอนุญาตก่อนดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมาย | LAS Legal Hub — ข้อมูลกฎหมายเพื่อธุรกิจ